facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เด็กเสี่ย 24 (รีไรต์แล้ว)

ชื่อตอน : เด็กเสี่ย 24 (รีไรต์แล้ว)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 128.4k

ความคิดเห็น : 127

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ส.ค. 2564 17:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
เด็กเสี่ย 24 (รีไรต์แล้ว)
แบบอักษร

เด็กเสี่ย 24 

คนของเสี่ยพาเดียวมายังคอนโดฯ ลิฟท์ส่วนตัวพาขึ้นมายังเพนท์เฮาส์ชั้นบนสุดที่เขามาเยือนหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ความรู้สึกต่างออกไปเพราะเขาไม่ได้ยินดีที่จะมา เมื่อประตูลิฟท์เปิดออก เด็กหนุ่มที่ตาแดงก่ำเพราะสะกดความโกรธไว้เดินออกมา แต่ลูกน้องเสี่ยกานต์ไม่ได้เข้าไปด้วย ชายหนุ่มกลับออกไปปล่อยให้เดียวเผชิญหน้ากับเสี่ยเพียงลำพัง 

“บาดเจ็บตรงไหนรึเปล่า” เสียงมาก่อนตัวเสียอีกเมื่อเดียวมาหยุดยืนอยู่กลางห้องโถง เสี่ยกานต์เดินลงมาจากชั้นบนในชุดลำลอง เขาเพิ่งกลับมาจากทานข้าวกับลูกค้า V.I.P จึงกลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่นี่ก่อน และว่าจะไปดักเจอเดียวที่คอนโดฯ แต่หลังจากได้รับรายงานจากโชคเรื่องเดียวตกอยู่ในวงล้อมของเด็กช่างที่กำลังมีเรื่องกันก็แทบนั่งไม่ติดที่ พอดีตอนนั้นเขาอยู่กับลูกค้าจึงไม่สามารถปลีกตัวออกมาได้ ทำได้แค่สั่งให้โชคจัดการไปเท่านั้น และตนเองก็มารอเดียวอยู่ที่นี่ ส่วนข้อบกพร่องที่ลูกน้องทำค่อยคิดเคลียร์ทีเดียว 

“ถ้าผมบอกว่าไม่มีจะสั่งให้คุณโชคทำร้ายภีมไหมครับ ถ้าบอกว่ามีจะเปลี่ยนมาทำร้ายผมรึเปล่าที่ไม่ดูแลรักษาร่างกายนี้ให้ดีแทนที่จะทำร้ายภีม” น้ำเสียงเย็นชาจากปากเด็กหนุ่มที่กล่าวถามเขา พร้อมใบหน้าที่ดูยังไงก็รู้ว่ากำลังโกรธ แต่คงจะอดทนไว้ถึงขีดสุด เดียวจ้องสายตาของเสี่ยกานต์ที่มองมาซึ่งไม่ได้ให้คำตอบเขาว่าเจ้าตัวรู้สึกอย่างไร คงเพราะผู้ชายคนนี้เก่งเรื่องปกปิดสิ่งที่คิดไว้สมดั่งกับนักธุรกิจที่ใครๆ ก็กลัวเกรง 

“ถ้าเธอบอกว่าไม่เจ็บฉันจะรู้สึกดี แต่จะให้โชคสั่งสอนเด็กคนนั้นเหมือนเดิม และถ้าเธอบอกว่าเจ็บฉันจะให้โชคจัดการเด็กคนนั้นชนิดที่ว่าเขาจะลืมไม่ลงเลย” แต่ท่าทางนิ่งขรึมของเสี่ยกลับเย็นชากว่า ร่างสูงเดินเข้าหาจับเดียวหมุนตัวไปมาเพื่อดูว่ามีร่องรอยการโดนทำร้ายหรือไม่ ร่างบอบบางที่เนื้อตัวมอมแมม แถมมีกลิ่นเหงื่อทั้งที่ปกติไม่มีทำให้เขาหงุดหงิดไม่น้อย เด็กภีมนั่นพาเด็กของเขาไปทำอะไรแบบนี้ได้อย่างไรกัน ช่างกล้านัก! ส่วนเดียวสะบัดตัวหนีพยายามอยู่ให้ห่างจากเสี่ยกานต์ให้มากที่สุดเพราะอารมณ์โกรธยังไม่ลดลงแม้แต่น้อย 

“อยู่นิ่งๆ ก่อนฉันจะหมดความอดทน” เสี่ยกานต์บอกเสียงต่ำกัดฟันกรอด ท่าทีต่อต้านเหมือนรังเกียจการสัมผัสกันนี่คืออะไร 

“อย่าพูดเลยครับเพราะคุณไม่อดทนอย่างที่ปากพูดหรอก” 

เดียวตอบกลับสายตาจ้องอีกฝ่ายแข็งกร้าวอย่างไม่ยอมแพ้ คนตัวโตได้แค่ทำหน้านิ่ง ทั้งที่ในใจอยากจะบีบร่างเล็กนี้ให้แหลกคามือ ฤทธิ์เดชของเดียวที่เขาไม่เคยได้สัมผัส มาวันนี้ถึงประจักษ์รับรู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้ไม่ยอมคนแค่ไหน ท่าทีที่เดียวมีให้เขาก่อนหน้านี้เหมือนหน้าครีมที่ฉาบไว้บนเนื้อเค้ก ปกปิดเนื้อในและมอบความสวยงามให้คนอื่นได้เห็น 

“อย่ากวนโมโหฉันเดียว อย่าให้ฉันต้องทำแบบวันนั้น” 

“ผมไม่ได้กวนโมโหคุณ คุณนั่นแหละทำแบบนี้ทำไม บอกคำตอบให้ผมรู้หน่อยสิครับว่าคุณต้องการอะไร คุณรู้อยู่แก่ใจว่าผมไม่ได้รู้เรื่องธุรกิจของคุณเลยแม้แต่น้อย ผมให้คนของคุณติดตามก็แล้ว ทำตัวบริสุทธิ์ใจทุกอย่างเพื่อให้คุณวางใจว่าผมจะไม่ยุ่งเกี่ยวอะไรคุณอีก แต่วันนี้คุณกลับให้ลูกน้องจับตัวผมมาและซ้อมเพื่อนของผม เพื่ออะไร...” 

“ฉันบอกแล้วว่าไม่ชอบให้เธออยู่ใกล้กับไอ้เด็กช่างคนนั้นแต่เธอก็ยังไปยุ่งกับมัน แล้วทีนี้เป็นไงล่ะ หวิดเกือบโดนรุมกระทืบ! คนของฉันรายงานว่าเธอโดนพวกมันลวนลามด้วยนี่” 

“ภีมคือเพื่อนผม วันนี้ผมกับภีมบังเอิญเจอกัน อีกอย่างภีมเขาช่วยให้ผมรอดพ้นจากคนพวกนั้นด้วย แต่ไม่ทราบว่าเสี่ยมายุ่งเกี่ยวอะไรในเรื่องนี้ด้วยครับ” 

“เดียว!!” เสี่ยเรียกชื่อคนที่จ้องหน้าตนพร้อมตอบคำถามเสียงฉะฉานนั่นดังลั่น ดื้อไม่มีใครเกิน! เถียงทุกคำจนเขาชักอยากจะจับมาขังแล้วเฆี่ยนสักสิบที!! 

“เธอบอกว่ามันคือเพื่อน แต่รู้รึเปล่าว่ามันไม่ได้คิดกับเธอแค่เพื่อน!” 

“ต่อให้เขาคิดกับผมมากว่าเพื่อน คุณก็ไม่มีสิทธิ์มาจำกัดความสัมพันธ์ของผมกับเขา ก่อนหน้านี้ในฐานะเด็กของคุณผมยอมทำตามที่คุณบอกทุกอย่าง โดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมคุณถึงไม่ชอบภีม แต่ผมก็ยังถอยห่างไม่ยุ่งด้วย เพราะคิดว่าขัดคำสั่งคุณไปจะทำให้คุณเครียดและไม่สบายใจ” คนตัวโตนิ่งฟังคนที่กำลังพูดออกมา สายตาที่เคยจับจ้องก่อนหน้านี้เบือนหนี เหมือนว่าไม่อยากเห็นหน้าเขาก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง 

“แล้วดูสิ่งที่คุณตอบแทนให้ผมสิครับ รอยนิ้วบนหน้ากับควงคนที่ผมเกลียดมาให้เห็น” 

ระหว่างคนทั้งสองเป็นเหมือนสงครามประสาท เดียวเงียบและเสี่ยก็เงียบไม่มีใครพูดอะไรขึ้นก่อน ต่างฝ่ายต่างจ้องหน้ากันจนเดียวเป็นฝ่ายหลบสายตาไปเอง เขาโกรธที่เสี่ยกานต์ไร้เหตุผล ยิ่งโกรธเมื่ออีกฝ่ายรั้นแต่จะเอาแต่ใจเพื่อให้ได้ตามตนเองต้องการ 

“เข้ามาหาฉันตรงนี้” เมื่อเห็นว่ายิ่งพูดไปรังแต่จะทำให้ทะเลาะกันหนักกว่าเดิม เสี่ยกานต์ถอนหายใจนั่งลงตรงโซฟาตัวใหญ่ พยายามสงบสติอารมณ์ของตนเองแล้วพยักหน้าให้เด็กหนุ่มร่างบางเข้ามาใกล้ตนแต่เดียวกลับนิ่งเฉย 

“ผมมีข้อเสนอ” เดียวเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะพูดขึ้นท่าทางเด็ดเดี่ยว เมื่อตัวเองคิดหาทางออกอะไรอย่างหนึ่งขึ้นมาได้ เสี่ยกานต์เลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย ก่อนจะยกยิ้มมุมปากเมื่อเดียวเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับมือที่ยกขึ้นปลดกระดุม และถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้น 

“คุณพึงพอใจกับร่างกายของผมใช่ไหมครับ” เดียวถามพร้อมน้ำตาที่กลั้นไว้ค่อยๆ ไหลลงอาบแก้ม คำเรียกที่เปลี่ยนไปห่างเหินเกินกว่าจะรู้สึกว่าคนทั้งสองสนิทกันดังเดิม “งั้นครั้งนี้ผมจะให้คุณตักตวงให้เต็มที่ ทำในสิ่งที่คุณอยากทำกับผม แล้วเรื่องระหว่างเราจะสิ้น...” 

“ไม่!!” 

เสี่ยกานต์โดนเด็กอายุอ่อนกว่าเป็นสิบปีลูบคม หนึ่งเดียว ศาศวัตกล้ายื่นข้อเสนอที่ฟังแล้วไม่รื่นหูให้เขา แม้ตอนแรกที่ได้ยินเขาจะพึงพอใจมากก็ตาม แต่คำสุดท้ายที่ร่างบางจะเอ่ยทำเขาทนไม่ได้ 

“ฉันให้เธอไม่พอรึยังไง เธอต้องการอะไรก็บอกฉันสิ ก่อนหน้านี้เราเคยอยู่กันด้วยดีไม่ใช่เหรอ เธอกับฉันเรามีความสุขกันดีแล้วทำไมวันนี้เธอถึงเปลี่ยนไปแบบนี้ หนึ่งเดียวเด็กที่มาขอมีเซ็กส์กับฉันวันนั้นหายไปไหน” ไม่พูดเปล่าเขายังลุกมาจัดเสื้อผ้าใส่ให้เดียวอย่างที่มันควรอยู่บนร่างนี้ 

“ผมบอกความต้องการคุณไปแล้วว่าจะไม่เป็นเด็กเสี่ยอีก ผมคืนของทุกอย่างให้แล้ว ผมยอมถอยเพราะคิดว่าความสุขที่มีให้กันและกันคงไม่สุขเหมือนแต่ก่อน” 

“นั่นมันเพราะอะไร! เพราะมันเหรอ! อยู่ๆ เธอจะมาถอนตัวไปจากฉันง่ายๆ ได้ยังไง เว้นแต่เธอ…” ชายหนุ่มก้มมองคนตัวเล็กมองตั้งแต่หัวจรดเท้า สายตาที่สื่อออกมาคิดเป็นอื่นไม่ได้เลยว่ากำลังประเมินคนตรงหน้าไปในทางที่ไม่ดี 

“เพราะคุณปกป้องมันไงครับ ผมบอกแล้วว่าไม่ชอบมันแต่คุณก็ยังไม่สนิทสนมด้วย คุณทำร้ายผมเหมือน...” เหมือนพ่อที่ทำร้ายเขา 

“เธอเป็นเด็กอนุบาลรึยังไงเวลาเธอไม่ชอบใครฉันจะต้องไม่ชอบด้วย” คำต่อว่าของคนที่แก่กว่าเกือบ 20 ปีทำเดียวสะอึก ตอนนี้ในสายตาของเสี่ยกานต์แล้ว เขาคงเหมือนเด็กน้อยที่ยืนร้องไห้โวยวายต่อหน้าผู้ใหญ่ 

“แต่คุณรับปากแล้ว” 

“ฉันเคยรับปากเธอตอนไหน” เสี่ยกานต์พูดจบความรู้สึกของเด็กหนุ่มราวกับโดนน้ำเย็นสาดใส่หน้า นั่นสิ...เสี่ยกานต์ไม่เคยรับปาก มีแต่เขาที่คิดไปเองว่าการกระทำของเสี่ยมันคือการตกลง 

ความรู้สึกเหมือนคนหมดแรงทำให้เดียวทรุดลงไปนั่งบนพรม น้ำตาไหลอย่างเงียบๆ ก่อนจะโดนเจ้าตัวปาดออกไปอย่างไม่ไยดีหรือกลัวว่าแก้มจะเจ็บ เขาคิดไปเองและเขาพลาดเอง พลาดให้มันเข้ามามีอิทธิพลต่อความรู้สึกของตัวเองอีกครั้ง พลาดที่ครั้งนี้มันเอาชนะเขาไปได้โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเหมือนเดิม 

เสี่ยกานต์ช้อนตัวคนตัวเล็กขึ้นแนบอก อาศัยจังหวะที่เดียวกำลังเหม่อพาอีกฝ่ายขึ้นไปยังห้องนอนชั้นบน ใบหน้าหล่อคมเข้มราวแขกอาหรับยิ้มร้าย เมื่อท้ายสุดเดียวก็ขึ้นมาอยู่บนเตียงเขาจนได้ 

เดียวที่กำลังใจลอยตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง เฝ้าถามว่าตกลงเขาผิดใช่ไหมที่ทำตัวไม่ดีแบบนี้ เขาลดคุณค่าตัวเองลงไปอีกเมื่อเจอกับอิมเมจ เขาเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง 

“อื้อ...สะ...เสี่ย! จะทำอะไรครับ” เมื่อรู้สึกว่าร่างกายเริ่มโดนคุกคามทีละน้อยจนมารับรู้ได้เต็มๆ ก็ตอนที่เสี่ยกานต์กำลังพรมจูบไปทั่วลำคอ มือหนาสอดเข้ามาในเสื้อนักศึกษาลูบไล้หน้าท้องและเรื่อยขึ้นมายังหน้าอก นิ้วแกร่งบีบบี้เม็ดเล็กบนหน้าอกเบาๆ สลับกับสะกิดเล่นจนเขาสะดุ้งสะท้าน 

“ฉันจะทำให้เธอจำว่าควรภักดีแค่ฉัน เธอต้องเป็นของฉันคนเดียว” 

“แต่ผม...” 

“นอนเฉยๆ” คนตัวใหญ่กระซิบบอกข้างหู ก่อนจะขบเม้มติ่งหูจนเดียวย่นคอหนี เสียงจูบมีให้ได้ยินเบาๆ แม้เดียวพยายามผลักคนตัวใหญ่ที่ทาบทับร่างตัวเองออกแต่เสี่ยกานต์กลับขืนตัวไว้ ผิวร่างบางเริ่มแดงตามรอยมือเมื่อโดนเสี่ยกานต์ใช้แรงจับ ขาเรียวที่ดิ้นไปมาโดนเสี่ยกดไว้ แม้ว่าเดียวจะดิ้นแค่ไหนแต่เสี่ยก็ยังจะทำตามต้องการของตนเองอยู่ดี 

“อย่าดื้อน่ะเดียว” เสี่ยกานต์เริ่มหงุดหงิดที่เด็กหนุ่มต่อต้าน เขาถอดเสื้อตัวเองออกและทำท่าจะปลดกางเกงลง แต่จังหวะนั้นเดียวอาศัยช่วงที่เสี่ยกำลังถอดกางเกงหนีลงจากเตียงหลังกว้าง เสี่ยกานต์ไหวตัวทันรีบตะครุบร่างบางไว้แล้วเหวี่ยงกลับขึ้นเตียงดังเดิม 

“โอ๊ย!” เดียวร้องเมื่อหัวโขกกับหัวเตียงเต็มๆ แต่กระนั้นเขาก็ไม่หยุดที่จะดิ้นหนีมือใหญ่ที่กำลังกดข้อมือเขาไว้ด้วยมือเดียว 

“อย่าให้ฉันอารมณ์เสียไปมากกว่านี้นะ!” 

“แต่คุณกำลังจะขืนใจผม” 

“ก็ยอมซะสิ” 

“ไม่!” ไม่เพียงแค่ท่าทีต่อต้าน แต่แววตาแห่งความหวาดกลัวก็เพิ่มมากขึ้น เขาสู้แรงเสี่ยกานต์ที่ตัวใหญ่กว่าไม่ได้สักนิด อีกทั้งเสี่ยดูจะเก่งเรื่องการต่อสู้พอตัวเพราะไม่ว่าเขาจะดิ้นอย่างไรก็ไม่หลุดจากการเกาะกุม เสี่ยล็อกทั้งช่วงบนและช่วงล่างเขาไว้ทุกทาง 

“อื้อออ” เดียวร้องในลำคอเมื่อโดนคนตัวใหญ่ก้มลงประกบปิดปากด้วยริมฝีปาก เบี่ยงหน้าออกหนีเท่าไหร่ก็ยังโดนตามไปรุกรานจนปากบางบวมเจ่อ เสี่ยกานต์ขบกัดที่ไหล่เด็กหนุ่มซึ่งตอนนี้เสื้อผ้าหลุดลุ่ยจากการดึงทึ้ง ยิ่งคิดไปถึงตอนที่เดียวออกโรงปกป้องภีมเมื่อครู่เขายิ่งอยากลงแรงกับเด็กคนนี้ให้หลาบจำว่าไม่ควรมองใครนอกจากเขา 

“ฮือ...พอแล้ว หยุดเถอะครับ ผมกลัวแล้ว” 

ในที่สุดเสียงร้องที่กักเก็บไว้นานก็ถูกปลดปล่อยออกมา มือยกขึ้นพนมไหว้ร้องขอเพราะเขาไม่สามารถสู้แรงเสี่ยกานต์ได้จริงๆ ร่างบางสะท้านไปตามจังหวะสะอื้น เสียงร้องนั้นเหมือนจะเรียกสติว่าเขาได้ทำอะไรลงไป เสี่ยกานต์หยุดการกระทำที่หน้ามืดของตนเองทันที เขาอยากครอบครองร่างบางนี้จนทำเรื่องที่ไม่สมควรไปได้ยังไง 

สิ่งสุดท้ายที่เขาจะทำคือทำคือการขืนใจคนอื่นเพื่อร่วมเตียงด้วย เขาทำแบบนี้ด้วยความหน้ามืดตามัวจนเด็กหนุ่มใต้ร่างร้องไห้สะอึกสะอื้น ชายหนุ่มรวบตัวเดียวขึ้นมากอดแม้อีกฝ่ายจะยังพร่ำพูดว่าขอร้องให้เขาหยุดก็ตาม 

“ปล่อยผม ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย ปล่อยนะ” เดียวดิ้นเหมือนสติยังไม่อยู่กับร่องกับรอยนัก เสี่ยกานต์กอดร่างบางไว้แน่นลูบแผ่นหลังเบาๆ 

“ขอโทษ เดียว...ฉันขอโทษ ไม่ทำแล้วฉันไม่ทำแล้ว” ความรู้สึกจุกหน่วงในอกทำให้เขาทำอะไรไม่ถูก ยิ่งเสียงร้องของเดียวยิ่งทำให้เขารู้สึกผิด เขากอดเดียวให้แน่นขึ้นจูบซับที่ขมับและกระหม่อมของคนตัวเล็กพลางกระซิบขอโทษริมหู พรมจูบไปทั่วเพื่อปลอบประโลมคนขวัญเสีย เดียวร้องไห้กับอกเขาอย่างหมดท่า เด็กหนุ่มที่ดื้อรั้นก่อนหน้านี้กลายเป็นเด็กน้อยน้ำตานองหน้าในอ้อมอกเขา 

“ฮึก...คุณ...ใจร้าย ฮือ...คุณทำแบบนี้กับ...กับผมได้ยังไง คุณ...ฮือ” 

“รู้แล้ว ครั้งนี้ฉันผิดฉันรู้แล้ว ไม่ต้องพูดแล้ว นิ่งซะ” เสี่ยกานต์ยังคงกอดร่างบางไว้แม้อีกฝ่ายจะต่อว่าเขาสลับกับเสียงสะอื้นก็ตาม เสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมมากแม้เวลาปกติก็ยังไม่อ่อนลงเท่านี้พูดปลอบ อ้อมกอดแข็งแรงกอดร่างบางไว้แน่นเหมือนกลัวอีกคนจะหายไป ตัวที่สั่นราวลูกนกทำใจเขาสั่นไปด้วย ครั้งนี้เขาพลาดไปจริงๆ เขาน่าจะควบคุมอารมณ์ได้มากกว่านี้แต่พอเด็กหนุ่มดื้อแพ่งเพราะชายอื่นมันทำให้ความรู้สึกเขาเหมือนดั่งไฟที่พร้อมแผดเผาทุกสิ่ง 

หากมีคนติดตามสักคนเข้ามาเห็นว่าภายในห้องนี้เกิดอะไรขึ้นคงได้ตกใจไปตามๆ กัน ไม่ใช่เพราะเสี่ยกานต์จะใช้ร่างกายข่มเหงเด็กตัวเอง แต่เป็นเพราะท่าทีและน้ำเสียงที่อ่อนโยนนั้นต่างหากทำให้ต้องแปลกใจ ความนุ่มนวลที่ตัวเสี่ยเองยังแปลกใจว่าเขาจะยอมคนคนหนึ่งได้มากขนาดนี้เชียวหรือ และคนคนนั้นเขาก็ให้สถานะเป็นแค่เด็กเสี่ยเท่านั้น 

“อย่าให้ผมต้องรู้สึกกับคุณเหมือนที่รู้สึกกับอิมเมจเลย” เดียวพูดเมื่อตัวเองตั้งสติได้แล้ว เสียงปลุกปลอบของเสี่ยกานต์ทำให้เขาใจชื้นขึ้น ท่าทางที่ไม่รุนแรงเหมือนก่อนหน้านี้ทำให้เขาโล่งใจลงเล็กน้อย แต่ที่แน่ๆ คือเขาไม่อยากเข้าใกล้ผู้ชายคนนี้แล้ว 

เด็กหนุ่มดันตัวเองออกจากอ้อมกอดนั้น ไม่สนว่าอีกคนจะทำหน้าอย่างไร กลัดกระดุมเม็ดที่เหลือให้เรียบร้อยก่อนจะปีนลงจากเตียงแต่ไม่วายโดนรวบเอวจนได้ 

“นอนกับฉันที่นี่” 

“ผมจะกลับห้อง” 

“ฉันบอกให้เธอนอนกับฉันที่นี่ ไม่ทำอะไรแล้ว แค่นอน” ถือว่าอ่อนให้ที่สุดเท่าที่เคยพูดมาในชีวิต เขาไม่อยากให้เดียวจากไปด้วยความรู้สึกที่อึมครึมใส่เขาแบบนี้ ยอมรับว่าไม่สบายใจเลย 

“โทรเรียกอิมเมจสิครับ รายนั้นคง...” 

“ฉันไม่เคยรู้ว่าเธอชอบประชดประชัน” 

“ผมไม่ได้ประชด แค่เสนอสิ่งที่คิดว่าคุณถูกใจให้ก็เท่านั้น” เดียวตอบโดยที่ไม่มองหน้าเสี่ยกานต์สักนิด ใจที่เต้นรัวอย่างหาสาเหตุไม่ได้ทำให้เขาต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อว่าชีพจรมันจะอยู่ในจังหวะปกติ 

“ฉันบอกไปชัดเจนตั้งแต่วันแรกแล้วว่าถูกใจเธอ ไม่เคยบอกสักคำว่าถูกใจอิมเมจ และฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาไปมากกว่าเจ้าหนี้กับลูกหนี้ บอกตามตรงว่าฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงเกลียดอิมเมจขนาดนั้น แต่ฉันพูดได้เต็มปากว่าฉันไม่เคยไปยุ่งกับเด็กคนนั้นก่อน” 

เดียวเงียบไม่ได้โต้ตอบอะไรอีกทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในสภาวะเงียบงัน เสี่ยกานต์รอเดียวอย่างใจเย็น แต่กระนั้นมือใหญ่ก็ยังคงกุมมือเดียวไว้ไม่ยอมปล่อย นิ้วโป้งไล้คลึงหลังมือเล็กเบาๆ อย่างเว้าวอน 

“ถ้าคุณสัญญาว่าจะไม่ทำอะไรผมแบบเมื่อกี๊อีก...” 

“ฉันจะไม่ทำให้เธอกลัวอีกแล้ว” เสี่ยกานต์ตอบแม้เดียวยังพูดไม่ทันจบประโยค เมื่อได้คำตอบที่ต้องการเขาก็เดินเข้าห้องน้ำไปก็เท่านั้นสื่อให้รู้ว่ายอมจำนนให้เสี่ยในนาทีนี้ เสี่ยกานต์ยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแรงๆ สองสามครั้งก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วออกจากห้องไปเพื่อไปหาแอลกอฮอล์ดื่มดับความว้าวุ่นใจ มั่นใจว่าท่าทางเดียวคงจะยอมนอนที่นี่แล้วจึงปล่อยให้คนตัวเล็กทำธุระส่วนตัวไป 

“อู๋ กูมีเรื่องจะปรึกษา” 

[ห้ะ! คนอย่างมึงเนี่ยนะจะมีเรื่องปรึกษาคนอย่างกู] ปลายสายถามออกมาด้วยความงงปนสงสัย เพราะมีไม่กี่ครั้งที่เพื่อนรักเขาจะโทรมาด้วยน้ำเสียงและคำถามแบบนี้ 

“กูทำคนคนนึงโกรธ” กว่าจะพูดออกไปได้ก็ต้องถอนหายใจออกมาหลายครั้งราวกับกำลังจะมีประชุมกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เพื่อนเขาคนนี้ถนัดเรื่องแบบนี้มากกว่าเขาจึงต้องโทรไปปรึกษา แต่ที่แน่ๆ สิ่งที่ต้องมาคู่กับคำปรึกษาก็คือคำถามอีกมากมายที่เจ้าตัวคงสงสัย 

[แล้วไง จะยิงเขาทิ้งว่างั้น] 

“ปากมึงนี่น่าเอาลูกปืนกรอกปากนะ กูจะถามว่าจะทำยังไงให้เขาหายโกรธดี” 

[จะง้อเขารึไง] 

“ไม่ใช่... แค่อยากทำให้เขาไม่รู้สึกกับกูแบบนั้น” 

[บ้านกูเขาเรียกง้อไอ้กานต์ แล้วมึงไปทำไรให้เขาโกรธล่ะ] 

“อู๋... บอกมาว่ากูต้องทำยังไง” 

[เออๆๆ ไม่ถามก็ได้วะ ทำเสียงเข้มไปได้ ก็ถ้าเขาโกรธมึงก็ซื้ออะไรเป็นของขวัญไปง้อ ไม่ก็พูดจาหวานๆ ทำหน้าหงอยๆ ให้ดูน่าสงสาร ไซ้ๆ ไปก็จบ แต่มึงต้องถามตัวเองก่อนนะว่าเขาสำคัญกับมึงไหม ถ้าสำคัญนะ ระดับการกระทำที่กูแนะนำไปมันจะนุ่มนวลไปโดยอัตโนมัติเองเพราะมึงอยากถนอมจิตใจเขา] 

“แม้จะไม่ค่อยเข้าใจแต่ก็ยังดีที่ช่วย ขอบใจ” พูดจบก็รีบกดตัดสายทิ้งโดยทันที เพื่อกันคำถามที่อู๋คงไม่ล้มเลิกถามแน่ๆ และเขาคิดว่าเจ้าตัวคงจะพอเดาออกว่าเป็นใคร แต่เขาไม่อยากจะพูดออกไปว่าใช่หรือไม่เท่านั้นเอง 

ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เด็กเสี่ยมีความสำคัญขนาดนี้สำหรับเสี่ยกานต์ 

“เดียว” ชายหนุ่มเดินขึ้นห้องอีกครั้งหลังจากนั่งดื่มไปสักพักแต่ไม่ได้เมา เห็นคนตัวเล็กนั่งเป่าผมอยู่ในชุดนอนที่เขาซื้อติดตู้ไว้จึงเดินเข้าไปหา มือเล็กที่กำลังทำหน้าที่อยู่ชะงักหยุดทันทีก่อนที่อีกฝ่ายจะจ้องเขาเขม็งในกระจก 

“ถ้าคุณทำอะไรผมอีกสาบานว่าผมจะ...” 

“คนอย่างฉันบอกไม่ทำก็คือไม่ทำ” คำพูดเรียบๆ แต่สายตากลับมองอีกฝ่ายไม่คิดหลบ เดียวจึงหันกลับมาเป่าผมตัวเองตามเดิม 

“ไปอาบน้ำให้ฉัน...หน่อยได้ไหม” 

น้ำเสียงนุ่มนวลกว่าประโยคเมื่อครู่เล็กน้อย คำพูดที่คล้ายคำสั่งตลอดมากลับมีคำในประโยคคำถามเสริมมาด้วย ความกระด้างในน้ำเสียงและประโยคแปรเปลี่ยนไปจนเดียวชะงัก 

“ผมไม่สะดวกใจที่จะทำครับ ต้องขอโทษด้วย” 

คำปฏิเสธตรงๆ ของเดียวเหมือนแรงหมัดอัดกระแทกเข้าหน้าคนฟังอย่างจัง เด็กคนนี้มีอีกหลายอย่างให้เขาได้เรียนรู้เลย คิดถึงลูกกระต่ายตัวน้อยที่เชื่อฟังเขาทุกอย่างก่อนหน้านี้จริงๆ 

“แต่ฉัน...เอ่อ...ขอร้อง” 

ท้ายประโยคแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน ใบหน้าที่รู้สึกร้อนขึ้นมาดื้อๆ ต้องเบือนหนีไปทางอื่นเพื่อปกปิดความกระดากอายที่เกิดขึ้น อยากจะใกล้ชิดเด็กหนุ่มขนาดยอมลดศักดิ์ศรีตัวเองมายืนขอร้องให้เด็กคนนี้อาบน้ำให้ มันไม่ใช่ตัวเขาเลยจริงๆ แต่ทำยังไงได้...เขาติดใจเด็กคนนี้จนถอนตัวไม่ขึ้นไปแล้ว 

“ผม...” 

“อย่าปฏิเสธฉันอีกเลยเดียว แค่นี้ฉันก็อ่อนให้เธอมากแล้ว ขอเถอะ แค่อาบน้ำให้ฉันเท่านั้นเอง” พูดจบแรงจูบตรงขมับที่มาพร้อมแรงกอดรัดรอบเอวส่งมาให้ เดียวถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะพยักหน้ายอมแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป แต่มีข้อแม้ว่าห้ามปิดประตูห้องน้ำโดยเด็ดขาด ซึ่งเสี่ยกานต์ก็ยินดีทำตามเพื่อความสบายใจของเดียว 

“หึ” เสียงในลำคอที่คล้ายกับเสียงหัวเราะของคนกำลังมีความสุขหรือจะสู้ใบหน้าหล่อคมที่กำลังยกยิ้มได้ น้อยครั้งนักที่เสี่ยกานต์จะยิ้มแบบนี้ 

“จะแช่น้ำไหมครับหรือว่าแค่อาบใต้ฝักบัว” 

“ยืนอาบอย่างเดียวก็พอ” หากจะให้ลงอ่างอาบน้ำคนเดียว สู้ยืนให้เดียวลูบไล้ใต้ฝักบัวยังดีเสียกว่า 

“ซื้อมือถือใหม่แล้วหรือไง” 

เมื่อความเงียบเข้ามาปกคลุมจนน่าอึดอัดเสี่ยกานต์จึงเริ่มคำถามทั้งที่ปกติไม่ชอบชวนใครคุยเสียเท่าไหร่ เมื่อครู่เขาเห็นของของเดียวที่ลูกน้องเอามาให้พอสำรวจดูก็พบมือถือเครื่องหนึ่งวางอยู่คู่กับของอย่างอื่นด้วย 

น้ำจากฝักบัวไหลลงมาอาบตั้งแต่หัวจรดเท้า โดยมีเดียวยืนลูบไล้เนื้อตัวเหมือนนวดไปด้วย อีกฝ่ายไม่มีท่าทีกระดากอายต่ออวัยวะใต้สะดือของเขาที่มันกึ่มๆ จะขึ้นลำแม้แต่น้อย 

“เครื่องเก่าของนัทครับ” เดียวตอบสั้นๆ หันไปบีบสบู่เหลวจากขวดปั๊ม นำมาชโลมกายหนาที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม 

“เอาเครื่องที่ฉันให้ไปใช้” 

“ไม่เป็นไรครับ ผมใช้เครื่องของนัทดีกว่า” ตอบโดยที่มือก็ทำหน้าที่ไปด้วย 

เสี่ยกานต์มองอีกฝ่ายอย่างสะกดกลั้นในอารมณ์ น้ำเสียงเรียบสนิทไม่สื่อถึงอารมณ์ใดของเดียวทำให้เขาหงุดหงิด แต่ก็คิดว่าหากเขาทำอะไรไปมากกว่านี้ ลูกกวางที่เขาจ้องตะครุบต้องเตลิดหนีหายไปอีกแน่ๆ 

เดียวยังคงเงียบต่อไปไม่มีพูดคุยหรืออะไรให้อีกคนได้ยินอีก แขนเสื้อที่ถลกขึ้นจนถึงข้อศอกเผยให้เห็นผิวขาวเนียนของช่วงแขน ขากางเกงก็พับเหนือเข่าขึ้นมาเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เปียกน้ำที่ตกกระทบพื้น คนตัวโตให้ความรวมมือเขาบ้างเป็นบางครั้ง แต่หนักสุดก็ต้องนี้ที่ต้อนเขาจนหลังชิดกำแพงกั้นแยกส่วนอ่างอาบน้ำกับพื้นที่ใต้ฝักบัว 

“สะ...คุณ... จะทำอะไร ไหนบอกว่า...” 

“ไม่ได้จะทำอะไร แค่อยากหอมแก้มไม่ได้เหรอ” 

เดียวที่เกือบหลุดเรียกเสี่ยกานต์ออกมาอย่างคนเคยชิน ต้องเก็บเสียงไปเมื่อได้ยินคำตอบที่ทะลุขึ้นกลางประโยค 

แค่อยากหอมแก้มไม่ได้เหรอ 

ทำไมเสียงของชายหนุ่มคนนี้ถึงฟังดูอ่อนโยนนัก ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะที่ทำเขาอึ้งไป หรือเครียดมากไปจนสมองประมวลผลผิดปกติ 

“แต่...” 

“เดียว...เธอกำลังจะทำให้ฉันบ้ารู้ตัวรึเปล่า สองสามวันมานี้เธอทำให้ฉันเครียดจนแทบทำงานไม่ได้ ทำไมถึงดื้อแบบนี้หืม?” 

ไม่พูดเปล่า แขนล่ำก็ยกขึ้นกักขังเดียวเอาไว้ไม่ให้หนี ตาคมกริบที่มักมองทุกอย่างเฉียบขาดกลับมีแววไหวระริกเหมือนไม่แน่ใจในตนเอง เดียวเงยหน้ามองเสี่ยกานต์ที่อยู่ในระยะประชิดเล็กน้อย มือก็กุมหน้าอกตัวเองไว้เพราะกลัวเหลือเกินว่าใจเขาจะกระเด้งหลุดออกมา 

“ถ้าจะพูดกันผมคิดว่าคุณควรอาบน้ำให้เสร็จ และจัดการไอ้นั่นให้เรียบร้อยมันจะได้ไม่มาทิ่มคนอื่นแบบนี้” เดียวตอบพลางเหลือบมองลงข้างล่างเพื่อบอกว่า ‘ไอ้นั่น’ ของเสี่ยกานต์จิ้มท้องตัวเองอยู่ 

“เธอก็ทำให้มันลงสิ นะ...เดียว...ทำให้ฉัน” 

“ขอโทษนะครับ ผมไม่ทำ” พูดจบก็ลอดแขนอีกฝ่ายเดินออกจากห้องน้ำไป ปิดประตูเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้คนในห้องน้ำด้วย 

เขาเดินมาทิ้งร่างบนเตียง ถอนหายใจหนักๆ สองสามครั้ง ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องใจเต้นกับเสี่ยกานต์ เต้นกับคนอื่นไม่ได้เหรอ ภีมหรือกล้าก็ได้ ขนาดเสี่ยทำกับเขาขนาดนี้ยังจะไปใจเต้นกับคนแบบนั้นอีก เขาคงโรคจิตที่ชอบเล่นกับความรู้สึกของตัวเองสินะ 

เสี่ยใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำสักพัก ก็เดินตามออกมาด้วยกายที่พันผ้าเช็ดตัวช่วงล่างเพียงผืนเดียว เขาจัดการแต่งตัวอะไรเสร็จก็หันไปเห็นเดียวนอนอยู่บนเตียง ในชุดนอนที่มีติดห้องเขาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่คาดว่าคงยังไม่หลับ 

“เดียว คุยกันก่อน” 

“ครับ” เดียวรับคำก่อนจะลุกขึ้นมานั่งนิ่งตัวตรงพร้อมรับฟังสิ่งที่อีกฝ่ายจะพูด แม้ในใจจะยังไม่อยากมองหน้าคนพูดก็ตาม เพราะเขาก็มีเรื่องคุยกับเสี่ยเหมือนกัน และคิดว่าครั้งนี้เขาพร้อมมากกว่าเมื่อตอนเย็นแล้ว 

“ฉันอยากจะให้เธอกลับมาเป็นเด็กในความดูแลของฉันเหมือนเดิม” เสี่ยกานต์พูดออกไปดั่งใจคิด ยิงตรงนัดเดียวถึงความต้องการของตน อีกฝ่ายที่เหมือนรอรับอยู่แล้วพยักหน้าเบาๆ รับรู้ 

“แต่ผมคงต้องขอปฏิเสธ ผมคิดว่าคงไม่เป็นเด็กในความดูแลของคุณอีกแล้ว เพราะไม่สามารถให้ความสุขกับคุณได้อีก ถ้าจะให้ชัดเจนคือไม่สะดวกใจที่จะอยู่กับคุณ” เขาตอบออกไปตามสิ่งที่คิดแต่ไม่ใช่ตามความรู้สึก หากเขากลับไปเป็นเด็กเสี่ย อิมเมจก็ต้องมายุ่งเกี่ยวกับเสี่ยและนั่นเขาคงทนไม่ได้ และพอเขาทนไม่ได้ก็คงจะทำอะไรเกินเลยไปและเสี่ยก็จะทำโทษเขา 

“เดียว!! กล้าพูดแบบนี้ได้ยังไง!” 

จากที่พยายามสงบใจอีกฝ่ายกลับกวนให้อารมณ์เขาขุ่นมัวขึ้นมาอีกครั้ง อยากจะจับร่างบางนี้มาเขย่าความคิดนั้นให้หลุดออกจากสมองซะ แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยืนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ที่เดิม 

“เสี่ยจะให้ผมรู้สึกยังไง ผมก็รักตัวเองเหมือนที่เสี่ยรักตัวเองนั่นแหละ ผมรู้ว่าผมเผลอพูดอะไรออกไปไม่คิดเรื่องบอกว่าเสี่ยคือของผม แต่ที่ไม่เข้าใจคือผมผิดขนาดที่ต้องตบผมเลยเหรอครับ ผมทำผิดขนาดนั้นเลยเหรอครับ” น้ำตารื้นขึ้นมาคลอหน่วยตาแต่เขาบังคับไม่ให้ไหล ยังไงมันก็จะไม่ไหลให้กับเรื่องแบบนี้อีกแล้ว 

“ฉันเสียใจที่ทำร้ายเธอ แต่เธอควรรู้ไว้ว่าที่ฉันเลือกเธอมาเป็นเด็กของฉัน เพราะมารยาทและการวางตัวที่ไม่เหมือนใคร วันนั้นเธอไม่ต่างจากเด็กเสี่ยระดับล่างคนหนึ่ง ที่โวยวายจะถือสิทธิ์เป็นเจ้าของฉันต่อหน้าคนอื่น ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ฉันไม่ชอบมากที่สุด” 

สิ้นคำตอบทั้งห้องเงียบแทบได้ยินเสียงนาฬิกาเดินบอกเวลา เดียวนั่งนิ่งเหมือนคนโดนอัดกระแทกเข้ากำแพง ความรู้สึกมึนเหมือนอาการไข้จะกำเริบด้วยซ้ำ ไม่รู้เพราะภีมพาเขาวิ่งหรือเพราะสิ่งที่ได้ยินจากเสี่ยกันแน่ เสียงหัวใจที่เคยเต้นผิดจังหวะเมื่อเจอเสี่ย แต่บัดนี้มันกลับหน่วงอยู่ในอกจนรู้สึกเจ็บ 

“นอนเถอะ” เสี่ยกานต์ตัดจบเหมือนว่าก่อนหน้านี้ไม่ได้พูดอะไรกัน เขาสอดตัวใต้ผ้าห่มนอนลงแล้วหลับตา 

เดียวนอนลงตามกัน แต่เขาเลือกนอนตะแคงหันไปทางหน้าต่าง คืนนี้มีดาวเต็มท้องฟ้า มันดูสวยงามแต่ความอ้างว้างเกาะกินใจทีละน้อยจนเขารู้สึกกลัว กลัวว่าเขากำลังจะไม่เหลือใครอีกครั้ง เสี่ยกานต์พลิกตัวมารั้งเอวบางเข้าหาตัวจนแผ่นหลังชิดอกแกร่ง ปากกระจับประทับจูบที่ท้ายทอย 

“ผมมีค่าแค่นั้นจริงๆ เหรอครับ” ความเงียบเข้าปกคลุมนานหลายนาทีจนเขาพูดขึ้นมาอีกครั้ง ไม่รู้หรอกว่าเสี่ยหลับแล้วหรือยัง แต่คำถามนี้หากเป็นไปได้เขาก็อยากรู้คำตอบเหมือนกัน 

“บอกได้ไหมว่าเธอกับอิมเมจมีปัญหาอะไรกัน” เสี่ยกานต์เงียบไม่ตอบแต่กลับตั้งคำถามเหมือนกัน 

“นอนเถอะครับ ผมง่วงแล้ว” 

เป็นเดียวที่ยอมล่าถอย หากคำถามที่ต่างฝ่ายต่างถามกันมันหมายถึงความสัมพันธ์ที่ต้องลึกซึ้งและความรู้สึกที่ชัดเจน งั้นคงต้องบอกปัดออกไปก่อน เพราะคนทั้งคู่ก็ยังไม่พร้อมที่จะยอมรับใจตนเองเหมือนกัน 

คนหนึ่งกลัวที่จะเปิดใจยอมรับใครเข้ามาใหม่ เพราะกลัวจะเสียอีกฝ่ายไปให้ใครอื่นอีก ส่วนอีกคนก็ไม่กล้าที่จะมอบใจให้ใคร เพราะเส้นทางชีวิตที่กำลังเผชิญไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่ควรเป็น 

::::::::::::: 

“ไอ้เด็กภีมเป็นยังไงบ้าง” เสี่ยกานต์ตื่นขึ้นมากลางดึก เขาใช้โทรศัพท์ส่วนตัวที่ไม่ค่อยมีใครรู้เบอร์นัก หากไม่ใช่คนสนิทจริงๆ โทรหาโชค 

[ผมพาไปส่งโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้วครับ] 

“อย่าให้มันตายก็แล้วกัน ถ้ารู้ว่าไอ้เด็กนั่นตายคาตีนนาย เดียวตื่นมาอาละวาดฉันแน่” เสี่ยวางสายไปก่อนจะกลับเข้ามาในห้องนอนอีกครั้ง เตียงหลังกว้างมีเด็กหนุ่มนอนหลับสนิทอยู่ เขากดจูบที่ปากอิ่มเบาๆ อย่างถือสิทธิ์ อย่างไรเสียเขาก็ไม่ยอมให้เดียวตกเป็นของใครอื่นได้หรอก ไม่มีวัน สิ่งใดที่เขาถูกใจแล้วเขาต้องได้ครอบครองไม่มีวันปล่อยให้หลุดมือ 

ณ คอนโดฯ หรูใจกลางเมืองสถานที่เดียวกับที่พักของเสี่ยกานต์ แต่ต่างกันตรงที่ห้องนี้อยู่ชั้นถัดลงมาซึ่งเป็นที่อยู่ของลูกน้องคนสนิทของเสี่ยทั้งสองคน 

“ทำไมยังไม่นอนวะ” ชาญเดินหัวฟูออกมาจากห้องตนเอง เห็นเพื่อนรักนั่งจิบชาคาโมมายล์อยู่ทั้งที่ตอนนี้เข้าสู่วันใหม่ได้สองชั่วโมงแล้ว 

“เสี่ยโทรมาถามถึงเด็กช่างคนนั้น” 

“มึงพาไปส่งโรงพยาบาลแล้วนี่” ชาญเปิดตู้เย็นหยิบน้ำขวดออกมาเปิดดื่ม 

“เสี่ยกลัวคุณเดียวจะโกรธ หากเด็กนั่นเป็นอะไรหนักขึ้นมา” 

“เสี่ยหวงคุณเดียวมากมึงว่าไหม คือกูเข้าใจว่าเป็นเด็กเสี่ยเว้ย แต่เด็กมันบอกเลิกไปแบบนั้นแล้วเสี่ยจะเก็บไว้ทำไมวะ ยิงทิ้งเลยดีไหม” 

“มึงได้ตายก่อนจะเหนี่ยวไกใส่คุณเดียวน่ะสิ” โชคว่าจึงได้เสียงหัวเราะเชิงเห็นด้วยจากชาญ 

“กูรู้ว่าเสี่ยหวงแต่หวงในฐานะอะไรล่ะ เด็กเสี่ยรึก็ไม่ใช่” ชาญว่าพลางคิ้วนั้นขมวดมุ่น 

“เสี่ยเคยบอกเหรอว่าคุณเดียวไม่ใช่เด็กเสี่ยแล้ว ตอนที่เสี่ยเจอคุณเดียวก็บอกกับพวกเราว่าเด็กคนนี้คือเด็กของเสี่ย แต่ตอนนี้ยังไม่มีคำสั่งแน่ชัดว่าคุณเดียวอยู่ในสถานะอื่น แสดงว่าคุณเดียวยังคงเป็นเด็กเสี่ยอยู่” ประโยคที่ยาวที่สุดที่โชคเคยพูดมาทำเอาชาญนิ่งไปอย่างใช้ความคิด 

“เออ แต่วันนั้นที่คุณเดียวโดนเสี่ยตบกูเจ็บแทนเลย เก่งนะที่เขายังยืนอยู่ได้กูคิดว่าร่วงแล้ว แต่ว่าก็ว่านะที่ร่วงไม่ใช่คุณเดียวแต่เป็นใจเสี่ยนี่แหละ ทำงานกับเสี่ยมาจะ 7 ปีแล้วครั้งนั้นแหละที่กูเห็นเสี่ยไปไม่เป็น คงตกใจที่พลั้งมือ” 

“เพราะเป็นเสี่ยไง จะให้ใครมาเป็นเจ้าของตัวเองไม่ได้หรอก” 

ชาญเงียบไปอีกครั้ง ทั้งหมดมันถูกอย่างที่โชคว่า เสี่ยกานต์อายุเพียงแค่ 37 แต่เป็นนักธุรกิจที่ใครต่างยำเกรง ความโหดเหี้ยมก่อนหน้านี้ที่เสี่ยต้องเจอและต้องทำ ทำให้คนในวงการเดียวกันต้องแขยง นักธุรกิจที่มีธุรกิจด้านโรงแรมหลายประเทศ จริงอยู่ว่ามันทำให้เสี่ยเป็นอย่างเสี่ยตอนนี้ไม่ได้ เสี่ยกานต์ยังคงมีธุรกิจอีกหลายอย่างที่ให้ทำ ไม่ว่าจะบ่อน้ำมันที่มีหุ้นส่วนกับญาติฝ่ายพ่อที่ต่างประเทศ หรือบ่อนคาสิโนใต้ดินที่ทุกโรงแรมในความดูแลต้องมี 

บ่อนคาสิโนที่เสี่ยกานต์ทำไม่ได้หยุดแค่การพนันอย่างเดียว แน่นอนว่าในประเทศที่ยังไม่เปิดเสรีเรื่องการพนันแบบนี้ เสี่ยก็ต้องหาที่หนุนหลังเพื่อจะได้รอดพ้นจากการสอดส่อง เพราะในบ่อนใช่ว่าจะมีแค่การเสี่ยงดวงเสียเมื่อไหร่ การเจรจาทางธุรกิจมืดต้องอยู่ในที่ที่มีคนกันเองเยอะ และหนึ่งในนั้นคือสถานที่การพนันใต้ดินขนาดใหญ่นี่แหละ แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น เสี่ยก็ยังควบคุมดูแลทุกอย่างไว้ได้ อะไรที่ปล่อยผ่านได้ก็ปล่อยเพื่อจะได้ไม่กระทบต่อธุรกิจแต่หากร้ายแรงก็เลือกที่จะกำจัดอย่างเงียบที่สุด จะว่าเลวก็ไม่ใช่จะว่าดีก็ไม่เชิง สำหรับเสี่ยกานต์...ทุกอย่างมักเป็นสีเทา 

“ถูกใจแต่ยังไม่ใช่เวลาที่จะถูกรักสินิ บางทีกูก็อยากให้เสี่ยมีหัวใจว่ะ เสี่ยจะได้มีชีวิตอย่างที่ควรมีมากกว่านี้” ชาญพูดออกมาเบาๆ ซึ่งคนฟังก็พยักหน้ารับเบาๆ เพราะเห็นด้วย 

 

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป 

ขอบคุณทุกความเห็นค่ะ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว