ความเห็นของทุกท่านคือกำลังใจของนักเขียน อ่านแล้วคิดยังไง รู้สึกยังไง อย่าเก็บไว้คนเดียวครับ มาแชร์กันดีกว่า

ศึกกลางเวหา! ปะทะนินจาแปลงสสาร!?!

ชื่อตอน : ศึกกลางเวหา! ปะทะนินจาแปลงสสาร!?!

คำค้น : แฟนตาซี,โลกอนาคต,ไซไฟ,ซูเปอร์ฮีโร่,วายร้าย,superhero,villain,Sci-fi,fantasy,action,แอ็คชั่น,หนุ่มหล่อ,แมวพูดได้,นินจา

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 753

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 พ.ค. 2560 09:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ศึกกลางเวหา! ปะทะนินจาแปลงสสาร!?!
แบบอักษร

“เมก...ตื่นสิ!” ใครบางคนกำลังเรียกเธออยู่ เสียงนั้นล่องลอยอยู่รอบๆ ฟังแล้วเปล่งประกายงดงามเหลือเกิน “ตื่นเดี๋ยวนี้นะยัยบื้อเมก**!!!**”

โอเค นั่นไม่หลงเหลือความงดงามแล้ว

เมแกนลุกพรวดขึ้นมา ก่อนจะงอตัวล้มตะแคงไปอีกรอบพร้อมครางโอยด้วยความเจ็บปวด เธอใจหายวาบเมื่อจู่ๆ ก็เห็นใบหน้าแบนๆ ของสัตว์นักล่าในระยะประชิด แต่แล้วจึงนึกได้ว่า มันเป็นโหมดต่อสู้ประชิดตัวของเชสเชียร์นั่นเอง “เกิดอะไรขึ้น” เธอถามเสียงอ่อยพลางไอโขลกๆ

“เจ้านินจานั่นหนีไปแล้ว” เชสเชียร์ตอบ

“แล้วสถานการณ์ของเราเป็นยังไงบ้าง” เด็กสาวค่อยๆ ยืนขึ้น โงนเงนหวิดล้มอยู่ครู่หนึ่ง เธอกดปุ่มรีบู๊ทการทำงานฉุกเฉิน ทว่าก็ไม่มีการตอบรับใดๆ จากระบบคอมพิวเตอร์ที่ชุด นั่นพอเข้าใจได้ว่าคัตซึยะคงทำลายหน่วยประมวลผลไปแล้ว

“ไม่ดีนัก” เสือไซบีเรียทอดสายตาไปรอบๆ ฐานทัพใต้ดินที่เต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหาย จอมอนิเตอร์พังไปกว่าครึ่ง แผงควบคุมปะทุวาบจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจร เพลิงลุกไหม้อยู่บางจุด อย่างในกองข้าวของที่เมแกนทำขึ้นตอนเพิ่งเข้ามัธยมต้นหมาดๆ เชสเชียร์ยิงมีดขว้างไปทำลายตัวเจาะระบบเซิร์ฟเวอร์ใต้แผงควบคุมตัวหนึ่ง “ใครบางคนผ่านไฟร์วอลล์เข้ามาได้และปิดระบบป้องกันทั้งหมดของฐานทัพ ไฟล์ส่วนใหญ่ราวแปดสิบเปอร์เซ็นต์ถูกคัดลอกออกไป แต่ตอนนี้ผมสามารถตัดการเข้าถึงจากภายนอกได้แล้ว”

“เปลี่ยนเข้าระบบฉุกเฉิน จำกัดการเชื่อมต่อกับโลกภายนอกทั้งหมด” เมแกนสั่งเชสเชียร์ ร่างเหลืองน้ำตาลกลับสู่สภาพของสิ่งมีชีวิตขนสีเทาปราดเปรียวอีกครั้งขณะที่เขานั่งนิ่ง ดวงตาเปล่งแสงวาบบ่งบอกว่าทรัพยากรสมองจักรกลทั้งหมดถูกใช้เพื่อควบคุมฐานทัพ

“แล้วจะเอายังไงต่อ” ตุ๊กตาแมวจิ๋ว เชสเชียร์ฉบับพกพาปีนกองสิ่งประดิษฐ์พังๆ ขึ้นมา

เมแกนปลดล็อคหมวกกันน็อคทรงวายร้ายของตนออกขว้างทิ้งไป จากนั้นก็เสื้อผ้า เพียงสองวินาทีถัดมา เธอก็อยู่ในสภาพกึ่งเปลือยเหลือแต่ชุดชั้นในลายเด็กๆ ที่เปรอะคราบคาราเมลกับซอสมะเขือเทศ ความโกรธคุกรุ่นอยู่ภายในแปรเปลี่ยนเป็นขุมพลังงานอันไร้ขีดจำกัด ยามนี้กระทั่งเชสเชียร์ก็ยังไม่กล้าขัดเรื่องการเปลื้องผ้าไม่เป็นที่เป็นทางของเธอเลย

“คอมพิวเตอร์ ขอเครื่องแบบสำรองที”

“<<รับทราบ เรียกขอ ดิ อินเวนทรี เอฟ เอส สูท เวอร์ชั่นสองจุดห้า>>” สิ้นเสียงสังเคราะห์ พวยควันพุ่งพรวดจากพื้นที่เลื่อนเปิดเป็นช่อง ตู้เหล็กใบหนึ่งถูกดันขึ้นมา มีเสียงฟู่ดังอีกครั้งตอนที่มันหยุดนิ่ง แล้วประตูโลหะสีทองก็กระเด้งออก เผยให้เห็นหุ่นโชว์ไร้หน้าสวมชุดหนังรัดรูปสีดำแวววาวแซมด้วยลวดลายสีแดงตามสีข้าง ต้นแขนกับต้นขา บนตะแกรงด้านหลังหุ่นโชว์มีเข็มขัดกับอาวุธขนาดพกพาแขวนเอาไว้ไม่ต่างจากชั้นแสดงสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต

เมแกนก้าวฉับๆ ไปหยุดหน้าเครื่องแบบรุ่นฟลายอิ้งสเปกเตอร์สูทของตน สายตาจับจ้องอย่างมุ่งมั่น “ถามได้” เธอตอบเชสเชียร์ “เราก็ออกตามล่าเจ้าหัวขโมยนั่นน่ะสิ”

ค่ำคืนของฟิวเจอร์ซิตี้นั้นแทบไม่ต่างอะไรจากกลางวัน รัตติกาลล้มเหลวที่จะเข้าครอบงำเมืองสว่างไสวแห่งนี้ ผู้คนไม่ยอมหลับใหล รถรายังคงวิ่งโครมคราม และคงเป็นเช่นนี้ต่อไปกระทั่งห้าทุ่มไม่ก็เที่ยงคืน สีน้ำเงินเข้มของผืนนภาถูกเจือจางลงด้วยแสงขาวกับเหลืองเจิดจรัส ท้องฟ้าปราศจากดวงดาว ทว่าถ้าคืนไหนโชคดีก็อาจมีดาวประจำเมืองโผล่มาให้เห็นแวบๆ บ้าง แม้กระนั้น ด้วยตึกสูงจำนวนมากจึงทำให้คนบนถนนเบื้องล่างไม่มีโอกาสแม้จะชื่นชมได้เลย

แต่คัตซึยะหาใช่คนพวกนั้น การเดินเท้าไม่ได้อยู่ในความคิดเขาสักนิด สายลมเย็นยะเยือกปะทะใบหน้า หอบเอาชายกิโมโนให้ขยับเคลื่อนไปด้านหลังระหว่างที่หนุ่มนินจาเหวี่ยงตัวข้ามดาดฟ้าตึกแล้วตึกเล่าด้วยโซ่ หัวใจของเขาถี่กระชั้น ฉีดเลือดกับความตื่นเต้นไหลพล่านทั่วร่าง เด็กหนุ่มสัมผัสความอิสระซึ่งตนเองรู้ดีว่ามันเป็นเพียงสิ่งจอมปลอม ทว่าแค่ช่วงสั้นๆ เท่านั้น แค่ชั่วอึดใจที่เขาจะสามารถลืมเลือนตัวตนของเขาไปได้ ปล่อยจิตใจให้เหมือนวิหค ให้สัญชาติญาณนำพาข้ามความเวิ้งว้างไปข้างหน้าโดยไม่สนใจว่าจะเป็นที่ไหน

ไม่แม้สักวินาทีเดียวที่เขารู้สึกดีกับการเป็นคามิซากะ ตระกูลของเขาไม่เคยให้อะไรมากไปกว่าภาระหนักอึ้ง มันทำให้เขาเปลี่ยนไป ต่อให้เขาเกลียดการที่ชีวิตถูกลิขิตด้วยแผนการมากมายทุกลมหายใจขนาดไหน กระนั้นคัตซึยะก็ไม่อาจสลัดมันทิ้งไปได้ การตรงต่อเวลากับความรับผิดชอบที่มากเกินจำเป็น อย่างที่ลุคมักแซวอยู่เสมอว่าสักวันเขาคงต้องขาดใจตายเพราะสิ่งเหล่านี้อย่างแน่นอน ราวกับคุณสมบัติที่ถูกปลูกฝังด้วยความขมขื่นและเจ็บปวดนับตั้งแต่เขาเริ่มแบกรับชื่อคามิซากะได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณไปแล้ว กรงที่เขายอมตัดปีกของตนทิ้งเพื่อกักขังตัวเองเอาไว้...

กระแสลมพัดเปลี่ยนทิศ บางสิ่งแฝงมากับควันพิษจากท่อไอเสียและมลภาวะในอากาศ แล้วรอยยิ้มก็คลี่บนริมฝีปากอ่อนจางของคัตซึยะเมื่อเขาตระหนักถึงใครบางคน

เขากระโจนอ้อมตึก ใช้ผนังกระจกทึบสีดำเพื่อมองข้างหลังโดยไม่ต้องหันกลับไป เหนือยอดแหลมของตึกหลังหนึ่งในระยะสองร้อยเมตร เด็กหนุ่มเห็นร่างสองร่างอยู่ลิบๆ ร่างหนึ่งเป็นมนุษย์ ส่วนข้างกันนั้นน่าจะเป็นสัตว์เลี้ยง ทั้งคู่กำลังบินตามมาด้วยไอพ่นความเร็วสูงทิ้งควันสีขาวเป็นทาง

“เอาสิ ทำให้ผมสนุกหน่อย” นินจาผมทองพึมพำ โซ่ทะยานจากแขนเสื้อขวาขึ้นไปตวัดรัดเหลี่ยมมุมบนตึก เขาออกแรงเหวี่ยงตัวเองไปยังแท้งค์น้ำของอาคารที่อยู่ต่ำกว่า คัตซึยะกางขาออกย่อเข่าลง บิดตัวส่งให้ไหล่กับแขนขวาเลื่อนไปอยู่ด้านหลัง จากนั้นบางส่วนของเนื้อผ้าสีดำก็แยกตัวออกเลื้อยไปรวมตัวกันเกิดเป็นชูริเคนใหญ่กว่าสองเมตรในมือ เขาคำนวณทิศทางรวมถึงแรงต้านอากาศในชั่วพริบตา หลังจากเกร็งแขนดึงพลังกล้ามเนื้อระดับสูงสุดออกมา

ชูริเคนนั้นก็ถูกปลดปล่อยออกไปเห็นเพียงเงาวิถีโค้งเลือนๆ

ตอนนั้นเอง เซ็นเซอร์จับความเคลื่อนไหวกระพริบเตือน เมแกนเห็นวัตถุบางอย่างพุ่งอ้อมตึกหลังหนึ่งมาทางขวามือ เธอยกแขนขึ้น ประกายวิบวับก่อตัวจากผิวมันวาวของชุดกลายเป็นปืนสีดำกระบอกโตรัดรอบข้อมือ แรงสะเทือนเบาๆ เกิดขึ้นเป็นสัญญาณของการชาร์จพลังงานในระดับสูง “ลดระดับไอพ่นด้านขวาและปรับองศาลงเพื่อพยุงตัว” เธอสั่ง

ร่างของเด็กสาวในชุดนาโนเทคหันไปเผชิญกับวัตถุความเร็วสูงชิ้นนั้น เมแกนเปิดระบบจับภาพแล้วเล่นให้ช้าลงในกรอบสี่เหลี่ยมตรงมุมบนขวาของหน้าจอ มันเป็นดาวกระจายแปดแฉกขนาดใหญ่ เธอยิงปืนพลาสมาออกไปตอนที่อาวุธบินเข้ามาใกล้พอ พลังงานเข้มข้นปะทะกับโลหะ เกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง ขนาดเธอพยายามไม่อยู่ใกล้ตึกใดตึกหนึ่งจนเกินไปแล้วนะ คลื่นลมที่เกิดขึ้นยังถึงกับทำให้กระจกทั้งแถบร้าว เมแกนกระเด็น ระดับความสูงลดวูบอย่างน่าใจหาย

เสียงการต่อสู้ดังขึ้น คัตซึยะทิ้งตัวลงมาในม่านฝุ่นระยิบระยับใส่เชสเชียร์ คาตานะฟาดฟันกับหาง พวกมันกระทบกันอยู่สองสามครั้งในอากาศราวกับภาพช้า ก่อนที่ทั้งคู่จะดีดตัวห่างจากกัน นินจาหนุ่มไถลไปตามแผ่นกระจก เขาเรียกเคียวโซ่ออกมาแล้วขว้างเคียวไปปักทะลุคอนกรีต จากนั้นเหวี่ยงตัวหลบกระสุนปืนกลเบาที่เจ้าเหมียวยิงใส่เป็นตับ

โซ่เส้นแล้วเส้นเล่าปรากฏออกจากชายกิโมโนปักตรึงโยงจากตึกหนึ่งไปยังอีกตึกจนดูราวกับใยแมงมุมเหล็กอันสลับซับซ้อน คัตซึยะกระโจนไต่ข้ามพวกมันไปประหนึ่งนักกายกรรมบ้าคลั่งบนความสูงกว่าร้อยเมตร ซึ่งไม่ว่าเชสเชียร์จะพยายามทำลายด้วยเลเซอร์สักเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล เนื่องจากคัตซึยะสามารถเนรมิตออกมาได้เร็วกว่า เยอะกว่าอีกทั้งงามวิจิตรยิ่งกว่าเดิม ประดุจงานศิลป์ที่สมบูรณ์แบบจนน่ากลัว

ไม่นานนัก บริเวณยอดตึกสูงเจ็ดหลังกลางเมืองก็เต็มไปด้วยใยเหล็กของแมงมุมนินจาเชื่อมต่อกันเป็นแพ กระทั่งคนข้างล่างแทบมองไม่เห็นฟ้าเลยทีเดียว

หากไม่ใช่คัตซึยะเป็นอัจฉริยะทางรูปแบบเรขาคณิต ก็เห็นจะเป็นการฝึกฝนแทบล้มประดาตายตั้งแต่เด็ก เมแกนตระหนักว่าใยแมงมุมโซ่ของเขาถึงจะดูสับสน แต่ความจริงนั้นมีรูปแบบชัดเจน มันไม่พันกันมั่ว ถูกสร้างขึ้นโดยมีจุดประสงค์ให้เขาเคลื่อนไหวไปตามพื้นที่ว่างระหว่างตึกอย่างคล่องแคล่วทั้งยังจำกัดการโจมตีของเชสเชียร์ด้วย

เมแกนเร่งเครื่องยนต์เจ็ทไล่กวดคัตซึยะกับเชสเชียร์ไป สมุนแมวหมายเลขหนึ่งของเธอเลิกตัดโซ่และเลือกวิ่งบนนั้นแทน ปืนทั้งสิบสองกระบอกลั่นกระสุนมั่วไปหมด หนุ่มนินจาตีลังกากลับหลัง ปาดาบคาตานะทั้งสองเล่มใส่เหมียวไซบอร์กหางเชสเชียร์ขยายออกเป็นใบมีดรูปสายฟ้าซึ่งเขาใช้ปัดดาบยาวทิ้งออกข้าง ทว่าเมื่อใบดาบสัมผัสกับเนื้อของสายโลหะสีดำ ฉับพลันโซ่ใยแมงมุมที่รองรับเชสเชียร์อยู่ก็หายวับไป เหลือเพียงความว่างเปล่าเหนือตัวเมืองฟิวเจอร์ซิตี้

“ตลกน่า แกก็รู้ว่าผมบินได้” เชสเชียร์ว่า เริ่มร่วงหล่นตามแรงโน้มถ่วง เขาเล็งปืนทั้งหมดที่มีในตัวไปยังศัตรู แต่ไม่ทันไร คัตซึยะเปลี่ยนพื้นโซ่ที่ตนยืนอยู่เป็นลูกตุ้มสำหรับทุบตึกลูกเบ้อเร่อ แล้วหล่นตามเชสเชียร์ลงมาติดๆ โดยหวังจะให้ลูกเหล็กดำทะมึนนั้นทับเขา “เฮ้ย!?!

แมวครึ่งจักรกลระดมยิงใส่ก้อนโลหะหนักอึ้ง แต่กระสุนเพียงแฉลบออกโดนตึกรอบๆ เท่านั้น เมแกนเองซึ่งบินอยู่ไม่ไกลนักก็ถูกลูกหลงไปด้วย ต้องขอบคุณที่ระบบดูดซับแรงกระแทกทำหน้าของมันเป็นอย่างดี เชสเชียร์ร้องลั่น ฐานยิงมิสไซล์จิ๋วโผล่ออกมาจากช่องเปิดข้างลำตัว เขาตัดสินใจยิงถล่มลูกตุ้มด้วยทรัพยากรทั้งหมดที่มี

ทว่าน่าเสียดายที่มันไร้ผล ระเบิดไม่ระคายผิวลูกตุ้มยักษ์ที่ยังคงร่วงหล่นแม้แต่น้อย ระยะห่างระหว่างลูกเหล็กกับเชสเชียร์สั้นลงอย่างเห็นได้ชัด “เมก!” เจ้าแมวสื่อสารผ่านลำโพงในหมวก เสียงของเขาเต็มไปด้วยสัญญาณแทรก

บางอย่างผิดปกติ ทำไมเชสเชียร์ถึงไม่บินหนีออกมาด้วยไอพ่นล่ะ

เมแกนดิ่งตามลงไป คัตซึยะเงยหน้าขึ้นราวกับรอการมาของเธออยู่แล้ว โซ่หลายเส้นตวัดสวนทางโดยมีเป้าหมายที่เธอ บังคับให้เมแกนต้องหมุนควงสว่านหลบครั้งแล้วครั้งเล่า ในตอนที่โซ่เส้นสุดท้ายเฉียดสีข้างเธอไปหวุดหวิด เด็กสาวตัดสินใจคว้ามันแล้วเปิดระบบป้องกันของเครื่องแบบ กระแสไฟฟ้าแรงสูงไหลผ่านตัวกลางไปยังนินจาหนุ่ม ซึ่งมันคงจัดการเขาได้แล้ว หากไม่ใช่ปฏิกิริยาตอบรับไม่ก็เซ้นส์การรับรู้อันตรายของคัตซึยะว่องไวเกินไป เขาปลดโซ่ทุกเส้นทิ้งจากมือ ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจทรงตัวอยู่บนผิวมันๆ ของลูกตุ้มได้ต้องกระเด็นตกไป

เมแกนสังเกตว่าในชั่วพริบตาที่เธอปล่อยไฟฟ้าใส่ โซ่ดูอ่อนตัวลงและมีสภาพคล้ายผ้ามากกว่าเหล็ก

แต่เธอไม่มีเวลาใคร่ครวญเรื่องนั้นต่อ เชสเชียร์ยังคงติดอยู่ใต้ลูกเหล็กหนักอึ้ง ไม่มีการตอบสนองใดๆ จากเขานอกจากเสียงซ่าในหูฟัง เมแกนเร่งความเร็วเครื่องไอพ่นหลัง ผืนโลกกระโจนพรวดขึ้นมา เด็กสาวเห็นพื้นถนนชัดเจนมากขึ้น ผู้คนต่างชี้ไม้ชี้มือ บ้างก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายวีดีโอ เธอถึงกับเห็นผู้หญิงสองคนกำลังเซลฟีตัวเองโดยให้ติดลูกตุ้มในฉากหลังด้วยซ้ำ คนพวกนี้มันอะไรกัน! นี่มันสถานการณ์จะเป็นจะตายนะยะ แต่กลับไม่มีใครคิดแตกตื่นสักคนเลยเนี่ย มันไม่แปลกไปหน่อยเรอะ!

หน้าจอกระตุกวูบหนึ่ง “<<กำลังเข้าเขตสนามแม่เหล็กแรงสูง ทำการเหนี่ยวนำประจุหักล้าง>>”

ชุดของเธอเปล่งประกายสีฟ้าอ่อนออกมาขณะที่ผิวนอกสร้างสนามแม่เหล็กเพื่อหักล้างแรงดึงดูดที่ลูกตุ้มแผ่ออกมา น่าทึ่งจริงๆ ความสามารถของคัตซึยะไม่ได้มีแค่การแปรสภาพวัตถุเท่านั้น แต่เขายังสามารถสร้างคุณสมบัติพิเศษขึ้นมาเองได้ด้วย อำนาจแม่เหล็กแรงสูงคงไปรบกวนการทำงานวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในตัวเชสเชียร์เข้าโดยไม่ทันตั้งตัว นั่นฟังดูเป็นไปได้มากทีเดียว

เครื่องยนต์เจ็ททำความเร็วสูงสุด มันสั่นระริกราวกับจะระเบิดเสียให้ได้ ทว่าเมแกนไม่มีทางเลือก เธอต้องแซงลูกเหล็กอ้อมไปดักหน้าให้ทัน ไม่งั้นเพื่อนเธอคงแหลกเละเทะแบบซ่อมไม่ได้แหง

ยี่สิบเมตร เธอบินสูสีตีคู่กับมัน เห็นเชสเชียร์พยายามดิ้นรนให้ตนหลุดจากแรงดูดอย่างไร้ผล

สิบเมตร เธอสามารถทิ้งห่างลูกตุ้มยักษ์จนได้ ตัวเธอส่ายไปมาอย่างน่ากลัว สูญเสียการควบคุมทิศทางไปราวครึ่งวินาที จอกะบังหน้ากระพริบเป็นสีแดง ระบบไอพ่นโอเวอร์โหลด*!*

พื้นถนนอยู่ห่างไปราวห้าเมตรตอนที่เครื่องยนต์ขับเคลื่อนด้านซ้ายหยุดการทำงาน เธอเอียงวูบ ท้องไส้ปั่นป่วนใจหายวาบ ร่างตีลังกาไปตกลงบนฝากระโปรงรถยนต์ที่วิ่งมาพอดิบพอดี ตูม! รถพังทว่ายังไม่หยุดในทีเดียว มันยังหมุนคว้างไถลไปอีกไกลพอสมควร และกวาดเอารถบนท้องถนนชนกันระเนระนาด

นั่นแหละ ฝูงชนถึงได้ฤกษ์เริ่มสลายตัวหนีตายกันอลหม่านเสียที

เหลือเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้น เชสเชียร์ก็จะถูกบดขยี้เป็นเศษเหล็ก เมแกนกัดฟันลุกขึ้น ทั้งร่างรู้สึกเหมือนถูกไฟดูด บางทีเธออาจถูกดูดจริงๆ ก็ได้ เครื่องแบบนาโนเทคตัวนี้เป็นชุดสำรอง อันที่จริงมันยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาเพื่อมาแทนชุดเก่าที่นายนินจานั่นเพิ่งจะทำพังไปด้วยซ้ำ เด็กสาวออกวิ่งติดจะกะเผลกเล็กน้อยไปหาลูกตุ้ม เงาดำของมันฉายทาบกับพื้นคอนกรีตน่าสยดสยองสุดๆ เธอไม่อยากคิดเลยว่าถ้ามันอัดกระแทกลงมาจริง สภาพของผู้ช่วยเพียงตัวเดียวของเธอจะเป็นยังไง

“กลับขั้วสนามแม่เหล็กเป็นตรงข้ามกับเป้าหมาย เร่งพลังสูงสุด” เธอตะโกนสั่งการพลางภาวนาให้อย่าได้มีอะไรล้มเหลวเลย

ลูกตุ้มนั่นน่าจะหนักเป็นตันได้ เมแกนก็ไม่รู้แน่หรอกเนื่องจากตอนนั้นเธอต้องดิ้นรนกับน้ำหนักที่กดทับลงมาทั้งหมดนั่นแหละ สนามแม่เหล็กรุนแรงซึ่งไม่อาจเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่สามารถวัดและแสดงผลเป็นภาพสามมิติเรืองรองทางหน้าจอในหมวก คลื่นรอบลูกตุ้มเป็นสีแดง มันลุกโชติช่วงประหนึ่งดาวหาง ขณะที่สนามแม่เหล็กของเธอมีสีฟ้าครามแผ่ออกเป็นวงคลื่นราวกับโล่ แผ่นคอนกรีตแตกร้าวยุบลงเป็นหลุม เริ่มจากรอบรองเท้าบู๊ทส้นสูงของเธอ จากนั้นก็เป็นบริเวณโดยรอบรัศมีหนึ่งเมตร เด็กสาวร้องกรี๊ด มันเหมือนกับภูเขาทั้งลูกกำลังบดขยี้เธอ คอมพิวเตอร์ในชุดแสดงคำเตือนขีดจำกัด เครื่องหมายอัศเจรีย์ปรากฏอยู่มากเกินไป

ไอพ่นทำงานเต็มกำลังเท่าที่จะทำได้ กระนั้นสถานการณ์ของเธอก็ยังไม่สู้ดีนัก ระบบดูดซับแรงกระแทกของชุดลดความสามารถลงเรื่อยๆ ทำให้แรงกดทั้งหลายเริ่มส่งผลต่อกล้ามเนื้อและกระดูกของเธอโดยตรง ตัวกำเนิดสนามแม่เหล็กเสื่อมสภาพ น้ำหนักของลูกตุ้มดูจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว มันขยับลงมาใกล้เธอยิ่งขึ้น

เธอกำลังจะตาย เมแกนคิดอย่างหวาดหวั่น ตายทั้งที่ยังไม่สามารถพิสูจน์อะไรในชีวิตได้เลย

หากเป็นคนทั่วไปมาเจอกับสถานการณ์เช่นนี้ บางทีพวกเขาอาจสติแตกแล้วทำให้อะไรๆ แย่ลงในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งนั่นหมายถึงการเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันและน่าอเนจอนาถ ทว่าไม่ใช่กับเมแกน ให้ตายสิ เธอมีไอคิวถึงร้อยห้าสิบเชียวนะ

ปืนพลาสมากางออกรอบข้อมือขวาของเด็กสาว มันชาร์จประจุพร้อมยิงในเวลาเพียงสองวินาที สมองของเธอคำนวณสถานการณ์คร่าวๆ ความเป็นไปได้ที่มีอยู่ เมแกนพยายามไม่มองโอกาสที่เธอจะกลายเป็นของเหลวกับกองกรดอะมิโนเปื้อนพื้นปนกับซากจักรกลของเชสเชียร์

โอกาสมีไม่มากนัก เธอต้องไม่พลาดแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว

เด็กสาวค่อยๆ ลดแขนขวาลงกระทั่งง้างไปด้านหลังจนสุด แขนซ้ายเธอสั่นอย่างหนักราวกับจะหักได้ทุกเมื่อ เธอไม่รู้เลยว่าตัวเองหยุดหายใจไปตั้งแต่เมื่อใด ความตื่นกลัวแผ่ขยายเต็มพื้นที่ปอด บีบรัดหัวใจซึ่งเต้นถี่ระรัว

จากนั้นเธอก็สั่งปิดระบบสร้างสนามแม่เหล็ก

ลูกตุ้มเป็นอิสระหล่นวูบลงมา เธอเกือบชะงักเพราะความหวาดหวั่นเสียแล้วถ้าไม่ใช่เพราะสัญชาติญาณการเอาตัวรอดคอยกรีดร้องอยู่ในกระเพาะที่บิดแล้วบิดอีกแทบขาดจากกัน เด็กสาวเหวี่ยงหมัดขวาทำมุมสามสิบองศาใส่ลูกตุ้ม แต่ก่อนที่โลหะหนักเป็นตันจะป่นร่างเธอเป็นผุยผง เมแกนก็บีบสวิตช์ในอุ้งมือเพื่อเหนี่ยวไก

พลังงานแรงสูงถูกปลดปล่อยออกมาแทบจะทันที ตัวกรองในหมวกปรับมืดลดป้องกันดวงตาเธอจากแสงจ้าน้องๆ ดวงอาทิตย์ กระสุนพลาสมาปะทะกับผิวเหล็กแล้วระเบิดออก เปลี่ยนอากาศเย็นเยียบเป็นเดือดพล่าน พลังงานมหาศาลเกิดขึ้นจากปฏิกิริยาฟิวชัน ทั้งพยุงก้อนโลหะหนักอึ้งและเคลื่อนมันไปทางซ้ายไม่ให้ตกใส่เธอ พร้อมกันนั้น เมแกนเอื้อมมืออีกข้างออกไปหาเชสเชียร์ คลื่นความร้อนนั้นขนาดที่ว่าสามารถเปลี่ยนคนเป็นเยลลี่เยิ้มๆ ได้ในชั่วพริบตา แม้เด็กสาวจะรู้ว่าเชสเชียร์มีร่างกายทนทานต่อสภาวะแวดล้อมระดับสุดขีดได้ แต่เธอก็สาบานว่าเริ่มเห็นเขาละลายนิดๆ แล้ว ขณะที่ตัวเธอเองรู้สึกอย่างกับกำลังอยู่ในเตาอบยังไงยังงั้น

“<<คำเตือน อุณหภูมิสูงเกินกว่าชุดจะรับได้ กรุณาออกจากสภาพแวดล้อมนี้ภายในสองวินาที>>”

อ๊าคคคคคคคคคค**!**” เมแกนตะโกน ยืดแขนออกจนสุดกระทั่งแตะถึงลำตัวเปลือยเปล่าซึ่งเป็นชั้นโลหะใต้ซิลิโคนเลียนแบบผิวหนังแมวที่มอดไหม้ไปกว่าครึ่ง “เปิดทำงานระบบสนามแม่เหล็ก ขยายขอบข่ายไปยังเป้าหมายเชสเชียร์ เดี๋ยวนี้!”

เธอได้ยินเสียงหึ่งๆ ของเครื่องจักรที่พยายามจะทำงาน ไม่นะๆ ๆ ๆ อย่ามาหักหลังกันตอนนี้นะยะ*!*

ปืนพลาสมาดับวูบเนื่องจากเธอไม่ได้คำนึงถึงการใช้งานในระยะประชิดมาก่อนในตอนสร้างจึงทำให้ระบบของมันโอเวอร์ฮีท  ลูกตุ้มตกกระแทกคอนกรีตโครม! รอยร้าวแผ่ขยายออก ผิวหน้าถนนยกตัวขึ้นเป็นแผ่นๆ

เมแกนนอนคว่ำอยู่ไม่ไกลกันนัก เธอกอดร่างแน่นิ่งของเชสเชียร์แน่น ภายในหูยังอื้ออึ้งด้วยเสียงวิ้งน่ารำคาญ หัวใจเต้นแรงบ้าคลั่งฉีดอะดรีนาลีนไปทั่วร่าง เธอตะเกียกตะกายลุกขึ้นทั้งที่แขนยังสั่นเทาไร้เรี่ยวแรง อาการปวดตุบจางๆ บอกเธอว่าหลังจากนี้คงจะต้องหนักหนาสาหัสแน่ แต่อย่างน้อยก็ไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดหักหรือบาดเจ็บรุนแรง

แม้จะอยู่ในสภาพไหม้เกรียมกว่าครึ่งจนสามารถเห็นลำตัวจักรกลสีเงินด้าน กระนั้นเชสเชียร์ก็ยังปลอดภัยดี เธอสั่งให้คอมพิวเตอร์วิเคราะห์ทันทีที่ระบบกลับมาออนไลน์อีกครั้งหลังดับเพราะแรงสะท้อนจากพลังงานพลาสมาไปราวสามวินาที ในตอนนี้เขาแค่หยุดการทำงานไปเท่านั้น ดูเหมือนตัวจ่ายพลังขับเคลื่อนจะเสียหาย

แปลก มันจะเป็นไปได้แค่ไหนกันที่ตัวจ่ายจะพังน่ะ เมแกนสงสัย ตัวจ่ายพลังขับเคลื่อนติดตั้งอยู่ในส่วนลึกสุดของเชสเชียร์ เรียกว่าอยู่ติดกับหัวใจเขาเลยก็ว่าได้ ตรงจุดนั้นมีการป้องกันในระดับครอบคลุมภัยคุกคามแทบทุกอย่าง อย่าว่าแต่แม่เหล็กแรงสูงเลย ต่อให้ถูกมิสไซล์ยิงจังๆ ก็ยังไม่เป็นอะไร

ลูกตุ้มสลายกลายเป็นเศษผ้า ไม่น่าเชื่อเลยว่าสิ่งที่หวิดฆ่าเธอกับเชสเชียร์แล้วนั้นแท้จริงเป็นแค่ส่วนหนึ่งของผ้าขนหนูเท่านั้น เสียงวัตถุพุ่งผ่านอากาศดังติดกันสองครั้ง เด็กสาวมองตามก็พบกับตำรวจสองนายกำลังยืนตัวสั่นห่างออกไปไม่มากเท่าไหร่ เมแกนไม่ได้สังเกตเลยว่าเธอถูกรถตำรวจสีขาวกับน้ำเงินจอดปิดล้อมไว้เรียบร้อยแล้ว พวกนั้นคงมาในช่วงที่เธอกำลังดิ้นรนเอาตัวรอดพร้อมกับช่วยเพื่อนไปด้วยแหง ทว่าที่ทำให้เด็กสาวประหลาดใจก็คือปืนของตำรวจสองนายนั้นวางอยู่บนพื้น ไม่ได้อยู่ในซองหรือในมือและเล็งมาที่เธอ ที่ดิ อินเวนทรีเช่นปกติด้วยซ้ำ เธอทันเห็นมีดสั้นสลายกลายเป็นเส้นด้ายก่อนปลิวหายไปกับสายลม

เมแกนเงยหน้าขึ้น กล้องในหมวกกันน็อคช่วยซูมให้เห็นร่างในชุดนินจาสีดำยืนทอดสายตาลงมายังเธอจากยอดตึก โทสะปะทุวาบขึ้นมา หมอนั่นกล้าดียังไงถึงได้ทำร้ายเชสเชียร์***!***

อุปกรณ์ทั้งหลายดูจะตอบสนองต่อความกราดเกรี้ยวของเธอ ไม่มีชิ้นไหนที่ร้องเตือนระบบมีปัญหาอีก ไอพ่นเปิดการทำงานแรงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แล้วเด็กสาวก็ทะยานสู่ฟากฟ้าขึ้นไปเผชิญหน้ากับคัตซึยะ

“น่าผิดหวังจริงๆ” หนุ่มนินจาพูดเรียบๆ เมื่อเมแกนลดระดับลงมายืนต่อหน้าเขา เชสเชียร์ยังคงอยู่ในอ้อมแขน “ผมนึกว่าการที่เธอเป็นควินน์คนหนึ่งจะทำอะไรได้มากกว่านี้นะ”

“งั้นจะลองดูไหมล่ะ!” เมแกนกระชากเสียง ปืนพลาสมากางออกจ่อตรงไปยังศัตรูของเธอ

“นั่นไง ค่อยเหมือนพวกอาชญากรหน่อย แต่รู้อะไรไหม อาชญากรรมที่ก่อด้วยความโกรธน่ะถือเป็นอาชญากรรมที่ต่ำชั้นที่สุด เพราะงั้นเธอเองก็ไม่ต่างจากพวกกระจอกที่วิ่งพล่านอยู่ในเมืองคอยหาทางปล้นร้านสะดวกซื้อหรอก”

“อย่างนายเองก็ไม่ใช่ฮีโร่เหมือนกัน” เด็กสาวกัดฟัน “ปล่อยลูกตุ้มใส่เมืองแบบนั้น ไม่คิดว่าจะทำให้คนเดินถนนบาดเจ็บเลยงั้นหรือ”

“มันจะไม่ตกถึงข้างล่างหรอกถ้าเธอไม่ไปขวางแบบนั้น แต่ในเมื่อเธอตั้งใจจะหยุดมัน ผมก็อยากเห็นเหมือนกันว่าน้องสาวที่ลุคภูมิใจนักหนาน่ะมีดีแค่ไหน” คัตซึยะกล่าวเรียบๆ มือกอดอกสายตาเย็นชา “ถึงอย่างนั้นเขาก็ตีค่าเธอสูงเกินไป ลองได้มาเห็นตัวเธอตอนนี้สิ อาชญากร... ผมว่าเขาคงไม่มีทางพูดแบบเดิมแน่”

ใบหน้าเมแกนร้อนผ่าวด้วยความโกรธ “นายจะมารู้อะไรกับครอบครัวฉัน**!**” จากนั้นเธอก็ชะงัก จำได้ว่าพี่ชายเธอมักพูดถึงเพื่อนนิสัยจริงจังของเขาให้ฟังอยู่บ่อยๆ คัตซึยันอย่างนั้น คัตซึยันอย่างนี้ เดี๋ยวนะ คัตซึยันคือคัตซึยะงั้นเรอะ หมอนี่เนี่ยนะ! เพื่อนซี้ย่ำปึ้กของพี่ลุคน่ะ!?!

“อย่างน้อยผมก็รู้แล้วกันว่าวันนี้เขาถึงกับวิ่งไปมีเรื่องกับโรอาทันทีที่รู้ว่าหมอนั่นทำให้สกู๊ตเตอร์ของเธอล้มที่หน้าโรงเรียน เจ้านั่นเป่าให้รถเธอล้มใช่ไหมล่ะ” เสียงของเด็กหนุ่มฟังเศร้าๆ “เธอได้สังเกตหรือเปล่า สงสัยบ้างไหมว่าพี่ชายเธอได้รอยช้ำตรงเบ้าตามาได้ยังไง เขาท้าต่อยกับอันบีทเอเบิ้ลบอยเชียวนะ! ทั้งที่รู้ว่ายังไงตัวเองก็ไม่มีทางชนะ ผมนี่แหละที่เป็นคนช่วยพาเขาออกมาก่อนจะถูกเจ้าโง่นั่นซ้อมเสียยับ คิดว่าผมพอจะอ้างว่ารู้จักลุคดีได้บ้างแล้วหรือยังล่ะ”

เมแกนอับจนคำพูดชั่วขณะหนึ่ง เธอไม่นึกฝันมาก่อนว่าจะได้ยินใครสักคนมาบอกว่าลุคภูมิใจในตัวเธอ สำหรับครอบครัวควินน์ เมแกนก็เหมือนแกะดำ ทุกคนมีพลังพิเศษและเป็นซูเปอร์ฮีโร่ ขนาดดิลอน น้องชายคนสุดท้องเองก็ได้รับการทาบทามจากลิลเลียนน่า เบอร์โรวส์เบื้องหลังตั้งแต่สี่ขวบแล้วจากความสามารถทางพลังจิตในระดับเอ มีเพียงเธอเท่านั้นที่เป็นเพียงคนธรรมดาต่อให้มีไอคิวสูงกว่ามาช่วยเสริมก็เถอะ เพราะสุดท้ายแล้วเธอก็เป็นได้แค่นักประดิษฐ์ หาใช่ฮีโร่ไม่

“ถะ ถ้างั้นนายก็ควรจะรู้ไว้นะว่าการพยายามฆ่าน้องสาวของเพื่อนตัวเองไม่ใช่เรื่องที่ควรทำน่ะ”

“ฆ่าหรือ เปล่าสักหน่อย ผมบอกแล้วไงว่าไม่ได้ต้องการให้เธอตาย ภารกิจของผมคือการลอบเข้าฐานทัพของเธอต่างหาก”

“แต่นายทำร้ายเชสเชียร์ แถมยังพังฐานบัญชาการของฉันซะยับเยิน”

“นั่นเพราะเธอกับ... เจ้าสัตว์เลี้ยงนั่นมาขวางทางผมต่างหาก จึงช่วยไม่ได้ที่ผมจะต้องลงไม้ลงมือสักหน่อย”

“นายจะบอกว่าฉันควรจะปล่อยให้นายเดินลอยชายเข้ามาในฐานทัพลับที่สุดของฉัน และขโมยข้อมูลทั้งหมดไปโดยที่ฉันไม่ควรทำอะไรเลยงั้นหรือ”

“ผมจะตอบว่าใช่ และเธอก็ควรทำให้สมองฉลาดๆ เข้าใจความหมายจริงๆ ของมันด้วยนะ”

เมแกนย่อตัวลง วางเชสเชียร์อย่างนุ่มนวลบนพื้นดาดฟ้า “โฮ่ นายหมายความว่าฉันไม่มีทางชนะนายได้งั้นหรือ”

“เข้าใจอะไรเร็วดีนี่”

“ทางเดียวที่จะพิสูจน์ได้” เธอตอบน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจของอีกฝ่ายด้วยการชาร์จปืนพลาสมาที่ข้อมือ คอมพิวเตอร์สแกนระบบทั้งหมดอย่างรวดเร็วและยืนยันกับเธอว่าพร้อม เมแกนเชื่อว่าตนสามารถจัดการกับเขาได้แน่ เธอเพิ่งนึกออกเดี๋ยวนี้เองถึงจุดอ่อนในความสามารถการแปลงสสารของคัตซึยะ ข้อจำกัดแรกคือการที่เขาต้องสัมผัสกับวัตถุที่ต้องการแปรสภาพโดยตรง เช่นตอนที่เขาเข้าจู่โจมประชิดตัวเพื่อพังชุดวายร้ายของเธอในฐานทัพลับ แต่แล้วคัตซึยะก็แสดงให้เห็นว่าเขาสามารถส่งถ่ายพลังผ่านทางตัวกลางอันเกิดจากความสามารถของตัวเองได้ นั่นเป็นตอนที่เขาทำลายตัวจ่ายพลังขับเคลื่อนของเชสเชียร์ เธอรู้อยู่แล้วว่าแม่เหล็กไม่มีทางผ่านชั้นป้องกันเข้าไปสร้างความเสียหายถึงส่วนนั้นได้ ความเป็นไปได้ที่เหลือจึงตกอยู่กับคัตซึยะ การที่เขาสร้างโซ่ใยแมงมุมพวกนั้นก็เพื่อรอโอกาสให้เธอกับเชสเชียร์ไปยืนหรือสัมผัสกับมัน ซึ่งก็เป็นไปตามความคาดหมาย เชสเชียร์กระโดดลงไปวิ่งบนนั้นแทนการเคลื่อนที่ด้วยไอพ่น และคัตซึยะก็อาศัยจังหวะนั้นส่งพลังผ่านทางสายโซ่มากมายเข้าไปทำให้ตัวจ่ายพลังงานโอเวอร์โหลดหรืออะไรทำนองนั้น แบบเดียวกับที่เขาเปลี่ยนโซ่ให้กลายเป็นลูกตุ้มได้โดยไม่ต้องสัมผัสโดยตรงนั่นเอง

และนั่นก็ทำให้เด็กสาวได้ข้อสรุปสุดท้าย ในจังหวะที่เธอคว้าเคียวโซ่ที่เขาใช้โจมตีใส่ขณะที่เธอดิ่งลงไปช่วยเชสเชียร์ ตอนนั้นเขาสามารถปิดการทำงานชุดของเธอด้วยซ้ำ ทว่าเขาก็ไม่ได้ทำ ทำไมล่ะ นอกเสียจากว่าเขาทำไม่ได้ต่างหาก

จุดอ่อนของคัตซึยะก็คือ...

“ใจเย็นๆ กันหน่อยสิจ๊ะ เด็กๆ” เสียงหวานๆ ดังขึ้นข้างหลังเธอ เมแกนมีเวลาแค่ตระหนกก่อนที่กระแสไฟฟ้ามากพอทำให้ชุดของเธอหยุดทำงานรวมถึงกล้ามเนื้อเป็นอัมพาตชั่วคราวจะแล่นวาบไปทั่วร่าง เธอล้มลง หมดสภาพที่จะป้องกันตัวเองได้อีกต่อไป

หล่อนเป็นผู้หญิง เมแกนบอกได้แค่นั้น หญิงสาวในชุดเดรสแขนยาวสีดำลายลูกไม้ก้าวย่างอย่างเชื่องช้าและสง่างามไปหาคัตซึยะ กระโปรงยาวกรอมเท้าซึ่งด้านหนึ่งผ่าสูงขึ้นมาเกือบถึงสะโพกสะบัดไหวตามการเคลื่อนไหวเผยเรียวขาขาวเนียนได้รูป หล่อนมีรูปร่างงดงามน่าทึ่ง พอเหมาะพอเจาะไม่ผอมบางหรือเทอะทะเกินไป เรือนผมดำขลับยาวตรงลงมาสุดกลางหลัง

เด็กหนุ่มโค้งคำนับหญิงสาวผู้นั้น “ท่านเจ้าบ้าน” เขาเรียก

ท่านเจ้าบ้านหันมามองเมแกน มันยากที่จะบอกว่าหน้าตาของหล่อนเป็นอย่างไรในขณะที่หมวกปีกกว้างใบใหญ่ประดับช่อดอกกุหลาบสีดำกับขนนกด้านบนวางเอียงบนศีรษะมีผ้าคลุมหน้าบางๆ สีเดียวกันห้อยยาวลงปิดลงมาถึงคอ เด็กสาวสังเกตว่าชุดของท่านเจ้าบ้านถูกรัดด้วยเข็มขัดเส้นเล็กๆ ซึ่งเสียบมีดสำหรับขว้างไว้หลายสิบเล่มด้วยกัน ส่วนหน้าอกหน้าใจอันเป็นสิ่งเดียวที่อลังการอย่างแท้จริงก็ไม่รู้ว่าซุกซ่อนอาวุธอะไรไว้อีกบ้าง

“ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ” ฝ่ายนั้นคุกเข่าข้างหน้าเมแกน “ฉันไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายเธอ”

“อย่า...” เด็กสาวครางขณะที่ท่านเจ้าบ้านเอื้อมมือมากดสวิตช์หมวกกันน็อคของเธอ “ได้โปรด”

“โอ เธอไม่จำเป็นต้องปิดบังฉันหรอก เมแกน เซราทีน่า ควินน์ ฉันรู้ว่าเป็นเธอ ฉันคอยตามดูเธอมาหลายปีแล้ว”

เมแกนเสียวสันหลังวาบ นี่หล่อนรู้กระทั่งชื่อกลางของเธอเลยงั้นหรือชื่อที่แม้แต่ตอนสมัครเข้าโรงเรียนเธอยังไม่กรอกมันลงไปด้วยซ้ำ เด็กสาวผ่อนลมหายใจเพื่อควบคุมสติ เธอต้องขยับตัวให้ได้ในเร็วๆ นี้ ด่วนเลย เมแกนไม่เห็นอะไรอื่นนอกจากหายนะที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า มีใครบ้างเนี่ยที่ยังไม่รู้ความลับของเธอน่ะ

จู่ๆ เมแกนก็นึกอยากร้องไห้ ทำไมเธอถึงอุตรินึกอยากครองโลกแต่แรกนะ ลำพังเป็นแค่เมแกนเฉยๆ ก็น่าจะพอแล้วสำหรับพ่อกับแม่ ถ้างั้นมันก็ควรจะเพียงพอสำหรับเธอด้วยสิ “อย่าทำร้ายฉันเลยนะคะ” เธอกระซิบ

ท่านเจ้าบ้านดูประหลาดใจ แม้จะไม่อาจเห็นจากสีหน้าหล่อนได้ ทว่าเมแกนก็รู้สึกเช่นนั้น “ทำร้าย? ใครจะอยากทำเรื่องโหดร้ายกับเด็กสาวน่ารักน่าชังอย่างเธอละจ๊ะ ไม่ๆ ๆ ๆ เธอเข้าใจผิดแล้ว คัตซึยะน่ะถูกส่งไปหาเธอเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับฉันต่างหาก” ว่าแล้วหล่อนก็หันไปหาหนุ่มผมทองผู้ซ่อนใบหน้าครึ่งล่างหลังผ้าพันคอ “เนี่ย ฉันบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าให้เธอรีบเข้ารีบออก แล้วก็หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับผู้เกี่ยวข้องกับเป้าหมายทั้งหมด”

“แต่ยัยนี่กับเจ้าหุ่นประหลาดเจอผมเข้า จากนั้นก็ไล่ตามมา...” คัตซึยะชะงักเมื่อหมวกกันน็อคถูกดึงออกไปจากหัวเมแกน มันคงไม่น่าดูเท่าไหร่หรอกสำหรับคนที่เพิ่งถูกไฟช็อตมาหมาดๆ เด็กสาวสงสัยว่าตัวเองอาจกำลังน้ำลายไหลยืดอยู่

“ไม่ใช่ว่าเธอมัวแต่อาบน้ำอยู่หรอกใช่ไหม” ท่านเจ้าบ้านถามเสียงเข้ม เด็กหนุ่มอดผงะเล็กน้อยไม่ได้ “เอาจริงสิ ระหว่างภารกิจเนี่ยนะ”

“แต่ตอนนั้นมันสองทุ่มครึ่งแล้ว เวลาอาบน้ำของผมคือสองทุ่มครึ่ง คุณก็รู้นี่!”

หญิงสาวลึกลับยกมือกุมหน้าผาก “ให้ตายสิ คัตซึยะ ฉันก็พอเข้าใจนะไอ้เรื่องตารางเวลากับแผนการของเธอเนี่ย แต่ไม่คิดบ้างหรือว่ามันอาจมากไปหน่อยน่ะ”

“มันก็... คงนิดหน่อย ไม่หรอก น้อยกว่านิดหน่อยนิดนึง...” เด็กหนุ่มสั่นศีรษะ “ขอโทษครับ แต่ไม่เลยต่างหาก”

“คงมีฉันคนเดียวมั้งที่ยังปกติอยู่น่ะ” ท่านเจ้าบ้านถอนหายใจเฮือกใหญ่ กลับมาสนใจเมแกนอีกครั้ง “ขอโทษนะจ๊ะที่เรื่องนี้มันรุนแรงไปหน่อย แต่ขอฉันอธิบายสักนิดเถอะ” หล่อนล้วงพิโกฮาร์ดไดรฟ์ออกมาจากกระเป๋าใบเล็กที่ติดกับเข็มขัดดอกไม้ตรงเอวคอดกิ่ว “นี่คือข้อมูลที่ฉันดูดจากฐานทัพลับของเธอ ข้อมูลสิ่งประดิษฐ์ทั้งหมด แบบแปลนกับแผนการต่างๆ ของดิ อินเวนทรี ซึ่งก็คือเธอ”

“เป็นคุณเองงั้นหรือ!?!” ดวงตาเมแกนเบิกกว้าง พยายามลุกขึ้นทว่าไร้ผล ร่างกายเธอยังคงชาดิก เสียงหัวใจเต้นแรงดังก้องในหู ไม่แน่ใจว่าเป็นความกลัวหรือความรู้สึกอื่น “คุณต้องการอะไรจากฉันกัน หรือว่าตั้งใจจะจับฉัน”

“ใจเย็นๆ ไม่มีใครโดนจับทั้งนั้นแหละ ไม่งั้นฉันคงขอให้ฮีโร่คนอื่นมาทำแทนแล้วละ” อีกฝ่ายหัวเราะคิก ด้วยเหตุผลบางอย่าง เสียงนั้นทำให้เลือดในกายเมแกนเย็นเฉียบ “คัตซึยะน่ะเป็นฮีโร่จากฝั่งโลกมืด เขาไม่สนใจกับเรื่องหยุมหยิมอย่างการจับกุมหรอก ภารกิจต่างหากที่สำคัญ และภารกิจของเขาก็คือการส่งมอบข้อมูลทั้งหมดของเธอให้กับฉัน” หล่อนลูบแก้มเมแกนด้วยปลายนิ้วเรียวใต้ถุงมือผ้าไหม “เธอคงสงสัยว่าทำไมฉันถึงต้องการมันถูกไหม ฉันมีงานชิ้นหนึ่งจะมอบให้เธอ ซึ่งความลับของเธอจะเป็นตัวรับประกันว่าเธอจะไม่หักหลังฉันไงละ”

“งาน... หรือคะ”

“ถูกต้อง” ท่านเจ้าบ้านเก็บฮาร์ดไดรฟ์แล้วหยิบกลักยาออกมาแทน ข้างในเป็นแคปซูลสีส้มใสซึ่งหล่อนยื่นจ่อที่ปากเมแกน แน่นอนว่าเธอไม่มีทางยอมอ้าอยู่แล้ว ปัญหาก็คือ ยานั้นเป็นสารระเหยต่างหาก โดยกว่าเมแกนจะรู้ก็สายไปเสียแล้ว “ยานี่จะช่วยฟื้นกำลังและปรับสมดุลร่างกายให้กลับเป็นปกติ ฉันเสียใจที่ต้องช็อตเธอนะ แต่ปืนพลาสมาน่ะน่ากลัวน่าดู”

ท่านเจ้าบ้านยืนขึ้น “ฉันจะติดต่อไปหาอีกครั้ง สำหรับความลับทั้งหมดของเธอ ฉันจะไม่แพร่งพรายให้ใครรู้ คัตซึยะเองก็จะปิดปากเงียบ สบายใจได้เลยว่ามันจะถูกเก็บรักษาอย่างดี” เมแกนหนาววาบจากแววตาเรืองวาวใต้ผ้าคลุมตาข่ายสีดำของทางนั้น “เธอกับเพื่อนตัวน้อยของเธอจะออกตามหาก็ได้นะ แต่ขอเตือนว่าอย่าดีกว่า”

“เดี๋ยวก่อนค่ะ” เมแกนร้องก่อนที่ท่านเจ้าบ้านกับหนุ่มนินจาจะหันหลังจากไป “งานที่ว่านั่น... คืองานอะไรหรือคะ”

หล่อนตอบเธอด้วยความเงียบครู่ใหญ่ๆ จากนั้นจึงค่อยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไพเราะที่ทำให้เมแกนกลัวจับใจ “มันคงไม่ยากสำหรับสาวน้อยวายร้ายอย่างเธอหรอก แต่ฉันเชื่อว่ามันจะต้องท้าทายความสามารถของเธอแน่ๆ”

แล้วทั้งสองก็กระโจนออกไปยังความว่างเปล่าของฟากฟ้ายามราตรี

#


ebooks.in.th

http://cdn-tunwalai.obapi.io/files/member/141205/912051809-member.jpg

>>พบกับผลงานใหม่ๆ ของผู้เขียนได้ที่นี่<<

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว