ความเห็นของทุกท่านคือกำลังใจของนักเขียน อ่านแล้วคิดยังไง รู้สึกยังไง อย่าเก็บไว้คนเดียวครับ มาแชร์กันดีกว่า

ภัยร้ายปรากฏ

ชื่อตอน : ภัยร้ายปรากฏ

คำค้น : แฟนตาซี,โลกอนาคต,ไซไฟ,ซูเปอร์ฮีโร่,วายร้าย,superhero,villain,Sci-fi,fantasy,action,แอ็คชั่น,หนุ่มหล่อ,แมวพูดได้,นินจา

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 994

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 พ.ค. 2560 09:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภัยร้ายปรากฏ
แบบอักษร

เมแกนสะดุ้งตื่นเนื่องจากรู้สึกถึงสายตาของใครสักคน

มันก็ไม่เชิงว่าเธอรู้จริงๆ หรอกว่ากำลังถูกมอง เด็กสาวแค่ลืมตาตื่นขึ้นแล้วเสียวสันหลังวาบเท่านั้น เธอกะพริบตาปริบ ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืดสลัวและเย็นยะเยือกทั้งที่ไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศแต่อย่างใด เธอจ้องมองไปที่หน้าต่าง ฉากท้องฟ้ายังคงเป็นสีเข้มแม้จะมีรัศมีอ่อนจางสดใสแทรกขึ้นมาจากด้านล่างบ้างแล้วก็ตาม

แต่แล้วเมแกนก็สะดุ้งโหยง ความอบอุ่นของผ้าห่มผืนหนานั้นแตกต่างออกไป กระทั่งกลิ่นอายก็ยังไม่เหมือนเดิมต่อให้มีกลิ่นของตัวเธอติดอยู่จางๆ ก็ตาม ถึงอย่างนั้นส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกลิ่นของความเก่าเก็บมากกว่า

เด็กสาวลุกพรวดขึ้นมาเพื่อพบว่าห้องที่เธออยู่นั้นไม่ใช่ห้องนอนของตน ทุกอย่างผิดเพี้ยนไปหมด ห้องนอนที่บ้านของเธอนั้นเป็นห้องขนาดเล็กที่ลุคให้คำจำกัดความว่าขาดความเป็นเด็กผู้หญิงอย่างรุนแรง นอกจากพื้นกระเบื้องกับกำแพงพอลิเมอร์เรียบๆ แล้วยังมีติดโปสเตอร์นักวิทยาศาสตร์ร็อค**!กับหนีเร็ว เมือกสยองกินคนมาแล้ว**! ซึ่งเป็นภาพยนตร์เก่าที่เธอชื่นชอบ เอาเป็นว่าถ้าคุณจะหาตุ๊กตาสัตว์น่ารัก ตั้งอัลบั้มเพลงของนักร้องหนุ่มหน้าหวานครบชุดหรือเครื่องเรือนสีหวาน เห็นทีคุณก็ต้องพบกับความผิดหวังเป็นแน่ เพราะสิ่งที่ห้องนอนเธอมีมากที่สุดก็คืออุปกรณ์ช่างกับหนังสือคู่มือเครื่องจักรกลขั้นสูงต่างหาก

ทว่าที่นี่ไม่ใช่แม้มันจะเป็นอีกห้องที่ไม่เหมือนห้องนอนของเด็กผู้หญิงที่สุดก็ตาม มันมีโต๊ะเครื่องเขียนหนึ่งตัวติดกับหน้าต่าง เตียงหนึ่งหลังดูธรรมดา ตู้เสื้อผ้าไม้ขนาดใหญ่ติดกระจกสูงเท่าตัวหนึ่งบาน ห้องน้ำเล็กแคบหนึ่งห้องที่เมแกนไม่สามารถเปิดประตูเข้าไปใช้ได้ ทุกอย่างอยู่ผิดที่ผิดทางไปหมด ขนาดพื้นยังปูด้วยไม้ปาร์เก้เลย เชี่อไหมละ สมัยนี้เขาแทบไม่ปูด้วยไม้จริงๆ แล้วด้วยซ้ำไป

ใครบางคนกำลังแอบมองมาจากช่องประตูที่เปิดแง้ม แต่เพราะยังเช้าตรู่ เธอจึงไม่เห็นว่าคนผู้นั้นเป็นใคร

เด็กสาวกระโจนลงจากเตียงในทันใด ดวงตาข้างนั้นหายวับไปพร้อมเสียงฝีเท้าวิ่งตึกตักเบาๆ ตอนที่เธอไปถึงประตูและกระชากมันออก ทางเดินแคบๆ นั้นก็ไม่มีเงาของผู้ใดอยู่แล้ว

เสียงนาฬิกาปลุก(ที่ไม่ใช่ของเธอ)กรีดร้องทำลายความเงียบงันในห้อง เมแกนใจหล่นวูบไปถึงตาตุ่มด้วยความตกใจ ถึงเวลาแล้ว*!* เด็กสาวตรงไปยังตู้ที่หัวเตียงซึ่งมีนาฬิกาปลุกสไตล์โบราณตั้งอยู่ หลังจากกดสวิตช์ปิดการทำงานของมันเรียบร้อย เธอก็จ้ำอ้าวออกจากห้องแทบไม่ทัน

ห้านาทีต่อมา เมแกนพบว่าตัวเองกำลังยืนมึนๆ อยู่หน้าหม้อใบใหญ่ตั้งไฟบนเตา จ้องมองน้ำเปล่าข้างในเดือดพล่านพลางสงสัยว่าเรื่องทั้งหมดมันกลับกลายเป็นแบบนี้ได้ยังไง รวมถึงสายตาแปลกๆ ที่แอบส่องเธอหลับในห้องนอน เจ้านั่นมองอยู่นานแค่ไหนแล้วนะ จะมีอะไรน่าสยองกว่านี้อีกไหมเนี่ย

โอ้ มีสิ บางทีงานที่ท่านเจ้าบ้านพูดถึงอาจออกมาเลวร้ายกว่านี้ก็ได้ใครจะรู้ หล่อนอาจส่งให้เธอไปขโมยของ หรือร้ายกว่านั้นคือทำร้ายใครเข้าก็ได้ แต่สำหรับงานนี้น่ะ บอกตามตรง มันทำให้วุ่นวายทั้งยังปั่นหัวเธออย่างร้ายกาจเลยเชียวละ

บางอย่างเย็นๆ แนบกับใบหน้าเธอโดยไม่ทันตั้งตัว เมแกนร้องเสียงหลง ความง่วงงุนราวแปดสิบสามเปอร์เซ็นต์มลายสิ้นพร้อมกับที่ตัวเธอกระเด้งขึ้นสูงจากพื้นราวหนึ่งฝ่ามือ ก่อนที่เด็กสาวจะล้มไปชนหม้อไม่ก็อะไรสักอย่างจนเป็นเหตุให้หอพักทั้งหอกลายเป็นเถ้าถ่าน แขนข้างหนึ่งก็เอื้อมมาพยุงเธอไว้เสียก่อน

“มายืนงัวเงียอยู่หน้าเตามันอันตรายนะจ๊ะ” เสียงหวานๆ ดังจากเรียวปากที่ซ่อนอยู่หลังผ้าปิดหน้าผืนบางเฉียบ

เหวอ**! ออกมาแล้ว!!!**”

ผู้ที่โอบเอวเมแกนอยู่นั้นไม่ใช่ใครที่ไหน หญิงสาวอรชรอ้อนแอ้นผู้มีผ้าผืนบางห้อยจากปีกหมวกลงมาปิดบังใบหน้า ท่านเจ้าบ้านดูงดงามในเดรสแขนยาวลายลูกไม้สีดำกับทอง ลำคอระหงขาวผุดผ่อง นั่นทำให้เมแกนอิจฉาแทบตาย คอเธอน่ะไม่ต่างจากแท่งไม้ผอมๆ ดังนั้นพอรวมเข้ากับศีรษะรูปไข่กับผมกระเซิงไป เด็กสาวก็ไม่ต่างอะไรจากหุ่นไล่กาน่าเกลียดยังไงยังงั้นแหละ แถมตอนนี้เธอยังสวมชุดนอนลายหมีสีเหลืองน้ำตาลเฉิ่มๆ อยู่เลย

“ออกมาอะไรกัน ฟังดูน่าเกลียดจัง” ท่านเจ้าบ้านยื่นมือมาจับปอยผมด้านข้างของเมแกนขึ้นทัดหู หล่อนมีกลิ่นหอมจางๆ เหมือนดอกราตรี ขณะที่มืออีกข้างยังคงโบกขวดน้ำเย็นเจี๊ยบจนแก้มชาหน้าเธอต่อไป “เอ้า นี่จ้ะ จะได้ตื่น”

เด็กสาวรับน้ำขวดนั้นมา ลังเลอยู่ครู่หนึ่งด้วยความเคยชิน แต่สัญชาตญาณวายร้ายไม่ได้กรีดร้องหรือส่งสัญญาณใดๆ อันที่จริงมันสงบเงียบกว่าตอนที่เธออยู่กับตัวเองเสียอีก ถ้าจะมีอะไรที่เมแกนเชื่อถือเหนือสิ่งใดในโลกก็ต้องจัดเอาสัญชาตญาณวายร้ายนี่แหละเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งมันได้ช่วยเธอจากคุกตารางมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว

ท่านเจ้าบ้านอาจมีหลายอย่างที่ไม่น่าไว้ใจ แต่แค่เรื่องน้ำนี่ เธอคงพอเบาใจได้

สองสาวเริ่มต้นลงมือทำอาหาร ไม่มีใครคุยอะไรกันมากนัก โดยบทสนทนาส่วนใหญ่ก็มักเป็นแค่ประโยคสั้นๆ อย่าง ช่วยส่งซอสตรงนั้นมาหน่อยได้ไหมจ๊ะหรือไม่ก็ฝากใส่แตงกวาดองลงในแซนด์วิชทีนะ มันค่อนข้างแปลกเหมือนกันที่เธอมาช่วยกันทำอาหารกับหญิงสาวที่สั่งเจาะระบบฐานทัพลับของเธอเมื่อสองวันก่อน แถมยังช็อตเธอจนเป็นอัมพาตอยู่เกือบตั้งครึ่งชั่วโมง คิดดูสิ ครึ่งชั่วโมงบนดาดฟ้าหนาวๆ มิหนำซ้ำที่เชสเชียร์ผู้ซื่อสัตย์ต้องพังก็เพราะหล่อน!

“ดูเธอชินกับการทำอาหารมากเลยนะ” ท่านเจ้าบ้านเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น ในตอนนี้ห้องครัวเล็กๆ ติดกับห้องนั่งเล่นอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของอาหารนานาชนิด ท้องเมแกนเริ่มร้องจ๊อกๆ แล้วสิ

“เอ่อ หนูช่วยคุณแม่บ่อยๆ น่ะค่ะ”

“ไม่สิ เธออัจฉริยะจริงๆ นั่นแหละ แค่ฉันสอนวันเดียวก็เป็นแล้วเนี่ย ใช่ว่าทุกคนจะทำได้นะ” ท่านเจ้าบ้านตักซุปมิโซะใส่ถ้วยน้ำจิ้มแบนๆ สำหรับชิม “อืม อร่อยจัง! ถ้าได้ขนาดนี้ฉันก็เบาใจแล้วละ”

“แต่ถึงอย่างนั้นคัตซึยะก็ไม่ชอบอยู่ดี” เด็กสาวขมวดคิ้ว

“เมแกนที่รัก เขาก็ปากเสียแบบนี้ตลอดแหละ” หญิงสาวตอบ “ตั้งแต่เขาพักที่นี่มา ฉันยังได้ยินเขาบอกชอบอะไรไม่ถึงห้าอย่างเลยมั้ง นั่นรวมถึงการทำทุกอย่างตามแผนแบบที่เขาคลั่งไคล้ด้วย ขนาดซุปมิโซะของฉันยังต้องใช้เวลาตั้งครึ่งปีกว่าเขาจะเลิกบ่นเรื่องสาหร่ายซองได้สักที นั่นแหละนะ ลูกบ้านที่น่ารักของฉัน ต่อให้พวกเขาจะประหลาดไปหน่อยแต่ก็บ่นอะไรไม่ได้” ท่านเจ้าบ้านมองเมแกนยิ้มๆ คิดว่าหล่อนน่าจะยิ้มอยู่นะ “เห็นทีเธอจะต้องเป็นเจ้าสาวที่ดีได้แน่ๆ”

เมแกนหน้าแดงวาบ “จะ เจ้าสาวอะไรกันคะ”

“แหม ยังไงที่นี่ก็เป็นหอพักชายล้วนกลายๆ อยู่แล้ว มันไม่ผิดหรอกที่เธอจะติดไม้ติดมือใครบ้างสักคนสองคน ถ้าคัตซึยะโหดไปหน่อยก็ยังมีแอชเชอร์อยู่นะ หรือว่าชอบแบบเด็กเรียนติ๋มๆ อย่างไรลีย์ล่ะ”

“เอ่อ ฉันไม่คิดว่า...”

“ซึ่งนั่นก็นำไปสู่เรื่องที่ฉันตั้งใจจะบอกเธอ” ท่านเจ้าบ้านพูดต่อ ก้าวเข้าประชิดเมแกนโดยเด็กสาวไม่ทันตั้งตัว ปกติหล่อนก็จัดได้ว่าสูงกว่าเธอมากอยู่แล้วยิ่งตระหง่านประหนึ่งยอดสนถูกเอนลงมา เสียงของหญิงสาวแฝงด้วยสัญญาณเตือนอันตรายยิ่งยวด “ในตอนที่ฉันไม่อยู่ที่นี่ เธอคือเจ้าบ้านคนถัดไป หน้าที่สูงสุดของเจ้าบ้านก็คือการรับผิดชอบลูกบ้าน ไม่ใช่แค่ดูแลการกินอยู่ให้ดี แต่รวมถึงความปลอดภัยของพวกเขาด้วย หากเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับผู้อาศัยทุกคนที่นี่แม้แต่นิดเดียว ฉันจะจัดการให้เธอไม่มีวันลืมความผิดพลาดนี้อีกเลย เมแกนที่รัก”

เหงื่อเม็ดโป้งๆ ผุดบนหน้าผากเด็กสาว มือที่บีบกันเองแน่นเริ่มเปียกชื้นจากบรรยากาศกดดันของอีกฝ่าย เสียงฝาหม้อสั่นกระทบกึกๆ ราวกับความหวาดกลัวในตัวเธอ

“คุณ... ต้องการอะไรจากฉันกันแน่ ทำไมถึงได้ให้ฉันมาทำงานเป็นผู้ดูแลแทนคุณกัน... คะ” เมแกนเสี่ยงถามออกไป

เธอรู้สึกได้ว่าความเงียบของท่านเจ้าบ้านนั้นเป็นเพราะหล่อนไม่ได้ต้องการจะบอกอะไรกับเธอเลย “บางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น” หญิงสาวเอ่ยในที่สุด “และฉันเชื่อว่าระหว่างฉันกับเธอ คนที่จะเป็นประโยชน์กับพวกเขามากกว่าก็คือเธอ”

“หมายความว่าไงคะ”

ท่านเจ้าบ้านสูดหายใจลึกๆ ก่อนผละจากเมแกน ทิ้งท่าทีข่มขู่เมื่อครู่ไป “ที่ฉันทำได้ก็แค่ดูแลเท่านั้น ทว่าเธอต่างหากที่จะเติบโตไปด้วยกันกับพวกเขา เด็กพวกนั้น... ต้องการเธอมากกว่าที่เธอจะรู้ กระทั่งเกินกว่าที่ตัวของพวกเขาเองจะจินตนาการถึง”

เมแกนนิ่งงันขณะครุ่นคิดในสิ่งที่หล่อนพูดออกมา แต่ก่อนที่เธอจะได้ถามว่ามันหมายความว่ายังไง เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น แล้วเด็กหนุ่มคนหนึ่งก็โผล่เข้ามาในห้องนั่งเล่น เขาเป็นวัยรุ่นอายุสิบห้าผู้มีร่างกายผอมบางซีดเซียวไร้เรี่ยวแรงอย่างเด็กเนิร์ดทั่วไป สวมแว่นกรอบกลมโตเหมือนตาแมลงปอบดบังนัยน์ตาสีจางกับรอยกระบนดั้งจมูก ผมของเขาเป็นทรงบ๊อบเทและมีสีเขียวอ่อน

“ว้าว กินหอมจังเลย” ไรลีย์ที่อยู่ในเครื่องแบบนักเรียนเสื้อสีขาวเรียบร้อยพูดเสียงตื่นเต้นหลังสูดจมูกฟุดฟิด

เมแกนเคยเจอกับเขาแล้วในเช้าอันโชคร้ายที่สกูตเตอร์เธอระเบิด ก็เด็กหนุ่มที่ตะโกนว่ามนุษย์ต่างดาวบุกนั่นไง เธอรู้สึกผิดเล็กน้อยที่แอบตั้งชื่อเล่นให้เขานับตั้งแต่วันนั้นว่าเด็กต่างดาว

“ฝีมือเมแกนเลยนะ” ท่านเจ้าบ้านเสริม ไรลีย์เดินผ่านโต๊ะกินข้าวตัวใหญ่มายังเคาน์เตอร์ครัวเพื่อด้อมๆ มองๆ แถวหม้อหลายใบว่ามีอะไรบ้าง

“มันจะกินได้เร้อ ของแบบนั้น” เสียงนุ่มๆ ฟังดูขี้เกียจเอาการดังนำมาก่อนเจ้าตัวจะโผล่ด้วยซ้ำ ถึงอย่างนั้นเด็กสาวก็รู้ดีว่าเจ้าของเสียงเป็นใคร เมแกนหน้าร้อนวาบด้วยความโกรธ เมื่อวานเธอแค่พลาดครั้งเดียว ครั้งเดียวเท่านั้นเอง*!* แต่มันก็เป็นเรื่องปกติแหละถ้าคุณทำพลาดตั้งแต่วันแรก ผู้คนก็จะไม่ไว้ใจคุณไปอีกนานเลย

เธออ้าปาก ไม่แน่ใจนักว่าตนตั้งใจจะเถียงอะไรกลับใส่เขา เนื่องจากวินาทีนั้น ความฉลาดนับร้อยนับพันของเธอก็ถูกระเบิดหายเกลี้ยงเมื่อเจ้าของเสียงเมื่อครู่ก้าวเข้ามาในห้องนั่งเล่นในสภาพนุ่งบ๊อกเซอร์ตัวเดียว เด็กสาวกัดริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว คงไม่ต้องอธิบายหรอกใช่ไหมว่าร่างกายกำยำกับผิวสีทองเปล่งปลั่งของเขานั้นสมบูรณ์แบบแค่ไหน บอกตามตรงนะ เมแกนเคยเชื่อมั่นว่าตัวเองไม่ใช่เด็กผู้หญิงโง่เง่าเต่าตุ่นที่วันๆ เอาแต่ไล่ตามผู้ชายหล่อๆ ยิ่งนุ่งน้อยห่มน้อยอวดแผงอกกับหน้าท้องกล้ามๆ ก็ยิ่งดี ไม่ใช่เลยสักนิด*!* ต่อให้นานๆ ทีเธอก็มีสงสัยขึ้นมาบ้างเหมือนกันว่าหนุ่มหน้าตาดีเหล่านั้นหายไปไหนจากชีวิตเธอกันนะ ครั้งหนึ่ง(หรือหลายครั้งจนนับไม่ถ้วน) ยัยทรินิตี้เคยหาว่าเด็กเรียนเฉิ่มเบอะแว่นหนาเตอะที่ไม่เคยรู้จักแฟชั่นมากไปกว่าลิงที่พยายามเอากล้วยมาแทนยกทรง(ยัยนั่นยังแยกไม่ออกระหว่างอุรังอุตังกับลิงลมด้วยซ้ำ) หล่อนดูถูกเมแกนว่าชาตินี้ไม่ว่ายังไงก็ไม่มีทางหาผู้ชายดีๆ ได้หรอก

ลองยัยนั่นมาเห็นเธอตอนนี้ก่อนเถอะ มีหวังได้กรี๊ดแตกลั่นโรงเรียนแน่

“แอชเชอร์! ลงมาข้างล่างแบบนี้ได้ยังไง” ท่านเจ้าบ้านแหวใส่หนุ่มผมดำซึ่งเดินหาวมาถึงโซฟาพร้อมเกาท้อง(ที่อัดแน่นด้วยกล้ามเนื้อล้วนๆ)แกรกๆ เมแกนจ้องตาค้าง ไม่เข้าใจเลยว่าเขาสามารถทำให้ท่าทางธรรมดาที่ค่อนข้างจะงี่เง่าแบบนั้นดูดีได้ยังไง แต่มันก็เป็นไปแล้ว “กลับไปแต่งตัวให้เรียบร้อยเดี๋ยวนี้เลยนะ!”

“แต่ผมยังไม่ได้อาบน้ำเลย” แอชเชอร์โอดครวญ

“ที่นี่เป็นโต๊ะอาหารรวม ยิ่งมีแขกเป็นเด็กสาวๆ ด้วย ยิ่งต้องสุภาพให้มากๆ”

“เด็กสาวเรอะ! ไม่ยักมองออกเลย” หนุ่มซูเปอร์ฮีโร่ฝึกหัดฉายาบอมบลาสติกหัวเราะ ทว่าถึงเขาจะพูดอย่างนั้น ใบหูกลับมีสีเข้มขึ้น เสียดายที่เมแกนไม่ทันสังเกต

“เรื่องที่นายจะมาทานข้าวในสภาพเพิ่งตื่นนอนแบบนั้นผมก็ไม่เห็นด้วยนะ” คัตซึยะห้อยหัวลงมาจากเพดานโดยในมือมีชามสีดำใส่ซุปควันฉุยอยู่แล้ว ไปเอามาตั้งแต่เมื่อไหร่นะ? เขาเป็นอีกคนที่แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ผมรวบหางม้าสีบลอนด์ตกห้อยลงมา ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งขรึมอยู่ทางด้านซ้ายห่างจากหน้าเมแกนไปไม่ถึงฟุต เด็กสาวกรี๊ดลั่น ผละไปชนเคาน์เตอร์ หมอนี่อย่างกับผีไม่มีผิด! นึกจะโผล่เมื่อไหร่ก็มา นึกจะหายก็หายไปดื้อๆ ไม่ให้สุ้มให้เสียงกันเลย แถมยังห้อยหัวแบบนี้อีก น่าขนลุกชะมัด “แต่ผมขอโหวตอีกเสียงที่ว่าไม่มีเด็กผู้หญิงจริงๆ ในห้องนี้”

เมแกนเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าที่ใจเต้นระทึกอยู่ตอนนี้เป็นเพราะเขินที่ตนถูกรุมล้อมด้วยหนุ่มหน้าตาดีถึงสามคนด้วยกันในห้องแคบๆ ตกใจกลัวการปรากฏตัวประหนึ่งภูติผีของนินจานิสัยเสียที่เกือบฆ่าเธอแล้วเมื่อสองวันก่อน หรือว่ากำลังโกรธควันออกหูอยู่กันแน่ “สะ เสียมารยาท! ถึงฉันจะเป็นแบบนี้ก็ใช่ว่าฉันอยากจะเป็นแบบนี้สักหน่อย!”

เอ๊ะ? เมื่อกี๊เธอพูดบ้าอะไรไปนะ

“หืม ที่เธอดูหดหู่มืดมนแถมแยกข้างหน้ากับข้างหลังไม่ออกงั้นหรือ อย่างกับเด็กผู้ชายไม่มีผิด” คัตซึยะตีลังกาลงมานั่งบนเก้าอี้พอดิบพอดี “ซุปมิโซะไม่ได้เรื่อง!”

“อะไรกัน นายยังไม่ได้ชิมเลยนี่นา”

“เธอเป็นคนทำไม่ใช่หรือ เพราะงั้นมันก็ไม่ได้เรื่องนั่นแหละ” คัตซึยะพูด ก่อนยกชามซุปขึ้นซด แต่จากนั้น จู่ๆ ดวงตาเขาก็เบิกกว้าง “นะ นี่มัน**!?!**”

“เห็นไหมละ” ท่านเจ้าบ้านเท้าสะเอว พูดอย่างผู้ชนะ ขณะที่ไรลีย์เดินไปคดข้าวในหม้อใส่จาน “ฉันคงไม่อนุมัติให้เมแกนมาแทนที่ฉันหรอกถ้าเธอไม่เก่งจริงน่ะ”

เมแกนเสียวสันหลังวาบอีกแล้ว เธอหันขวับไปทางที่คิดว่าใครสักคนกำลังมองเธออยู่ก็พบกับเงาตะคุ่มซุ่มอยู่หลังตู้เย็น สัมผัสเย็นยะเยือกที่หลังคอบอกเด็กสาวว่านั่นเป็นเงาเดียวกับที่แอบส่องเข้ามาในห้องนอนตอนเช้ามืด

“อิลย่า!” ท่านเจ้าบ้านเรียก “เธอกลับไปรอที่ห้องก่อนก็ได้ อีกเดี๋ยวเมแกนก็จะยกไปส่งให้แล้ว” ถ้าได้ยินไม่ผิด เงานั่นส่งเสียงท้องร้องโครกครากด้วยหรือเปล่านะ แล้วอิลย่านี่มัน... เธอจำได้ว่าได้ยินคัตซึยะเอ่ยถึงเมื่อวันก่อนในช่วงที่ไล่ชื่อผู้เช่าหอให้ฟังอย่างไม่เต็มใจนัก(เขาถูกท่านเจ้าบ้านบังคับ) ซึ่งอิลย่าเองก็เป็นผู้อาศัยคนหนึ่ง ...ผู้อาศัยที่น่าขนลุกคนหนึ่ง “ของเธอวันนี้เป็นซุปบอร์ชนะ”

มีเสียงงึมงำไม่ได้ศัพท์ดังจากเงานั้น เมแกนไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้เพื่อดูว่าหน้าตาเขาเป็นอย่างไรด้วยซ้ำ

“อย่าเรื่องมากน่า นับจากนี้ต่อไปยังไงเมแกนก็จะเป็นคนทำอาหารให้เพราะฉันจะไม่อยู่ที่นี่สักพัก แต่รับรองว่าเธอต้องชอบแน่” ท่านเจ้าบ้านพูดต่อกับเงาลึกลับต่อไป “เขามีพรสวรรค์เรื่องอาหารมากนะ เชื่อเลยว่า ไม่ว่าใครก็ต้องอยากได้ไปเป็นเจ้าสาวแน่ๆ”

เมแกนสาบานว่าได้ยินเสียงคัตซึยะสำลักมิโซะ ยะ หยาบคายที่สุด

“ใครพูดถึงเจ้าสาวนะ” แอชเชอร์ซึ่งแต่งตัวแบบลวกๆ เดินกลับเข้ามาในห้องนั่งเล่นอีกครั้ง เขาไม่ได้แต่งนักเรียนเช่นเดียวกับสองหนุ่ม(เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามนุษย์เงาหลังตู้เย็นนั่นแต่งตัวกับเขาด้วยหรือไม่) มันเป็นเสื้อกับกางเกงวอร์มแขนยาวขายาวสีแดงเลือดหมูโทรมๆ ที่เด็กสาวเห็นเขาใส่ตั้งแต่เมื่อวานเย็นแล้ว นั่นละปัญหา เนื่องจากว่าแอชเชอร์ดูดีอย่างไม่น่าเชื่อทั้งที่อยู่ในสภาพน่าสมเพชเช่นนี้ ผู้ชายหล่อนี่ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกเหลือเกิน บางทีเธอน่าจะลองวิจัยเรื่องนี้ดู

“ท่านเจ้าบ้านบอกว่าเมแกนเหมาะจะเป็นเจ้าสาวน่ะ” ไรลีย์พูดขึ้น เข้าใจว่าเขาคงมีเจตนาช่วยกู้หน้าเธอให้ดูดีขึ้น ทว่าเมแกนก็ห้ามเขาไม่ทัน เพราะการเปิดประเด็นเรื่องเธอในบ้านหลังนี้ต่อให้มันจะเป็นหัวข้อที่ดีขนาดไหน แต่เจ้าบ้าพวกนี้ก็สามารถเปลี่ยนให้มันเป็นเรื่องน่าอับอายได้ในชั่วอ้าปาก “ผมเองก็เห็นด้วยนะ ฝีมือทำอาหารของเธอยอดเยี่ยมมากเลย ขอบคุณสำหรับความเหนื่อยยากนะ เมแกน”

เมแกนใจเต้นตึกตัก แม้วินาทีก่อนจะทั้งโกรธทั้งอับอายแทบตาย ทว่ารอยยิ้มอ่อนโยนของเขากลับสามารถทำให้รู้สึกดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไรลีย์ดูจะเป็นคนเดียวที่นี่ที่ใจดีกับเธอ อาจเพราะพวกเธอเป็นเด็กเรียนเหมือนๆ กันก็เป็นได้ ต่างจากนักเรียนซูเปอร์ฮีโร่ทั้งสอง ไรลีย์เป็นเด็กสังกัดนักประดิษฐ์เหมือนกัน เมแกนไม่เคยเจอกับเขามาก่อนด้วยเหตุผลว่าอยู่กันคนละห้อง รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่าเขาเป็นนักเรียนปีสองเพียงไม่กี่คนที่ถูกจับคู่ทำงานกับนักเรียนคลาสซูเปอร์ฮีโร่แล้ว เพราะงั้นจึงไม่แปลกที่เขาจะได้สิทธิไม่ต้องเข้าเรียนในบางโอกาส

ส่วนซูเปอร์ฮีโร่ที่คู่กับเขาก็คือแอชเชอร์นั่นเอง

แอชเชอร์เดินมาตรงเคาน์เตอร์ หยิบแซนด์วิชแตงกวาดองโยนเข้าปากเคี้ยวหยับๆ ชั่วขณะหนึ่งที่ภายในห้องตกอยู่ใต้ความเงียบสงัดราวกับรอคอยการตัดสินของเขา แอชเชอร์ดูงุนงงกับสายตาทุกคน “อะไร ก็อร่อยดีนี่” เขาพูดแบบอาหารเต็มปาก

น่าแปลก คำพูดของเขาทำให้หัวใจเมแกนชุ่มชื่นขึ้นมา

เด็กสาวไม่ได้คาดคิดมาก่อนเลยว่างานที่ท่านเจ้าบ้านพูดถึงนั้นคือสิ่งนี้ ในเช้าสองวันถัดมาหลังเหตุการณ์โจมตีฐานทัพลับคืนนั้น จดหมายฉบับหนึ่งก็ถูกส่งมาที่บ้านเมแกน แจ้งว่าเธอได้รับมอบหมายจากศาสตราจารย์กวินเนียร์ให้ไปฝึกงานที่หอพักซิลเวอร์วินน์ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่าทางตะวันออกของฟิวเจอร์ซิตี้ แต่พอมาถึงจริงๆ กลับกลายเป็นมันไม่มีการฝึกงานที่ว่า ทั้งหมดเป็นเรื่องแต่งขึ้นเพื่อดึงตัวเธอมารับงานผู้ดูแลหอพักของท่านเจ้าบ้านโดยไม่ให้คนที่บ้านเมแกนสงสัย เชื่อไหมว่า ท่านเจ้าบ้านถึงกับส่งอีเมลไปขออนุญาตพ่อกับแม่เธอด้วยเลยนะ

สาเหตุที่ท่านเจ้าบ้านต้องการตัวเธอก็เนื่องมาจากหล่อนมีธุระบางอย่างทำให้ต้องทิ้งหอพักไปพักใหญ่ๆ กระนั้นเมแกนก็ไม่เข้าใจสักนิดว่าทำไมหล่อนถึงอยากได้ตัวเธอขนาดต้องแบล็คเมล์ด้วยข้อมูลที่ขโมยจากฐานทัพลับ(แต่ถ้ามาขอกันตรงๆ เมแกนก็แน่ใจว่าเธอต้องปฏิเสธแน่ๆ ให้เด็กผู้หญิงตัวคนเดียวดูแลหอพักชายเนี่ยนะ*!?!) เอาจริงๆ นะ มันจำเป็นด้วยหรือที่จะต้องเป็นเธอเท่านั้น ไม่มีใครอื่นที่เหมาะสมยิ่งกว่าแล้วงั้นหรือ อย่างเช่นนักเรียนชายร้อนเงินสักคนสองคน หรือแม้แต่ไรลีย์เองที่ดูจะมีความรับผิดชอบและปกติ*กว่าคนอื่นๆ ก็น่าจะทำได้ แถมน่าจะดีกว่าคนที่ไม่เคยทำอะไรแบบนี้อย่างเธอด้วย

นั่นแหละ เธอกลายมาเป็นผู้ดูแลหอพักชายล้วนไปซะแล้ว

พิพิธภัณฑ์ไบแซนไทน์ตั้งอยู่บนถนนสายที่ยี่สิบเจ็ดตัดกับสิบสองจุดห้า ไม่มีใครรู้ว่าทำไมมันถึงมีจุดห้าต่อท้ายมาด้วย แต่ทุกคนรู้ดีว่าพิพิธภัณฑ์ไบแซนไทน์แห่งนี้เป็นแหล่งรวมประวัติศาสตร์การพัฒนาการของซูเปอร์ฮีโร่นับตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สองจวบจนกระทั่งปัจจุบัน เรื่องราวการเสียสละและความยิ่งใหญ่ของฮีโร่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านทางข้าวของเครื่องใช้รวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์อันเป็นแหล่งพลังของพวกเขา ผู้คนมากมายจากทั่วทุกสารทิศต่างเดินทางมายังฟิวเจอร์ซิตี้เพื่อเยี่ยมเยือนสถานที่แห่งประวัติศาสตร์นี้วันละหลายพันคน โดยหากไม่นับหอคอยเทรานิก้าอันเป็นฐานบัญชาการใหญ่สุดซูเปอร์ฮีโร่ในยุคปัจจุบันทางตอนเหนือของเมืองแล้ว พิพิธภัณฑ์ไบแซนไทน์นี่แหละที่สมควรจะถูกจัดให้เป็นสัญลักษณ์ของฟิวเจอร์ซิตี้

ฮักคุนรู้สึกแปลกแยกขณะเดินฝ่าฝูงชนไปตามทางเดินพื้นกระเบื้องสีแดงอิฐวาววับ โถงด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์ตกแต่งเป็นสีเอิร์ธโทนเข้มๆ ค่อนไปทางแดงด้วยหินอ่อน แผ่นไม้กับโลหะทองเหลือง เมื่อผ่านประตูหมุนบานใหญ่เข้ามาก็จะพบกับเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์เป็นอย่างแรก รอบโถงมีซุ้มประตูโค้งทั้งสี่เปิดสู่ทางเดินเชื่อมไปยังส่วนจัดแสดงต่างๆ บันไดหินขัดสีขาวกว้างอยู่สุดอีกด้านของโถงเป็นทางแยกขึ้นชั้นสอง ในห้องโถงหลักนั้นไม่ได้มีแสดงอะไรมากนัก แค่ข้าวของกับชุดเครื่องแบบของกัปตันฟิวเจอร์จากยุคหกศูนย์อันเป็นตัวชูโรงของเมืองนี้กับฮีโร่อีกสองสามคนเท่านั้น

“ทำไมเครียดนักล่ะ อุตส่าห์ได้มาเที่ยวในสถานที่อันยอดเยี่ยมแบบนี้แท้ๆ” เสียงดังขึ้นจากชายผิวซีดขาวด้วยรองพื้นหนาเตอะที่เดินอยู่ข้างๆ ผมสีดำของเขาหวีขวาเรียบแปล้เข้ากันกับปึกหนวดเป็นระเบียบ และที่สวมใส่อยู่นั้นเป็นชุดสูทสีเข้มลายทางซึ่งทำให้เขาดูไม่ต่างจากนักธุรกิจเพี้ยนๆ โดยเฉพาะการแต่งตัวนี่แหละที่ทำให้ฮักคุนหงุดหงิดกว่าปกติ

เขาเกลียดพวกคนใส่สูทเป็นพิเศษ

“ไม่เห็นจะเยี่ยมเลย” ฮักคุนว่า เสื้อเชิ้ตแขนยาวลายตารางสีฟ้าอ่อนกับขาวให้ความรู้สึกคันยุกยิก อีกทั้งไม่ใช่ตัวเขาเลยสักนิด สิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดคืออะไรรู้ไหม การที่เขาต้องตัดผมเป็นรองทรงไงละ! ไม่มีหนามสีทองอีกต่อไป! เหลือแค่ผมสั้นๆ ย้อมดำน่าสมเพช “แกสัญญากับข้าไว้ว่าจะมอบหายนะให้กับเมืองนี้ แล้วนี่อะไร ทัวร์ท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์งั้นเรอะ!”

ชายไว้หนวดเงยหน้าขึ้นจากแผ่นพับโฆษณานิทรรศการโลกมายาแห่งศตวรรษที่สิบเก้า อัตชีวประวัติของซูเปอร์ฮีโร่นักมายากลผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ฮูดินี เปิดให้ชมแล้ววันนี้**! “ฟังนะ ครั้งแรกที่ผมเห็นคุณ ผมมองเห็นวายร้ายรุ่นใหม่อนาคตไกล แต่มันจะไร้ค่าไปเลยถ้าคุณไม่รู้จักเรียนรู้และอดทน นี่เป็นคุณสมบัติที่ทำให้พวกเราต่างจากกุ๊ยตามท้องถนนทั่วๆ ไป” เขาถอนหายใจ “ลองคิดดูนะ ถ้าเราทำแค่รวบรวมคนมาถล่มเมืองเฉยๆ คิดหรือว่าเราจะสู้ได้สมน้ำสมเนื้อกับซูเปอร์ฮีโร่พวกนั้นน่ะ สตาร์คลัสเตอร์เอย มิลเลนเนียเอย อันบีทเอเบิ้ลบอยเอย แต่หากมีแผนการที่ดีแล้ว ต่อให้ซูเปอร์ฮีโร่มาเป็นพันก็ไม่ใช่คู่มือของเรา และก่อนจะมีแผนการที่ดีได้ รู้ไหมว่าเราต้องการอะไร”

ฮักคุนกลอกตาเบื่อหน่าย “ข้อมูล แกบอกข้าไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแล้ว”

ผมกับคุณ” อีกฝ่ายแก้ “เราไม่ได้อยู่ใต้สะพานอีกแล้วนะ คุณฮักคุน เราต่างศิวิไลซ์ ดังนั้นช่วยเลิกทำหน้าเป็นตูดสักทีแล้วทำตัวให้ดีหน่อย ยิ้มกว้างเข้าไว้”

จากนั้นทั้งสองก็เดินเข้าไปหาไกด์สาวคนหนึ่งที่ยืนหน้าตู้กระจกจัดแสดงรูปปั้นสฟิงซ์ติดปีก หล่อนกำลังอยู่ในช่วงพักระหว่างที่ลูกทัวร์กำลังชมรอบๆ

“ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าเราจะไปงานนิทรรศการของฮูดินีได้ทางไหนครับ”

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นจากแท็บเล็ตขนาดเจ็ดนิ้วครึ่ง “อ้อ ฮูดินีหรือคะ ขึ้นบันไดทางขวาไปชั้นสองแล้วเลี้ยวซ้าย จากนั้นคุณจะเห็นห้องซูเปอร์ฮีโร่ช่วงแปดศูนย์ ให้เดินทะลุผ่านไปยังโซนซี นั่นแหละค่ะ นิทรรศการฮูดินีอยู่ที่นั่น” หล่อนพูด “คุณเป็นแฟนมายากลหรือคะ”

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ มายากลเป็นของถนัดของผมเลย” ชายไว้หนวดว่า ยื่นมือไปข้างหูหล่อนก่อนกุหลาบดอกหนึ่งจะปรากฏออกมา “โอ้ ขอโทษนะครับ แต่นั่นใครงั้นหรือ”

“อ๊ะ นี่น่ะหรือคะ” ไกด์สาวก้มมองแท็บเล็ตของตน จากนั้นก็หน้าแดง บนฉากหลังของหน้าจอเป็นรูปเด็กหนุ่มผู้มีใบหน้างดงามมากคนหนึ่งซึ่งเรือนผมกับชุดสีฉูดฉาดกำลังลุกเป็นไฟ ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่มีทีท่าเดือดร้อนกับมันเลย “เขามีฉายาว่าบอมบลาสติกน่ะค่ะ ซูเปอร์ฮีโร่หน้าใหม่ แม้จะยังฝึกหัดอยู่แต่ฝีมือไม่เลวเลยนะคะ แถมยังเท่อีกต่างหาก คิดว่าอีกไม่นานเขาก็คงจะมีแฟนคลับอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งฉันเองไม่มีทางพลาดอย่างแน่นอน”

“น่าสนใจจังนะครับ โอ้ แล้วก็ต้องขอขอบคุณมากๆ นะครับสำหรับคำแนะนำ”

ชายทั้งสองเดินออกห่างจากหญิงสาวคนนั้น ตรงขึ้นบันไดหินอ่อนซึ่งมีราวจับเป็นไม้สนมันวับ และเมื่อพวกเขาอยู่ไกลจากรัศมีการได้ยินของนักท่องเที่ยวรอบข้างแล้ว ชายไว้หนวดก็พูดขึ้น

“เห็นหรือเปล่าว่าความสุภาพเป็นหนทางแห่งชัยชนะ มันทำให้เราหาข้อมูลง่ายกว่าวิธีรุนแรงลิบลับ ใช่ว่าสุภาพบุรุษจะเป็นวายร้ายไม่ได้สักหน่อย”

“เห็นได้ชัด” ฮักคุนว่า เริ่มประทับใจขึ้นมาบ้าง “คุณคิดเหมือนกันกับผมหรือเปล่า”

“อ้า ในที่สุดคุณก็เรียนรู้ ถูกต้อง ผมได้เป้าหมายสำหรับโชว์ครั้งถัดไปของเราแล้ว ตอนแรกคิดว่าจะใช้อันบีทเอเบิ้ลบอย แต่ดูเหมือนพ่อหนุ่มบอมบลาสติกจะน่าสนใจกว่า”

ทั้งคู่เดินไปตามทางที่ไกด์แนะนำ ผ่านตู้จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ซูเปอร์ฮีโร่หลายยุคหลายสมัย ไม่นานนักพวกเขาก็ได้พบกับสิ่งที่ต้องการตั้งแต่แรก นิทรรศการของฮูดินี

“ดูนั่นสิ อุปกรณ์ที่จะทำให้ความฝันของพวกเราเป็นจริง” คาร์ดินี่ มิราคูลัสยิ้ม มือสวมถุงมือขาวสะอาดสะอ้านลูบหนวดเหนือริมฝีปาก ข้างหน้าเขากับฮักคุน สิ่งที่อยู่หลังกล่องกระจกกันกระสุนกับเลเซอร์ตรวจจับผู้บุกรุกคือลูกเหล็กสีเงินกลมเกลี้ยงลูกหนึ่ง “ลูกกลมแห่งเอเรบัส สิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยมที่สุดอันเป็นเบื้องหลังความสำเร็จของฮูดินี ด้วยเจ้านี่ จะไม่มีล็อคใดๆ ป้องกันเราได้ ไม่แม้แต่ฐานบัญชาการใหญ่ของฟิวเจอร์ซิตี้ หอคอยเทรานิก้า

“พวกฮีโร่จะต้องตาย” ฮักคุนเสริม นัยน์ตาทอประกายวาวโรจน์อย่างยินดี “เริ่มที่ไอ้ตัวไฟลุกนั่น”

วันนี้ก็เป็นอีกวันธรรมดาวันหนึ่งซึ่งไม่ได้ง่ายดายนักสำหรับเมแกน พ่อกับแม่เธอออกเดินทางไปฮันนีมูนหลังจากได้รับตั๋วโปรโมชั่นทริปสุดหวานแหววที่เกาะไหนสักแห่งในทะเลอันไกลโพ้นตั้งแต่สองวันที่แล้ว ทำให้เธอต้องคอยดูแลอาหารการกินให้กับสมาชิกสองพี่น้องที่เหลืออยู่ ไหนจะต้องทำหน้าที่เจ้าบ้านจำเป็นของหอพักชายซิลเวอร์วินน์แทนท่านเจ้าบ้านตัวจริงที่เพิ่งออกเดินทางไปจากฟิวเจอร์ซิตี้สดๆ ร้อนๆ ขนาดตอนที่ยังมีหล่อนช่วยสอนงานอยู่ เธอยังสับรางระหว่างที่บ้านกับหอพักหัวปั่นเลย แต่นี่ท่านเจ้าบ้านก็เล่นเตลิดไปพร้อมฮาร์ดดิสก์ความลับของเธอแล้ว เด็กสาวไม่รู้เลยว่าเย็นนี้เธอจะรอดจากหนุ่มๆ เจ้าปัญหาพวกนั้นได้หรือเปล่า ไรลีย์น่ะยังพอว่า เขาเป็นคนที่เรียบร้อยที่สุดในหอ ทว่ากับคัตซึยะที่จงเกลียดจงชังเธอจนออกนอกหน้า ถ้าไม่มีท่านเจ้าบ้านคอยกันเขาไว้ มันก็ไม่มีข้อยืนยันว่าหมอนั่นจะไม่จู่โจมเธอด้วยลูกตุ้มหรือโซ่พวกนั้น

ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มเข้มมาได้พักใหญ่แล้ว ยามเย็นในเขตเมืองเก่าของฟิวเจอร์ซิตี้นั้นให้ความรู้สึกสลดหดหู่มากกว่าส่วนอื่นๆ ของเมือง อาจเพราะที่นี่เป็นพื้นที่เล็กๆ ส่วนเดียวที่ยังมีสภาพเหมือนช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด สิ่งปลูกสร้างเก่าแก่ที่สร้างขึ้นด้วยคอนกรีตกับไม้เป็นหลัก อาคารส่วนใหญ่ในแถบนี้นั้นสูงไม่เกินสามชั้นอีกทั้งไม่ได้เปิดไฟสว่างไสวถึงสิบแปดชั่วโมงต่อวัน ต่อให้ที่นี่จะเปลี่ยนมาใช้พลังงานพลาสมาแทนไฟฟ้าแล้วก็จริง แต่ก็ยังสามารถเห็นไฟทางกับเสาไฟฟ้าซึ่งปัจจุบันเป็นเพียงของประดับเลียนแบบความทรงจำของยุคเก่าได้อยู่

เมแกนเพิ่งออกมาจากร้านสะดวกซื้อพร้อมหอบหิ้วถุงพลาสติกเบ้อเริ่มซึ่งบรรจุวัตถุดิบทำอาหารหนักอึ้งหลายถุงไว้บนท่อนแขน ไฟทางเหนือขึ้นไปค่อยๆ กระพริบติดดวงแล้วดวงเล่าเมื่อถึงเวลาของมัน ซึ่งเป็นภาพที่เด็กสาวไม่ชินเท่าไหร่นัก แสงสว่างยามราตรีจากเขตที่เธออาศัยอยู่แต่เดิมนั้นจะเรืองรองออกมาจากตามผนังและพื้นถนน หรือแม้แต่เสาป้ายบอกทาง ที่สำคัญคือพวกมันสงบนิ่งไม่มีกระพริบ โดยเซ็นเซอร์จะคอยปรับระดับความเข้มตามสภาพแวดล้อมอยู่ตลอด พูดง่ายๆ ก็คือ ผู้คนแทบไม่สามารถบอกความแตกต่างของเวลาได้เลยถ้าไม่ดูนาฬิกาหรือแหงนมองฟ้า ราวกับเป็นกลางวันต่อเนื่องไม่มีหยุดสิบแปดชั่วโมงเต็ม

ไฟพวกนั้นไม่มีเงา ไม่เหมือนกับที่นี่ เมแกนคิด ระยะระหว่างหลอดไฟกับพื้นทำให้แสงกระจายไม่ทั่วถึง

เธอตระหนักว่าตนกำลังพยายามเบนความสนใจตัวเองไปจากน้ำหนักที่ต้องแบก ของพวกนี้หนักเป็นบ้า เป็นไปไม่ได้เลยที่เธอจะขนมันทั้งหมดไปถึงหอพักได้ในรอบเดียว ปัญหาไม่ใช่เรื่องปริมาณคน แต่เป็นความหลากหลายต่างหาก มันอะไรกันนักหนานะ ผู้เช่าสี่คนแต่ดันเรียกร้องอาหารไม่เหมือนกันเลยแม้แต่รายเดียวอย่างกับว่ามาจากคนละประเทศงั้นละ นี่ถ้ามีสักสิบคน เธอไม่ต้องตื่นมาทำมื้อเช้าตั้งแต่ตีหนึ่งเลยเรอะ!

เมแกนคิดถึงเชสเชียร์ที่บินกลับบ้านไปแล้วเพื่อนำอาหารกล่องไปส่งให้ลุคกับดิลอน โอ เธอซ่อมเขาเสร็จแล้วละ แค่เปลี่ยนอะไหล่ชิ้นสองชิ้นก็เรียบร้อยเหมือนใหม่ ง่ายจะตาย ทว่าต่อให้เธอฉลาดถึงขั้นสร้างหุ่นยนต์สำหรับยึดครองโลกขึ้นมาได้ เธอกลับคิดเรื่องพื้นๆ อย่างการให้เชสเชียร์ช่วยขนของไปหอพักก่อนค่อยกลับบ้านไม่ออก ต่อให้เขาจะถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้าใกล้หอพัก(ที่ซิลเวอร์วินน์ห้ามเลี้ยงสัตว์น่ะ และคัตซึยะก็ขู่นักหนาว่าจะเชือดเชสเชียร์ทันทีที่เห็น) แต่ก็ใช่ว่าลูกสมุนผู้ซื่อสัตย์ของเธอจะเอาของไปหย่อนไว้ในสวนไม่ได้นี่

เมแกนเถียงเรื่องนี้กับเชสเชียร์ในซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่หลายนาทีเลยละ เพียงแต่เธอกลับเป็นฝ่ายปฏิเสธเขาต่างหาก ไม่รู้ว่าตอนนั้นผีอะไรเข้าสิงกันแน่ อาจเพราะเขาเอาแต่บอกเมแกนว่าเด็กเนิร์ดกุ้งแห้งอย่างเธอไม่มีทางถือไหวหรอกก็ได้

เธอชักเสียใจที่อวดเก่งแล้วสิ

“หืม วันนี้มีพุดดิ้งส้มเหรอ” ใครบางคนยื่นหน้าเข้ามาใกล้เด็กสาวก่อนที่เธอจะทันรู้ตัว เมแกนสะดุ้งเฮือก กระโจนหนีจากผู้มาใหม่โดยอัตโนมัติจนหัวไปโขกกับเสาไฟฟ้าด้านหลังดังปึ้กหนักแน่น เธอนั่งยองๆ ลงกุมศีรษะ ถึงกับพูดอะไรไม่ออก “ทำอะไรของเธอน่ะ”

แอช**!**”

“ไม่ใช่แอช” เด็กหนุ่มพูด ก้าวฉับๆ เข้ามาจากนั้นโน้มตัวล้วงมือหยิบแพ็คพุดดิ้งส้มออกไปจากถุงพลาสติกแบบย่อยสลายได้ภายในหนึ่งเดือน “ท่านแอชเชอร์ต่างหาก จะเรียกว่าท่าน นายท่าน นายเหนือหัว หรือสุดเท่แอชเชอร์ก็ได้”

เด็กสาวเบ้ปาก นึกอยากทำท่าอ้วกแตกแต่ก็ไม่กล้า “เฮ้! หยุดนะ นายยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลย” เธอร้องห้ามเมื่อเขาแกะห่อพุดดิ้งขนาดสิบสองชิ้น ดึงมาหนึ่งถ้วย แล้วโยนแพ็คที่เหลือกลับคืนให้เธอ “อีกอย่าง นั่นน่ะของฉันนะยะ!”

“ผมมีกระเพาะแยกไว้ต่างหากสำหรับของหวานโดยเฉพาะน่ะ” แอชเชอร์ฉีกฝาฟอยล์โดยไม่สนใจเสียงทัดทานของเด็กสาว “เธออาจยังไม่รู้นะ แต่พุดดิ้งรสส้มทุกชิ้นในหอพักถือเป็นสมบัติของผม”

“นายกุขึ้นเองละสิ”

“ไม่ใช่แน่นอน ลองถามคนอื่นๆ ก็ได้” เขาหันเดินถอยหลัง จ้วงช้อนจิ๋วลงตักเนื้อนุ่มนิ่มสีส้มใส่ปากอย่างรวดเร็ว แถมยังยื่นหน้ามาเคี้ยวแก้มตุ่ยทั้งที่ก็ไม่ได้ตักเยอะขนาดนั้นเย้ยเธออีกต่างหาก “และถึงจะดูไม่เข้ากับคัตซึยะเท่าไหร่ แต่หมอนั่นชอบสตรอว์เบอร์รี คิดว่ารักเลยแหละ”

บางอย่างในแววตาแอชเชอร์ทำให้เมแกนหน้าร้อนผ่าว เธอรู้ดีว่าเขาไม่ได้พูดถึงเรื่องของกินจริงๆ “นี่นาย” เธอกัดฟัน ทั้งหงุดหงิดและเหน็ดเหนื่อยจากการหอบหิ้วถุงหนักๆ “เห็นเด็กผู้หญิงแบกของหนักๆ อยู่เนี่ย ไม่มีคิดช่วยเลยหรือไงยะ!”

“มันก็ขึ้นกับว่า” เด็กหนุ่มโยนถ้วยเปล่าขึ้นๆ ลงๆ ฉีกยิ้มชั่วร้ายไปพร้อมกับเลียเศษพุดดิ้งบนริมฝีปากน่าจูบนั้น เธอไม่อยากยอมรับเลย แต่มันก็น่าจูบจริงๆ นี่นา เดี๋ยวก่อนสิ กินหมดแล้วหรือเนี่ย*!?!* “เธอจะให้อะไรผมเป็นของตอบแทน”

“แต่เมื่อกี๊นายเพิ่งบอกว่าสิทธิพุดดิ้งของนายมัน... หยุดเลยนะยะ พุดดิ้งเนี่ยเป็นเศษหนึ่งส่วนสิบหกของเงินค่าขนมเดือนนี้ของฉันเชียวนะ คิดหรือว่าจะยอมยกให้ง่ายๆ”

“งั้นก็ตามใจ” เขายักไหล่ หันหลังกลับทำท่าจะเร่งฝีเท้านำหน้าเธอไป

“ยะ อย่าเพิ่งไปสิ นายเป็นฮีโร่ประเภทไหนกัน ถึงได้ทอดทิ้งเด็กผู้หญิงที่กำลังลำบากได้ลงคอน่ะ”

“ก็ฮีโร่ที่กำลังหิวพุดดิ้งยังไงละ”

“นายนี่มัน...”

ถึงอย่างนั้นเมแกนก็จำต้องยกให้เขาอย่างไม่เต็มใจนัก “แค่สามถ้วยเท่านั้นนะ!” เธอถลึงตาใส่อีกฝ่าย

ทั้งสองเดินเคียงกันเงียบๆ ไปตามถนนในซอยที่อาบไล้ด้วยรัศมียามเย็นกับแสงไฟทาง พักใหญ่ๆ จึงค่อยมีคนเดินสวนมาเป็นครั้งคราว ช่างน่าหงุดหงิดเหลือเกิน ในขณะที่เธอต้องหอบหิ้วแทบตาย ทว่าแอชเชอร์กลับใช้แขนเดียวก็ยกถุงทั้งหมดได้สบายๆ ทำไมผู้หญิงกับผู้ชายถึงได้เกิดมาต่างกันขนาดนี้นะ กับสถานการณ์แบบนี้ ต่อให้สมองอันชาญฉลาดของเธอก็ยังไม่สามารถช่วยปกป้องพุดดิ้งแพ็คได้เลย

“นี่” เมแกนเอ่ยทำลายบรรยากาศอึดอัดแปลกๆ ขึ้น(อาจอึมครึมเฉพาะแค่เธอคนเดียวก็ได้ เพราะเขาเอาแต่กิน กิน แล้วก็กินไม่หยุดเลย พุดดิ้งช้าน*~*) “อาจารย์ของทางฝั่งคลาสซูเปอร์ฮีโร่ก็ลาหยุดด้วยเหมือนกันหรือเปล่า”

“หยุดสิ เขาหยุดกันทั้งโรงเรียนแหละ” แอชเชอร์ตอบโดยช้อนยังคาปากอยู่เลย “พักร้อนกันกลุ่มใหญ่หรือไงนี่ละ”

“คิดว่าเรื่องนี้มันแปลกบ้างไหม”

“แปลกเหรอ”

“ก็แบบ อาจารย์เกือบทุกคนในโรงเรียนเกิดใช้สิทธิลาหยุดพร้อมกันด้วยเหตุผลว่าได้แพ็คเกจท่องเที่ยวมาฟรีๆ ขนาดพ่อกับแม่ฉันยังไปฮันนีมูนเลย แล้วไมร่าก็บอกว่าซูเปอร์ฮีโร่คนอื่นๆ ในเมืองต่างก็ขอลาไปเที่ยวเหมือนกัน” เด็กสาวว่า “ถึงฉันจะไม่รู้ว่ามีใครบ้างก็เถอะ แต่ถ้าไปกันเยอะขนาดนี้ ฟิวเจอร์ซิตี้คงไม่เหลือฮีโร่เฝ้าเมืองแล้วมั้ง”

“อย่างน้อยก็ยังมีผมอยู่ไม่ใช่หรือไง”

“นายมันฝึกหัดย่ะ แล้วก็ช่วยหยุดกินสักที เดี๋ยวก็กินข้าวไม่ลงหรอก”

แอชเชอร์ตอบเธอด้วยการดึงฝาพุดดิ้งถ้วยใหม่ดังผล็อบ “ฝึกหัดแล้วยังไง อย่างน้อยผมก็ทำคะแนนในการทดสอบซีมิวเลชันได้เกือบเต็มแล้วกัน” ซีมิวเลชันนั้นหมายถึงระบบการสอบเลื่อนขั้นจากนักเรียนคลาสซูเปอร์ฮีโร่เป็นซูเปอร์ฮีโร่ฝึกหัด เมแกนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกณฑ์การสอบนั้นแค่ไหน ทว่าดูจากปริมาณนักเรียนในแต่ละปีแล้วคงจะยากน่าดู เห็นได้จากนักเรียนคลาสฮีโร่ส่วนใหญ่กว่าจะได้เป็นฝึกหัดก็ราวชั้นปีสี่แล้ว แอชเชอร์น่ะเป็นเพียงเด็กปีสองไม่กี่คนที่ผ่านการทดสอบนี้และได้เป็นระดับฝึกหัดนอกเหนือจากลุค พี่ชายของเธอ

“ระบบจำลองกับของจริงมันเหมือนกันซะที่ไหนละ” เมแกนเร่งฝีเท้าตามเด็กหนุ่ม ให้ตายเถอะ เขาน่ะหล่อชะมัด เธอเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของเขา แอชเชอร์สูงกว่าเธอพอดู แน่ละ เด็กผู้ชายส่วนใหญ่ก็สูงกว่าเธอทั้งนั้น และจากมุมของเธอ เมแกนเห็นโหนกแก้มนูนของเขาชัดถนัดตา แล้วก็เหลี่ยมมุมได้รูปของกรามที่ดูแข็งแกร่ง เธอจ้องไรผมตรงท้ายทอย จากนั้นก็นึกแปลกใจที่เธอรู้สึกว่าตัวเองสามารถจ้องภาพตรงหน้านี้ต่อไปเป็นวัน หรืออย่างน้อยก็จนเขาหันมานั่นแหละ เธอถึงได้หลบสายตา หัวใจเหมือนกับกระดอนออกจากอก “ถะ ถามจริงเถอะ นายเคยปราบวายร้ายจริงๆ มาแล้วกี่คน”

“ยังไม่เคยเลย” ท่าทีผยองของแอชเชอร์ลดลง เขาพูดเสียงอ่อย “แต่ผมก็เกือบจะได้จัดการแล้วคนหนึ่งนะ รู้สึกจะชื่อ ดิ อินเวนทรีหรือไงนี่ล่ะ” เมแกนยืดตัวขึ้นโดยไม่มีเหตุผล “หล่อนน่าจะเป็นวายร้ายฝีมือสมน้ำสมเนื้อเลยเชียว”

เมแกนหันขวับด้วยความแปลกใจ “นายหมายความว่าไง” เธอรีบถาม เพราะปกติแล้วเวลามีการพูดถึงดิ อินเวนทรี เธอมักถูกกล่าวในฐานะวายร้ายเพี้ยนๆ ซุ่มซ่าม ตัวตลก ไม่ก็ทั้งสามอย่างรวมกัน ที่แน่ๆ คือไม่มีใครเชื่อว่าเธอจะมีฝีมือพอวัดกับซูเปอร์ฮีโร่ได้สักคนต่อให้เป็นระดับฝึกหัดก็ตาม ซึ่งอันบีทเอเบิ้ลบอยนั้นเป็นข้อพิสูจน์อย่างดีทีเดียว

“หือ ก็เพราะไอ้บ้ากล้ามอันบีทเอเบิ้ลบอยดันมาแย่งตรวจตราในพื้นที่ของผมน่ะสิ ไม่ได้ดูข่าวหรือไง นั่นน่ะน่าขายหน้าชะมัด” เธอไม่แน่ใจว่าเพราะแสงเงาหรือเปล่าถึงได้เห็นใบหูของเขาเป็นสีแดง “แล้วก็นะ เพราะหล่อนเป็นนักประดิษฐ์ด้วย”

“นักประดิษฐ์เหรอ นักประดิษฐ์ทำไมล่ะ”

“ซูเปอร์ฮีโร่อาจเป็นตัวแทนของยุคใหม่ก็จริงอยู่ แต่พวกเราคงไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้หรอก ถ้าขาดนักประดิษฐ์เก่งๆ” เขายิ้ม ซึ่งนั่นเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนครั้งแรกของแอชเชอร์ที่เธอเคยเห็น “แน่นอนว่าไม่มีนักประดิษฐ์หน้าไหนยอดเยี่ยมไปกว่าไรลีย์ ถึงอย่างนั้นผมก็รู้สึกว่าดิ อินเวนทรีคนนั้นน่าจะมีอะไรดีๆ ซ่อนอยู่ไม่น้อยเลย ซึ่งก็หมายความว่าผมต้องระวังมากขึ้น คิดเหมือนกันไหมล่ะ”

เมแกนไม่ตอบ ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากตอบนะ ยิ่งเป็นชั่วขณะที่หนุ่มหล่อลากหันดินมายิ้มให้เธอแบบนี้ด้วย อา เด็กสาวแทบหลอมละลายลงไปกองตรงนั้นให้รู้แล้วรู้รอด กระนั้นความตื้นตันกลับเป็นฝ่ายมีชัยเหนือกว่า แม้เขาจะไม่ได้เอ่ยชมเธอตรงๆ หรือกระทั่งการที่เขาเปรียบเทียบดิ อินเวนทรีกับคู่หูนักประดิษฐ์ของเขา ไรลีย์ก็ตามที ทว่าดูเหมือนบอมบลาสติกจะยอมรับเธออยู่บ้าง... หรือเปล่านะ เอาเป็นว่าอย่างน้อยเขาก็จำเธอได้แล้วกัน!

“เฮ้ มัวยืนบื้ออยู่ตรงนั้นทำไม เรามาถึงแล้วนะ” แอชเชอร์ร้องบอกพลางโบกถุงวัตถุดิบมาจากประตูรั้วหน้าอาคารไม้สามชั้นหลังใหญ่ในพื้นที่กว่าร้อยตารางวาล้อมรอบด้วยรั้วคอนกรีตสูงสองเมตรอันเป็นเอกลักษณ์ของเขตเมืองเก่า ข้างหน้าเธอคือสิ่งปลูกสร้างที่ดูไม่ต่างจากโรมแรมเก่าแก่สักแห่ง ไม่ว่าจะเห็นสักกี่ครั้งเด็กสาวก็แทบไม่เชื่อเลยว่ายังคงมีสถานที่เช่นนี้หลงเหลืออยู่ในเมืองแห่งโลกอนาคต ไม่มีส่วนไหนของหอพักซิลเวอร์วินน์ที่สร้างจากพอลิเมอร์ยืดหยุ่นสูงหรือใช้แสงสว่างแบบฝังผนังเลย มันยังคงเป็นหลอดไฟ เสียงจิ้งหรีดเรไรดังจากสวนไร้ระเบียบทว่างดงามโดยรอบ ซึ่งเป็นเสียงจิ้งหรีดจริงๆ หาใช่ซาวด์เอฟเฟคประดับสวนอย่างที่ผู้คนสมัยนี้นิยมกัน

นับจากนี้ไป... ถึงจะแค่ชั่วคราว ทว่าสถานที่แห่งนี้ก็คือบ้านหลังใหม่ของเธอ

เมแกนก้าวขาออกไป

“กลับมาแล้วค่ะ”

“นั่นแน่ นี่เธอกำลังเป็นสาวน้อยในห้วงรักอยู่หรือไงยะ” ใครบางคนใช้นิ้วจิ้มแก้มเมแกนที่กำลังวาดแผงวงจรด้วยปากกาเมจิกหัวศูนย์จุดห้าซ้ำเป็นรอบที่ยี่สิบโดยไม่รู้ตัว(อาจไม่ใช่แค่ยี่สิบก็ได้ ก็เธอไม่รู้ตัวนี่นา!) เด็กสาวผงะร้องว้าย ก่อนจะพบว่าไมร่ากับเอลิซกำลังยืนอยู่ข้างโต๊ะทำแล็บของเธอ ทั้งสองอยู่ในรูปลักษณ์คุ้นตา เสื้อกาวน์สีขาวทับเครื่องแบบนักเรียน ไมร่ามีผมสีม่วงลูกกวาดปรกหน้า ขณะที่เอลิซผูกเปียยาวพาดไหล่ซ้าย ผมสีเงินทำให้หล่อนดูจืดจางหายไปกับสภาพแวดล้อม พวกหล่อนนั้นเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของเธอ

“เธอ... เธอพูดอะไรน่ะ!?!” เมแกนมองไปรอบห้องเรียนโทนสีเงินด้านซึ่งเต็มไปด้วยโต๊ะวางเครื่องยนต์กลไกราวกับกลัวว่าจะมีใครแอบฟังอยู่ แต่ความจริงคือบรรดาเพื่อนร่วมชั้นง่วนอยู่กับโปรเจคส่วนตัวเกินกว่าจะสนใจกับเรื่องงี่เง่าแบบนี้ แปลกด้วยซ้ำที่ไมร่าเลือกละความสนใจจากเครื่องกำเนิดลำแสงแยกอะตอมเสื้อผ้าแล้วมาหาเธอ ตรงมุมห้อง นักศึกษาคุมแล็บถือโอกาสที่ศาสตราจารย์เครนไม่อยู่นั่งกดเตตริสอย่างเมามัน จะบอกว่ามันเป็นบรรยากาศแบบนี้มาเกือบอาทิตย์ได้แล้วหลังจากที่อาจารย์กว่าครึ่งของโรงเรียนลิลเลียนน่า เบอร์โรวส์พร้อมใจกันเดินทางออกจากฟิวเจอร์ซิตี้เพื่อไปท่องเที่ยว

“แหม ไม่ต้องทำไก๋เลย” ไมร่าโน้มตัวลงเท้าแขนบนโต๊ะแล้วจิ้มแก้มเมแกนอย่างต่อเนื่อง “เธอวาดทับแผงวงจรอยู่ตั้งเกือบสิบนาทีแล้วนะ นั่นน่ะเป็นสัญญาณของเด็กสาวที่กำลังตกอยู่ในห้วงรักชัดๆ”

“เอาที่ไหนมาตัดสินกันยะ”

“ยัยเบเกิ้ลไง” เอลิซบุ้ยใบ้ไปทางเด็กสาวโครงร่างใหญ่ที่อยู่โต๊ะห่างไปสองแถวซ้ายมือ หล่อนกำลังบรรจงใช้ปากกาวาดแผงอิเล็กทรอนิกส์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ต่างจากหุ่นยนต์ทำงานล้มเหลว “ยัยนั่นน่ะหลงรักหนุ่มจากคลาสประชาสัมพันธ์เข้าน่ะสิ แถมถูกเขาปฏิเสธมาสองรอบแล้วด้วย ประเด็นก็คือ เธอกำลังทำเหมือนยัยนั่นเปี๊ยบ”

“อย่างกับยายแก่ที่เลี้ยงแมวเป็นเพื่อนเต็มอพาร์ตเมนต์ไปหมดเลย น่ากลัวเป็นบ้า!” ไมร่าเสริม “ไม่ได้หมายถึงเธอนะ”

เมแกนรีบวางแผงวงจรแทบไม่ทัน

“แล้ว ใครล่ะที่เป็นพ่อหนุ่มผู้โชคดีของเธอ” สาวผมสีลูกกวาดลากเก้าอี้มาเบียดกระแซะเธอ

“ปะ เปล่านี่ หนุ่มที่ไหนกัน ไม่มีสักหน่อย” เมแกนชำเลืองไปทางอื่นทันที ใบหน้าร้อนผะผ่าว

“ท่าทางแบบนี้น่าสงสัย ยอมรับมาดีกว่าน่า จะเป็นใครได้บ้างน้า” ไมร่าหัวเราะคิกคัก เว้นจังหวะเพื่อเพิ่มความตื่นเต้นให้เมแกน “ใช่คนที่พวกเรารู้จักหรือเปล่า หรือว่าจะเป็น... แอชเชอร์คนนั้น เขาทำให้เธอโหยหาหรือ”

เมแกนบังคับตัวเองไม่ให้สะดุ้งโหยง ไม่ได้นะ ไม่งั้นไมร่าได้รู้แน่ โอเค เธอยอมรับว่าแอชเชอร์ทำให้เธอเสียศูนย์ไปหน่อยเมื่อวาน ก็เล่นพูดแบบนั้นออกมานี่นา ดิ อินเวนทรีน่าจะมีอะไรดีๆ ซ่อนอยู่ไม่น้อยเกิดมาเธอยังไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าจะมีใครนึกชมด้านวายร้ายของเธอต่อให้คำพูดนั่นเขาจะมีให้กับศัตรูก็เถอะ(ถึงงั้นก็ยังเป็นเธออยู่ดีนี่นา) แล้วมันก็ไม่ใช่เพราะว่าเมแกนชอบที่เขาหล่อขนาดนั้นด้วย โทษที ขอถอนคำพูด ด้วยรอยยิ้มหวานๆ ของเขา ไม่น่าเชื่อเลยว่าการถูกผู้ชายหน้าตาดีสุดๆ ส่งยิ้มให้ถึงกับทำให้เธอรู้สึกล่องลอยจนจะถึงสวรรค์แล้วเนี่ย เล่นเอาตาค้างอยู่ครึ่งค่อนคืนเลยนะ!

“นั่นไง ใช่จริงๆ ด้วย”

“เอ๊ะ!?! ไม่... ไม่ใช่นะ ฉันไม่ได้ชอบเขาสักหน่อย!”

“ใครพูดเรื่องชอบไม่ชอบกัน” เอลิซขยับแว่น เข้ามานั่งข้างเมแกนอีกด้าน

“แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็หล่อมากกก” ไมร่าทำท่าเคลิ้มฝัน ก่อนจะกลับมายังความจริงพร้อมสีหน้าขึงขัง “แล้ว... เกิดอะไรขึ้นล่ะ นอกจากการที่เธอใช้ก้นกบกระแทกหน้าเขาน่ะ พวกเธอจับมือกันหรือยัง หรือว่าถึงขั้นจูบกันแล้ว อ๊าย”

“ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ!” เมแกนปฏิเสธเสียงแข็ง แม้จะรู้ดีว่าแก้มตัวเองต้องเป็นสีแดงจัดแน่ๆ “มันแค่... ฉันก็แค่...” ตายละ ถ้าขืนเธอพูดถึงเรื่องหอพักซิลเวอร์วินน์ไป ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เอลิซน่ะยังพอว่า ความสนใจเรื่องผู้ชายของหล่อนน่ะมีพอๆ กับสวิตช์ปล่อยนิวเคลียร์ที่ไม่มีรหัสผ่าน แต่กับไมร่า ยัยนี่น่ะถือเป็นรหัสปล่อยจรวดทุกลูกในโลกนี้เลยทีเดียว

“ดูมีลับลมคมในแฮะ อย่างนี้ต้องสืบแล้ว”

“เดี๋ยวสิ” เมแกนร้องห้าม ด้วยรู้ดีว่าถ้ายัยไมร่าตัดสินใจลงมาลุยเรื่องนี้มีหวังวุ่นวายแหง “ฉันน่ะ เอ่อ... เอิ่ม... เอ่อ เขาแค่... เอ่อ... ชมฉันว่าเก่งเท่านั้นแหละ”

“แล้วเขาชมเธออีท่าไหนล่ะถึงได้เคลิบเคลิ้มซะขนาดนี้” เมแกนเหงื่อตกเมื่อไมร่าเริ่มใช้นิ้วม้วนปอยผมให้เธอ มันเป็นหนึ่งในท่าทางการสอบปากคำอันลือลั่นของหล่อน ส่วนเอลิซยื่นแว่นหนาเตอะเข้ามาราวกับผิวเธอเป็นกระจกเลนส์กล้องจุลทรรศน์ยังไงยังงั้น และสูดหายใจเสียงดัง

แต่ก่อนที่เด็กสาวจะหลุดความคิดอันน่าอายออกมา ข้อเท็จจริงที่ว่าแค่รอยยิ้มกับคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคก็ทำให้เธอตัวลอยข้ามวันข้ามคืน มันช่างดูเล็กน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับเด็กสาวจากคลาสประชาสัมพันธ์ไม่ก็ซูเปอร์ฮีโร่ที่ถึงขั้นกอดจูบกับผู้ชายใต้อัฒจันทร์กับในห้องล็อกเกอร์กันแล้ว เธอไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน ไม่เคยรู้เลยว่าการที่มีหนุ่มสักคนมายึดพื้นที่กว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของสมองนั้นเป็นอย่างไร ทำให้เธอกลายเป็นเด็กผู้หญิงธรรมดา ...นี่เธอเห่ยมากเลยใช่ไหมล่ะ?

แล้วเสียงเตือนก็ดังขึ้น

จอโฮโลแกรมโปร่งแสงสีฟ้าเรืองรองสว่างขึ้นกลางห้องเรียน เมแกนไม่ทันส่วนต้นทว่าเสียงโน้ตดนตรีตัวสุดท้ายที่เพิ่งจางหายไปบอกให้รู้ว่าเป็นเพลงตัดเข้าสู่รายการข่าวของช่องไวโอเล็ตเซเว่น พิธีกรสาวหน้าหวานปรากฏขึ้นบนจอแทบจะทันที พร้อมกับที่ความสงสัยเกิดขึ้นกับเมแกนว่าทำไมถึงได้มีรายการข่าวในเวลาเช่นนี้ นี่เพิ่งจะสิบโมงกว่าเท่านั้นเอง และมันเป็นข่าวสำคัญมากเลยหรือไงนะถึงกับต้องออกจอในห้องเรียนแบบนี้น่ะ

จากนั้นความสงสัยของเมแกนก็ได้รับคำตอบแทบจะทันทีตอนที่พิธีกรเริ่มพูด

“ขณะนี้ขอตัดเข้าสู่ข่าวด่วน เมื่อเวลาประมาณสิบโมงตรงของวันนี้ ทางเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งการโจมตีที่พิพิธภัณฑ์ไบแซนไทน์จากกลุ่มคนร้ายไม่ทราบฝ่าย” ใบหน้าพิธีกรถูกย่อเล็กลงแทนที่ด้วยภาพของอาคารหินอ่อนเก่าแก่มีควันพวยพุ่งออกจากช่องหน้าต่าง เจ้าหน้าที่ตำรวจสวมเกราะกันกระสุนสีดำหลบอยู่หลังรถที่จอดเรียงกระจายกำลังตรึงหน้าประตูทางเข้าออกโดยมีชายสวมหมวกสกีสามคนคอยยิงปืนกลใส่ “ซึ่งจากข้อมูลเบื้องต้นในตอนนี้ ดูเหมือนจะมีตัวประกันถูกจับอยู่ด้วยค่ะ โดยทางเจ้าหน้าที่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดใดๆ และยังคงล้มเหลวในความพยายามตอบโต้คนร้าย”

ท้องไส้เมแกนปั่นป่วน เธอสังหรณ์ใจยังไงก็ไม่รู้สิ *เวลาประมาณสิบโมงตรง...*เธอมองนาฬิกาดิจิตอลโฮโลแกรมหน้าห้อง ตอนนี้เกือบๆ สิบโมงครึ่งแล้ว เห็นทีมันน่าจะเกี่ยวข้องกับการที่แอชเชอร์และไรลีย์ถูกประกาศเรียกตัวเมื่อสักสิบห้านาทีก่อนได้ เธอมัวแต่นึกถึงเรื่องเมื่อวานหลังจากได้ยินชื่อเขา ไม่ได้คิดเลยว่าการที่เขาถูกเรียกตัวนั่นหมายความว่ามีเรื่องเกิดขึ้น

“น่าแปลกที่เรายังไม่เห็นเงาของซูเปอร์ฮีโร่คนอื่นเลย นอกจากซูเปอร์ฮีโร่ฝึกหัดหน้าใหม่สองคน อันบีทเอเบิ้ลบอยและบอมบลาสติก หรือว่าพวกเขาจะได้รับความไว้วางใจให้ทำภารกิจสำคัญขนาดนี้แล้ว แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาทั้งสองคนก็บุกเข้าไปข้างในได้ราวสิบนาทีแล้ว โดยที่เรายังไม่ได้สัญญาณตอบรับใดๆ... ว้าย**! เมื่อกี๊นี้มัน!** ท่านผู้ชมเห็นหรือเปล่าคะ! มันน่าตกใจมากเลย! นั่นมัน... อันบีทเอเบิ้ลบอย แต่ว่าเขา เขาบาดเจ็บค่ะ**!**”

กำแพงชั้นสองของพิพิธภัณฑ์ทะลุออกมา หินอ่อนก้อนใหญ่ๆ และเปลวเพลิงร่วงหล่นประหนึ่งสะเก็ดภูเขาไฟ ลำโพงทำให้เสียงระเบิดดังแตกซ่าเหมือนคลื่นแทรก แต่พนันได้ว่าในที่เกิดเหตุมันต้องสนั่นหวั่นไหวเป็นแน่ ที่กระเด็นมาพร้อมกับเศษซากผนังคือร่างกำยำของซูเปอร์ฮีโร่กล้ามโต เว้นเสียแต่ว่าครั้งนี้อันบีทเอเบิ้ลบอยไม่ได้ดูแข็งแกร่งและมั่นอกมั่นใจอีกต่อไป อันที่จริง เขาหล่นลงบนรถตำรวจคันหนึ่งและทำให้มันระเบิด ท่ามกลางกองไฟร้อนระอุเจิดจ้า เด็กหนุ่มไซส์นักมวยปล้ำนอนแผ่หมดสภาพ เครื่องแบบสีสดใสเปรอะเปื้อนของเหลวสีเข้มซึ่งไม่จำเป็นต้องเดาก็รู้เลยว่าคืออะไร เหนืออกซ้ายขึ้นไปตรงไหปลาร้ามีท่อนเหล็กยาวปักคาอยู่ แขนขวาเขาตกห้อย บิดเป็นมุมแปลกๆ อย่างน่ากลัว

เสียงกรี๊ดดังขึ้นจากนักเรียนหญิงในห้อง พวกเขางุนงงในสิ่งที่เห็น อันบีทเอเบิ้ลบอย...ซูเปอร์ฮีโร่หน้าใหม่ผู้มีพลังคงกระพันฟันแทงไม่เข้าขนาดโดนขีปนาวุธยิงจังๆ ยังไม่เป็นอะไร ทุกคนเคยเห็นภาพนั้นด้วยตาตัวเองมาแล้ว มันเป็นปฏิบัติการครั้งหนึ่งของเขาซึ่งกลายเป็นโฆษณาโด่งดังในฟิวเจอร์ซิตี้เป็นเดือนๆ นักเรียนในระดับฝึกหัดที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุด

บัดนี้ได้ล้มลงแล้ว

ตลอดชีวิตวายร้ายที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นได้ไม่นานนักของเมแกน อันบีทเอเบิ้ลบอยถือเป็นเสี้ยนหนามสำคัญที่สุดของเธอ เป็นเสมือนปราการไร้พ่ายที่ไม่ว่ายังไงเธอก็ไม่อาจฝ่าไปได้

เธอควรจะดีใจใช่ไหม นั่นสินะ เธอควรเรียกเชสเชียร์มาฉลองกันที่นี่ เดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ

แต่ก็แปลกที่เด็กสาวไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นเลย ความกังวลอันปราศจากเหตุผลยังคงเต้นระริกอยู่ในกระเพาะ ภาพที่เห็นในจอทำให้เธอคลื่นไส้ เธอไม่ได้ยินเสียงของพิธีกรอีกต่อไปแล้ว ทว่าก็ยังเดาได้ว่าหล่อนกำลังพูดอะไรอยู่ ความตื่นตระหนก ไม่เชื่อสายตา หวาดหวั่นต่อสถานการณ์ที่ดูจะเป็นไปไม่ได้เลย

มันเกิดอะไรขึ้นกัน?

เดี๋ยวก่อนนะเมแกนหนาววาบ ไม่ใช่ว่าเมื่อกี๊พิธีกรเพิ่งจะบอกว่าซูเปอร์ฮีโร่ฝึกหัดหน้าใหม่สองคน อันบีทเอเบิ้ลบอยกับ...

หน้าจอเปลี่ยนไปอีกครั้ง ทว่ามันไม่ใช่การตัดฉากระหว่างผู้บรรยายกับสถานการณ์จริง รายการข่าวถูกแทนที่อย่างสิ้นเชิงด้วยใบหน้าของชายผู้หนึ่ง ปึกหนวดตรงเป๊ะเหนือริมฝีปากชมพูสดของเขาเป็นสีดำขลับตัดกับผิวขาวดุจผืนหิมะจากแป้งที่พอกจนหนาเตอะ รอยยิ้มขี้เล่นนั้นช่างไม่เข้ากับดวงตาสีเหลืองอร่ามหางแหลมชี้ขึ้นซึ่งเปล่งประกายกระหายเลือดออกมาอย่างชัดเจนเอาเสียเลย เขาชะโงกหน้ามาเหมือนกำลังส่องกระจกหาสิวเสี้ยนหรืออะไรทำนองนั้นอยู่ จากนั้นจึงค่อยขยับออกห่าง เผยให้เห็นหมวกทรงสูงแบบสุภาพบุรุษที่ด้านหนึ่งเป็นสีดำ ส่วนอีกข้างมีสีแดง สูทตัวในเห็นได้ไม่ชัดนักเนื่องจากถูกคลุมทับด้วยผ้าคลุมปกคอตั้งสีดำ แต่ก็ยังพอบอกได้ว่ามันมีสีม่วงสลับกับดำและขาวลวดลายเป็นริ้วๆ หากนี่ไม่ใช่รายงานสดจากที่เกิดเหตุ เมแกนคงคิดว่าเขามาจากคณะละครสัตว์บ้าๆ บวมๆ มากกว่า

“อรุณสวัสดิ์ ชาวเมืองฟิวเจอร์ซิตี้ทั้งหลาย” ชายคนนั้นพูดพลางโบกไม้เท้าหัวทองเหลือง “พวกคุณกำลังเบื่อหน่ายกับโชว์เดิมๆ อยู่หรือเปล่า โชว์ซูเปอร์ฮีโร่ที่แสนน่าเบื่อ วายร้ายกระจอกๆ ปรากฏตัว จากนั้นซูเปอร์ฮีโร่เท่ๆ ก็โผล่มา ซูม**!** แล้ววายร้ายก็ถูกจัดการราบคาบ ผมเชื่อว่าพวกคุณคงทนดูแบบนี้ซ้ำซากจนชินตาแล้วสินะ พวกคุณคงกำลังกรีดร้องว่า ขออะไรใหม่ให้พวกเราบ้างสิ เซ็งจะแย่อยู่แล้ว*! พวกเราอยากเห็นความรุนแรง เลือด! มันต้องมีการระเบิดตูมตาม แล้วก็ฉากแจ่มๆ อย่างวินาทีที่ใครสักคนตาย!*นั่นคือสิ่งที่ทุกคนต้องการจริงไหม” เขาพูดเสียงเล็กเสียงน้อยด้วยท่าทีตื่นเต้นสุดขีดราวกับเด็กได้ของเล่นใหม่เป็นภูเขาก็ไม่ปาน

“ไม่ต้องห่วง ทุกคน” เขากำหมัดแน่น เกร็งจนตัวสั่นเทา “ในเมื่อคาร์ดินี่อยู่ที่นี่แล้ว รับรองว่าทุกท่านจะไม่เบื่อหน่ายกันอีกต่อไป! ตอนนี้ทุกท่านกำลังชมการถ่ายทอดสดจากยอดวายร้ายที่น่าประหลาดใจที่สุดในโลก คาร์ดินี่ มิราคูลัส และกระผมขอเสนอ สุดยอดแห่งความบันเทิงเริงใจที่ทุกท่านจะไม่มีวันลืม นำแสดงโดยซูเปอร์ฮีโร่หนุ่มคนใหม่ขวัญใจสาวๆ บอมบลาสสสสสสสสติกกกกกก**!**”

ผ้าม่านสีแดงขลิบทองด้านหลังชายสวมหมวกสองสีเปิดออก เมแกนยกมือปิดปาก ลมหายใจขาดห้วง

แอชเชอร์ในรูปลักษณ์บอมบลาสติกถูกมัดมือไพล่หลัง เลือดไหลจากเรือนผมสีส้มแดงลงมาอาบแก้ม ปากของเขาถูกอุดด้วยผ้า แวบหนึ่งที่ร่างเขาบิดหันข้าง เมแกนสาบานได้ว่าเธอเห็นเขาถูกจับสวมกุญแจมือกักพลังอยู่ ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถลุกเป็นไฟหรือระเบิดได้ อย่างน้อยก็ชั่วขณะหนึ่ง ที่แน่ๆ คือไม่มีทางทันกับอะไรก็ตามที่คาร์ดินี่วางแผนไว้สำหรับเขา

และแผนการของเจ้านั่นก็ชัดเจนเสียจนน่ากลัวเชียวละ

บอมบลาสติกยืนอยู่บนเก้าอี้ที่เหลือเพียงขาเดียวทำให้เขาต้องรักษาสมดุลมันเอาไว้ไม่ให้ล้มสุดชีวิต ที่บอกว่าสุดชีวิตนั่นก็เพราะรอบคอเขานั้นมีโซ่เส้นหนึ่งมัดเอาไว้แน่นหนาโดยปลายอีกด้านผูกกับขื่อไม้สำหรับแขวนคอ ถ้าเก้าอี้ล้มก็จบ หรือหากคาร์ดินี่สับคันโยกให้พื้นข้างใต้เปิดลงไป บอมบลาสติกก็คงขาดอากาศหายใจไม่ก็คอหักตายอยู่ดี

ข้างกันกับเขาคือตัวประกันคนอื่นๆ ทั้งหญิงและชาย ทุกคนต่างก็ถูกโซ่รัดคออยู่ในสภาพพร้อมถูกแขวนได้ทุกเมื่อ เพียงแต่พวกเขาโดนแขวนต่ำกว่าหนุ่มซูเปอร์ฮีโร่ในระยะเท้าแตะถึงพื้น หนึ่งในกลุ่มตัวประกันนั้นมีเด็กหนุ่มสวมแว่นผมสีเขียวอ่อนสวมเสื้อกาวน์ทับนาโนสูทสีขาวรวมอยู่ด้วย ...ไรลีย์

“พวกคุณชอบเกมโชว์หรือเปล่า” คาร์ดินี่พูดต่อกับผู้ชม “วันนี้เราจะมาเล่นเกมวัดค่าความเป็นสุดยอดซูเปอร์ฮีโร่กัน โดยเกมนี้มีชื่อว่าทนได้นายรอด ไม่ไหวตายหมด กติกาก็ง่ายๆ ทีมงานของเราจะผลัดกันต่อยเตะหรือตีส่วนไหนก็ตามที่ไม่ต่ำกว่าสะดือของซูเปอร์ฮีโร่รูปหล่อผู้นี้ และด้วยอะไรก็ได้ตราบเท่าที่ไม่ใช่ของมีคม” เมแกนเห็นผู้ชายตัวใหญ่ๆ หลายคนเริ่มต่อคิวตรงบันไดทางขึ้นตะแลงแกง แต่ละคนมีอาวุธกันคนละอย่าง ตั้งแต่สนับมือ ไม้หน้าสาม ไม้เบสบอลเหล็ก... “ถ้าหาก...” คาร์ดินี่หยุดเว้นจังหวะ “เขาทนได้หนึ่งครั้ง หมายถึงหนึ่งชีวิตที่จะรอดกลับบ้านโดยไม่บุบสลาย แต่ถ้าเขาทำเก้าอี้ล้มเมื่อไหร่ ตัวประกันทั้งหมดก็จะถูก... แขวนคอยังไงละ*~*” เขาร้องเป็นเพลง

เมแกนตัวสั่น แขนขาเริ่มหมดเรี่ยวแรง รู้ดีว่าตนไม่มีทางทนดูได้แน่ ขณะเดียวกันบรรดานักเรียนในห้องพากันจ้องตาไม่กะพริบ ตะลึงงันจนทำอะไรไม่ถูก บ้างก็กอดกันแล้วเริ่มสะอื้น เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังขึ้นเมื่อนักศึกษาคุมแล็บวิ่งผ่านนอกห้องไปด้วยความรีบเร่ง สัญญาณเตือนภัยของโรงเรียนดังขึ้นพร้อมประกาศเรียกอาจารย์ทั้งหมดที่ยังประจำอยู่ อย่างน้อยอาจารย์หลายคนที่นี่ก็เคยเป็นซูเปอร์ฮีโร่มาก่อน

“เอาละ เรามาเริ่มเกมกันดีกว่า” ชายร่างมหึมาย่างสามขุมขึ้นไปหยุดข้างบอมบลาสติกที่ทำได้แค่ถลึงตาด้วยความคั่งแค้นเท่านั้น สมุนวายร้ายง้างแขนข้างที่ถือไม้เบสบอลจนสุด หยุดค้างเล็กน้อยเพื่อให้เด็กหนุ่มตรงหน้าหวาดกลัวยิ่งขึ้น จากนั้นก็หวดสุดแรงเข้าที่กลางท้อง ด้ามไม้ถึงกับกระจายหักครึ่ง

เมแกนไม่อาจทนต่อไปได้อีก เธอหันหลังกลับวิ่งออกจากห้องตั้งแต่วินาทีที่เจ้านั่นยกอาวุธแล้ว

เมก**! เธอจะไปไหนน่ะ!**” เสียงไมร่าตะโกนไล่มา ทว่าเด็กสาวไม่ตอบ

เธอต้องทำอะไรสักอย่าง เมแกนเร่งฝีเท้าไปตามทางเดินสีเงินด้าน ขอบตาเธอร้อนผ่าว ได้โปรดเถอะ ขอให้อย่าเพิ่งเป็นอะไรไปเลยนะ ได้โปรด*!*

Book-Order-noClick


ebooks.in.th

http://cdn-tunwalai.obapi.io/files/member/141205/912051809-member.jpg

>>พบกับผลงานใหม่ๆ ของผู้เขียนได้ที่นี่<<

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว