email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 28

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 355

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ก.พ. 2563 21:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 28
แบบอักษร

“ได่ข่าวว่าหมวดก้องเกียรติเลามาติดผุสาวบ้านเฮาว่ะติ๊สู” จู่ๆป๋องก็ถามคำถามนี้ขึ้นมาทำเอาปื๊ดหัวเราะออกมาขำๆก่อนที่จะตอบขึ้นว่า

“ได่ยินว่าจังซั่นล่ะ กะอีแตนลูกพ่อสนนั่นเด้!อ้ายป๋อง” คำพูดของปื๊ดเพื่อนรักทำเอาไผ่ถึงกับหูผึ่งขึ้นมาทันที ด้วยความคาดไม่ถึง แต่ถึงกระนั้นเด็กหนุ่มก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมามากนัก เลื่อนชำเลืองตามองเพื่อนรักจะเหมือนรู้แกวกันอยู่ จึงตัดสินใจถามขึ้นแทนให้เพราะเขารู้ว่าไผ่นั้นเป็นคนปากหนักอยู่มาก

“ไผว่าเดียวนิ มึงไปได้ยินมาตะใสบักปื๊ด กูคือบ่เห็นฮู้อิหยังนำ”

“คนเขาซากันเหมิดคุ่มนั่นตั่ว มึงไปยุใสมาจังบ่ได่ยินบักอันนิกะดาย” ปื๊ดหันมาว่าให้เลื่อนขำๆก่อนที่ป๋องจะหัวเราะออกมาด้วยความตื่นเต้นแทน

“แมนติ๊โฮ้!อีแตนมันคือคักแท่ว่ะฮ่าๆๆๆๆ” คำพูดที่ไม่ได้คิดอะไรมากมายนักของป๋องนั้นกับทำให้ใครบางคนที่นั่งฟังอยู่ไม่ห่างออกไปนักนั้นถึงกับตัวชาวูบขึ้นมาทันทีโดยไม่ทันตั้งตัว จริงหรือนี่ไม่น่าเชื่อเลยคงจะเป็นเพราะข่าวนี้สินะที่ทำให้มะลิพี่สาวของเขาถามคำถามแปลกๆเอากับแม่ของเขาเมื่อตอนเช้าวานนี้ ไผ่รู้สึกแปลกๆขึ้นมาในอกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเลยในชีวิต มันแน่นและอึดอัดไปหมดจนเหมือนกำลังจะหายใจไม่ออกหรือว่าหายใจไม่ทันกันแน่ก็ไม่รู้ได้ มีอะไรบางอย่างกำลังเกิดขึ้นกับเด็กหนุ่มโดยที่เจ้าตัวนั้นไม่อาจเข้าใจในสิ่งที่กำลังเป็นอยู่นี้ได้ ไผ่นั้นถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนปากกล้าใจนักเลงมากแค่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขานั้นไม่เคยทำเลยก็คือการจีบผู้หญิง และถึงแม้ว่าเขานั้นจะประทับใจในตัวของเพื่อนสาวมากมายเพียงใด แต่เขาก็ยังไม่เคยที่จะแสดงอะไรที่เป็นการเปิดเผยถึงความรู้สึกที่เขานั้นมีต่อแตนเลยแม้แต่ครั้งเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้หลังจากที่ปื๊ดกับป๋องกลับบ้านไปแล้ว เลื่อนจึงคุยเรื่องนี้กับไผ่ทันทีที่ได้อยู่ด้วยกันเพียงลำพัง

“มึงบ่คึดสิบอกมันอิหลีติ๊มู”

“บอกไผ บอกเรื่องอิหยังว่ะ!” ไผ่หันมาพูดกับเพื่อน พร้อมกับตีมึนต่อเพราะไม่กล้าที่จะยอมรับกับเลื่อนตรงๆ ในสิ่งที่เขานั้นกำลังเป็นทุกข์อยู่

“อย่ามาเฮ็ดคือหลาย กูนั่นฮู้เหมิดนั่นล่ะว่ามึงคึดอิหยังยุฮ่ะๆๆๆอย่าพิตี๋เฮ็ดหลาย” เลื่อนแซวกลับยิ้มๆ ก่อนที่จะพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดออกมา

“มึงคึดจังได๋กับมันกะคือบ่บอกมันโลด มึงสิมาเก็บใว่ไห่เป็นทุกข์ยุผุเดียวเฮ็ดอิหยัง ถ่ามันฮู้ฮังเทือดีบ่ดี มันอาจสิดีใจกะได่ไผ่สิฮู้แมนบ่ล่ะ” เลื่อนพูดขึ้นอย่างให้กำลังใจเพื่อนรักเต็มที่

“รึบ่ซั่นกะถึกมันด่าเอาคืนแมนบ่ฮ่าๆๆๆ กูบ่มีแนวสิเว่าดอก ขั่นมันได่ผุบ่ดีกะว่าไปอย่าง ตะนี่มันได่คนดีมีอนาคตแล้ว เว่าไปกะซำไปขวางทางเจริญมันซือๆ สู่บ่เว่าดีกว่า”

“เรื่องข่างหน่าบ่มีไผฮู่ดอกเฮ้ย!อิหยังกะเกิดขึ่นได่ แนวเฮาเหลียวบ่เห็นเนาะ ขั่นได่บอกอย่างน้อยมันกะสิบ่มีอิหยังค่างคาใจเฮาอีก ขั่นบ่มักมันกะสิกล้าด่าคืนยุบ้อ ไปบอกมักเนาะบ่ได่ไปด่าแม่ฮ่าๆๆๆ”

“อันนี่กูกะบ่กล้าประกันว่ะฮ่าๆๆๆ” ไผ่ตอบเพื่อน ก่อนที่ทั้งสองหนุ่มนั้นจะหัวเราะขึ้นพร้อมๆกันอย่างเห็นเป็นเรื่องขำขันไป และแม้ว่าจะรู้สึกกลัวๆอยู่บ้าง แต่อีกใจหนึ่งไผ่เองนั้นก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า ถ้าเขานั้นบอกสิ่งที่อยู่ในใจออกไปแล้วนั้นแตนจะว่าอย่างไรกลับมา ด้วยเหตุนี้ไผ่จึงคิดที่จะลองเสี่ยงดูสักครั้งดังนั้นในช่วงสายๆของวันต่อมา เด็กหนุ่มจึงทำเป็นขี่มอเตอร์ไซค์คันเก่งของตนนั้นฉวัดเฉวียนวนไปทางหน้าบ้านของแตนอยู่หลายรอบ และถึงแม้ว่าเขานั้นจะมองเห็นว่าเธออยู่ที่บ้านอยู่แต่ก็ไม่รู้จะหาเหตุผลอันใดที่จะเข้าไปทักหรือพูดคุยกับเพื่อนสาวอยู่ดีนั่นเอง จนท้ายที่สุดก็ต้องขับรถกลับบ้านไปเสียเฉยๆอย่างนั้นโดยไม่ได้บอกอะไรกับเธอเลย บุญเดือนสามใกล้เข้ามาแล้ว เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากที่เสร็จสิ้นจากภารกิจต่างๆในตอนเช้าไปแล้วเตี้ยเดินมาหาลูกสาวที่กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่กับต่อน้องชายของเธอที่แคร่ไต้ต้นขนุนข้างบ้านพร้อมกับเอ่ยขึ้นมาว่า

“เอ๋าๆตื่นขึ่นมากะเล่นตะโทรศัพท์บ่วางเลยสองพี่น้องนิ เห็นพ่อสูจ่มอยากกินก้อยกระปอมตะมื่อวานนี่แล้ว สูกะไปค้องไปหาเบิ่งแน ทามันได่จักสองสามโตพอได่ถ้วยได่ซาม”

“ตำรวจสิบ่จับเบาะอิแม่ เห็นขะเจ่าว่ามันเป็นสัตว์อนุรักษ์แล้วบ่แมนติ๊” ต่อพูดขึ้นเพราะเคยได้ยินเรื่องนี้มาแล้วตั้งแต่ปีที่แล้วว่าทางราชการนั้นประกาศให้สัตว์ป่าหลายชนิดที่กำลังจะสูญพันธุ์นั้นขึ้นทะเบียนเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองแล้ว

“กะจักล่ะ เฮ็ดแนวได๋สิได่กินซั่นบาดนิ จังได๋กะไปเบิ่งก่อนบ่ได่แนวนึงกะสิได่แนวนึงยุตั่ว เก็บดอกผักติ้วมานำเด้อมื่อแลงแม่สิหาแนวมาซุบใส่” นางเตี้ยหันไปบอกกับต่อ ก่อนที่จะหันมาหาลูกสาวที่นั่งมองตาแป๋วอยู่ข้างๆอีกคนหนึ่งพร้อมกับบอกขึ้นว่า

“ แตนเอากะคุไปตักเข่าเปลือกยุเล่าจักครึ่งคุ แล้วเอาไปศูนย์กลางหมู่บ้านไปโฮมบุญนำเผิ่นไห่แม่นำเด้อ”

“จ๊ะ..อิแม่ อ่อ..ต่อไปซวนมูแล้วกลับมาฮับเอื้อยนำเด้อ เอื้อยสิไปนานำยุบ้านกะฮ้อนเอ่าซือๆไปเล่นยุนาเย็นๆดีกว่า” แตนรับคำของแม่ แล้วหันมาบอกกับน้องชายก่อนที่จะเก็บโทรศัพท์ใส่ในกระเป๋ากางเกงแล้วเดินไปหยิบคุถังจากนั้นก็เดินไปที่ยุ้งข้าวเพื่อไปทำธุระตามที่แม่ของเธอได้สั่งเอาไว้ต่อไป ราวๆเดือนกุมภาพันธ์หรือเดือนสามของคนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือเรียกอีกอย่างว่าภาคอิสานนั้น เป็นช่วงกาลบุญคือบุญโฮมข้าวและบุญข้าวจี่ต่อกันไป กล่าวคืนในช่วงวันแรกนั้นคือกาลบุญโฮมข้าว ชาวบ้านทุกคนต่างก็จะตักเอาข้าวที่อยู่ในยุ้งของตนนั้น( จะมากจะน้อยก็แล้วแต่ศรัทธาของแต่ล่ะคน ) ไปรวมกันที่ศูนย์กลางของหมู่บ้านโดยการเทรวมกันเอาไว้ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำของวัน โดยมีคณะกรรมการหมู่บ้านจะตั้งศูนย์ชั่วคราวเอาไว้ที่นั่น พอตกกลางคืนก็จะมีการเปลี่ยนเวณกันนอนเฝ้าข้าวกองบุญเอาไว้จนถึงเช้า แล้วในตอนเช้าต่อมาก็จะถึงคราวบุญข้าวจี่โดยจะมีการตักบาตรข้าวจี่ที่หลากหลายแสนอร่อย ร่วมกันของคนในหมู่บ้านที่ศูนย์กลางนี้ และจะมีการเลี้ยงพระถวายภัตตาหารพระเช้าที่นี่โดยคนทั้งหมู่บ้านโดยพร้อมเพียงกันเลยทีเดียวซึ่งบุญโฮมและบุญข้าวจี่นี้จะสนุกสนานมากทีเดียวโดยเฉพาะเด็กๆนั้นจะชอบกันมากเพราะจะมีข้าวจี่ในแบบต่างๆที่แสนอร่อยได้กินร่วมกันที่นี่หลังพระฉันเช้าเสร็จแล้วด้วย หลังจากนั้นคณะกรรมการหมู่บ้านก็จะเปิดทำการขายข้าวที่ชาวบ้านทุกคนนำมารวมกันนั้นต่อหน้าทุกคนถ้าใครต้องการที่จะซื้อข้าวเอาไว้ก็จะมารวมกันในตอนนี้อีกครั้ง เพื่อนำจตุปัจจัยที่ได้นั้นไปถวายวัดเพื่อนำไปบำรุงพระพุทธศาสนากันต่อไปนั่นเอง..

ความคิดเห็น