facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เด็กเสี่ย 34 (รีไรต์แล้ว)

ชื่อตอน : เด็กเสี่ย 34 (รีไรต์แล้ว)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 138.5k

ความคิดเห็น : 120

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ส.ค. 2564 06:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
เด็กเสี่ย 34 (รีไรต์แล้ว)
แบบอักษร

เด็กเสี่ย 34 

“ไปกินข้าวกันนนนน” ช่วงเวลาพักเที่ยงมาถึงหลังจากเรียนมาสองชั่วโมงรวดนัทจึงตะโกนใส่หูเพื่อนรักที่กำลังเก็บของใส่กระเป๋า เดียวยิ้มให้ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาพี่จ๋าเพื่อขอโทษที่อยู่ๆ ก็หายไป 

[พี่ก็เป็นห่วงอยู่ว่าเดียวจะเป็นยังไงบ้าง แต่คนของเสี่ยเขามายืนยันว่าเดียวปลอดภัยและมาช่วยพี่ทำงานด้วย] เธอจำใบหน้าคมเข้มของชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ดูภูมิฐานมีลูกน้องเดินตามเป็นพรวนได้ ตอนเห็นครั้งแรกยังสะดุดตาเผลอมองอยู่เลย ไม่อยากเชื่อว่าจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเดียว ถึงว่าทำไมเรียกลูกน้องเธอไปคุยด้วยตั้งนานสองนาน 

“ผมขอโทษอีกครั้งนะครับที่ทำให้เป็นห่วง แล้วคนของเสี่ยนี่คือ...” 

[ก็หนุ่มคนเดิมที่เคยมาช่วยที่ร้านนั่นแหละ สิทเขายังแวะเวียนมาบ้างแต่สิทบอกว่าเย็นนี้จะพาคนมาสมัครงานด้วยนะ คงเพราะตัวเขาก็ไม่สะดวกที่จะมาทำงานที่ร้านกาแฟหรอก ไม่ใช่งานเขานี่] 

“อ่า...เหรอครับ” ได้ฟังแบบนี้แล้วก็วูบโหวงในอกเล็กน้อย ถ้าหากมีคนมาแทนเขาแล้วเขาจะหางานได้จากที่ไหนล่ะ กับภีมก็ไม่ได้ติดต่อกันแล้วด้วย เดียวพูดสายกับจ๋าต่ออีกเล็กน้อยก็วาง เขาคิดไว้ว่าคงต้องคุยกับเสี่ยเรื่องหางานทำสักหน่อย ถ้าเขาต้องออกจากร้านพี่จ๋าเพราะคนที่สิทพาไปสมัครได้ตำแหน่งเขาไปเขาก็ต้องหางานใหม่ 

“เย็นนี้กลับไง ให้กูไปส่งหรือผัวมารับ” คำพูดนัททำเดียวสำลักเกาเหลาที่กำลังกินอยู่ทันที ก่อนเด็กหนุ่มร่างบางจะฟาดมือที่ไหล่หนา 

“เสี่ยมารับจะให้ไปเอารถ” 

“หือ? ถอยคันใหม่เหรอ” นัทถามตาโต 

“ไม่ใช่ คันนั้นแหละคันเดิม” เดียวตอบก่อนจะก้มลงกินมื้อเที่ยงของตนให้เสร็จ นัทไปซื้อไอติมกะทิมานั่งกินรอเพราะตัวเองทานของคาวเสร็จแล้ว 

ตกเย็นหลังจากเรียนเสร็จ เสี่ยกานต์ที่บอกว่าจะมารับราวๆ 5 โมงเย็นกลับต้องเลื่อนเวลาออกไปเพราะยังไม่เสร็จงาน เดียวจะขอกลับห้องก่อนโดยจะให้นัทไปส่งเสี่ยก็ไม่ยอม 

[ขอฉันคุยกับนัทหน่อย] ปลายสายพูดเสียงเรียบแต่เดียวรู้ว่ามันเต็มไปด้วยอำนาจ เขายื่นโทรศัพท์ให้นัทบอกว่าเสี่ยมีเรื่องจะคุยด้วย 

“คุยกับกูเนี่ยนะ เรื่องไรวะ เห้ยๆ ไม่เอาไม่กล้าคุย กูกลัว” นัทกระซิบบอกผลักมือถือเดียวออกห่างตัวเหมือนมันเป็นของร้อน เดียวทำหน้าดุจนอีกฝ่ายยอม 

“นัทพูดครับ” 

[นัท เย็นนี้เธอติดธุระที่ไหนรึเปล่า] 

“ไม่มีครับ” 

[ฉันรบกวนให้เธออยู่เป็นเพื่อนเดียวจนกว่าฉันจะไปรับได้ไหม ฉันส่งคนของฉันล่วงหน้าไปแล้วตอนนี้ฉันติดธุระทำให้ต้องไปช้ากว่าที่นัดกับเดียวไว้] คำพูดจริงจังอีกทั้งน้ำเสียงทางการทำเอานัทนั่งหลังตรงตอบรับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงจริงจังไม่แพ้กัน 

เสี่ยกานต์วางสายไปแล้ว นัทบอกสิ่งที่เสี่ยคุยกับตนให้ร่างบางฟังก่อนคนทั้งสองจะเปลี่ยนสถานที่นั่งจากใต้ตึกคณะเป็นสนามบาสฯ แทน เนื่องจากนัทโทรหากล้าและรู้ว่าอีกฝ่ายเล่นบาสฯ อยู่ตนจึงพาเดียวมานั่งเล่นแก้เซ็งที่นี่ก่อน เดียวไม่ลืมส่งข้อความไปหาเสี่ยว่าตนเองรออยู่ที่สนามบาสเก็ตบอลในร่มของมหา’ ลัย 

“อยากเล่นบาสฯ ไหมเดียวมาเล่นด้วยกัน” กล้าที่อยู่ในชุดและรองเท้ากีฬาเดินเข้ามาถาม เหงื่อโชกไปทั้งตัวเพราะเล่นมาพักใหญ่จนเพื่อนในทีมทยอยกลับกันเกือบหมดแล้ว ส่วนนัทคว้าลูกบอลกลมๆ สีส้มได้ก็ไปซ้อมชู้ตอยู่ใต้แป้นโน่น เดียวนั่งคนเดียวอยู่บนอัฒจันทร์ในโรงยิมได้แค่ยิ้มกว้าง 

“ผมเล่นกีฬาไม่เก่งกล้าไปเล่นเถอะ” 

“เดี๋ยวเราสอนเอาไหม มาเล่นสนุกๆ พอให้ได้เหงื่อ แม้เดียวจะผอมแต่ก็ไม่ได้ความว่าจะแข็งแรงนะ ออกกำลังกายกัน” ว่าจบกล้าก็ถือวิสาสะดึงข้อมือเล็กที่มีผิวนุ่มมือต่างจากมือที่หยาบกร้านของเขา พาเดียวมายังแป้นบาสฯ อีกด้านเพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปแย่งนัทเล่น หางตาเห็นว่ามีชายเสื้อยืดสีเข้มรูปร่างสันทัดใส่แว่นกันแดดเดินเข้ามาในโรงยิมสองคน เด็กหนุ่มทั้งสามหยุดการกระทำแทบจะพร้อมกันเพราะไม่เคยเห็นผู้มาเยือนเหล่านี้ 

“เชิญตามสบายครับคุณเดียว” เพียงแค่นี้ก็รู้ได้แล้วว่าคนของเสี่ยกานต์ที่ล่วงหน้ามาเฝ้าเดียวไว้ก่อนแน่นอน แต่ทั้งสองไม่ได้เข้ามาวุ่นวายอะไรปล่อยให้เดียวเล่นกับเพื่อนไป 

“มึงอยากทำตัวเป็นพระเอกเหรอไอ้กล้า ไอ้เดียวมีแฟนแล้วมึงหมดสิทธิ์จีบครับเพื่อน” นัทเห็นคนทั้งสองเล่นกันท่าจะสนุกเลยมาร่วมวงด้วย กล้าจิ๊ปากอย่างขัดใจที่เพื่อนมาเป็นก้างขวางคอ แต่นัทกลับหัวเราะร่าข่าวใหม่ของเดียวจากปากนัททำเอากล้าอึ้งไปไม่น้อย 

“เดียวมีแฟนแล้วเหรอ ใคร? กับเสี่ยคนนั้นเหรอ” 

“ใช่” 

“โห...อดเสียบอีกแล้ว” กล้าไล่ลู่ลงแต่สีหน้าไม่ได้จริงจังกับคำพูดทำเอาเดียวกับนัทหัวเราะ ก่อนทั้งนัทและกล้าจะผลัดกันสอนเดียวเล่นบาสเก็ตบอล เมื่อเห็นว่าเดียวพอจะเรียนรู้ได้จึงโอน้อยออกเพื่อแบ่งทีมกันปรากฏว่าเดียวได้อยู่ทีมเดียวกับกล้า 

การแข่งขันบาสเก็ตบอลแบบ 2 รุม 1 ถึงแม้อีกฝ่ายจะจำนวนคนเยอะกว่าแต่ใช่ว่าจะเอาชนะนัทได้ง่ายๆ เดียวผลักลูกบอลส่งให้กล้าที่ยืนรออยู่ใต้ห่วง แต่แล้วก็โดนนัทแย่งไปได้ทุกครั้งจนเริ่มท้อ 

“ทำไมมึงเล่นเก่ง” เดียวทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นเมื่อการวิ่งไปมาเกือบสิบนาทีทำเขาหอบ จากคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายนักพอมาเล่นให้ได้เหงื่อมันก็เหนื่อยเหมือนกัน 

“มึงอยากรู้ไหมว่าใครเก่งกว่ากู มาอยู่ทีมกูนี่แล้วมึงจะรู้ว่าที่กูเล่นไปไม่ได้สักขี้ตีนไอ้เหี้ยกล้า” 

“จริงเหรอกล้า” 

“ไม่รู้นะ อยากรู้ต้องลอง” กล้ายืนยิ้มให้พลางยักคิ้วท้าทาย เดียวยิ้มตอบตกลงกับนัทว่าจะอยู่ทีมนัทเพื่อพิสูจน์ความเก่งของกล้าเอง 

จังหวะที่เดียวกระโดดรับลูกจากนัทแล้วหนีกล้าเพื่อจะเลี้ยงลูกไปชู้ตใต้แป้น เหมือนว่าเพื่อนตัวสูงจะเดาทางได้ถูกเข้ามาโอบเขาจากด้านหลัง กล้าใช้รูปร่างสูงโปร่งของตัวเองกันเดียวเอาไว้ไม่ให้ส่งลูกได้ นัทตะโกนเรียกเดียวไม่ขาดอีกทั้งหลอกล่อกล้าให้เลิกสนใจเดียวแล้วมาสนใจตนแทน 

“มึงกะเอาแชมป์ NBA เลยเหรอไอ้กล้า ปล่อยเดียวได้แล้วโว้ยยย” 

“ไม่เป็นไรนัท เดี๋ยวกูจะชู้ตเอง” เดียวบอก ใบหน้าสวยชื้นเหงื่อแต่เจ้าตัวไม่สนใจ ยิ่งเล่นยิ่งสนุก ยิ่งเห็นว่ากล้ายังไม่สามารถแย่งลูกกลมๆ ไปจากตนได้ยิ่งได้ใจ 

“ฮึบ! เห้ย!” เดียวใช้จังหวะที่กล้าเผลอหมุนตัวออกจากวงแขนกว้างเพื่อหันกลับไปชู้ตลูกให้ลงห่วง แต่ความใกล้ชิดระยะประชิดทำให้ใบหน้าที่ห่างกันร่นระยะเข้ามาอีกจนปลายจมูกเกือบชนกัน 

“เดียว!!” เสียงเรียกดังลั่นไปทั่วโรงยิม ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่และผู้ติดตามคนสนิทสองคนยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง เดียวผละออกจากกล้าทันทีเมื่อรู้ว่าความใกล้ชิดมากเกินไปนี้ทำให้เสี่ยไม่พอใจเข้าให้แล้ว รเสี่ยกานต์ในชุดสูทเต็มยศเดินดุ่มๆ เข้ามาหาคนทั้งสาม นัทขยับไปยืนหลังเดียวทันทีโดยดึงกล้ามาให้ยืนซ้อนหลังตนอีกที 

“ซวยแล้วไอ้เหี้ยกล้า มึงจะตายไหมเนี่ย” นัทพึมพำเบาๆ ยิ่งเห็นหน้าของเสี่ยที่ถมึงทึงมาแต่ไกลเขายิ่งสั่น 

“เสี่ย...ผมกับ...” 

“เธอชื่ออะไร” เสี่ยกานต์พุ่งสายตาไปทางกล้าที่ยืนซ้อนหลังนัทอยู่ อีกฝ่ายที่ไม่เคยเจอคนระดับ ‘เสี่ย’ ตัวเป็นๆ หรือแม้กระทั่งจะเดินเฉียดก็ยังไม่เคยตอบตะกุกตะกัก เขาจะโดนยิงกบาลไหมที่กล้าไปยุ่งกับเดียวแบบนี้ 

“กะ..กล้า...ครับ” 

“กล้า นัท ขอบใจที่อยู่เป็นเพื่อนเดียว เดียวกลับได้แล้ว” มือใหญ่รั้งเอวบางเข้าหาตัวก่อนจะพาเดินออกจากโรงยิมไป เดียวที่งงกับท่าทีของเสี่ยกานต์ไม่น้อยหันไปโบกมือให้เพื่อนทั้งสอง 

หากเป็นเมื่อก่อนกล้าคงโดนสักหมัด หรือไม่เขาก็คงโดนลงโทษสักอย่างสองอย่างไปแล้ว แต่ครั้งนี้กลับผิดคาด เสี่ยแค่เดินเข้ามาขอบคุณและพาเขาเดินมาที่รถเท่านั้น เมื่อขึ้นรถได้ใจที่เคยเต้นแรงตอนเห็นเสี่ยเบาลงจนเป็นจังหวะปกติ เขาหันมองใบหน้าคมคายที่เรียบนิ่งแต่รู้ว่าอารมณ์เจ้าตัวคงไม่ปกตินัก เขาขยับเข้าไปใกล้เมื่อรถออกตัว 

“เสี่ยครับ” ลองเรียกดูแต่อีกฝ่ายยังไม่มองหน้า สนใจแต่ต้นไม้ริมทางในมหา’ ลัยเท่านั้น 

“เสี่ยโกรธที่ผมเข้าใกล้กล้าใช่ไหมครับ ถ้าเสี่ยหึงทำไมไม่โวยวายเหมือนเมื่อก่อน อย่าเงียบแบบนี้สิครับผมใจไม่ดี” เขยิบเข้าไปใกล้อีกนิด เอียงหน้าดูแต่เสี่ยกานต์กลับหันหนี เดียวปล่อยให้บรรยากาศในรถเงียบไปอีกครั้ง เสี่ยไม่ชอบให้เขาเข้าใกล้ใครมากเกินไป เข้าใจว่าเสี่ยเป็นคนขี้หวง หากเสี่ยจะโกรธเขาสักหน่อยก็ย่อมได้และเขาก็ยินดีจะอธิบายด้วยเหตุผลเมื่อเสี่ยอารมณ์ดีขึ้น แต่นี่เสี่ยมีให้แต่ความเงียบจนเขารู้สึกไม่ดี 

“ฉันโกรธก็จริงแต่ที่ฉันไม่โวยวายเพราะฉันให้เกียรติเธอ” คนที่เงียบไปนานในที่สุดก็พูดขึ้น 

“ครับ?” 

“ฉันขี้หึง เดียว... ทั้งขี้หึงและขี้หวง ฉันไม่ชอบให้คนของฉันเข้าใกล้ใครเกินจำเป็น ยิ่งตกอยู่ในอ้อมกอดจนเกือบจะจูบกันฉันยิ่งไม่พอใจ” 

“มันเป็นอุบัติเหตุครับ ที่จริงผม...” 

“เพราะรู้ฉันถึงไม่โวยวายต่อหน้าเพื่อนของเธอ” เดียวยังอธิบายไม่จบแต่เสี่ยกานต์ขัดขึ้นมาเสียก่อน “ฉันถึงบอกว่าฉันให้เกียรติเธอ ให้เกียรติทั้งเธอและเพื่อนของเธอ เพราะคงไม่ดีนักหากเพื่อนของคนที่ฉันรักมองว่าฉันไร้เหตุผล” 

คำตอบของเสี่ยทำเอาเดียวยิ้มกว้าง รอยยิ้มสวยแต้มเต็มใบหน้า หัวใจพองฟูเพราะรับรู้ได้ว่าเสี่ยก็พยายามปรับตัวเข้าหาเขาเหมือนกัน เดียวขยับเข้าไปใกล้อีกนิดยื่นหน้าเข้าไปจูบแก้มสากที่ครึ้มไปด้วยตอหนวดซึ่งถูกจัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ 

“แฟนใครน่ารักจังครับ” คำชมนี้ทำเอาชาญที่ได้ยินและทำหน้าที่ขับรถถึงกับสำลักน้ำลาย 

“โชค” เสี่ยกานต์เรียกมือขวาตัวเองซึ่งอีกฝ่ายรู้หน้าที่ดี กดฉากกั้นให้เลื่อนปิดระหว่างโซนหน้ารถกับเบาะหลัง 

“มึงแซวนาย” 

“กูไม่ได้แซว มันสำลักเองกูห้ามได้ที่ไหนเล่า” แม้จะตอบคู่ไปแบบนั้นแต่ลึกๆ ในใจเขาก็แซวเจ้านายจริงนั่นแหละ 

“โดนทำโทษเรื่องคุณอิมเมจไปยังไม่เข็ดรึไง” ชาญถึงกับสะดุ้งเมื่อคิดถึงตอนนั้น เขาโดนลดเงินเดือนเหลือเพียงครึ่งนึงเป็นระยะเวลา 3 เดือน อีกทั้งโดนเสี่ยตบไปเต็มๆ หลายทีโทษฐานปากรั่วยังเสียวกรามอยู่เลย 

“ก็ตอนนั้นเสี่ยยังเครียดอยู่ ตอนนี้มีคุณเดียวแล้วคงไม่โหดเท่าครั้งนั้นหรอก” 

“มึงเคยเห็นเสี่ยไม่โหดด้วยเหรอ” คำถามของโชคทำชาญกลืนน้ำลายลงคอ เป็นไปได้อยากถุยทิ้งเลยด้วยซ้ำจะได้ไม่ต้องสำลักผิดเวล่ำเวลา 

ส่วนทางหลังฉากกั้น เดียวยิ้มหวานให้เสี่ยที่ยังคงนั่งนิ่ง ไม่ใช่เขายังโกรธอยู่แต่เพราะเดียวยังง้อเขาไม่สมใจเท่าไหร่นัก 

“ถ้าคิดว่าแค่ชมฉันแล้วฉันจะอารมณ์ดีเธอคิดพลาดไปนะ เพราะฉันยังไม่รู้สึกดีขนาดนั้น” เขาใช้คำว่า ‘พลาด’ แทนคำว่า ‘ผิด’ เพราะการที่เดียวชมเขาไม่ใช่เรื่องผิด เป็นเรื่องที่ดีแต่เขาต้องการอะไรมากกว่านั้น 

“ผมรู้ครับ” เดียวกระซิบบอก นับตาวาววับเหมือนลูกกวางกำลังสนุก เขาถอดเสื้อสูทให้เสี่ย อีกฝ่ายยอมโอนอ่อนทำตามแต่โดยดี ร่างบางถอดรองเท้าออกก่อนจะปีนไปนั่งคร่อมบนตักกว้าง เสี่ยกานต์ยิ้มมุมปากเมื่อเห็นว่าเด็กน้อยของเขากำลังใช้เสน่ห์ของตัวเองเข้าหาเขา 

“หายงอนนะครับ อย่าหึงบ่อยนักเลย” 

“ถ้าไม่รักคงไม่หึงหรอก” เดียวยิ้มมือเรียวประคองใบหน้าอีกฝ่ายขึ้นรับจูบที่ตนบรรจงมอบให้ กลีบปากนุ่มแตะแต้มไปบนปากหยักสวยของคนตัวโต ค่อยๆ เม้มคลึงให้อีกฝ่ายยอมผ่อนปรนท่าทีให้ตนได้เข้าไปชิมความหวานภายในโพรงปากอุ่น 

เสี่ยกานต์ยอมเปิดปากให้เดียวได้ละเลียดชิมความหวานนี้ มือใหญ่บีบเค้นคลึงบั้นท้ายกลมตึงออกแรงบีบจนเดียวกระดกก้นหนีก่อนจะผ่อนลงให้ได้ผ่อนคลาย เสียงครางเครือดังมาจากอีกฝ่ายเมื่อเขาเริ่มคุมจังหวะการจูบเอง ผละออกเล็กน้อยให้คนตัวเล็กได้หอบหายใจ น้ำใสๆ เชื่อมปากเขากับปากเดียวไว้ก่อนจะโดนเขาตวัดเลียและบดเบียดจูบที่เร่าร้อนกว่าให้เดียวอีกครั้ง 

เด็กหนุ่มร่างบางหอบกระเส่าเมื่อเขาเริ่มสอดมือเข้าไปสะกิดตุ่มไตสีชมพูบนอก เสียงหวานคล้ายลูกแมวร้องทำเขาอมยิ้ม 

“ถึงแล้วครับเสี่ย” แต่เสียดายที่เสียงของโชคมาขัดเวลาแห่งความสุขของคนทั้งสอง เดียวมองเสี่ยตาปรือปรอยเพราะอารมณ์เพิ่งถูกจุดติดไปแต่กลับโดนขัดกลางคันเสียได้ เสี่ยกานต์รั้งอีกฝ่ายมากัดปากเสียแทบช้ำ อยากฟัดให้หนำใจมากกว่านี้แต่เพราะนัดเพื่อนไว้เลยต้องจำยอมลงจากรถ 

เดียวใส่ชายเสื้อนักศึกษาที่โดนเสี่ยดึงจนหลุดลุ่ยไว้ในกางเกงให้เรียบร้อย โดยที่เสี่ยติดกระดุมเสื้อให้ทั้งที่เขายังนั่งบนตัก เสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ จากคนตัวโตทำเดียวค้อนขวับ 

“ทำไมเตลิดเป็นแบบนี้ไปได้ก็ไม่รู้” เด็กหนุ่มพูดเบาๆ เหมือนจะพูดกับตัวเอง สติเขากระเจิงทุกทีที่โดนเสี่ยกานต์ปลุกอารมณ์พาไป เสี่ยกานต์ช่ำชองเรื่องพวกนี้จนเขาตามไม่ทันต้องโดนอีกฝ่ายลอกคราบทุกที จากที่คิดว่าจะแค่จูบเท่านั้นกลายเป็น... 

“เสี่ยทำรอยด้วย” 

“หึ” ชายหนุ่มหัวเราะเมื่อเดียวเห็นเงาตัวเองสะท้อนบนกระจกภายในรถ รอยจางๆ ที่เขาเผลอทำไปเพราะอยากแสดงความเป็นเจ้าของบนร่างกายนี้ 

“ตรงนี้เสื้อปิดไม่มิด เดี๋ยวคุณอู๋เห็นก็จะแกล้ง” หน้าสวยงอลงเล็กน้อย ปากบางบ่นงุบงิบจนเสี่ยกานต์ทนไม่ไหวจูบไปแรงๆ หนึ่งที 

“ลงจากตักได้แล้ว” เดียวลงจากรถไปหน้าตาไม่ได้ยิ้มแย้มอย่างเก่าเพราะโดนเสี่ยกานต์เอาคืน รู้แบบนี้เขาอ้อนวอนให้เสี่ยโวยวายหึงหวงเหมือนเก่ายังดีกว่า นี่ต้องมาเจอเพื่อนของเสี่ยที่ครั้งล่าสุดเห็นเขากับเสี่ย... คิดแล้วไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนดี 

พวกเขามาถึงโชว์รูมที่ครบไปด้วยการบริการของอู๋ที่ตอนนี้หมดเวลาบริการแล้ว แต่เจ้าของโชว์รูมก็ยังคงทำงานอยู่ไม่ได้ไปไหนเพราะต้องอยู่ตรวจบัญชี ทั้งคู่เข้าไปด้านในจากที่ปกติเดียวจะนั่งที่โซฟาของแขกวีไอพีแต่ตอนนี้เขากลับโดนดึงให้เดินตามขึ้นไปยังห้องทำงานชั้นสองของอู๋ เสี่ยกานต์ไม่ได้เคาะประตูแต่ถือวิสาสะเปิดเข้าห้องทำงานเพื่อนรักไปเลย อีกฝ่ายเงยหน้ามองจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ก่อนจะยิ้มให้ 

“กว่าจะโผล่หน้ามาหากูได้นะมึง” เจ้าของโชว์รูมรถราคาแพงเอ่ยทักพร้อมกับยืนขึ้น สายตาเขาสำรวจไปยังเพื่อนรักและเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ใกล้กันกับอีกฝ่าย มันจะไม่น่าจับสังเกตเท่าไหร่นักหากไม่ใช่มือใหญ่ของเพื่อนเขากอบกุมมือเล็กไว้อย่างหวงแหนและแสดงความเป็นเจ้าของ 

“เช็ครถแล้วใช่ไหม” เสี่ยกานต์ไม่ตอบแต่ลากเข้าประเด็นเรื่องที่เขามาในทันที 

“เสร็จแล้ว แล้วนี่...จะให้ใครเอาไปขับ คนเดิมหรือคนใหม่” คำถามเย้าแหย่ของอู๋ไม่ได้ทำให้เดียวรู้สึกหงุดหงิดใจ อาจเพราะใบหน้าเปื้อนยิ้มทะเล้นๆ นั้นก็เป็นได้ 

“เดียว... ไม่อยากจะเชื่อว่าจะได้เจอกันอีก ฉันไม่เคยเห็นไอ้กานต์มันหิ้วใครได้นานเลยนะ” เมื่อเห็นเพื่อนรักยังนิ่งเฉยเหมือนเสาหินตนจึงพูดต่อ อยากจะแหย่สิงโตให้แยกเขี้ยวคำรามสักที 

“แล้วนี่จะเอาบีเอ็มไปขับเองใช่ไหม ในฐานะอะไรล่ะ เด็กเสี่ยหรือ...” 

“เลิกแกล้งน้องได้แล้ว!”  

ในที่สุดราชสีห์ปากหนักก็คำรามออกมาเสียได้ เดียวไม่ถือสากับคำพูดเหล่านั้นเพราะรู้ว่ายังไงอู๋ก็คงแกล้งเสี่ยนั่นแหละ ไม่มีใครกล้าแกล้งเสี่ยได้เท่าผู้ชายคนนี้อีกแล้ว ก่อนจะเอ่ยปากบอกขอตัวลงไปข้างล่างเพื่อให้เสี่ยได้คุยกับเพื่อนต่อซึ่งเสี่ยกานต์ก็ไม่ขัด 

“หึ... ปากหนักจริงนะมึง น้องมันมองกูเหี้ยไปแล้วมั้งเนี่ย” อู๋พูดขึ้นทันทีเมื่อเดียวออกจากห้องไปแล้ว เสี่ยกานต์ที่ยืนไปหยุดตรงกระจกในห้องมองลงไปยังส่วนที่ตรวจเช็คสภาพรถได้แค่ถอนหายใจ หน่ายกับความรักสนุกของเพื่อน 

“คนนี้จริงแล้วเหรอวะ” เขาถามเพื่อความแน่ใจ เพราะคำพูดที่แทนตัวเดียวเมื่อครู่ที่เสี่ยกานต์ใช้เรียกก็บอกอะไรเขาได้หลายๆ อย่างแล้ว 

‘น้อง’ เสี่ยกานต์เคยแทนคำนี้กับใครเสียที่ไหน 

“สงสัยไม่ใช่ งั้นกูจีบ” 

“อยากตายก็ลองดู” เสี่ยกานต์พูดเสียงเรียบแต่สายตาปรายมองภายใต้ใบหน้าที่เรียบนิ่งทำเอาขนลุกได้เหมือนกัน 

“ครับๆ ก็บอกกูมาตรงๆ สิครับว่าตัวจริง แหม...ไอ้ห่า อมพะนำไว้ตั้งนาน กูก็ไม่รู้ว่าเด็กมันมาในฐานะไหนกันแน่ แล้วนี่พามาเปิดตัวกับกูเลยว่างั้น” ตอนแรกก็งงว่าเพื่อนเขาจะพาเดียวมาด้วยทำไม แค่ให้คนของมันมาเอารถก็จบ แต่ดูจากอะไรหลายๆ อย่างวันนี้แล้ว ทั้งคำพูดและรอยที่คอนั่นก็พอเข้าใจได้ไม่ยาก 

“มึงควรรู้ไว้จะได้ไม่จับกูคู่กับใครอีก” ประโยคที่บอกกรายๆ ว่าเขารู้ที่อู๋พยายามชงเขากับอิมเมจ และอยากจะบอกด้วยว่าไม่ได้ผลเพราะหัวใจเขามีหนึ่งเดียวเป็นผู้ครอบครอง 

“หึ พูดถึงจับคู่ กูไม่เห็นคุณอิมเมจมาเลยว่ะ ปกติแม่งเช้าถึงเย็นถึงถามเรื่องมึงกับกูตลอดอ่ะ กูก็คิดว่ามึงจะได้สอยไปเชยชมแล้วซะอีก” เจ้าของห้องทำงานที่เดินไปชงกาแฟมาให้ยื่นแก้วมาตรงหน้า เสี่ยกานต์ก็รับไว้ก่อนจะยกขึ้นจิบ 

“อิมเมจเป็นตัวอันตราย” 

“หือ? ยังไง? แค่เพราะเขายืมเงินมึงเนี่ยนะ” 

“พูดเรื่องนี้ก็ดี อิมเมจยังคืนไม่ครบมึงเป็นคนค้ำประกันเพราะฉะนั้นเดี๋ยวกูจะให้เลขาฯ ส่งเอกสารมาที่นี่ ทางที่ดีก็ควรจ่ายให้ครบภายในเดือนนี้กูไม่อยากทบดอกเพิ่ม” 

“เดี๋ยวๆ นี่กูเพื่อนมึงนะ แต่...เดี๋ยวนะ คุณอิมเขายังคืนมึงไม่ครบอีกเหรอ บ้านเขาก็รวยอยู่นะเว้ย รวยจริงๆ แหวนตระกูลศาศวัตอยู่บนมือเขาเนี่ยถ้ากูจำไม่ผิด มึงก็เคยได้ยินชื่อตระกูลนี้นี่ นี่กูคาดเดาอะไรผิดไปวะ” สีหน้างงงวยของเพื่อนรักทำเสี่ยยิ้มฝืน อู๋ฉลาดแต่ขาดความเฉลียวเลยโดนอิมเมจหลอกแบบนี้ 

“มึงรู้ไว้แค่เด็กคนนี้ไม่ควรอยู่ใกล้หรือเสวนาด้วยก็พอ” เสี่ยกานต์พูดย้ำอีกแม้เพื่อนของตนจะไม่เข้าใจอะไรนักก็ตาม เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวที่เกี่ยวกับครอบครัวของเดียว เขาจะเอามาป่าวประกาศให้คนอื่นรู้มากไม่ได้เพราะไม่รู้เจ้าตัวเขาจะอนุญาตหรือไม่ แต่ก็อยากเตือนเพื่อนรักเอาไว้บ้าง 

“เออ กูโคตรตกใจตอนไปหามึงที่คอนโดฯ ลูกน้องมึงบอกว่ามึงอยู่ที่โรงพยาบาล คิดว่ามึงโดนไอ้บวรพจน์เล่นงานแล้วซะอีก ที่ไหนได้เด็กป่วย แต่ก็นะ...ได้เห็นฉากเด็ดนั้นก็ทำกูอิ่มเลยว่ะ ขาเด็กมึง...อุ๊ก!!” หมัดเน้นๆ ส่งเข้าท้องเขาที่ยังไม่ได้เกร็งรับเพราะตั้งตัวไม่ทันทำเอาจุกงอเป็นกุ้ง เชื่อเลยว่าเสี่ยกานต์ยั้งมือแล้วแต่ก็ทำเอาจุกพอสมควร 

“มึง...มึงทำเพื่อนมึงแบบนี้เหรอวะไอ้กานต์!” อู๋พูดด้วยน้ำเสียงติดขัด เสี่ยกานต์ที่ยืนอยู่ก้มมองเพื่อนรักของตนที่กองอยู่บนพื้นด้วยหน้าดุๆ 

“ถ้ามึงไม่ใช่เพื่อน กูควักลูกตามึงทิ้งแล้วไอ้สัด!” เขาว่า และจุดประสงค์แฝงที่มาวันนี้ก็เพื่อมาเอาคืนเพื่อนเขาที่กล้าวิจารณ์เรื่องที่เห็นในวันนั้น เขาบอกแล้วว่าหวงสิ่งที่ตัวเองรักมากจนไม่อยากให้ใครได้เห็นได้แตะต้อง อู๋ก็รู้ตรงจุดนี้ดีแต่ก็ยังจะแหย่อยู่บ่อยๆ เลยคิดว่าโดนสักหมัดคงเข็ดไปบ้าง 

“แม่ง! กูแค่แซวเล่น กูเพื่อนมึงนะเว้ย ไม่คิดแดกของมึงหรอกน่ะ ไอ้เหี้ยนี่แม่งก็เล่นจริงซะ หวงอย่างกับจงอางหวงไข่ ทีหลังมึงใส่ถุงซีลเก็บไว้ในห้องนิรภัยเลย” แม้จะบ่นไปแบบนั้นแต่ก็ยังจะยื่นมือไปให้เสี่ยกานต์ดึงตัวเองให้ลุก อีกฝ่ายก็ยอมดึงเพื่อนขึ้นมา 

พวกเขาอยู่พูดคุยกันอีกสักพักเสี่ยกานต์ก็ขอตัวกลับ เดียวที่นั่งรออยู่ชั้นล่างแทบจะหลับคาโซฟาเพราะความเหนื่อยอ่อนจากการเล่นเมื่อเย็นลุกขึ้นยืนหน้าสะลึมสะลือจนเสี่ยกานต์ต้องจูงมือเดิน พอมาถึงรถเสี่ยจะบอกเรื่องสำคัญอะไรบางอย่างกับเดียวก็กลายเป็นอีกฝ่ายหลับไปเสียแล้ว จึงได้แค่ปล่อยเลยตามเลยไปโดยให้ชาญเป็นคนขับรถของเดียวกลับ 

::::::::::::: 

กลางดึกที่ท้องฟ้าฉาบไปด้วยสีดำทะมึน มีแสงดาวส่องประกายบ้างประปราย ชายหนุ่มเดินเข้าไปยังห้องนอนของตนเอง ช้อนตัวร่างบางขึ้นในอ้อมกอดพร้อมกับกระเป๋าเดินทางของคนตัวเล็กยี่ห้อหรูที่เขาสั่งซื้อมาให้ ซึ่งภายในบรรจุเสื้อผ้าทั้งของเขาและของคนในอ้อมกอดแล้ว 

เสี่ยกานต์ขยับตัวให้เบาที่สุดเพื่อไม่ให้รบกวนคนที่กำลังหลับสนิท เอกสารการเดินทางทุกอย่างพร้อมแล้วทั้งของเขาและของเดียว ซึ่งทุกอย่างถูกเตรียมการภายในวันสองวันกับอีกหนึ่งคืน เนื่องจากเขาได้รับเมลติดต่อจากผู้เป็นอาว่าให้มาร่วมงานพิธีสมรสของลูกสาวตนซึ่งจะไม่ไปก็ไม่ได้ เขารีบเคลียร์งานทุกอย่างให้เสร็จภายในวันเดียวเพื่อให้พร้อมสำหรับการเดินทางกะทันหันแบบสามวันนี้ และเขาถือโอกาสนี้เดินทางไปเยี่ยมมารดา พร้อมกับเด็กหนุ่มที่อยากพาไปรู้จักกับทางฝั่งเขาด้วย 

“อื้อ...ห้ะ!” ตาสวยที่เปิดขึ้นเล็กน้อยเพราะแสงสว่างจากทางหน้าต่าง ก่อนจะเผลอร้องเสียงดังเมื่อสิ่งที่ตนเห็นนอกหน้าต่างไม่ใช่ยอดตึกอื่นๆ แต่กลับเป็นปุยเมฆสีขาว 

“ฟ้า... ลอย... ไม่... อยู่บนเครื่องบิน...ได้ยังไง?” เดียวถามโดยที่สายตายังไม่ละไปจากหน้าต่างเครื่องบิน ก่อนจะมองหาคนที่พาตนมาแต่ก็ไม่พบใจเลยเต้นไม่เป็นส่ำมากกว่าเดิม 

เขาตวัดผ้าห่มที่คลุมกายอยู่ออก ลุกขึ้นเปิดม่านออกไปยังส่วนที่เป็นเหมือนห้องนั่งเล่น และด้านขวามีบาร์เล็กๆ มีเครื่องดื่มจัดเรียงเป็นระเบียบ พื้นเครื่องบินปูด้วยพรมขนนุ่มราคาแพงสมกับตัวเครื่องจึงแทบไม่ต้องใส่รองเท้าเดิน เขาไม่ต้องมองหาคนที่ตนต้องการเจอก็เห็นเสี่ยกานต์นั่งจิบกาแฟอ่านหนังสืออยู่ที่เก้าอี้หนังบุนวมตัวใหญ่ริมหน้าต่าง จอทีวีเล็กที่ติดกับตัวเครื่องรายงานข่าวเป็นภาษาที่เขาฟังแล้วไม่เข้าใจ 

“เสี่ยครับ” เดียวเรียกเสียงเบาแต่อีกฝ่ายก็เงยหน้าขึ้นมอง รอยยิ้มเล็กที่มุมปากผุดขึ้นก่อนจะเดินเข้ามาหาคนตัวเล็กที่สีหน้าบ่งบอกว่าหวาดกลัว 

“ผม...จะพาผมไปไหน ผมมาอยู่บนนี้ได้ยังไงครับ” เดียวถามเสียงสั่นเพราะเขาไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลยสักอย่าง เมื่อคืนจำได้ว่านอนหลับไปบนเตียงในคอนโดฯ ของเสี่ยแล้วอยู่ๆ ก็มาโผล่บนเครื่องบินส่วนตัวที่มีอุปกรณ์ครบครัน 

“เราจะไปดูไบกัน เธอหลับฉันไม่อยากปลุกเลยอุ้มขึ้นเครื่องมา” เสี่ยกานต์ตอบพลางจูบที่ขมับของคนตัวเล็กซ้ำๆ เพื่อปลอบประโลมให้หายตกใจ 

“แล้วเรื่องเรียน พาสปอร์ต ผมไม่มีอะไรเลย ผมยังไม่ได้เตรียมเลย” เสียงที่สั่นเครือด้วยความตกใจยังไม่หายไปไหน ความกังวลสาดซัดเข้าในความคิดจนยุ่งเหยิงไปหมด เสี่ยกานต์หัวเราะในลำคอเล็กน้อยก่อนจะตอบ 

“ฉันจัดการลาหยุดทำเรื่องหนังสือเดินทางและขอวีซ่าให้เธอแล้ว” 

“เสี่ยไม่บอกผมก่อน” 

“เธอหลับไปก่อนที่ฉันจะได้บอก ขอโทษที่ทำอะไรกะทันหันไม่ให้เธอได้ตั้งตัวแบบนี้” เขาว่าก่อนจะกอดร่างนุ่มนิ่มสลับกับจูบกลุ่มผมนุ่มเบาๆ คนตัวเล็กยังคงตกใจอยู่มากเพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์ลักพาตัวข้ามประเทศจากคนที่ตนรัก มันทำให้เดียวมึนและจัดเรียงลำดับความคิดไม่ถูกจริงๆ รู้ว่าเสี่ยรวยและมีอำนาจแต่ไม่คิดว่าขนาดข้ามประเทศขนาดนี้ 

“อรุณสวัสดิ์ครับ” 

เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบเสี่ยกานต์จึงทักขึ้นเพราะเขาอยากให้เดียวทำแบบนี้กับเขาทุกเช้า มันเหมือนการเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปตลอดระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมา เขาคิดไว้จนเกือบลืมไปแล้วว่าหากวันใดเขามีคนรักก็อยากจะทักทายตอนเช้าพร้อมจุมพิตที่แสนหวาน ก่อนหน้านี้ความคิดนี้มันถูกลืมจนตกตะกอนไปในห้วงความคิด แต่พอมาวันนี้มีเดียวเขาก็อยากจะรื้อความคิดนี้ขึ้นมาใหม่และอยากจะทำมันจริงๆ 

คนเย็นชาอย่างเขาหากมีหัวใจก็อยากทำอะไรร่วมกับคนผู้เป็นเจ้าของหัวใจบ้าง 

“อรุณสวัสดิ์ครับ” เดียวตอบแม้สายตาจะกวาดมองไปทั่วพื้นที่อย่างสำรวจ เสี่ยกานต์กดจูบที่ปากเบาๆ ซึ่งคนตัวเล็กก็ไม่ได้ใส่ใจไปมากกว่าการมองอุปกรณ์ต่างๆ ในเครื่องบินส่วนตัวที่ปรับเปลี่ยนให้เหมือนห้องเล็กๆ ที่มีทุกอย่างครบห้องหนึ่ง 

คนตัวโตที่เห็นว่าเดียวอยากจะเดินสำรวจภายในนี้ก็ยอมปล่อยร่างบางออกจากอ้อมกอด เดียวเดินทีละก้าวเพื่อจดจำรายละเอียดบนเครื่องบินที่ตนเพิ่งเคยเห็นครั้งแรก แม้บ้านเขาจะรวยแต่ก็ไม่ได้รวยขนาดที่จะซื้อเครื่องบินส่วนตัวแบบนี้ได้ เขาเชื่อแล้วจริงๆ เสี่ยกานต์ไม่ใช่คนธรรมดา 

เสี่ยให้เดียวอาบน้ำให้เรียบร้อย เดียวแต่งตัวด้วยชุดใหม่ที่เสี่ยกานต์จัดใส่กระเป๋ามาให้ คาดว่าคงเป็นแม่บ้านพิเศษที่เสี่ยให้มาทำความสะอาดที่ห้องเป็นคนจัด เขาทานอาหารเช้าที่มีพนักงานหญิงมาบริการให้เสร็จเรียบร้อยโดยมีเสี่ยนั่งอยู่ใกล้กัน ระยะเวลาการเดินทางหลายชั่วโมงทำให้คนที่ไม่มีอะไรทำเริ่มรู้สึกเบื่อ เสี่ยกานต์ที่มีแท็ปเล็ตอยู่ในมือโดยหน้าจอฉายเอกสารทางเมล ซึ่งคาดว่าเป็นภาษาเดียวกับที่นักข่าวสาวกำลังพูดอยู่นั่นก็คือภาษาอารบิก 

“มีหนังอยู่ กดเลือกดูได้เลย” เสี่ยกานต์เปรยโดยสายตาไม่ได้มองมายังคนตัวเล็กข้างกายที่นอนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เดียวพยักหน้ารับก่อนจะกดเลือกหนังดูเพราะไม่มีอะไรให้ตนทำแก้เบื่อได้มากนัก 

:::::::::::: 

พวกเขาลงจากเครื่องในเวลาเกือบสาย มาถึงเมืองที่ใครๆ ต่างบอกว่าเป็นเมืองมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลกก็ทำเอาตื่นเต้นไม่น้อย เสี่ยกานต์หายไปกับโชคและกัปตันขับเครื่องบินรวมถึงนักบินผู้ช่วยนานราวชั่วโมงกว่า ซึ่งไปจัดการธุระเรื่องการใช้สนามบินหลังจากเครื่องแตะรันเวย์โดยทิ้งเขาไว้กับชาญ สักพักพวกเขาก็ได้ออกจากสนามบินเพื่อตรงไปยังที่พัก และนั่นก็ทำให้เขาได้เห็นชีวิตอีกด้านของคนที่ชื่อกานต์ 

คฤหาสน์ใหญ่ที่อยู่ออกมานอกเมืองเล็กน้อยเนื่องจากสถานที่ตั้งกินพื้นที่ไปเกือบร้อยไร่ คะเนด้วยสายตาที่พอจะมองเห็นในยามค่ำคืนคาดว่าที่แห่งนี้ใหญ่สุดลูกหูลูกตาแน่นอน เสี่ยกานต์สนทนากับปลายสายเป็นภาษาที่เขาไม่เข้าใจเลย ความแตกต่างจากประเทศบ้านเกิดทำให้เขาตื่นเต้นไม่น้อย พยายามมองสำรวจเพื่อจดจำรายละเอียดที่เห็นอย่างรวดเร็ว อย่างไรเสียหากเขาไม่มีเสี่ยกานต์ในเวลาไหนก็คงจะพอช่วยตัวเองได้บ้าง 

“กลัวเหรอ” คงเพราะสีหน้าที่ฉายชัดว่ามีความกังวลร่างสูงจะเอ่ยถามคนที่นั่งข้างๆ ในรถลีมูซีน โดยมีคณะผู้ติดตามที่มีไม่ถึงสิบขับรถตามหลังมาติดๆ 

ตอนนี้รถแล่นเข้าสู่พื้นที่ส่วนตัวที่มีคฤหาสน์ของพ่อและอาเขาแล้ว พื้นที่ที่เป็นของพ่อเขากินไปกว่าสามในห้า ซึ่งของอาเขาจะน้อยกว่าเล็กน้อยและกำลังจะซื้อพื้นที่เพิ่มเพื่อปลูกบ้านให้ลูกชายที่อายุไล่เลี่ยกับเขา 

“ไม่เชิงครับ” เดียวตอบรับสั้นๆ มือเขาเย็นเฉียบเพราะไม่เคยมาในที่แบบนี้มาก่อน ความตื่นเต้น ตื่นกลัวและตกใจตีวนกันอยู่ในท้องจนแทบอาเจียน แม้เจ้าบ้านจะกุมมือเขาไม่ปล่อยเลยก็ตาม ความใหญ่โตของสถานที่อวดความร่ำรวยของเจ้าของได้เป็นอย่างดีจนเขาตื่นตากับสิ่งที่ได้เห็นไม่ได้ คิดไปถึงนัทว่าหากฝ่ายนั้นได้มาที่นี่คงร้องแต่คำว่าโอ้โห 

“ที่นี่คืออีกที่ที่เป็นตัวตนของฉัน จุดกำเนิดของชีวิตฉันคือที่นี่ ฉันพาเธอมาด้วยเพราะถูกเชิญให้มางานแต่งลูกสาวคนโตของอา ท่านชื่ออิรฟาน ฉันอยากจะให้เธอได้เห็นว่าชีวิตของฉันเป็นอย่างไรทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ” 

คำบอกกล่าวของเสี่ยกานต์ทำให้เดียวเข้าใจอะไรๆ ขึ้นทีละน้อย ก่อนนี้เขาร้องขอให้เสี่ยได้บอกอะไรเกี่ยวกับตัวเองบ้าง แต่พอเอาเข้าจริงเขากลับสั่นอย่างคุมไม่ได้ กลัวเหลือเกินว่าการพบปะกับครอบครัวเสี่ยครั้งแรกเขาอาจจะทำอะไรให้เสี่ยกานต์เสียหน้าได้ แต่ก็ยังคงมีสติพอที่จะไม่ทำอะไรให้ดูไม่งามมากนัก เดียวยังคงรักษาท่าทีของตนเองไว้ได้อย่างดีเยี่ยม 

“ถึงแล้วครับ” คนขับรถพูดเป็นภาษาอังกฤษหลังจากรถจอดลงตรงหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ คนทั้งสองก้าวลงจากรถพร้อมกันโดยมีคนรับใช้มาคอยตอนรับเกือบสิบคน มีผู้หญิงสูงวัยที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงามเพียงหนึ่งเดียวยืนอยู่บนบันไดขั้นสูงสุด ทอดสายตาและใบหน้าแย้มยิ้มอย่างเป็นมิตรมาให้คนที่มาเยือน 

“กานต์” เสียงเรียกชื่อของผู้เป็นแม่เรียกลูกชาย น้ำตาที่กักเก็บไว้ปริ่มเอ่อขึ้นมาเต็มดวงตาสวยก่อนจะกลิ้งคลอตกลงไปตามแก้ม มือเรียวที่สั่นเทาเอื้อมมาหวังจับใบหน้าของลูกชายผู้เป็นที่รัก สองเท้าที่สาวก้าวลงตามขั้นบันไดปรี่เข้ามาหาก่อนผู้ที่เป็นลูกชายจะกอดเข้าเต็มรัก 

“คิดถึงเหลือเกินลูกแม่” คำพูดเพียงไม่กี่คำแต่พูดซ้ำหลายรอบเพราะไม่อาจมีคำไหนทดแทนความในใจของเธอได้เท่าคำนี้ คิดถึงลูกชายคนนี้ทุกนาทีจนอยากจะบินไปหา แต่เพราะคำว่านายหญิงมันรั้งให้เธอต้องคอยอยู่ดูแลที่นี่ จึงได้เห็นหน้าลูกชายตอนที่เจ้าตัวอยากจะมาหาเท่านั้น 

“แม่ครับ ผมพาเขามาด้วย” เสี่ยกานต์พูดภาษาไทยกับผู้เป็นแม่ที่เป็นคนไทยแท้ แต่มาแต่งงานอยู่กินกับพ่อเขาที่เป็นคนเศรษฐีอยู่ที่นี่ ผละอ้อมกอดอุ่นนั้นออกก่อนจะรั้งคนตัวเล็กที่ดูเป็นสิ่งแปลกตาในสายตาสาวรับใช้ทั้งหลาย 

“สวัสดีครับ” เดียวชิงพูดทักทายผู้ใหญ่ขึ้นก่อน มือทั้งสองข้างพนมขึ้นไหว้พร้อมก้มศีรษะลงด้วยท่าทีอ่อนน้อม 

นางอัสมาที่ได้เห็นผู้เป็นดั่งดวงใจของลูกชายได้แค่ระบายยิ้ม งดงามกว่าที่เห็นในรูปเสียอีก เพราะครั้งล่าสุดที่ลูกชายคุยกับเธอนั้น น้ำเสียงแปลกไปมันทำให้เธออดดีใจไม่ได้ที่ลูกชายของเธอไม่เป็นเหมือนพ่อผู้ให้กำเนิด เธอไม่อยากให้ลูกชายคนนี้ของเธอต้องทำตัวเย็นชาไร้หัวใจเพื่อหลบเลี่ยงอันตรายที่จะก่อเกิดกับคนรัก 

เธอมองข้ามสิ่งที่เรียกว่ารักเพศเดียวกันไป อย่างน้อยๆ ความสุขของลูกชายเธอสำคัญกว่าสายตาคนภายนอก อีกทั้งกานต์ไม่ได้อยู่ที่นี่เป็นส่วนใหญ่ ศาสนาที่กานต์นับถือก็ไม่ได้มาทางฝั่งของพ่อ เรียกว่าผ่าเหล่าผ่ากอมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพราะฉะนั้นหากนี่จะนับเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่กานต์ทำแปลกแยกจากคนในตระกูลก็ไม่ถือเป็นเรื่องแปลก 

ตลอดสิบปีหลังจากลูกชายได้รับอำนาจทุกอย่างจากผู้เป็นพ่อไปก็เหมือนจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน จนอดหวั่นใจไม่ได้ว่าหากจิตใจของลูกชายเย็นชาราวน้ำแข็งแล้วจะหาความสุขให้กับชีวิตได้จากที่ใด ตาที่โดนวาดอย่างสวยงามสำรวจมองเดียว เธออดไม่ได้ที่จะดึงเข้ามากอดเพื่อรับขวัญ อีกฝ่ายที่เกร็งประหม่าเลยผ่อนคลายมากขึ้น 

“นี่เหรอหัวใจของกานต์” ประโยคแรกที่ทักขึ้นพร้อมรอยยิ้มอ่อนๆ บนใบหน้าทำเดียวหน้าขึ้นสีระเรื่อ นางอัสมาอดชื่นชมเล็กๆ ไม่ได้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้มือไม้อ่อนใช้ได้ ไม่เหมือนเด็กสมัยใหม่ที่ออกจะเย่อหยิ่ง 

“สวัสดีครับ ผมชื่อเดียว หนึ่งเดียว ศาศวัตครับ” 

“ยังมีเวลาได้คุยอีกเยอะเข้าข้างในก่อนเถอะ แม่ให้คนเตรียมอาหารไว้ให้แล้ว โชคกับชาญก็ต้องเข้าไปกินด้วยนะ” ว่าจบนายหญิงของบ้านก็พาทุกคนเดินเข้าข้างในไป สาวใช้กุลีกุจอทำหน้าที่ของตนเองไม่มีขาดตกบกพร่อง เสื้อผ้าของเดียวและเสี่ยกานต์ถูกนำขึ้นไปไว้ชั้นบน ส่วนของโชคและชาญจะพักอยู่ชั้นล่าง 

“เดี๋ยวกานต์ต้องไปหาท่านอาที่บ้านโน้น ท่านบ่นถึงตลอดแต่เราไม่เคยจะติดต่อไปสักที” มารดาเอ่ยขึ้น อยากจะเอ็ดลูกชายให้หูชาแต่ก็ไม่ดีกว่าเพราะยังไงลูกชายเธอก็มาอยู่ตรงหน้านี้แล้ว 

เสี่ยกานต์ไม่ได้ตอบรับอะไรเพียงแค่นั่งทานอาหารไปเท่านั้น เหมือนกับเดียวที่มักจะนั่งทานเงียบๆ บนโต๊ะอาหารประจำ โดยไม่รู้เลยว่ากิริยาท่าทางของตนโดนผู้อาวุโสอีกคนจ้องสำรวจอยู่ สายตาที่ประเมินถึงความเหมาะสมว่าเข้ากันได้กับลูกชายเธอหรือไม่ ตอนนี้คงยังสรุปอะไรไม่ได้ 

“ไลล่าจะพาขึ้นไปบนห้อง ถ้าเพลียก็อาบน้ำนอนได้เลย เดี๋ยวฉันมา” เสี่ยกานต์พูดแค่นั้นก่อนจะเดินไปขึ้นรถเพื่อตรงไปยังคฤหาสน์อีกหลังที่เป็นที่พำนักของผู้เป็นอา เดียวได้แค่ยืนมองก่อนจะหันไปยิ้มให้กับสาวใช้ข้างกายที่ยืนก้มหน้าท่าทีสำรวม 

“คุณพูดไทยได้ไหมครับ” เดียวลองถามเป็นภาษาอังกฤษ 

“ฉันพูดภาษาอังกฤษได้ค่ะ” หญิงสาวตอบกลับมาเป็นภาษาสากลเช่นเดียวกัน 

เดียวเดินขึ้นบันไดหินอ่อนที่พอเท้าสัมผัสก็รู้สึกเย็นสบายเท้า ความกว้างใหญ่ของที่นี่หากต้องสำรวจคงใช้เวลาเป็นวันๆ แต่ตอนนี้เขาอยากอาบน้ำมากกว่าเพราะอากาศของที่นี่ทำให้เหนียวตัวใช่เล่น เดินตามสาวใช้ชื่อไลล่ามาสักพักก็หยุดอยู่หน้าห้องห้องหนึ่ง ประตูทรงโค้งที่ดูอลังการเหมาะกับตัวบ้าน และเมื่อเปิดเข้าไปแล้วก็พบกับพื้นที่กว้างขวางของห้องนอนซึ่งมีห้องทำงานและห้องอ่านหนังสือพร้อมในตัว 

“นี่เป็นห้องของคุณกานต์ค่ะ ท่านบอกให้พาคุณมาพักห้องนี้” สาวเจ้าว่าก่อนจะเดินนำเข้าไป กระเป๋าเสื้อผ้าวางอยู่ตรงกลางห้อง ไลล่าทำท่าจะขอเปิดกระเป๋าจัดของให้แต่เดียวเบรกไว้เพราะของแค่นี้เขาจัดเองคงจะดีกว่า 

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมจัดการเอง” 

“ค่ะ หากต้องการอะไรเพิ่มเติม กดเลข 0 ที่โทรศัพท์ตรงนั้นได้เลยนะคะ” หญิงสาวชี้ไปยังโทรศัพท์ตั้งโต๊ะตรงมุมห้อง 

“ครับ ขอบคุณมากครับ” เดียวพนมมือขึ้นไหว้คนที่แก่กว่าตนเล็กน้อยตามที่คาดคะเนด้วยสายตาก่อนจะหมุนกายกลับมาเพื่อจัดของให้เข้าที่ 

เขาใช้เวลาสำรวจภายในห้องที่ใหญ่โตซึ่งเรียกว่าห้องนอนไม่นานก็จำได้ว่าอะไรอยู่ส่วนไหน เตียงกว้างสีขาวสะอาดตามีเสาสีเสาประจำมุม มุ้งสีขาวถูกรวบติดกับเสาไว้สวยงาม ห้องแต่งตัวถูกแยกไว้อีกส่วนหนึ่ง โทรทัศน์จอใหญ่มีอยู่หน้าเตียงนอนและในห้องน้ำที่มีอ่างน้ำวน อุปกรณ์ครบครันจนเรียกได้ว่าระดับโรงแรมเลยทีเดียว นิ้วเรียวไล้ไปตามกรอบหน้าต่างบานใหญ่ที่มองออกไปจะเห็นสนามหญ้าสีเขียวไกลสุดตา ก่อนเด็กหนุ่มจะจัดของให้เข้าที่และอาบน้ำ 

เดียวเปิดประตูเดินออกจากห้องที่ตนอยู่ กวาดตามองทั้งซ้ายขวาก็ไม่เห็นสาวใช้อยู่แถวนี้สักคน เขาถือคติที่ว่าอยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย มันออกจากน่าเกลียดเสียหน่อยหากเขาจะนอนกลางวันเสียแบบนั้น เลยคิดว่าคงต้องไปหาเจ้าของบ้านเพื่อพูดคุยบ้างและจะได้ไม่เบื่อเกินไปด้วย แต่ประเด็นคือเขาหาใครไม่เจอเลยสักคน 

“หายไปไหนกันหมด” พึมพำคนเดียวพร้อมตาที่สำรวจหาคนอื่นไปทั่ว แต่เมื่อไม่พบเขาเลยต้องถือวิสาสะเดินหาในคฤหาสน์หลังใหญ่แห่งนี้ 

“แฮ่...” 

“โอ๊ะ!!” เสียงคำรามเบาๆ ดังขึ้นให้เขาตกใจ เพราะทันทีที่เดินมาจนสุดทางปีกตะวันตกของชั้นแรกซึ่งเลยประตูไปก็จะเป็นสนามหญ้า เขาก็พบกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่น่าจะมาอยู่ในสถานที่แบบนี้ได้ดักทางอยู่ 

ลูกสิงโตสีขาววัยไม่เกิน 2 เดือนจ้องเขาเขม็ง 

มันยืนจ้องหน้าผู้มาเยือนสักพักก่อนจะมีกำลังเสริมเป็นลูกเสือดำอีกตัวที่ขนาดตัวไล่เลี่ยกัน เดียวเผลอถอยหลังและไม่กล้าละสายตาเพราะกลัวมันสองตัวจะจู่โจมในเวลาใดเวลาหนึ่ง 

 

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป 

ขอบคุณทุกความเห็นค่ะ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว