facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 1 ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ... (2/2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ... (2/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.7k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ก.พ. 2563 17:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ... (2/2)
แบบอักษร

“อย่ายืดเยื้อกับข้า! บอกมาว่าเจ้ารักษาสิ่งใดไว้ เซียร์ให้เจ้าเก็บสิ่งใด!” เขาโกรธ...ออกแรงบีบคอจนเริ่มหายใจไม่ออก 

“ฉันเจ็บนะ...ไหนว่าคุณจะไม่ทำร้ายไง”  

ฉันพยายามแกะมือของเขาที่บีบคอฉันอยู่ 

“ก็บอกข้ามาสักทีว่าของสิ่งนั้นมันอยู่ที่ไหน!”  

เขาไม่ฆ่าฉันหรอก เพราะถ้าฆ่าฉันเขาคงโง่น่าดู 

“เจ้าต่างหากที่โง่ เพราะถ้าเจ้ายังไม่ยอมพูดออกมา ข้าจะบีบคอเจ้าในแหลกคามือข้าตอนนี้เลย” เขาเปลี่ยนจากน้ำเสียงดุดันเป็นเยือกเย็น นี่มันเรื่องบ้าอะไร! ฉันกำลังเผชิญกับตัวประหลาดอะไรอยู่กันแน่! 

“ก็ไหนบอกว่าอ่านความคิดฉันได้ไง ทำไมไม่อ่านล่ะว่าฉันเก็บมันไว้ที่ไหน ทำไมถึงไม่รู้ล่ะว่าฉันไม่รู้จริงๆ ว่าคุณพูดถึงเรื่องอะไร” นั่นสิ...ทำไมเขาไม่รู้ 

เขานิ่งไปก่อนจะคลายมือหนาๆ จากคอฉันแล้วถอยออกห่าง จ้องฉันไม่วางตา เหมือนกำลังคิดถึงสิ่งที่ฉันพูด 

“เจ้าไม่รู้จริงๆ ว่าของสิ่งนั้นอยู่ที่ใด...” 

“ก็ใช่ไง จำได้ว่าบอกไปหลายรอบมาก” ฉันลากเสียงยาว แอบใช้สายตาจิกกัดเขาเล็กน้อย 

“เป็นมารดาเจ้าแน่ที่รู้ เพราะนางขังเจ้าไว้ในห้องนี้ตลอดแปดปี ไม่เคยให้ออกไปพบผู้ใด มารดาเจ้าอยู่ที่ไหน!” 

“คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่นี่มาแปดปี ทั้งๆ ที่คุณเพิ่งย้ายมาอยู่ห้องตรงข้ามนั้นได้ห้าปีเอง” 

“ข้าตามเจ้ามาตั้งแต่ที่ที่พวกมนุษย์เรียกว่าโรงพยาบาลแล้ว ตึกนั่นเพิ่งสร้างได้เพียงห้าปีก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะเฝ้าดูเจ้าไม่ได้ คราวนี้บอกข้ามาได้หรือยังว่ามารดาเจ้าอยู่ที่ใด” 

“มารดา...เอ้ย! แม่ฉันไม่รู้เรื่องอะไรนี่หรอก ถ้าคุณเฝ้าดูพวกเราอยู่จริงก็น่าจะรู้นี่ว่าแม่ฉันไม่มีวันข้องเกี่ยวกับเรื่องของคุณได้เลย แม่ทำงานไม่เคยได้หยุด แม่ต้องหาเงินแทบตลอดเวลาแล้วจะเอาเวลาไหนไปรักษาของของคุณ อีกอย่างแม่เนี่ยนะจะซ่อนอะไรเอาไว้ พวกเราไม่ทำอะไรแบบนั้นหรอก แล้วการที่แม่ไม่ชอบให้ฉันออกไปข้างนอกก็เพราะฉันไม่ค่อยสบายไม่ได้แปลว่าแม่ขังฉันสักหน่อยและฉันเต็มใจอยู่ด้วย!” ให้ตายเถอะ ทำไมฉันต้องมานั่งอธิบายอะไรให้มันยืดยาว ทำไมแค่พูดว่าฉันไม่รู้เรื่องแล้วเขาไม่เชื่อ 

“ที่ข้าไม่เชื่อเจ้าง่ายๆ ก็เพราะมนุษย์...ชอบปด พวกเจ้าไม่ซื่อตรง ไม่พูดในสิ่งที่คิด ไม่ทำตามที่สัญญา” 

“งั้นคุณก็ค้นห้องฉันเลยสิ หาไอ้สิ่งที่คุณบอกว่าพวกเราซ่อนมันไว้ หรือทำไมคุณไม่ไปถามจากคนชื่อเซียร์ดูล่ะ มาถามจากฉันจากที่ไม่รู้เรื่องชาตินี้คงจะเจอหรอก” ฉันเบะปากจนไม่รู้จะเบะยังไงแล้ว เขาก็ดูเหมือนจะฉลาดนะแต่ทำไมเข้าใจอะไรยากเป็นบ้า 

“เซียร์ตายแล้ว” ดวงตาสีเหลืองทองของเขาประกายความหม่นหมองออกมาเล็กน้อยพร้อมกับน้ำเสียงที่มีความเศร้าเจือปน 

“งั้นก็ยากเลยสิ...มันสำคัญมากขนาดนั้นเลยเหรอ ทั้งๆ ที่คุณก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร” ทำไมฉันถึงรู้สึกสงสารเขาขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก... 

“นางบอกว่ามันสำคัญต่อข้า...เหตุใดข้าถึงไม่นึกสังหรณ์ใจว่าแปดปีที่เฝ้าดูเจ้ามา มารดาเจ้ากับเจ้าไม่เคยเอ่ยถึงเซียร์หรือแม้แต่พูดถึงของสิ่งนั้น” ดูเหมือนเขาจะเพิ่งรู้ตัวว่าแปดปีที่ผ่านมามีค่าเป็นศูนย์ 

“อยากจะบ้า นี่คุณเฝ้าฉันมาแปดปีเพื่อของที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไรเนี่ยนะ?” 

“ใช่ ข้าตามเจ้ามาตั้งแต่วันที่เจ้าฟื้นจากความเป็นความตายเมื่อแปดปีก่อน ตามเจ้ามาตั้งแต่ที่พักของข้ายังเป็นเพียงตึกเปล่าๆ ข้าเฝ้าเจ้ามาแปดปี เพียงเพราะ...” เขานิ่งไป หลุบตามองต่ำ 

“เพราะอะไร?” ฉันรู้ว่าตัวเองไม่มีปัญญาหรอก แต่ทำไมถึงอยากช่วยเขาตามหาสิ่งนั้นก็ไม่รู้ 

“คำพูดก่อนตายของมิตร” เขากำลังเศร้า...ฉันรู้สึกได้ 

“ฉันเสียใจด้วยนะที่เพื่อนคุณตาย คุณคงเสียใจมากเลยใช่ไหม” 

“เสียใจเหรอ?” เขาทวนคำถามแล้วหันมามองฉันตรงๆ  

“ข้าได้ยินมนุษย์เอาแต่พูดถึงคำนี้ เสียใจ มันคืออะไร เหตุใดพวกเจ้าถึงต้องเสียใจ” 

“นี่คุณถามเพราะไม่รู้จริงๆ หรือกำลังประชดกันแน่” 

“ข้าหมายความตามที่พูด มีแต่เจ้านั่นแหละที่แปลเป็นอื่นไปเอง” 

“ก็ได้ๆ เสียใจก็คือความรู้สึกน่ะ แบบว่าเราจะรู้สึกเสียใจเวลาที่คนตาย คนเจ็บป่วย หรือสูญเสียสิ่งสำคัญไป” ฉันพยายามอธิบาย 

“มีคนตายทุกวัน แบบนี้พวกมนุษย์ก็เสียใจกันทุกวันน่ะสิ” 

“ไม่...เราจะเสียใจเฉพาะเวลามีคนที่เรารักตายเท่านั้น” 

“รัก?” 

“นี่คุณ...อย่าบอกนะว่าคุณไม่รู้จักคำนี้ ถามจริง คุณมาจากไหนกันแน่ นอกโลกหรือไง?”  

“ใช่ ข้ามาจากนอกโลก” แววตากับคำพูดของเขาใสซื่อมาก แต่ฉันนี่อึ้งไปเลย เพราะฉันแค่ประชดแต่ไม่คิดว่าเขาจะยอมรับออกมาอย่างนั้น 

“ฮะๆ ตลกแล้ว! คุณจะมาจากนอกโลกได้ยังไง อย่ามาอำกันน่ะ ฉันไม่ใช่คนที่จะเชื่อคำพูดใครง่ายๆ หรอกนะ” ฉันหัวเราะแห้งๆ มันไม่จริงแน่ๆ ไม่มีทางที่เขาจะมาจากนอกโลกได้หรอก...ใช่ไหม? 

“เหตุใดจะเป็นเรื่องจริงไม่ได้ เจ้าคิดว่าโลกที่เจ้าอยู่นี้เป็นดาวดวงเดียวในจักวาลอย่างนั้นหรือ? หรือสิ่งที่เจ้าเคยเห็นเกี่ยวกับตัวข้ามันเป็นเรื่องที่มนุษย์โลกทำได้อย่างปกติ?” เขาถามฉันกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ก่อนที่แสงสีฟ้าจะเรืองขึ้นปกคลุมตัวเขาราวกับว่าเขาต้องการจะแสดงอภินิหารให้ฉันดู  

ซึ่ง...ฉันก็ยอมรับว่าคนปกติบนโลกไม่มีใครมีอะไรแบบนี้แน่ๆ แม้กระทั่งการกระโดดข้ามตึกไปมาอย่างง่ายดายแบบไม่กลัวตายหรือดาบยาวๆ ที่ฉันเคยเห็นเขาใช้เสียบทะลุตัวไอ้แม็กซี่สนมันสลายกลายเป็นไอ...แต่ฉันอาจจะตาฝาดไปเองหรือไม่มันก็อาจจะเป็นมายากลก็ได้นี่...เขาไม่ได้มาจากนอกโลกจริงๆ หรอก 

“ข้าไม่สนใจเรื่องมายากลหรอก…สิ่งที่เจ้าเห็น ความจริงแล้วไม่ใช่เรื่องตบตาที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อทำการแสดง หรือจะต้องให้ข้าบอกว่าเจ้าคิดสิ่งใดอยู่ในหัวบ้าง” แล้วเขาก็พูดสิ่งที่ฉันคิดออกมาได้อย่างหมดเปลือก 

แน่นอนว่ามันคือการอ่านความคิดที่มนุษย์ทำไม่ได้…หรือฉันควรต้องยอมรับจริงๆ ว่าเขามาจากนอกโลก! 

“พอแล้วๆ ฉันเชื่อก็ได้ว่าคุณมาจากนอกโลก...เอาเป็นว่าหุบแสงฟ้าๆ รอบตัวคุณก่อนได้ไหม มันแสบตา” ฉันโบกมือไปมาเพราะแสงนั่นมันทำให้ฉันแสบตาจริงๆ เวลาที่ต้องจ้องหน้าเขา 

“ข้าสามารถทำให้เจ้าเชื่อได้มากกว่านี้...” แสงสีฟ้าค่อยๆ จางลงช้าๆ คราวนี้ฉันจึงได้มองหน้าเขาอย่างเต็มตาอีกครั้ง 

“ไม่ต้องแล้วล่ะ เพราะเกิดมายี่สิบปีฉันก็ยังไม่เคยเจอใครแสดงอภินิหารต่อหน้าต่อตาแบบคุณมาก่อน เอาเป็นว่า…คุณมาจากนอกโลกจริงๆ และคุณก็ไม่ใช่พวกเหนือมนุษย์ ไม่ใช่แวมไพร์หรือผี แต่คุณเป็น...” ฉันหยุดชะงักเล็กน้อย 

พระเจ้า...นี่ฉันกำลังคุยอยู่กับมนุษย์ต่างดาวเหรอเนี่ย?! 

“คุณพูดภาษามนุษย์...ไม่สิ นี่คุณกำลังพูดภาษาไทยนี่! ทำไมคุณถึงพูดภาษาเดียวกับฉันได้ล่ะ?” ฉันเคยดูหนังมา นอกจากมนุษย์ต่างดาวจะมีรูปร่างแปลกๆ แล้ว ภาษาของพวกเขาก็แปลกด้วย แต่นี่...คุณมนุษย์ต่างดาวตรงหน้าฉันนอกจากจะมีรูปร่างหน้าตาเหมือนคนปกติแล้วเขายังพูดภาษาคนได้อย่างชัดเจนอีกต่างหาก 

“ตามจริง...ที่ดาวของข้ามีสายพันธุ์ครึ่งมนุษย์อยู่...ย่อมไม่แปลกหากข้าจะพูดหรือเรียนรู้ภาษาของเจ้าได้ แต่การที่เจ้าคุยกับข้ารู้เรื่องนั้น...มันเป็นเพราะข้ามีสิ่งนี้...” พูดจบเขาก็หยิบอะไรบางอย่างออกมาจากด้านหลังใบหู พอเขายื่นมาให้ฉันดู...ฉันเลยได้เห็นว่ามันคือไมโครชิปขนาดเล็กที่ดูประหลาดและแปลกตาไม่เหมือนกับที่เคยเห็นในหนัง 

“มันคืออะไร?” ฉันหรี่ตามองเขาเอาสิ่งนั้นกลับไปติดไว้ด้านหลังใบหูตามเดิม 

“ชิปแปลสาร...ข้าสามารถพูดภาษาของข้าได้ตามปกติ แต่คนฟังจะเข้าใจในภาษาของพวกเขา มันจึงทำให้เจ้าฟังข้ารู้เรื่องยังไงล่ะ” 

“อ๋อ...ก็เหมือนวุ้นแปลภาษานั่นแหละ!” ฉันรู้เรื่องนั้นดี...เพราะฉันคือแฟนพันธุ์แท้โดราเอมอน 

“เอาเป็นว่าหากเจ้าเดินทางไปที่ดาวของข้า การสื่อสารจะไม่เป็นปัญหา...เพราะเรามีชิปแปลสารเช่นเดียวกันทั้งหมด” เขาดูจะภูมิใจกับชิปแปลสารของเขามากทีเดียว แต่...ทำไมฉันจะต้องเดินทางไปที่ดาวของเขาด้วย? 

“สรุปคือคุณเป็นมนุษย์ต่างดาวจริงๆ สินะ...” ฉันเลิกสนใจเรื่องการเดินทางข้ามดวงดาวนั่น เพราะอยากหาข้อสรุปเรื่องของเขามากกว่า 

“ในดาวเจ้าข้าอาจเป็นมนุษย์ต่างดาวจริง แต่ในดาวของข้า...ข้าคือนักรบ” 

มนุษย์ต่างดาวที่เป็นนักรบงั้นเหรอ? ยิ่งคุยก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้มันน่าเหลือเชื่อมากขึ้นเรื่อยๆ...แต่ถึงองค์กรดังอย่างนาซ่าจะไม่เคยยืนยันว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีจริงแต่มันก็ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่มีนี่ เพราะไม่อย่างนั้นพวกเขาจะศึกษาเรื่องดวงดาวอย่างจริงจังจนถึงขั้นส่งยานออกไปสำรวจนอกโลกกันทำไม 

แต่ฉันกำลังภาวนาให้เรื่องทั้งหมดนี้มันเป็นแค่ความฝัน เพราะถ้ามันเป็นเรื่องจริง...ชีวิตฉันจะต้องยุ่งเหยิงแน่ๆ 

“เจ้าไม่ได้ฝัน...การมาของข้าคือเรื่องจริง” 

“คุณ...รู้จักคำว่าส่วนตัวไหม คือการที่คุณเอาแต่ฟังความคิดฉันเนี่ย ในโลกมนุษย์เขาไม่มีใครทำกัน มันไม่มีมารยาท” ฉันแขวะ 

“ที่มนุษย์ไม่อ่านความคิดไม่ใช่เพราะทำไม่ได้หรอกหรือ เพราะพวกเจ้าไม่มีความสามารถอ่านจิตต่างหาก ไม่ใช่เพราะเกรงว่าเป็นการเสียมารยาทอย่างเจ้าว่า” ประชดเก่ง...แต่ทำไมเขาถึงชอบเหยียดมนุษย์อย่างเราจัง 

“ฉันขี้เกียจจะคุยกับคุณแล้ว” ฉันกลอกตาใส่เขาอย่างแรง 

“ขี้เกียจ?” 

“เอางี้...คือฉันไม่รู้จะเชื่อยังไง ถึงแม้ว่าจะเห็นอยู่ตำตาว่าคุณน่ะไม่ใช่คนแน่ๆ แต่การที่อยู่ๆ ผู้ชายที่ฉัน...เอ่อ ฉันหมายถึงการที่อยู่ๆ คุณที่อยู่ตึกฝั่งตรงข้ามมาช่วยฉันไว้และบอกว่าเป็นมนุษย์ต่างดาวแถมยังกำลังตามหาของสำคัญที่ฉันและแม่เก็บซ่อนไว้อีกมันทำให้ฉันเชื่อไม่ลง มันเหลือเชื่อเกินไป เอาเป็นว่าฉันอาจต้องการเวลา คุณช่วยกลับไปก่อนได้ไหม ถ้าแม่กลับมาฉันจะลองถามแม่ดู แล้วก็...ถือว่าฉันขอ คุณอย่ามาปรากฏตัวให้แม่ฉันเห็นได้ไหม แม่กับฉันไม่เหมือนกัน แม่ไม่มีวันเข้าใจเรื่องของคุณแน่ๆ ” 

“ข้าจะให้เวลาเจ้ายี่สิบสี่ชั่วโมง เมื่อถึงเวลานั้นแล้วเจ้ากับมารดาต้องมีคำตอบให้ข้า” 

เขาทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะเดินไปที่ระเบียงห้องฉันแล้วกระโดดไปยังระเบียงห้องตัวเอง จากนั้นก็หายเข้าไปด้านในทันที เขากระโดดจริงๆ ดูเหมือนใช้แรงเพียงนิดเดียวก็สามารถกระโดดข้ามตึกที่ห่างกันเกินที่ระยะคนธรรมดาจะกระโดดถึงได้อย่างง่ายดาย แต่มันจะแปลกอะไรในเมื่อเขาไม่ใช่คนปกติแถมพิการเดินไม่ได้แบบฉัน... 

ฉันคว้ามือถือหมุนล้อวีลแชร์พาตัวเองไปที่ห้องนอน ไต่ขึ้นเตียงแล้วคลุมโปงทั้งๆ ที่ยังกลางวันแสกๆ สิ่งแรกที่ทำคือฉันเสิร์ชคำว่า ‘มนุษย์ต่างดาว’ 

แน่นอนว่าภาพที่ขึ้นมามันคือรูปร่างของมนุษย์ต่างดาวที่เคยเห็นในหนังไซไฟ ที่ไม่ได้น่ารักเอาเสียเลย ไม่ใกล้เคียงคำว่าดูดีเลยด้วยซ้ำ ผิดกับเขามีลักษณะภายนอกทุกอย่างเหมือนคน แถมยังโคตรหล่อ ฉันใช้เวลาไปนานแค่ไหนไม่รู้ในการเสาะหาเรื่องของเขาที่ไม่รู้อะไรนอกจากคำว่ามนุษย์ต่างดาว จนตอนนี้ท้องฟ้ามืดเป็นที่เรียบร้อย 

ฉันพาตัวเองมาที่โซนครัว มองผ่านประตูระเบียงที่เปิดทิ้งไว้ก็ได้เห็นว่าเขากำลังยืนจ้องฉันอยู่ที่ริมระเบียง อยากจะบ้า! จากที่เคยคิดว่าอยากจะไปเคาะห้องเขาแทบเป็นแทบตาย ตอนนี้ฉันขอคิดใหม่ ยิ่งได้รู้ว่าเขาเฝ้าดูฉันมาแปดปีก็ยิ่งนึกอยากรู้อะไรเยอะแยะไปหมด... 

“นี่คุณ...คือฉันมีเรื่องสงสัยนิดหน่อย” เพราะทนความสงสัยไม่ไหว ฉันเลยพาตัวเองไปที่ระเบียงแล้วเอ่ยถามเขา ถึงแม้ว่าตึกของเราทั้งสองจะห่างกัน แต่มันก็ยังอยู่ในระยะที่จะพูดคุยกันได้โดยที่ไม่ถึงกับต้องตะโกนก็ได้ยิน 

“คุณจะอยู่ที่นี่สิบวันแล้วจะออกมาเฝ้าฉันทุกสี่ชั่วโมง ฉันคิดถูกใช่ไหม” 

“ใช่” 

“แล้วยานคุณล่ะ คุณมาที่นี่โดยใช้ยานบินเหมือนในหนังใช่ไหม” 

“ยานข้าจอดอยู่ทางตอนเหนือ” 

“เชียงใหม่เหรอ หรือเชียงราย หรือแม่ฮ่องสอน” 

“ขั้วโลกเหนือ...จุดที่มนุษย์ธรรมดาเข้าไม่ถึง” เขาตอบเสียงเรียบขณะที่ส่งสายตาว่ารำคาญฉันเต็มทน 

“ไม่เห็นต้องแสดงท่าทีรำคาญขนาดนั้น ฉันก็แค่ถาม คุณไม่คิดว่าไม่แฟร์บ้างเลยเหรอที่คุณน่ะรู้ทุกอย่างกระทั่งว่าฉันคิดอะไรในขณะที่ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคุณเลย” 

“แล้วเจ้าอยากรู้อะไร” 

“ทุกอย่าง...คุณจะตอบฉันทุกอย่างที่อยากรู้เลยไหม” คือฉันก็พยายามจะไม่แสดงอาการตื่นเต้นออกไป แต่แหม...จะมีสักกี่คนบนโลกนี้ที่จะมีโอกาสได้คุยกับมนุษย์ต่างดาวตัวเป็นๆ  

“ถ้าข้าตอบได้ก็จะตอบ” 

“สุดยอด...งั้นรอเดี๋ยวนะคุณ” 

ว่าแล้วฉันก็พาตัวเองกลับไปที่โซนครัว จัดการตักข้าวใส่จานแล้วก็พาตัวเองกลับมาที่ระเบียง ฉันจะกินข้าวไปด้วยแล้วก็คุยกับเขาไปด้วยน่ะแหละ 

“เจ้าทำอะไร” เขาขมวดคิ้วถาม 

“กินข้าว อย่าบอกนะว่ามนุษย์ต่างดาวอย่างคุณไม่ต้องกิน”  

“เราบำเพ็ญภาวนานับร้อยๆ ปีจนรู้สึกอิ่มอยู่เสมอ” 

“คุณ...ฉันไม่เข้าใจ มีคำอธิบายที่มากกว่าแค่คุณบำเพ็ญภาวนานับร้อยๆ ปีไหม” 

“ข้าไม่หิว ไม่เคยรู้สึกหิว ไม่มีความรู้สึกว่าอยากกินเฉกเช่นมนุษย์”  

อืม...บันเทิงกว่าเดิมอีก นี่ฉันคุยอยู่กับมนุษย์ต่างดาวหรือเทวดากันแน่ 

“ข้าไม่ใช่เทพถึงแม้จะมีหลายสิ่งที่เหมือนกันก็ตาม”  

นี่เขาอ่านใจฉันอีกแล้วเหรอ... 

“แล้วคุณเป็นใคร มาจากไหน บอกฉันได้ไหม” ฉันถามพลางตักข้าวเข้าปาก 

“มารดาของเจ้ากำลังมา” 

“ว่าไงนะ...แม่กำลังมาเหรอ” เพียงเท่านั้นฉันก็รีบหมุนวีลแชร์พาตัวเองไปที่โซนครัวอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เสียงเคาะประตูห้องจะดังขึ้น เป็นแม่จริงๆ ด้วย ฉันรีบเปิดประตูทันทีหลังส่องตาแมวเสร็จ 

“กินข้าวอยู่เหรอลูก” แม่เอ่ยถามฉันด้วยสภาพอ่อนเพลีย แปดปีที่ฉันอยู่ในสภาพนี้ไม่เคยมีวันไหนเลยที่แม่ไม่เหนื่อย 

“ค่ะแม่ แล้วแม่กินข้าวมาหรือยัง” 

“แม่กินมาแล้วล่ะ” แม่ตอบฉันก่อนจะทิ้งตัวลงนั่นบนโซฟาใกล้ประตูระเบียง ฉันเลยสบโอกาสที่จะมองหาว่าเขาอยู่ที่ไหน เขาไม่ได้อยู่ที่ระเบียงแล้ว...ก็ถือว่ารักษาคำพูดดีมาก... 

“วันนี้แม่ไปไหนมาเหรอ” 

แม่หันมองฉันในทันทีที่ฉันถาม สีหน้าที่อ่อนเพลียของแม่แสดงความหนักใจออกมาอย่างเห็นได้ชัดก่อนที่แม่จะหลบตาฉัน บ่งบอกถึงการเลี่ยง...แม่กำลังหาคำโกหกฉัน 

“แม่...คือพอดีว่าที่โรงพยาบาลเขาเคสหนัก เขาอยากได้พยาบาลเฝ้าตลอดเวลาแม่เลยอาสาเพราะมันมีค่าจ้างน่ะ” ฉันรู้ว่าแม่ไม่ได้อยากจะโกหก มันคงมีเรื่องอะไรสักอย่างที่ทำให้แม่ไม่อยากพูดความจริงกับฉัน 

และฉันก็มีบางเรื่องที่ไม่อยากให้แม่รู้เหมือนกัน... 

“แม่...วันนี้ครูแม็กซี่โทรมาน่ะ เขาบอกว่าจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศเลยมาสอนหนูต่อไม่ได้เลย ส่วนค่าเรียนพิเศษที่แม่ยังค้างเขาอยู่ ครูแม็กซี่บอกว่ายกให้เป็นของขวัญวันเกิดหนูที่จะถึง”  

โฮก! ฉันเกือบกลั้นหายใจตายเพราะต้องโกหกเป็นประโยคยาวๆ แบบนี้เป็นครั้งแรก 

“จริงเหรอ...ครูแม็กซี่น่าจะโทรหาแม่นะ แต่ก็ดีแล้วล่ะ เห็นครูบอกว่าอยากไปเรียนต่างประเทศตั้งนานแล้วนี่ แม่น่าจะโทรไปยินดีกับเขาสักหน่อยนะ”  

ยินดีกับผีน่ะสิแม่...ไอ้ทุเรศนั่นมันตายไปแล้วต่างหาก 

“ครูเขาไปแล้วแม่ เขาบินเมื่อเช้านี้เองค่ะ” 

“ทำไมกะทันหันแบบนั้นล่ะ ว่าแต่ต่อจากนี้แม่จะหาครูพิเศษที่ไว้ใจได้แล้วราคาพอสู้ไหวได้ที่ไหนอีก” ไว้ใจได้...ฉันอยากจะบอกแม่ให้รู้แล้วรู้รอดเลยว่าไม่มีใครบนโลกนี้ที่เราไว้ใจได้หรอก 

“หนูไม่อยากเรียนแล้วแม่ หนูว่าเราเก็บเงินค่าเรียนพิเศษไว้แล้วไปหาที่อยู่ใหม่กันดีไหม”  

ฉันคิดว่าเราควรย้ายออกไปจากที่นี่ก่อนที่จะมีคนมาไล่จริงๆ แล้วล่ะ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว