facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เมื่อโชคชะตาและชาติกำเนิดนำพานางไปสู่เส้นทางที่คนธรรมดาได้แต่วาดฝันถึง หนทางแห่งการเป็นเซียนได้เปิดขึ้นแล้ว!

ตอนที่ 1 ประสบการณ์ชีวิตช่างอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 ประสบการณ์ชีวิตช่างอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 22.8k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2563 10:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 ประสบการณ์ชีวิตช่างอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว
แบบอักษร

 

หมู่บ้านเล็กๆ ที่เงียบสงบ แสงแดดร้อนแรงสาดส่อง ประหนึ่งจะแผดเผาทั้งหมู่บ้านให้มอดไหม้ 

ชาวบ้านล้วนขลุกอยู่แต่ในบ้าน มีเพียงสุนัขตัวใหญ่ไม่กี่ตัวแลบลิ้นอย่างหมดอาลัยตายอยากอยู่ใต้ร่มไม้ 

เด็กหญิงอายุห้าหกขวบคนหนึ่งนั่งอยู่บนขั้นบันได มือกอดเข่า ท่าทางเดียวดาย แม้จะอยู่ภายใต้แสงแดดแผดเผานี้ก็ยังทำให้รู้สึกถึงความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว 

ทันใดนั้น เด็กหญิงที่ไม่พูดไม่จามาตลอดพลันยื่นมือออกมา หยิกแก้มที่ไม่ค่อยมีเนื้อของตัวเองอย่างแรง แล้วบ่นงึมงำว่า “มั่วชิงเฉิน เจ้าให้มันได้เรื่องหน่อยได้ไหม โตขนาดนี้แล้วยังคิดจะร้องไห้ ก็แค่โดนตีไม่ใช่หรือไร เรื่องใหญ่เพียงไหนกันเชียว...” 

ถึงจะพูดอย่างนี้ แต่น้ำตาเด็กหญิงยังคงไหล ‘เผาะๆ’ ลงมา ตกถึงพื้นก็ระเหิดแห้งทันที ไม่เห็นแม้แต่ควันสักสาย 

ในที่สุดเด็กหญิงทนไม่ได้ร้องไห้ขึ้นมา แต่กลับไม่มีเสียงสักแอะเดียว ปล่อยให้น้ำตาไหลดั่งสร้อยไข่มุกที่เชือกร้อยขาด ตกลงมาไม่หยุดหย่อน 

“นางเด็กบ้า ไปแอบอู้อยู่ที่ไหนอีก รีบเข้ามาเดี๋ยวนี้” ทันใดนั้นพลันมีเสียงแหลมสูงของผู้หญิงลอยมา 

เด็กหญิงใช้หลังมือขยี้ตาแล้วลุกขึ้นยืน เดินเข้าบ้านไปอย่างหน้าไร้ความรู้สึก 

อาสะใภ้หลิวที่อยู่ข้างบ้านใช้นิ้วจิ้มขมับบุตรสาวพลางด่าว่า “ยายเด็กบ้านี่ ขี้เกียจตัวเป็นขนเชียว ดีนะที่เจ้าคลานออกมาจากท้องข้า เจ้าดูนางหนูบ้านหลิ่วข้างบ้านสิ เพิ่งจะหกขวบก็ทำงานไม่หยุดมือทั้งวัน ขนาดนี้แล้วยังกินไม่อิ่ม สองสามวันก็โดนตีทีหนึ่ง ดูสิน่าสงสารเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกแล้ว หากเป็นเจ้า ยังไม่รู้จะอยู่ให้รอดได้อย่างไรเลย!” 

เด็กหญิงที่ถูกด่าท่าทางอายุสิบกว่าขวบ ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่โกรธ ยิ้มแฉ่งพลางกอดแขนอาหลิวออดอ้อนว่า “ท่านแม่ นั่นไม่เหมือนกัน ท่านเป็นมารดาแท้ๆ ของข้านี่นา ตีลูกก็เจ็บที่ตัวท่านแม่นะ แต่ว่าสาวน้อยนั่นก็น่าสงสารจริงๆ อาหลิ่วก็ทำเกินไป อย่างไรเสียก็เป็นน้าสะใภ้ของนาง เหตุใดใจร้ายเยี่ยงนี้” 

อาหลิวได้ยินดังนั้นได้แต่ถอนใจว่า “หลิงจือ คนเรานี่น่ะ ล้วนแต่เป็นชะตา นึกถึงตอนนั้น มารดาของนางหนูเป็นคนสวยที่โดดเด่นในรัศมีร้อยลี้นี้ เออ ที่ที่ไกลกว่านี้แม่ก็ไม่เคยไปหรอกนะ แต่แม่กล้าพูด ที่อื่นน่ะหาแม่นางที่โตมาแล้วสวยเพียงนี้ไม่ได้ ตอนนั้นที่คนมาสู่ขอน้องหลิ่วเมื่อครั้งอายุครบสิบห้าปีน่ะ เหยียบกันจนธรณีประตูบ้านหลิ่วแตก นางไม่ถูกใจสักคน นี่คงเป็นชะตาลิขิต ปีนั้นจู่ๆ ก็มีชายหนุ่มมาในหมู่บ้าน หน้าตาหล่อเหลาเชียว อย่างกับเทวดาแน่ะ ยืนอยู่ด้วยกันกับน้องหลิ่วนะอย่าพูดเลยว่าเหมาะสมกันขนาดไหน สุดท้ายสองคนก็ได้อยู่ด้วยกันจริงๆ...” 

“ท่านแม่ แล้วหลังจากนั้นล่ะ” หลิงจือเขย่าแขนอาหลิวเอ่ยถาม 

“หลังจากนั้นหรือ...” อาหลิวหรี่ตา เหมือนดิ่งเข้าไปในความหลัง “หลังจากนั้นทั้งสองคนก็แต่งงานกัน อยู่ด้วยกันอย่างกลมเกลียว ไม่นานน้องหลิ่วก็ตั้งครรภ์ เสียดายเรื่องดีมักไม่ยืนยาว ตอนนางท้องได้เจ็ดแปดเดือน ชายหนุ่มคนนั้นจู่ๆ ก็หายไป น้องหลิ่วร้อนใจทนไม่ไหว ไหว้วานคนไปหาตามที่ที่หาได้จนหมดก็หาไม่พบ นางได้แต่ปาดน้ำตาทั้งวัน แถมยังคลอดก่อนกำหนดอีก กระทั่งคลอดนางหนูออกมา นางคงจะตรอมใจน่ะ พอนางหนูได้สามขวบนางก็จากโลกนี้ไป” 

หลิงจือมองดูสีหน้าผู้เป็นมารดา แล้วถามอย่างระมัดระวังว่า “เพราะเช่นนั้น สาวน้อยก็เลยได้อยู่กับน้าชายหรือ” 

อาหลิวลูบศีรษะบุตรสาวพลางว่า “ใช่ น้าชายนางหนูเป็นเพื่อนบ้านเรา แม่เห็นกับตาตั้งแต่เขาอุ้มนางหนูมา นางหลิ่วหยาง[1]ไม่ใช่คนยอมคน ตอนแรกๆ ยังดีหน่อย ทว่าตั้งแต่อาฝูเกิด ก็ใช้นางหนูอย่างกับสาวใช้จริงๆ แถมยังสองสามวันทีทั้งตีทั้งด่า ช่างเป็นเวรกรรมจริงๆ” 

“ก็นั่นน่ะสิ” หลิงจือพยักหน้าอย่างแรง 

อาหลิวเหล่มองบุตรสาวปราดหนึ่ง “นางเด็กบ้า โดนเจ้าเฉไฉไปอีกแล้ว รีบไปเลี้ยงไก่เร็ว” 

หลิงจือบิดตัวยิ้มว่า “ข้าจะเอาขนมวัววัวโถว[2]ไปให้สาวน้อยกินสักหน่อย ฮิๆ” พูดจบก็วิ่งยิ้มจากไป 

มั่วชิงเฉินยังไม่รู้ว่าประวัติที่ตัวเองก็ไม่ค่อยรู้ชัดของตนถูกคนอื่นรื้อฟื้นขึ้นมารอบหนึ่ง หลังจากนางกลับเข้าไปในบ้านก็เห็นนางหลิ่วหยางมือหนึ่งเท้าสะเอวมือหนึ่งชี้นางด่าว่า “นางเด็กบ้า ออกไปคร่ำครวญอีกแล้ว รู้สึกน้อยใจอยากให้คนมาสงสารใช่ไหม ข้าจะบอกให้เจ้าหมดหวังเสีย ใครสงสารเจ้าก็ให้คนนั้นให้ข้าวเจ้ากิน ข้าจะดูว่าใครเต็มใจ!” 

มั่วชิงเฉินกัดริมฝีปากแน่น ในใจพร่ำทวนคำว่า ทอ-โอะ-นอ ทนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้าทน! 

ไม่ใช่ว่านางเป็นคนถูกเอาเปรียบแล้วจะอยู่เฉยได้ แต่เด็กหญิงอายุหกขวบโดนลมพัดทีก็ล้มอย่างนาง นอกจากครอบครัวน้าชายแล้วทั้งหมู่บ้านก็ไม่มีที่พึ่งพิง ไม่ทนแล้วจะทำอะไรได้! 

 “อย่ามาแยกเขี้ยวยิงฟันใส่ข้า รีบไปแยกถั่วในตะกร้านั่น แยกเสร็จเมื่อไรกินข้าวเมื่อนั้น!” พูดจบนางหลิ่วหยางยื่นปากชี้ไปทางตะกร้า 

“ทราบแล้วเจ้าค่ะ น้าสะใภ้” มั่วชิงเฉินตอบรับเสียงเบาเดินไปทางตะกร้า ใช้แรงหมดตัวถึงถือตะกร้านั้นขึ้นมาได้ นางถือตะกร้าด้วยสองมือเดินไปใต้ต้นไห่ถาง[3]ที่อยู่ลานบ้านทีละก้าวๆ  

ใต้ต้นไห่ถางมีเก้าอี้พับเล็กๆ เรียบง่ายวางอยู่ตัวหนึ่ง เวลามั่วชิงเฉินทำงานชอบมานั่งอยู่ตรงนี้ ส่วนนางหลิ่วหยางก็คงจะถ้าไม่เห็นก็ไม่รำคาญใจ ชอบให้นางทำงานที่นี่มากกว่าไปทำในบ้าน 

มั่วชิงเฉินมองดูถั่วแดงถั่วเหลืองที่ปนกันเต็มตะกร้าแล้วทอดถอนใจ เริ่มคัดแยกอย่างเงียบๆ  

นางมาที่นี่ได้หนึ่งปีแล้ว บางทีนางก็อดสงสัยไม่ได้ว่าสวรรค์เอานางมาที่นี่เพื่อลงโทษนาง 

แรกเริ่มนางยังขัดขืนเวลาที่ถูกนางหลิ่วหยางด่าทอทุบตี แต่กลับพบว่ามีแต่จะยิ่งโดนด่าโดนตีรุนแรงยิ่งขึ้น จากนั้นยังไม่มีข้าวกิน หลังจากใช้แข็งปะทะแข็งอยู่หลายครั้ง สุดท้ายมั่วชิงเฉินก็เข้าใจ รัศมีของนางเอกทะลุมิติไม่ได้บังเกิดขึ้นกับตัวนาง ไม่ว่านางจะมีความรู้หรือความคิดอะไร อย่างไรก็หนีความจริงที่ว่านางเป็นแค่เด็กหญิงหกขวบที่ไร้ที่พึ่งไม่พ้น 

มีเพียงสิ่งเดียวที่นางทำได้ก็คืออดทน พยายามให้โดนตีน้อยที่สุด รีบๆ เติบใหญ่ 

นี่ คือเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของมั่วชิงเฉินในขณะนี้! 

หมกมุ่นแยกถั่วอยู่ได้ครู่หนึ่ง มั่วชิงเฉินเริ่มรู้สึกมึนหัวตาลาย ยิ่งกว่านั้นตอนเช้านางได้ดื่มแค่ข้าวต้มที่ข้นกว่าน้ำเปล่าไม่เท่าไรเพียงถ้วยเดียว 

นางรีบมองดู อากาศร้อนเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่านางหลิ่วหยางและญาติผู้น้องอาฝูขลุกอยู่ในบ้านนอนหลับอยู่ น้าชายหลิ่วต้าเฉิงออกไปทำงานแต่เช้าแล้ว อย่างไรเสียก็ไม่กลับมาเร็วๆ นี้ 

มั่วชิงเฉินวางใจลง ยื่นมือหยิบขวดน้ำเต้าสุราขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากในอก 

ขวดน้ำเต้าสุรานี้ดูสีเทาทะมึนไม่เตะตายิ่งนัก แต่กลับมีความลับสะเทือนฟ้าดินอยู่อย่างหนึ่ง 

มันมาที่นี่พร้อมกับมั่วชิงเฉิน ที่ต่างกันคือ มั่วชิงเฉินเป็นวิญญาณที่อยู่ในร่างสาวน้อยคนนี้ ส่วนมันทะลุมาด้วยร่างจริง! 

มั่วชิงเฉินลูบไล้ขวดน้ำเต้าสุรา ถอนใจเบาๆ ว่า “ขวดน้ำเต้าสุราเอ๋ย ตอนนี้มีแต่เจ้ากับข้าเป็นเพื่อนกันแล้ว” พูดจบก็กรอกสุราจากน้ำเต้าเข้าปากไปหลายอึกใหญ่ 

เดิมทีมั่วชิงเฉินไปเจอขวดน้ำเต้าสุรานี้ขายอยู่ที่แผงแบกับดินตอนไปท่องเที่ยวเมืองเก่าเมืองหนึ่ง แม้รูปร่างไม่เตะตา แต่มองดูดีๆ กลับให้กลิ่นอายแบบของโบราณ มั่วชิงเฉินคิดว่าคุณปู่ชอบดื่มเล็กๆ น้อยๆ หากใช้น้ำเต้านี้ใส่เหล้าก็ดูมีรสมีชาติดี จึงต่อรองราคาซื้อไว้ ใครจะคิดว่าพอของถึงมือก็เห็นรถคันหนึ่งสูญเสียการควบคุมพุ่งมา พอลืมตาอีกทีนางได้กลายเป็นสาวน้อยหกขวบไปแล้ว 

ตอนนางเห็นขวดน้ำเต้าสุราที่หดเล็กลงนั้นก็ตกตะลึงแทบแย่ แอบเก็บซ่อนเอาไว้โดยไม่รู้ตัว ต่อมาก็ค้นพบว่าน้ำเต้านี้มีสิ่งมหัศจรรย์ซ่อนอยู่จริงๆ  

ข้างในเต็มไปด้วยสุราเลิศรส มิหนำซ้ำดูเหมือนจะไม่มีวันหมด 

มั่วชิงเฉินเดิมไม่ดื่มเหล้า เพียงแต่สำหรับนางที่อ่านนิยายแฟนตาซีมาเยอะคิดว่าสุราในน้ำเต้านี้มีประโยชน์มหัศจรรย์อะไรหรือไม่ ดังนั้นจึงแอบดื่มวันละหลายอึก หนึ่งปีมานี้ไม่พบประโยชน์มหัศจรรย์ แต่นางกลับรักการดื่มสุราเข้าให้! 

ไม่รู้เป็นเพราะอุปทานไปเองหรือไม่ รู้สึกข้อดีเพียงหนึ่งเดียวก็คือ เวลาหิวดื่มไปสักหน่อย ก็เหมือนจะไม่หิวขนาดนั้นแล้ว 

“สาวน้อย เจ้าอยู่ไหม” ขณะมั่วชิงเฉินกำลังเหม่อลอย จู่ๆ ได้ยินเสียงเด็กสาวเสนาะหูลอยมา  

 

------

[1] นางหลิ่วหยาง เป็นการเรียกหญิงที่แต่งงานแล้วของจีนในสมัยโบราณ โดยนามสกุลตัวแรกจะเป็นนามสกุลสามี ส่วนนามสกุลตัวที่สองคือนามสกุลตนเอง ในที่นี้ หลิ่วคือนามสกุลสามี หยางคือนามสกุลผู้หญิง

[2] ขนมวัววัวโถว เป็นอาหารจำพวกแป้ง พบบ่อยทางภาคเหนือของประเทศจีน สมัยก่อนเป็นอาหารหลักของคนยากไร้ ใช้แป้งข้าวโพด แป้งถั่วเหลือง และธัญพืชที่มีสีเขียวธรรมชาติเป็นส่วนผสมหลัก รูปร่างหัวเล็กท้ายใหญ่ตรงกลางกลวง ทรงกลมเหมือนสว่าน ที่ก้นมีรูเพื่อง่ายต่อการนึ่งสุก เป็นอาหารหลักเหมือนหมั่นโถว จึงเรียกว่าวัววัวโถว

[3] ต้นไห่ถาง หรือหมายถึง ต้นแอปเปิ้ลป่า

ความคิดเห็น