facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เด็กเสี่ย 39 (รีไรต์แล้ว)

ชื่อตอน : เด็กเสี่ย 39 (รีไรต์แล้ว)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 116k

ความคิดเห็น : 135

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ส.ค. 2564 16:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เด็กเสี่ย 39 (รีไรต์แล้ว)
แบบอักษร

เด็กเสี่ย 39 

เสียงเตือนจากโทรศัพท์มือถือของชายหนุ่มดังขึ้นในกลางดึกหลังจากเขาพาเดียวไปทานมื้อเย็นกับกีรรางค์มาและกลับมาที่เพ้นเฮาส์แล้ว โดยหญิงสาวกลับไปนอนที่โรงแรมตามเดิม แต่ก่อนไปไม่วายเซอร์ไพรส์เดียวด้วยขนมและลูกโป่งเต็มห้อง ลูกโป่งตัวอักษร I’ m SORRY ที่ลอยจากพื้นและลูกโป่งสีพาสเทลที่ลอยเต็มเพดานส่วนที่เป็นห้องนั่งเล่น ซึ่งเขาเพิ่งจะมารู้ทีหลังว่าน้องสาวตัวเองจัดการเรื่องนี้เองทั้งหมดตั้งแต่ช่วงกลางวัน โดยยืมมือลูกน้องเขาเป็นลูกมือคอยช่วยพาไปหาร้านจัดบอลลูนอาร์ตพวกนี้ 

“ฉันง้อใครไม่เก่ง ไม่รู้ว่าเธอจะรู้สึกดีขึ้นรึเปล่าแต่ยังไงก็ขอโทษอีกครั้งนะ แต่! ถ้านอกใจพี่ชายฉัน หรือทำให้พี่กานต์เสียใจฉันจัดการเธอแน่” 

กีรรางค์ผู้ที่ง้อใครไม่เป็นเหมือนพี่ชาย พูดด้วยท่าทางวางมาดวางฟอร์มตามแบบฉบับของตนเอง เธอไม่อยากให้เดียวต้องมีเรื่องคลางแคลงใจกับตัวเองจึงต้องทำให้อีกฝ่ายเชื่อใจให้ได้ เดียวยิ้มให้ก่อนจะพนมมือไหว้ขอบคุณชมอีกด้วยว่าเป็นการเซอร์ไพรส์ที่น่ารัก ซึ่งเสี่ยกานต์เห็นด้วยในจุดนี้ 

ส่วนเพื่อนรักเขาโทรมาโวยวายใหญ่บอกว่ากีรรางค์เป็นผู้หญิงที่น่ากลัวจริงๆ แต่ก็สวยมากๆ จนตนเองยังตะลึง แต่หากจะให้เจอรอบสองอีกก็คงไม่เอาเพราะเข็ดขยาด นัทไม่ลืมเสริมอีกด้วยว่า ต่อไปถ้าหากมีเรื่องอะไรแนวนี้ตนจะขอถามให้แน่ใจก่อน นี่พุ่งเข้าไปต่อยเสี่ยกานต์เต็มๆ ดีเท่าไหร่ที่ไม่โดนโชคชาญยิงหัว 

ตอนนี้คนตัวเล็กนั่งทำการบ้านอยู่ที่โต๊ะทำงานของเสี่ยกานต์ ส่วนตัวชายหนุ่มเองกำลังนั่งดูรายการทางช่องเคเบิลฉายเกี่ยวกับการแข่งขันทำอาหารอยู่ เมื่อหยิบมือถือขึ้นมาดูก็เป็นเฟสไทม์จากมารดาเขาเอง 

“ครับแม่” เมื่อรับสายก็เห็นใบหน้าสวยหยดของมารดา แต่กลับดุจนรู้ชะตาว่าจะต้องโดนอะไร 

“เมื่อกี๊แม่โทรคุยกับกีแล้ว กีบอกว่าไปเจอน้องมา” นางอัสมาถามลูกชายเสียงเข้ม 

“ใช่ครับ” 

“เรายังไม่บอกน้องเรื่องมีน้องสาวเหรอกานต์ ทำไมเป็นคนแบบนี้ แล้วเจอฤทธิ์กีไปน้องไม่ตกใจแย่เหรอ คิดเรื่องงานเรื่องการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนดิบดี แต่มาตกม้าตายกับเรื่องแค่นี้ได้ยังไง” คำต่อว่าของมารดาทำเอาเสี่ยกานต์ถอนหายใจ แม่เขาดุราวกับเขายังเป็นวัยรุ่นไม่ประสา 

“ผมลืมไปครับ” 

“ลืม! กล้าใช้คำว่าลืมกับคนในครอบครัวเหรอ! นี่ถ้าอยู่ใกล้ๆ แม่จะบิดให้เนื้อเขียวเลย เรานี่มันยังไง” 

“ผมถึงพาน้องไปที่นั่นก่อนไงครับ จะได้ดักทางกีไว้” 

“เรานี่นะกานต์ คิดอะไรไม่เหมือนชาวบ้าน ไหนให้แม่คุยกับน้องหน่อย” เมื่อมารดาร้องขอแบบนั้นตนจึงเอาโทรศัพท์ไปให้เดียว 

“แม่พี่จะคุยด้วย” 

“ครับ? อ้าว! คุณป้าสวัสดีครับ” เด็กหนุ่มยกมือไหว้ได้รับรอยยิ้มเป็นการตอบกลับมา เขารับมือถือเสี่ยมาไว้ในมือ แม้อีกฝ่ายจะบอกให้เรียกเธอว่าแม่แต่เขาก็ยังถนัดเรียกว่าคุณป้าอยู่ดี 

“เดียวตกใจมากไหมลูก ลูกสาวของแม่แผลงฤทธิ์ไว้ใช่ไหม แม่ขอโทษด้วยนะ” นางอัสมาพูดด้วยเพราะรู้สึกผิด ผิดเองที่ไม่เลี้ยงดูลูกสาวให้ดี ปล่อยให้เป็นคนใจร้อนวู่วาม หลายครั้งที่มีปัญหาจนต้องไปไกล่เกลี่ยให้ ได้นิสัยอามาเต็มๆ จนเธออ่อนใจ 

“คุณป้าไม่ต้องขอโทษหรอกครับ ผมไม่เป็นไร” เดียวยิ้มให้อีกฝ่ายสบายใจ แม้การกระทำของกีรรางค์จะไม่ถูกต้อง แต่เขาก็พอเข้าใจได้อีกทั้งเจตนาของหญิงสาวก็ไม่ได้คิดอาฆาตไร้เหตุผล 

“หนูคงตกใจแย่เลย กานต์บอกว่าไล่เราออกไปก่อนด้วยแทนที่จะอธิบายให้ฟังก่อน” ลูกชายกับลูกสาวต่างกันสุดขั้วไปคนละทาง คนหนึ่งก็เย็นชาและเพิ่งจะมาอบอุ่นเมื่อไม่นานมานี้ อีกคนก็ร้อนแรงพร้อมจะแผดเผาทุกอย่างให้เป็นจุณ 

กานต์และกีถูกเลี้ยงมาด้วยกันตอนเด็ก แต่ถูกจับแยกจริงจังเมื่อตอนที่กานต์ไปเรียนต่อปริญญาโท กีเลยไปอยู่กับอิรฟานแทนเพราะเธอก็ต้องช่วยงานสามีจึงไม่ค่อยมีเวลานัก บ้านโน้นมีชีน่าลูกสาวของอิรฟานที่รุ่นราวคราวเดียวกันทำให้กีรรางค์ไม่เหงานัก 

ความใฝ่ฝันของกีเริ่มขึ้นเมื่อเห็นความสวยของหญิงสาวที่เดินลากกระเป๋าเข้าสนามบินด้วยท่าทางสง่าราวกับหงส์ ทำให้เด็กผู้หญิงวัยแค่ 11 ปีถึงกับหลงใหล หากแม้เงินเดือนของมันจะแค่เศษเสี้ยวที่ครอบครัวเธอทำได้ในแต่ละเดือนก็ตาม แต่ความน่าชื่นชมในหน้าที่การงานยังคงล่อตาล่อใจอยู่มาก 

ความมุ่งมั่นในการทำงาน ความเด็ดขาดในการตัดสินใจ และความใจร้อนถูกถ่ายทอดมาจากอิรฟานสู่กีรรางค์เต็มรูปแบบ ผลการเรียนที่ดีเลิศมักมาพร้อมกับใบรายงานพฤติกรรมที่บอกว่าเด็กสาวคนนี้มีเรื่องกับเพื่อนโรงเรียนเดียวกัน ร้ายแรงที่สุดคงเป็นตอนที่พ่อเสียใหม่ๆและข่าวออกไปทั่วบ้านทั่วเมือง หญิงสาวเพียงคนเดียวอยู่ท่ามกลางปากที่เอาแต่พูดต่อว่านับสิบ ทั้งพวกรู้จริงและรู้ไม่จริงหาว่าซอนย่าเป็นชู้ของบิดาบ้าง พี่ชายโกรธแค้นที่ว่าที่คู่หมั้นเล่นชู้จึงยิงบ้าง หลายคำด่าทอที่ได้ฟังทำให้กีรรางค์จัดการคนเหล่านั้นเสียอยู่หมัดด้วยศิลปะป้องกันตัวที่คนของอิรฟานสอนมา 

กีเจอกับซอนย่าครั้งแรกในงานวันเกิดของบิดา อายุที่ห่างกันแค่ปีเดียวทำให้ทั้งสองสนิทกัน แต่ใครจะรู้ว่าคนที่เธอรักคือลูกของคนที่คิดจะแย่งสิ่งที่พ่อเธอสร้างมากับมือเหมือนโจรที่รอวันขโมย เธอไม่เคยรู้ว่าซอนย่าเข้ามาพัวพันกับครอบครัวด้วยจุดประสงค์นี้ พอได้รู้ความจริงทุกอย่างก็พังทลาย ความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจถูกเหยียบย่ำไม่ต่างจากพี่ชายจึงเกิดอาการเกลียดชัง และนั่นก็เหมือนการปิดกั้นทุกคนที่จะเข้าหาพี่ชายตัวเอง ความไว้เนื้อเชื่อใจของหญิงสาวถูกทำลายจนกลายเป็นการสร้างเกราะกำแพงขึ้น ไม่ใช่ไม่เปิดรับแต่ถ้าหากไม่แน่ใจว่าคนนี้ใช่สำหรับพี่ชายจริงๆ กีรรางค์ก็จะค้านสุดพลัง 

“ผมไม่เป็นไรจริงๆ ครับ พี่กานต์อธิบายทุกอย่างให้ผมฟังแล้ว เดี๋ยวผมจะให้คุณป้าดูอะไรเพื่อความสบายใจนะครับ” เดียวบอกก่อนจะรีบเดินไปที่ส่วนของห้องนั่งเล่น ลูกโป่งตัวอักษรของกีรรางค์ยังอยู่แม้เสี่ยจะบอกว่าให้เก็บแต่เขาขอร้องไว้ ลูกโป่งที่ลอยติดเพดานสีพาสเทลก็เช่นเดียวกัน 

“คุณกีเธอทำให้ผมครับ” เดียวบอกเผลอหลุดยิ้มกว้าง อารมณ์เขินยังคงมีอยู่บ้างเพราะในชีวิตนี้ไม่มีสาวสวยคนไหนยอมทำแบบนี้เพื่อง้อเขาหรอก ยิ่งคนนิสัยอย่างกีรรางค์ที่ดูแรงแล้วยิ่งไม่มีแน่นอน 

“ตายแล้ว! นี่กีทำเองเหรอเนี่ย” 

“ครับ เข้ามาในเพ้นเฮาส์ของพี่กานต์ก็เตรียมไว้แบบนี้แล้วครับ” 

“อย่าบอกใครนะ เจ้ากีไม่เคยทำแบบนี้ให้ใคร นอกจากทำให้แม่ตอนที่หนีออกไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วกลับมาตอนตีสี่” นางอัสมาพูดกลั้วขำ ยังจำได้ดีว่าตอนอายุ 18 ลูกสาวของตัวเองผูกลูกโป่งสีแดงไว้ในสวนนับสิบๆ ลูกส่วนที่ตรงกับห้องของเธอ ที่ลูกโป่งเขียนคำว่า Sorry เต็มไปหมดจนเธออดขำไม่ได้ 

“คุณกีเธอแค่แสดงออกไม่เก่งใช่ไหมครับ” เดียวถามในสิ่งที่ตนวิเคราะห์ได้จากการกระทำของกีรรางค์ 

“ใช่ คนบ้านนี้เป็นแบบนี้ทั้งนั้นทั้งกานต์ทั้งกีแม่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไม กะอีแค่บอกรักบอกขอโทษทำไมถึงไม่ค่อยยอมพูดกันก็ไม่รู้” นางอัสมาบ่นเรียกเสียงหัวเราะจากเดียวได้เป็นอย่างดี เหลือบมองคนโดนพาดพิงซึ่งดูโทรทัศน์อยู่ก็แอบเห็นด้วยกับนางอัสมาเบาๆ 

“เดียว...แม่จะบอกอีกอย่าง เชื่อสิว่าไม่เกินสามวันกีจะต้องชวนเดียวไปเที่ยวเป็นเพื่อนเพื่อกระชับความสัมพันธ์แน่นอน” 

แล้วมันก็จริงอย่างที่นางอัสมาว่าเมื่อกีรรางค์โทรหาเสี่ยกานต์เพื่อขอสายคุยกับเขาในเช้าวันหนึ่ง ก่อนที่เขาจะไปเรียนและเสี่ยจะไปทำงาน 

[ฉันอยากไปตลาดรถไฟสักหน่อย อ้อ! ไปห้างเปิดใหม่ด้วย อยากไปทำสปาเล็บ เดี๋ยวๆ เพิ่งนึกได้ว่าเพื่อนฉันให้คิวจองร้านอาหารมาด้วย เธอพอจะว่างไปกับฉันไหม] 

คำบอกเล่ายาวเหยียดกว่าจะเข้าจุดประสงค์ น้ำเสียงสดใสของกีรรางค์ทำร่างสูงที่เพิ่งออกจากห้องน้ำได้ยินด้วยเพราะมือถือเปิดลำโพงถึงกับถอนหายใจ ดูเหมือนกีกำลังจะจับเดียวเป็นเพื่อนเล่นตอนอยู่ที่นี่ซะแล้ว 

"วันนี้ผมมีเรียนกว่าจะเลิกก็บ่ายสามเลยครับ" 

[งั้นเหรอ ไม่เป็นไรฉันไปชอปปิ้งรอก็ได้ เดี๋ยวตอนเย็นจะไปรอรับ พี่กานต์ฟังอยู่ด้วยใช่ไหม วันนี้ไม่ต้องให้น้องเอารถไปนะเดี๋ยวกีไปรับน้องตอนเย็น แค่นี้แหละ] พูดรวดเดียวจบสายก็ตัดไป เดียวหันมองหน้าเสี่ยกานต์อย่างอึ้งๆ ทั้งงงทั้งตกใจที่หญิงสาวมาเร็วไปเร็วเหลือเกิน 

"อยากไปไหม ถ้าไม่เดี๋ยวฉันปฏิเสธให้" เขาไม่รู้ว่าเดียวจะปรับตัวเข้ากับกีรรางค์ได้ไหม น้องสาวเขาเป็นพวกทำอะไรเร็ว คิดจะทำก็ทำเลยเดียวคงไม่ชินเท่าไหร่นัก 

"ได้ครับ ผมไปได้" จะถือโอกาสนี้เรียนรู้น้องสาวเสี่ยไปเลยแล้วกัน 

::::::::::::: 

"เชี่ย!! เจ๊โหด!!" นัทเดินลงมาจากอาคารพร้อมเดียวกระโดดหลบไปข้างเสาเมื่อเห็นหญิงสาวสวยนั่งอยู่ใต้ตึกคณะ เดียวมองตามก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าใคร 

กีรรางค์มาในชุดเสื้อครอปเอวลอยแขนยาวโชว์ช่วงเว้าของเอวคอดกับกางเกงสกินนี่ขายาวเอวสูง อวดสัดส่วนที่ราวกับจงใจปั้นเต็มที่ รองเท้าผ้าใบยี่ห้อดังที่คนกำลังฮิตราคาเกินสองหมื่น ผมยาวถูกดัดเป็นลอนนิดๆ ปล่อยสยายรับกรอบหน้าเรียวสวย 

"วันนี้คุณกีเธออาสามารับกูน่ะ เข้าไปทักด้วยกันสิ" 

"ไม่ๆ กูยังจำตอนที่โดนลากออกไปเทศน์ยกใหญ่ บอกกูเป็นเด็กทำไมไม่ฟังผู้ใหญ่พูดให้จบก่อนดึงหูกูซะยานเลย ผู้หญิงอะไรสวยแต่โหด" นัททำท่าแขยงเมื่อนึกถึงเหตุการณ์วันที่เสี่ยกับเดียวเข้าใจผิดแล้วตนพุ่งเข้าไปต่อยเสี่ย ก็ตอนนั้นมันเลือดขึ้นหน้าโกรธแทนเพื่อนอยู่จะให้ทำไง 

เดียวหัวเราะก่อนจะแยกกับนัทแล้วเดินไปหาหญิงสาวที่นั่งรอเขาอยู่ ซึ่งความสวยของกีรรางค์ทำให้ตกเป็นเป้าสายตาของใครหลายคนได้ไม่ยาก หญิงสาวยิ้มหวานทันทีเมื่อเห็นเดียวเดินเข้ามาหา 

"เรียนเสร็จแล้วเหรอ จะไปเลยไหม พี่ขอไปเข้าห้องน้ำก่อนได้รึเปล่า" 

"เชิญคุณกีเลยครับเดี๋ยวผมรออยู่ตรงนี้" 

"มาคงมาคุณอะไร เรียกพี่กีเถอะดีกว่า เดี๋ยวพี่มา" ว่าจบก็รีบวิ่งไปห้องน้ำตามทางที่เดียวบอกมา 

เด็กหนุ่มวางเอกสารการเรียนเล่มหนาที่ถือมาด้วยลงบนโต๊ะ นั่งลงเล่นโทรศัพท์ระหว่างรอ มีผู้หญิงสองเดินเดินเลียบๆ เคียงๆ เข้ามาหา ท่าทางกล้าๆ กลัวๆ ที่จะทักจนเมื่อเดียวยิ้มให้จึงพูดขึ้น 

"พี่เดียวใช่ไหมคะ" น่าจะรุ่นน้องดูได้จากรองเท้าผ้าใบสีขาวที่ใส่อยู่ 

"ใช่ครับ" 

"พอดีหนูสองคนติดตามพี่เดียวใน IG อยู่น่ะค่ะ ขออนุญาตถ่ายรูปด้วยได้ไหมคะ" ท่าทางอ่อนน้อมบวกกับใบหน้าที่เกรงใจเขาอยู่ไม่น้อยทำให้เดียวพยักหน้ายอมถ่ายรูปด้วย 

"หนูใช้แอคเคาท์นี้ค่ะ เมนต์พี่เดียวบ่อยๆ ไม่รู้พี่จะจำได้ไหม" หนึ่งในสองคนนั้นเปิดอินสตาแกรมของตนเองที่ไปคอมเมนต์เดียวเพื่อยืนยัน 

"นุ่นมันชอบพี่มากๆ เลยนะคะ มันกรี๊ดพี่เดียวกับพี่ก้านมากกกกก" 

"ไอ้เฟิร์น! ทำอย่างกับแกไม่กรี๊ดพี่ก้าน แหะๆ หนูชอบพี่ทั้งสองมากเลยนะคะ ตามพี่เดียวมาตั้งแต่คนฟอลพี่แค่พันกว่าๆ เลย รูปพี่กับพี่ก้านที่ดูไบสุดยอดไปเลย หวานมากจนหนูอิจฉา" น้องที่ชื่อนุ่นพูดไปยิ้มไป แต่ที่ที่เดียวสะดุดใจเห็นทีจะเป็น 'พี่ก้าน' 

"พี่ก้าน?" 

"ก็พี่ก้านแฟนพี่เดียวไงคะ" เพียงเท่านี้เขาก็ถึงบางอ้อ 

"ชื่อกานต์ครับ พี่กานต์" เดียวบอกเบาๆ พร้อมรอยยิ้มทำเอาสองสาวหน้าเหวอไป อดขำชื่อก้านไม่ได้ หากเสี่ยได้ยินคงหน้าตึง 

"ขอโทษค่ะพี่เดียว" ทั้งสองยกมือไหว้ขอโทษก่อนจะหันมาขำกันเองกับความหน้าแตกนี้ 

กีรรางค์ออกมาจากห้องน้ำแล้วเดียวจึงขอตัวจากสองสาว เขาเดินมาที่รถแต่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมเอกสารไว้จึงรีบกลับไปเอา ระหว่างนั้นกีรรางค์จึงไปนั่งรอในรถ 

"มึงๆ น้องเดียวคนดัง" เสียงพูดกันแบบที่ต่อให้ไม่ตั้งใจฟังก็ได้ยินพร้อมกับนิ้วชี้มาทางเด็กหนุ่มร่างบางที่กำลังเดินกลับไปที่รถยนต์คันงาม 

"อ้าวๆ น้องเดียวของพี่ต่อ วันนี้ผัวไม่มารับเหรอจ๊ะ" คนแรกแซวคนต่อมาก็พูดต่อ 

"หรือว่าทะเลาะกันจ๊ะ ให้พี่ช่วยดามแผลให้ไหม ไม้ดามพี่ใหญ่ไม่มากแต่ทำให้เสียวได้น้า" 

คำแซวที่ค่อนไปทางหยาบคายทำเดียวหยุดเท้า ความไร้มารยาทนี้ทำให้เขาต้องหันกลับไปมองรุ่นพี่สองคนที่เขามักเห็นว่าอยู่แถวชมรมฟุตบอลบ่อยๆ 

"ผมกับพวกคุณไม่รู้จักกันสักนิด เคยคุยด้วยรึก็ไม่ทำไมถึงเสียมารยาทแบบนี้ล่ะครับ" น้ำเสียงเรียบนิ่งปกติเหมือนที่เคยพูด แต่ในคำพูดกลับแฝงไปด้วยคำที่เชือดเฉือนทำเอาคนฟังเลือดขึ้นหน้า 

"อ่าวๆ แซวแค่นี้ถึงกับต้องพูดแบบนี้เลยเหรอวะ นี่รุ่นพี่นะเว้ย" รุ่นพี่คนที่เพื่อนเรียกว่าต่อเดินเข้าหาอย่างเอาเรื่อง 

"คิดว่ามีผัวรวยแล้วพวกกูไม่กล้ารึไงอีตุ๊ด! ผัวมึงจะใหญ่คับฟ้าสักแค่ไหนเชียว แหม ทำเป็นผู้ดีที่แท้ก็เด็กเสี่ยละวะ เสียดายหน้าตาฉิบหาย" 

ผัวะ!! 

สิ้นคำพูดไม่ทันจบดีคนพูดก็ล้มกลิ้งหลุนๆ ไปนอนกองบนพื้น แรงถีบจากผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูไม่น่าจะมีแรงเยอะ แต่กลับยันผู้ชายร่างใหญ่กว่าตนเองล้มในครั้งเดียว 

"เห้ย!! อะไรวะ! ทำร้ายร่างกายแบบนี้ได้ไง" ต่อเข้ามาจะเอาเรื่องแทนเพื่อนตนที่ยันตัวลุกขึ้นยืน รอยถลอกที่สันมือสื่อให้รู้ว่าแรงถีบเมื่อครู่ไม่เบาเลย 

"เอาสิ! จะรุมจะเดี่ยวฉันไม่เกี่ยง ปากหมาดูถูกคนอื่นแบบนี้มีชีวิตมาถึงตอนนี้ได้ยังไง เรียนถึงมหา'ลัยแต่การคำพูดคำจาดูไร้การศึกษา!" 

"พี่กีระวัง!" 

ผัวะ!! 

ต่อปรี่เข้ามาจะตบ เดียวรีบร้องบอกหญิงสาวจะเอาตัวเข้าบังไม่ให้กีรรางค์โดนรุ่นพี่ทำร้ายได้ แต่กลับเป็นเขาเสียเองที่โดนผลัก อีกทั้งกีรรางค์ยังสวนหมัดใส่คนชื่อต่อจนอีกฝ่ายได้เลือด หมัดเล็กแต่แรงไม่เล็กเลย 

"กูเอาเรื่องแน่! พยานรู้เห็นตรงนี้ก็มีมึงทำร้ายพวกกูก่อน" เพื่อนของต่อชี้หน้า เดียวเห็นว่าเรื่องเริ่มบานปลายจึงรีบลากกีรรางค์ไปขึ้นรถ 

แต่ไม่เลย พละกำลังของหญิงสาวมากจนเขาแทบรั้งไม่อยู่ ทำท่าจะเข้าไปเอาเรื่องกับสองหนุ่มรุ่นพี่เขาให้ได้ 

"ฉันจะให้น้องฉันฟ้องแกข้อหาหมิ่นประมาทเหมือนกัน!!" 

"พี่กีไปเถอะครับ ขอร้องนะครับไปกันเถอะ" 

"ไม่! เดียว! จะยอมมันทำไมคนแบบนี้ต้องเอาเรื่องให้ถึงที่สุด!" 

"ผมยังต้องเรียนต่อที่นี่อีกสองปีนะครับ ผมไม่อยากมีปัญหา" คำพูดเดียวเหมือนตัวเรียกสติสาวสวยที่กำลังโมโหให้ยอมลดโทสะลง เธอยอมขึ้นรถส่วนเดียวประจำที่คนขับเพราะให้กีรรางค์ขับรถในเวลานี้ไม่ได้แน่ๆ 

เชื่อแล้วว่าทำไมเสี่ยถึงได้กันเขาออกห่างก่อนที่จะอธิบาย เวลาโมโหกีรรางค์พลังเยอะจริงๆ 

"ไม่มีอารมณ์เที่ยวแล้ว! อยากระบายอารมณ์มากกว่า ได้ข่าวว่าเดียวเรียนมวยกับยอดใช่ไหม ที่ไหน ขับไปเลย" เดียวตอบรับไม่มีค้าน เขาเห็นด้วยที่กีรรางค์จะไประบายอารมณ์กับกระสอบทรายดีกว่าหัวใครสักคนแถวนี้ 

"ฮัลโหล พี่กานต์...เรียกยอดให้มาซ้อมมวยให้เดียวเดี๋ยวนี้! ไม่งั้นกีจะสอนเอง" 

[ไหนบอกจะไปเที่ยว เกิดอะไรขึ้น] 

"ไม่มีอารมณ์เที่ยวแล้ว รู้ไหมว่าวันนี้เดียวโดนอะไร น้องน่ะ..." 

"พี่กีครับ อย่า..." เดียวรีบพูดแทรก ส่ายหน้าเบาๆ สื่อให้รู้ว่าเรื่องนี้ไม่ควรให้เสี่ยรู้ เขาไม่อยากเอาเรื่องแบบนี้ไปกวนใจเสี่ย คนเหล่านั้นถ้าไม่ไปสนใจเดี๋ยวเบื่อก็เลิกพูดไปเอง 

[บอกมากี เกิดอะไรขึ้น!] ชายหนุ่มเสียงเข้มขึ้นเมื่อน้องสาวไม่ยอมบอกว่าเกิดอะไรขึ้น น้ำเสียงที่พอจับได้ว่าคงโกรธอยู่ไม่น้อยอีกทั้งยังมีเดียวมาเกี่ยวข้องทำให้เขาอยู่เฉยไม่ได้ 

เมื่อไม่ได้รับคำตอบเพราะกีรรางค์เลือกที่จะตัดสายไปดื้อๆ เขาจึงรีบเคลียร์งานและประชุมให้เสร็จ ก่อนจะเดินทางมาที่ยิมซึ่งให้ยอดล่วงหน้ามาก่อนแล้ว เขาถอดเสื้อสูทออกลดความเป็นทางการ รถยนต์คันสีดำจอดเรียงกันสามคันจนเจ้าของยิมกุลักุจอออกมาต้อนรับเมื่อเห็นว่าใครลงจากรถ 

“สวัสดีครับเสี่ย วันนี้จะมาคัดคนเหรอครับ” ยอดเป็นเด็กฝีมือดีเคยทำงานอยู่ที่นี่ บ้านอยู่ทางใต้พ่อแม่เป็นชาวเลเข้ากรุงมาหางานทำตั้งแต่อายุ 15 เสี่ยกานต์มาเห็นหน่วยก้านดีจึงเอาตัวไปชุบเลี้ยงจนได้ดีถึงทุกวันนี้ 

“ยอดล่ะ” 

“ข้างในครับ กำลังสอนเด็กอยู่” เจ้าของยิมชื่อนายธรรมพาเสี่ยเข้าไปข้างใน รูปร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเช็ตสีพื้นอ่อนกับกางเกงสแลคเนื้อดีตกเป็นเป้าสายตา ทั้งคนหนุ่มคนสาวต่างหันมองแต่ชายหนุ่มไม่ได้สนใจ กวาดสายตาคมกริบไปทั่วก่อนจะหยุดตรงที่มุมหนึ่ง 

เด็กหนุ่มผิวขาวร่างบางใส่กางเกงมวยขาสั้น บนหัวมีจุกผมน้ำพุที่คาดว่ากีรรางค์คงเป็นคนมัดให้กันไม่ให้ผมเข้าตา เดียวเตะกระสอบทรายอยู่ข้างหญิงสาวที่อยู่ในชุดซึ่งไม่เหมาะกับการออกกำลังกายเสียเลย โดยมียอดยืนคุมอยู่ไม่ห่างคอยบอกเทคนิคและการออกแรงเดียวเป็นระยะๆ 

“กี” เสี่ยกานต์เดินเข้าไปเรียกน้องสาวที่เหงื่อซึมตามกรอบหน้า ใบหน้าสวยบึ้งตึงเห็นได้ชัด หลังเท้ากีรรางค์แดงเป็นปื้นจากการเตะกระสอบทรายแต่เจ้าตัวไม่กลัวเจ็บสักนิด 

“พี่กานต์มาแล้วเหรอ อยากออกกำลังด้วยกันรึเปล่า” ถามพลางหยุดยืนหอบ เดียวลดขาลงก่อนจะยิ้มให้เสี่ยกานต์ที่ใบหน้าเคร่งขรึม 

“จะบอกพี่ได้รึยังว่าเกิดอะไรขึ้น” เสี่ยกานต์ปรายสายตาไปทางคนตัวเล็กที่ตอนนี้โดนยอดสอนเรื่องท่าป้องกันพื้นฐานต่างๆ ให้ 

“หึ! อยากบอกแต่น้องไม่ให้พูด” 

“เชื่อฟังคนอื่นเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่” 

“ไม่ได้อยากเชื่อฟังแต่สงสารน้อง” กีรรางค์หยุดกิจกรรมที่ทำอยู่หยิบขวดน้ำมาเปิดดื่ม มองไปที่เดียวเช่นเดียวกับที่พี่ชายเธอมองอยู่ เดียวตัวเล็กแต่ไม่ได้อ้อนแอ้นปวกเปียก แต่ความใจเย็นและความเป็นผู้ดีของเดียวทำกีรรางค์ถอนหายใจ ใจจริงวันนี้เธออยากเอาเลือดหัวไอ้สองตัวนั่นออกด้วยซ้ำ ความคิดสกปรกแบบนี้มันคงเอาให้สมองไหล 

“ตกลงจะไม่พูดใช่ไหม” 

“ค่ะ ไม่พูด” กีรรางค์ยิ้มมุมปาก ก่อนจะหันไปคว้าเชือกมากระโดดออกกำลังเพิ่มเติม ชุดไม่ได้เหมาะกับการออกกำลังกายแต่ก็ดีกว่าหาทางระบายอารมณ์ไม่ได้ เสี่ยกานต์ปล่อยน้องสาวตัวเองไปแล้วเดินเข้าไปหาเด็กหนุ่มร่างบาง ที่ตอนนี้ทรุดลงคุกเข่ากับพื้นพร้อมเสียงหอบ เนื่องจากยอดจับเดียวทุ่มด้วยท่าพื้นฐานหลายรอบแล้ว 

“เดี๋ยวฉันสอนต่อเอง” เขาบอกลูกน้องที่รับหน้าที่เป็นครูฝึก ยอดถอยออกไปทันที 

“เหนื่อยไหม” 

“มากๆ ครับ” ตอนแรกคิดว่ากีรรางค์จะได้ออกกำลังคนเดียว แต่ไม่คิดว่าเสี่ยจะสั่งลูกน้องตามที่กีรรางค์บอกนี่สิ ยอดมาทั้งชุดออกกำลังและอุปกรณ์พร้อม อาการปวดเมื่อยเนื้อตัววันก่อนยังดีขึ้นไม่เท่าไหร่ต้องมาซ้ำวันนี้อีก 

“ลุกขึ้น เดี๋ยวฉันซ้อมให้” 

“ผมเหนื่อยแล้ว หมดแรงจริงๆ ครับ หิวด้วย” เดียวบอกเสียงอ่อย ข้าวยังไม่ได้กินยังจะมาซ้อมมวยต่อ เตะกระสอบทรายจนปวดขาไปหมด โดนบิดข้อมือบิดขาในท่าแปลกจนแทบน่วมไปทั้งตัวแล้ว ถ้าการมีแฟนเป็นเสี่ยแล้วจะเหนื่อยแบบนี้ขอเลิกทันไหม 

“ที่ฉันเคี่ยวเข็นให้เธอเรียนสิ่งเหล่านี้ก็เพื่อตัวเธอเอง จำเหตุการณ์วันนั้นได้ไหมที่เธอ...” เสี่ยกานต์เงียบไปเพราะพูดเท่านี้เดียวก็คงเข้าใจแล้ว เหตุการณ์เลวร้ายที่เจ้าตัวคงไม่อยากคิดถึงมันอีก 

“งั้นผมขออะไรอย่างนึงได้ไหมครับ” เดียวเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดเมื่อคิดอะไรขึ้นได้ 

“ถ้าเธอซ้อมจนเสร็จก็ได้” เสี่ยกานต์ยิ้ม เด็กหนุ่มไม่ค่อยจะขออะไรจากเขานัก ครั้งนี้จึงตอบตกลงโดยไม่คิดปฏิเสธ 

“เสี่ยสัญญานะครับ” เดียวถามย้ำ เสี่ยกานต์จึงพยักหน้าเพิ่มความมั่นใจให้ “งั้นเริ่มกันเลยครับ” เดียวลุกขึ้นยืนพร้อมยิ้มกว้าง ใบหน้าสวยยิ้มกว้างกับจุกน้ำพุที่ขยัยไปมายามอีกฝ่ายขยับตัวเรียกรอยยิ้มเล็กๆ ของเสี่ยกานต์ได้ และทั้งหมดก็ตกอยู่ในสายตาของกีรรางค์ เธอหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นอาการของพี่ชายตนเองที่หลงเด็กจนไม่รู้จะหลงยังไงแล้ว 

ถึงแม้ชุดเสี่ยกานต์จะไม่อำนวยต่อการออกกำลังเลยแต่ก็ไม่เป็นอุสรรคในการจะสวมบทครูฝึกให้เดียวได้ รูปร่างที่ห่างกันพอสมควรทำเดียวท้อใจเมื่อไม่ว่าเขาจะใช้แรงที่มีเท่าไหร่ก็ไม่สามารถล้มเสี่ยได้ กลับเป็นเสี่ยเสียอีกที่กดล็อกเขาได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันที่เขาตกอยู่ภายในวงแขนแกร่ง 

“เธอแพ้อีกแล้ว งั้นเรื่องที่จะขอคงไม่ได้แล้วมั้ง” ชายหนุ่มพูดยั่ว เขาอาจดูโหดไปในสายตาเดียวแต่คิดว่าอีกฝ่ายคงเข้าใจในความหวังดีของเขา เดียวทำท่าฮึดฮัดเมื่อรู้ว่าเรื่องที่ตนจะขอกำลังจะเป็นโมฆะ 

“งั้นมาลองอีกครั้งนะครับ ฮึบ!” เหมือนเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง นอกจากเสี่ยจะไม่สะดุ้งสะเทือนแล้วเขายังหมดแรงอีกด้วย เสี่ยกานต์เห็นถึงความพยายามของร่างบางจึงผ่อนแรงให้ เดียวที่เห็นอีกฝ่ายอ่อนลงก็พลิกตัวผลักเสี่ยกานต์ล้มลงแล้วขึ้นคร่อมล็อกแขนอีกฝ่ายไว้ทันที 

“หึหึ” เสี่ยหัวเราะในลำคอ ใบหน้าของผู้ชนะพร้อมรอยยิ้มส่องประกายอยู่ยนตัวเขา ต่างฝ่ายต่างหอบเพราะต้องออกแรงทั้งคู่ เดียวยิ้มอย่างคนมีชัยเพราะในที่สุดเขาก็ล้มเสี่ยได้สักที แม้จะรู้ว่าเสี่ยอ่อนข้อให้ก็ตาม 

“อยากขออะไร” เขายันตัวลุกขึ้นนั่งแต่กระนั้นก็ยังรั้งให้เดียวนั่งบนหน้าขาเขาโดยหันหน้าเข้าหากัน 

“ขอผมทำงานที่โรงแรมเสี่ยได้ไหมครับ ร้านกาแฟชั้นล่างก็ได้ ผมคงต้องรบกวนให้เสี่ยใช้เส้นสายให้หน่อย นี่ใกล้จะปิดเทอมแล้วผมต้องรีบจ่ายค่าเทอมครับ” คำขอของเดียวทำเอาคนแก่กว่าถึงกับอึ้งไป 

“เสี่ยสัญญาแล้วนะครับ” เดียวย้ำเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะปฏิเสธ เสี่ยกานต์ราวกับคนน้ำท่วมปาก นึกเจ็บใจตนเองที่ปล่อยให้เดียวเอ่ยขออะไรง่ายๆ ได้ 

“อืม เดี๋ยวจะให้ชาญดูให้” ตอบรับอย่างเสียไม่ได้ เดียวซ่อนความดีใจปิดไม่มิดหอมแก้มชื้นเหงื่อของอีกฝ่ายเร็วๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน เสี่ยกานต์จึงลุกตามเพราะน้องสาวเขามายืนกดดันแล้ว 

“เดียวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้ว เดี๋ยวเรากลับไปกินข้าวที่โรงแรมกันนะพี่กานต์ กีจะได้อาบน้ำก่อนด้วยเหนียวตัวจะแย่” เดียวรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าตามที่กีรรางค์บอก เสี่ยกานต์รับน้ำจากโชคมาดื่มอึกใหญ่ก่อนจะสั่งให้ลูกน้องคนสนิทออกไปหาซื้ออะไรมาให้คนทั้งสองได้กินรองท้องก่อน 

“อ่ะ มือถือกี” เมื่อเดียวเข้าไปในโซนห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วกีรรางค์ก็หยิบโทรศัพท์ตนออกมายื่นให้พี่ชาย เสี่ยกานต์เลิกคิ้วมองด้วยความไม่เข้าใจ 

“กีไปรอที่รถล่ะกัน” ยัดมือถือที่เปิดหน้าจอทิ้งไว้ให้พี่ชายก็เดินไปที่รถทันที 

เสี่ยกานต์รับมาก่อนจะกดเล่นคลิปที่น้องสาวเปิดค้างไว้ ในคลิปมีผู้ชายสองคนกำลังยืนคุยกับเดียวอยู่ แต่ถ้อยคำที่ใช้ทำเขาเลือดขึ้นหน้า นี่คือเหตุผลที่กีรรางค์วีนแตกวันนี้สินะ 

“โชค! บอกสิทว่าให้จัดการไอ้สองคนนี้ด้วย อย่าให้มันลืมรสชาติความเจ็บปวดง่ายๆ ล่ะ” 

คำสั่งงานพร้อมมือถือที่ถูกส่งมาให้ลูกน้องทำกีรรางค์ยิ้มได้ แค่ฝากมือถือไว้ที่พี่ชายเฉยๆ เอง ส่วนใครจะเห็นอะไรหรือเอาคืนใครก็สุดแล้วแต่เวรแต่กรรม 

::::::::::::: 

ทั้งสามกลับมาที่โรงแรมอีกครั้งในช่วงเวลาราวทุ่มเศษ ขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดเสร็จก็ลงมายังชั้นล่างที่มีอาหารและโต๊ะจองไว้พร้อมแล้ว หญิงสาวเพิ่งสังเกตเห็นว่าพี่ชายตนเองสวมแหวนที่นิ้วนางขวาเหมือนกับเดียวจึงเอ่ยถาม 

“พี่กานต์อย่าบอกนะว่ายังมีเรื่องที่ไม่บอกกีอีก พี่กานต์หมั้นกับเดียวแล้วเหรอ” เพียงเท่านี้เดียวที่กำลังละเลียดชิมปลาเก๋าราดพริกถึงกับสำลัก พริกขึ้นจมูกไอหน้าดำหน้าแดง มือใหญ่เอื้อมมาลูบหลังบางเบาๆ ส่งผ้าเช็ดปากให้ 

“ไม่ใช่” เสี่ยตอบพร้อมสายตาที่ดุน้องสาว กีรรางค์ได้ฟังคำตอบก็ยักไหล่ ใครจะไปรู้ล่ะ คิดว่ามีเรื่องปิดบังที่เธอไม่รู้อีก เพราะถ้าเกิดหมั้นกันจริงเรื่องใหญ่ขนาดนี้ไม่ให้เธอรู้รับรองว่าโรงแรมแตกแน่ๆ 

ทั้งสามทานมื้อค่ำกันจนเสร็จ กีรรางค์ขอตัวออกไปแฮงค์เอาท์กับเพื่อนต่อ เสี่ยกับเดียวจึงกลับคอนโดฯ บ้าง เมื่อลิฟต์พามายังเพ้นเฮาส์เดียวก็ทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาทันที เขาเหนื่อยและปวดเมื่อยเนื้อตัวเกินกว่าจะทนไหว มือเรียวบีบนวดไปตามปลีน่องและแขน มันตึงระบมไปหมดทุกสัดส่วนจริงๆ 

“ลุกขึ้นนั่งดีๆ” เจ้าของห้องสั่งก่อนเจ้าตัวจะนั่งลงเมื่อเดียวลุกขึ้นแล้ว แม็คบุ๊กวางอยู่บนตัก หน้าจอเป็นอีเมลที่เปิดค้างไว้พร้อมภาษาที่เดียวอ่านไม่ออก สลับกับภาษาอังกฤษที่ยาวติดกันเป็นพรืด 

“ผมเมื่อย” ร่างบางบ่นออกมาเบาๆ วันนี้คงเป็นวันแรกที่เขาบ่นมากที่สุด แต่กระนั้นเสี่ยกานต์ก็ยังคงทำงานต่อไป เดียวเอนตัวใช้ศอกค้ำพนักวางแขนของโซฟาไว้ ขาทั้งสองข้างยกขึ้นมานั่งเหมือนท่าพับเพียบโดยปลายเท้าหันไปทางเสี่ย ตอนนี้ในทีวีจอใหญ่กำลังฉายถึงตอนเมียร์แคตสัตว์น่ารักที่อยู่รวมกันเป็นฝูง แววตาใสซื่อน่ารักของมันทำให้เขาคิดถึงอีธานกับโคลท์ ไม่รู้ป่านนี้เจ้าสองตัวนั้นจะเป็นยังไงบ้าง 

“ครับ?” เพราะมือใหญ่เอื้อมมาลูบขาเบาๆ ทำเดียวสะดุ้งคิดว่าเสี่ยต้องการอะไร แต่อีกฝ่ายยังไม่ละสายตาจากหน้าจอแล็ปท็อปบนตักเลย เขาได้กลิ่นยานวดอ่อนๆ ก่อนจะเห็นหลอดยาวางอยู่บนโต๊ะกระจก 

“เดี๋ยวผมนวดเองครับ” ทำท่าจะหดขาชิดตัวให้มากกว่าเดิมแต่เสี่ยกานต์จับข้อเท้าเล็กดึงไว้ เขาพับหน้าจอแม็คบุ๊กลงแล้วรั้งขาเดียวพาดบนตัก บีบยานวดที่กลิ่นไม่ทำร้ายจมูกนักและบรรเทาอาการปวดเมื่อยได้ดีลงบนขาเรียว นวดคลายกล้ามเนื้อให้ร่างบางอย่างเบามือ 

“เสี่ยครับเดี๋ยวผม...” 

“นั่งไปเฉยๆ เถอะ หรืออยากเมื่อยมากกว่านี้” สายตาวิบวับทำเดียวเก็บคำพูดไป เขายอมนั่งให้เสี่ยนวดขาไปเรื่อยๆ รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก 

“นวดแค่น่องก็พอครับ ที่ต้นขาไม่ต้องหรอก” เดียวตะครุบมือใหญ่ที่กำลังนวดเรื่อยขึ้นมาจนมันสอดเข้ากางเกงขาสั้นของเขาแล้ว เสี่ยกานต์ที่มองทีวีอยู่ทำเหมือนไม่สนใจแต่มือก็ยังขยับยุกยิกไม่ห่าง เดียวจับมือที่กำลังซุกซนไว้จนท้ายสุดคนที่ทำทีนิ่งเฉยก็ทิ้งหลอดยาแล้วหันมาจู่โจมร่างบางแทน 

“อย่าครับเสี่ย คิๆ” เสียงหัวเราะของเดียวหลุดมาให้ได้ยินเพราะจั๊กจี้เมื่อโดนจี้เอว เสี่ยกานต์เปิดเสื้อเป่าหน้าท้องแบนราบเบาๆ ก่อนจะเม้มจนเกิดรอย เขาจับขาเรียวอ้าออกเพื่อจะได้แทรกเข้าไปนั่งตรงกลางได้ 

“ลูกกวางขาเจ็บ” เสี่ยกระซิบเบาๆ มือก็ยังคงบีบจับปลีน่องเรียวไปด้วย เดียวย่นคอหนีเมื่อโดนรุกหนัก เพราะกลัวว่าหากมากกว่านี้จะเลยเถิดไปไกลแล้วเขาจะไปเรียนไม่ไหว 

กลีบปากบางสวยถูกประกบปิดในที่สุด แรงดูดดึงของเสี่ยทำเดียวครางในลำคอเบาๆ แขนยกขึ้นคล้องคอคนบนร่างที่เบียดช่วงล่างเข้าหาอย่างเว้าวอน ริมฝีปากที่ปิดประกบกันผละออกเล็กน้อยเพื่อที่ต่างฝ่ายจะได้ตักตวงลมหายใจ ก่อนเสี่ยกานต์จะจู่โจมกลีบปากนุ่มใหม่บดเบียดราวกับไม่กลัวช้ำ เขาผละออกมาหอมแก้มคนใต้ร่างฟอดใหญ่ จูบซับจากแก้ม กกหู เรื่อยลงไปตามแนวสันกรามเลยมายังซอกคอ ไม่เว้นแม้แต่ปลายคางด้วยความทะนุถนอม ก่อนจะกลับไปจูบที่หน้าผากมนอย่างหวงแหน 

“เธอต้องทนนะ ต้องขยันฝึกเข้าใจไหม ถึงแม้ฉันจะระวังตัวมากแค่ไหนแต่หากเกิดอะไรขึ้นมาจริงๆ เธอต้องดูแลตัวเองได้ด้วย ไม่ใช่ว่าฉันอยากให้เธอเจ็บตัวแต่ถ้าวันหนึ่งเกิดเธอเป็นอะไรขึ้นมา อย่างน้อยๆ การต่อสู้ของเธอก็อาจยื้อเวลารอให้ฉันไปช่วยได้” คำบอกกล่าวของเสี่ยที่ใบหน้าห่างกันไม่ถึงคืบ มือหยาบกร้านที่จับปืนจับอาวุธมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้งลูบหัวเดียวเบาๆ เดียวรับรู้ได้ถึงความห่วงใยและความกังวลจากชายหนุ่ม เขาจึงรั้งเสี่ยมากอดไว้ให้อีกฝ่ายซบลงที่ไหล่ 

“เดียวจะไม่ทำให้พี่กานต์เป็นห่วง จะดูแลตัวเองดีๆ พี่กานต์ก็ต้องดูแลตัวเองนะ อย่าโหมงานหนักเกินไปเข้าใจไหมครับ” เสี่ยกานต์ได้ฟังจึงยันตัวค้ำมือไว้เพื่อมองหน้าคนพูดชัดๆ น้ำเสียงออดอ้อนแบบนี้เขาไม่ได้ยินนานมากแล้ว ความดีใจทำให้ปิดบังรอยยิ้มไว้ไม่มิดจนเดียวต้องเอามือปิดหน้าด้วยความเขินอาย 

“ปิดหน้าทำไม” 

“อื้อ เขินครับ” เบี่ยงตัวหลบเมื่อเสี่ยพยายามยื้อมือเขาออก 

“เขินทำไม อ้อนแฟนดีจะตาย” เสี่ยกระซิบจูบมือที่ร่างบางใช้ปิดหน้า เสียงหัวเราะในลำคอของเสี่ยเหมือนเสียงล้อเลียนทำเอาเดียวไม่กล้าสบตาไปอีกพักใหญ่ 

เสียงไลน์จากมือถือเขาเตือนเมื่อเสี่ยกานต์ลุกออกจากตัวเขาไปคุยโทรศัพท์กับมูซาแล้ว เดียวหยิบมาเปิดอ่านพลางเอายานวดไปเก็บไว้ที่ชั้นวางกล่องยา เป็นไลน์จากเพื่อนรักเขาเอง 

‘ไอ้เดียว’ 

‘เมื่อตอนเย็นกูมาเยี่ยมญาติที่โรง’ บาล’ 

‘ได้ยินห้องจ่ายยาเรียกชื่อคุณมงคล ศาศวัตด้วยว่ะ’ 

สามข้อความที่พิมพ์ส่งมาติดๆ กันเมื่อได้อ่านก็ตัวชาวาบเกือบทำมือถือหลุดมือ นายมงคลที่ว่าคือพ่อผู้ให้กำเนิดเขาเอง และเป็นคนเดียวกับที่ไล่เขาออกจากบ้าน เขาจะไม่รู้สึกชาไปทั้งตัวขนาดนี้เลยถ้าหากที่ผ่านมาพ่อมีโรคประจำตัวดังคนสูงวัยคนอื่นๆ พ่อเขาชอบออกกำลังกายอยู่ที่บ้าน บริเวณสนามหญ้าจะเจอกันในทุกเช้า แต่นี่นัทได้ยินห้องจ่ายยาเรียกพ่อเขางั้นแสดงว่า... 

[สวัสดีค่ะ บ้านศาศวัตค่ะ] 

“ขอสายป้ารำไพครับ” เขาไม่รอช้ารีบต่อสายหาบ้านใหญ่ทันที ต่อให้เวลานี้ควรเป็นเวลาพักผ่อนก็ตาม 

[จะให้เรียนว่าใครโทรมาคะ//ใครโทรมาน่ะจิน ดึกๆ ดื่นๆ] เสียงที่คุ้นเคยดังแทรกมาตามสายกึ่งดุเพราะตอนนี้เป็นเวลากว่า 4 ทุ่มแล้ว เดียวน้ำตาคลอเมื่อได้ยินเสียงที่เขาไม่ได้ยินมาหลายเดือนแล้ว 

[เขาขอเรียนสายกับป้าค่ะ] หญิงสาวตอบก่อนจะได้ยินเสียงกุกกัก 

[สวัสดีค่ะ รำไพพูดค่ะ] 

“ป้ารำไพครับ เดียวเองนะครับ” 

 

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป 

ขอบคุณทุกความเห็นค่ะ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว