email-icon facebook-icon Line-icon

คนเราผิดพลาดกันได้ เมื่อพลาดแล้วจงนำข้อผิดพลาดนั้นมาเป็นบทเรียนในการดำรงชีวิตต่อไป ชีวิตต้องเดิน ไม่ใช่ถอยหลัง

บทที่ 6 พ่อสัญญา

ชื่อตอน : บทที่ 6 พ่อสัญญา

คำค้น : อาคิระ ขิม ภูผา แม่เลี้ยวเดี่ยว พ่อสายอ่อย สายโหด หวง หึง จีบเมียเด็ก เรท18+ Villan เด็กแก่แดด จิ้งจอกร้อยหาง หวาน โรแมนติก ดราม่า

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 45.7k

ความคิดเห็น : 71

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ค. 2564 22:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 6 พ่อสัญญา
แบบอักษร

บทที่ 6 พ่อสัญญา 

 

18.00 น. 

“ขับรถดี ๆ นะคะคุณเตโช” ฉันยิ้มให้คนในรถ

“อืม แล้วเจอกันอีกนะ เดี๋ยวจะมาเล่นกับภูผาบ่อย ๆ” คุณเตโชยิ้มกว้าง

“ยินดีต้อนรับเสมอค่ะ” ฉันยิ้มสดใสโบกมือลาคุณเตโชจนเขาลับสายตาแล้วถึงเดินเข้าบ้าน

“แม่ขิมมมมม!” น้องภูผากระโดดกอดฉัน “ทำไมวันนี้แม่ไม่ไปรับผมอะ? ผมงอนแม่แล้วนะ”

“โอ๋ ๆ แม่ขอโทษครับ อย่างอนแม่เลยนะลูกชายของแม่” ฉันหอมแก้มน้องภูผา “พอดีแม่ขิมไปคุยธุระกับคุณอาเตโชครับ นี่ดูสิคุณอาเตโชซื้อของเล่นมาฝากน้องภูผาเยอะแยะเลยน่า”

“ไหน ๆ ขอผมดูหน่อย” น้องภูผารับถุงของเล่นในมือฉันไปเปิดดูแล้วก็ร้องว้าวเสียงดัง

ฉันนั่งดูลูกชายดูของเล่นใหม่ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก การมาของคุณเตโชในวันนี้ว่าเซอร์ไพรส์แล้ว เรื่องที่เขาสารภาพกับฉันยิ่งเซอร์ไพรส์กว่าหลายเท่า

“ทำไมขิมน้อยถึงไม่บอกฉัน”  

“คุณชายน้อยหมายถึงเรื่อง.....”  

“จะมีเรื่องอะไรอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่เรื่องที่เธอท้อง!”  

“ตอนนั้นขิม...”  

“ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่พูดออกมาง่าย ๆ แต่....”  

“แต่...”  

“ฉันก็อยากให้เธอบอกฉันอยู่ดี!”  

“ขิมไม่อยาก...”  

“เธอไม่ยอมบอกฉัน ไม่ยอมบอกพ่อแม่ฉัน เพราะเธออายและเธอก็ไม่ต้องการอยู่กับภาพความทรงจำร้าย ๆ ฉันเข้าใจ แต่ฉันก็น้อยใจเธออยู่ดี!”  

“คุณชายคะ...”  

“เธอเป็นคนบอกฉันเองว่าเราสองคนจะไม่มีความลับต่อกัน ไม่ว่าจะเรื่องไหน? ปัญหาอะไร? เราสองคนจะคุยและปรึกษาหาทางออกช่วยกัน แต่พอเธอเผชิญกับปัญหา เธอกลับปิดปากเงียบไม่ยอมบอกฉัน ฉันน้อยใจเธอมากขิมน้อย”  

“คุณชายจะน้อยใจขิมไปทำ....”  

“เพราะฉันอยากเป็นคนสำคัญและคนที่เธอเชื่อใจไงล่ะขิม!”  

“คุณชายน้อยขิมไม่อยากให้คุณต้องมา....”  

“แปดปีก่อนถ้าเธอบอกฉันว่าเธอท้อง เพราะถูกพี่ชายฉันข่มขืน วันนั้นฉันยินดีจะเป็นพ่อของลูกให้เธอ!”  

“!!!!”  

“ถ้าฉันรู้ ฉันจะไม่ปล่อยเธอไป!”  

“คุณชาย...”  

“ถึงลูกในท้องเธอจะไม่ใช่ลูกฉัน แต่เขาก็สายเลือดเดียวกับฉัน ฉันยินดีเป็นพ่อเขา!”  

“!!!!”  

“แปดปีกว่า ๆ เกือบเก้าปี เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แสนใสซื่ออย่างเธอผ่านมันได้ยังไงกัน?”  

“.....”  

“ยิ่งฉันคิดฉันก็ยิ่งปวดใจแทนเธอ และโกรธพี่ชายตัวเอง!”  

“คุณชายน้อยอย่า....”  

“และฉันก็โกรธตัวเองมากที่ไม่ได้อยู่ข้าง ๆ เธอในวันที่เธออ่อนแอ”  

“คุณเตโช...”  

“ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ วันนั้นจะไม่เชื่อแม่ ฉันจะวิ่งตามเธอแล้วจะไม่ยอมปล่อยมือจากเธอ!”  

“.....”  

“ภูผาก็ไม่ต้องกำพร้าพ่อ เธอเองก็คงไม่ต้องกลายเป็นขี้ปากชาวบ้านให้ใครนินทา!”  

 

 

-------- TECHO part -------- 

“เตโชมาดูน้องสิลูก” แม่เรียกผมไปดูเด็กทารกในห่อผ้า เด็กคนนั้นผิวขาวมาก แก้มก็น่าหยิก

“น้องน่ารักจังเลยครับแม่”

“แม่ก็ว่างั้นแหละ เตโชชอบน้องไหมลูก?” แม่ถามผมด้วยรอยยิ้ม

“ชอบมากครับ” ผมยื่นหน้าไปหอมแก้มใส ๆ น้องเด็กน้อย

“น้องชื่อว่า 'ขิม' หนูขิมนี่พี่เตโชนะคะ พี่เขาชอบหนูมากเลยนะ”

“แอ๊ แอ๊” น้องผู้หญิงในห่อผ้าทำเสียงอ้อแอ้

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาผมก็มีเพื่อนเล่นและมีน้องสาวที่น่ารักเติบโตมาด้วยกัน

เธอมีชื่อว่า ‘ขิม’ เธอเป็นลูกสาวของบอดี้การ์ดคู่ใจพ่อผม และแม่เธอยังเป็นแม่ครัวคนโปรดของแม่ผมด้วย

เพราะพี่ชายผม ‘อาคิระ’ เป็นคนเงียบ เย็นชา เอาใจตัวเอง แถมยังโมโหร้ายจนเป็นที่หวาดกลัวของคนในบ้าน พ่อเลยต้องหอบหิวพี่อาคิระไปด้วยเกือบทุกที่ เพื่อจะได้ควบคุมพฤติกรรมของพี่ชาย ผมเลยเติบโตมาพร้อมกับขิม สนิมกับขิมมากกว่าพี่ชาย จนเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนคิดว่าผมมีน้องสาว

ในวัยเด็กผมใช้ชีวิตเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมงกับขิม กิน เล่น นอน เรียนหนังสือ ไปเที่ยว ก็จะมักมีขิมติดสอยห้อยไปด้วยเสมอ กลายเป็นผมที่ติดขิม เรียนมอต้นมอปลายก็ยังต้องลากขิมมานั่งเรียนพิเศษด้วย ไม่งั้นไม่สมาธิและกำลังใจในการเรียน

และทุกครั้งที่ผมทำเรื่องปวดหัว ขิมจะออกตัวมาช่วยผมแก้สถานการณ์และปัญหาเสมอ มีครั้งหนึ่งตอนผมอายุสิบห้าปี ผมดันไปตีลูกชายรัฐมนตรีคนหนึ่งเลือดตกยางออก เพราะมันมาซ่าส์หาเรื่องผมก่อน พ่อโกรธผมมาก ผมถูกพ่อตีด้วยไม้เรียวเหมือนในหนังทาส พ่อเป็นคนที่โหดและดุมาก พ่อไม่เคยโอ๋ผมหรือพี่ชายเลย ถ้าผมหรือพี่ชายทำผิด พ่อก็จะลงโทษด้วยมือของพ่อเอง ส่วนแม่ก็ช่วยอะไรไม่ได้

เพี๊ยะ เพี๊ยะ

“คุณท่านคะ หนูไหว้ล่ะค่ะ คุณท่านหยุดตีคุณชายน้อยเถอะนะคะ”

“ไม่ตีมันได้ยังไง หนูขิมรู้ไหมถ้าไม่กำราบมันตั้งแต่วันนี้ วันหน้ามันจะไม่ราบจำและไม่คิดถึงหัวใครเลย นอกจากตัวมันเอง”

“หนูเข้าใจคุณท่านค่ะ คุณท่านตีเพราะรักลูก แต่ถ้าคุณท่านตีคุณชายไปมากกว่านี้ คุณชายน้อยจะล้มป่วยเอานะคะ หนูเชื่อว่าถ้าคุณชายน้อยล้มป่วย คุณท่านต้องเสียใจมากแน่”

วันนั้นผมยิ้มโดยไม่รู้สึกเจ็บสักนิด แต่กลับรู้สึกหัวใจพองโตและอบอุ่นอย่างน่าประหลาด ไม่คิดเลยว่าเด็กผู้หญิงที่ใสซื่อและหัวช้าอย่างขิมจะกล้าหาญได้มากขนาดนี้

“คุณชายน้อยเจ็บมากไหมคะ? ขิมทำข้าวต้มมาให้ทานด้วยค่ะ” เธอตักข้าวต้มมาเป่าแล้วยื่นมาจ่อปากผม

ผมยิ้มอย่างสุขใจก่อนจะอ้าปากรับข้าวต้มอุ่น ๆ จากเธอ วันนั้นเองที่ผมได้ค้นพบว่า ขิมไม่ใช่น้องสาวที่น่ารักน่าแกล้งอีกต่อไป แต่เธอคือเด็กผู้หญิงที่ผม ‘หลงรัก’ โดยไม่รู้ตัวต่างหาก

มันเริ่มตั้งแต่ตอนไหนนะที่ผมหลงรักเธอ ขิมน้อย!

“แม่เห็นขิมไหมครับ?” ผมวิ่งถือถ้วยรางวัลและเหรียญทองชนะเลิศจากการแข่งขันฟุตบอลชายเข้ามาในบ้าน วันนี้ตั้งใจจะมาอวดขิมโดยเฉพาะ แต่ผมกลับไม่เจอเธอเลย

“ครอบครัวขิมเพิ่งย้ายออกไปเมื่อวานนี้เองลูก”

“ย้ายออก!” หัวใจวูบโหลงทันที ผมไปเก็บตัวฝึกฟุตบอลแค่สามเดือน ไม่คิดว่าคนที่เป็นแรงผลักดันให้ผมจะจากผมไปเสียแล้ว

“นิรัชกับบุษย์เขาอยากกลับไปทำสวนที่บ้านเกิด เฮ้อ! แม่เองก็จนปัญญาจะรั้ง....”

“บ้านเกิดที่ว่าอยู่ไหนครับแม่” ผมถามด้วยความร้อนใจ “แล้วทำไมแม่ไม่บอกผมล่ะ ทำไมถึง....”

“หนูขิมขอไว้น่ะ เพราะกลัวว่าจะทำให้ลูกเสียสมาธิในการฝึกซ้อม” แม่เดินมากุมมือผม “แม่รู้ว่าเตโชคิดยังไงกับขิม แม่รู้ แม่มองออกตั้งนานแล้ว แค่แม่ไม่พูด”

“แม่....แล้วทำไมแม่ไม่รั้งขิมไว้ล่ะ”

“เพราะแม่อยากให้ลูกเติบโตมากกว่านี้ ไม่ใช่เพราะว่ารักแล้วจะวิ่งตามรั้งขิมไว้ ลูกควรก้าวไปยืนตรงหน้าขิมในวันที่ลูกสามารถดูแลขิมแทนพ่อแม่ขิมได้จริง ๆ ถึงวันนั้นแม่พร้อมจะสนับสนุนลูก และยินดีที่จะสู่ขอขิมให้ลูกด้วยตัวเอง”

“แม่พูดจริงนะ”

“แม่ไม่เคยโกหกลูก แม่เองก็รักหนูขิมเหมือนกัน”

หลังจากวันนั้นผมก็พยายามพัฒนาตัวเองในทุกด้าน ตั้งใจช่วยงานทางครอบครัวอย่างเต็มที่ ผมเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยกำลังของตัวเองจนประสบความสำเร็จ

และวันนี้ผมยิ้มได้อย่างภาคภูมิ ผมพร้อมแล้วที่ไปเดินไปยืนอยู่ตรงหน้าขิม

แต่แล้วฝันและหัวใจผมก็แหลกสลายลง.......

ขิมมีลูกแล้ว แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นที่ผมใจสลาย แต่เป็นเพราะพี่ชายที่ผมเคารพรัก ทำลายชีวิตผู้หญิงที่ผมรักและเฝ้าถนอมอย่างเลือดเย็น

พี่อาคิระข่มขืนขิมจนท้อง!

เหตุผลที่ครอบครัวขิมย้ายออกไปไม่ใช่เพราะอยากกลับไปทำสวน แต่เพราะต้องการหนีความอัปยศต่างหากล่ะ

สายตาที่อานิรัชกับอาบุษย์ มองครอบครัวผม มันเต็มไปด้วยความเย็นชาและความเจ็บช้ำน้ำใจ ผมเข้าใจพวกท่านดี ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากกลับมาเผชิญกับเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับลูกสาวตัวเองหรอก เป็นผมก็ไม่อยากรับความปรารถนาดีจากอีกฝ่ายหรอก

ถ้าวันนั้นผมดื้อกับแม่สักนิดตามขิมไป ผมคงได้รู้ความจริง ผมยินดีและเต็มใจที่จะรับเป็นพ่อของลูกในท้องขิมแทนพี่อาคิระ ยินดีจะบอกพ่อกับแม่ว่าผมทำขิมท้อง ผมไม่รู้สึกรังเกียจที่ขิมแปดเปื้อน ตรงกันข้ามผมกลับเกลียดตัวเองที่ไม่อยู่ดูแลเธอให้ดี

ถ้าวันนั้นผมอยู่บ้านไม่ได้ไปเก็บตัวซ้อมฟุตบอล เรื่องบัดซบพรรค์นี้ก็คงไม่เกิดขึ้น

“เตโช!”

กึก

ผมหยุดฝีเท้าหันมามองพี่ชายบังเกิดเกล้า

“เรียกทำไม?” ผมถามหวน ๆ

“มาคุยกันหน่อย” อาคิระเดินมาหาผม

“ถ้าจะมาแก้ตัวเรื่องของความชั่วของมึง กูไม่คุย!” ผมตัดบทอย่างไร้เยื่อใย แม้คนตรงหน้าผมจะเป็นพี่ชายบังเกิดเกล้าที่ผมรักละเคารพมากก็ตาม ตอนนี้ผมยังโกรธและเคืองมันอยู่เลยพูดหยาบกับมัน

“ไม่ได้แก้ตัว แต่พี่ไม่อยากผิดใจกับแก” พี่อาคิระยังคงพูดด้วยความใจเย็น ต้องยอมรับว่าหลังจากบวช พี่ชายผมมีพัฒนาการด้านอารมณ์และวุฒิภาวะที่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะมาก ถ้าเป็นเมื่อเก้าปีสิบก่อนมันกระโดดเตะผมแล้ว

“แกเตรียมตัวโดนตีนแล้วใช่ไหม? ไอ้พี่ชั่ว!” ผมถาม

“อืม”

เราเดินออกมาคุยกันในสวนหลังบ้าน ผมหย่อนก้นนั่งบนโขดหินรอฟังการอธิบายจากพี่ชาย

“ขอโทษ” อาคิระเอ่ยปากขอโทษแล้วเริ่มเล่าความในใจ “พี่ไม่คิดว่าตัวเองจะทำลายชีวิตเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งได้ลงคอ ไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ”

“.....” ผมหลับตาข่มความเจ็บใจ พอลองนึกจินตนาการภาพเหตุการณ์วันนั้น ผมอยากเอาปืนยิงกบาลพี่ชายตัวเองโคตร ๆ ยิงให้ร่างมันพรุนไปเลย

“ไม่ใช่ไม่คิดจะรับผิด”

“.....”

“และก็ไม่ใช่ว่าจะปล่อยให้เรื่องมันผ่านไปเฉย ๆ แปดปีที่ผ่านมาพี่ไม่เคยหยุดตามเด็กผู้หญิงคนนั้นเลย”

ผมสบตากับพี่ชายบังเกิดเกล้า ผมรู้ ผมเห็น สิ่งที่อาคิระพูดออกมานั้นคือความจริงใจ พี่ชายผมไม่ได้โกหกผม แต่ผมก็รับไม่ได้อยู่ดี

“ยินดีรับผิดชอบทุกอย่าง ถูกลากเข้าคุกก็ยอม”

“พูดน่ะมันง่าย แต่ทำน่ะมันอีกเรื่อง” ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “วันก่อนกูเห็นมึงใช้อารมณ์กับขิมมากนะ กูรู้ว่ามึงไม่ชอบให้ใครมาอวดเก่งกับมึง แต่มึงอย่าลืมผู้หญิงที่ถูกข่มขืนคนไหนจะอยากคุยกับคนที่ข่มขืนเธอ! จริงไหม?”

“.....” อาคิระหลุบตาลง

“บอกตรง ๆ ว่ากูเป็นน้องมึงแท้ ๆ มึง กูยังไม่อยากมองหน้ามึงด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับขิม” ผมเหยียดยิ้มอย่างขมขื่น “อาคิระมึงรู้ไหมว่าขิมต้องเจออะไรบ้าง? มึงเคยถามขิมหรือยัง?”

“.....”

ผมเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเพื่อซ่อนน้ำตา ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ “แปดปีที่ผ่านมากูพยายามเป็นผู้ชายที่คู่ควรกับขิมตามที่แม่สอน มึงคิดว่ากูจะเสียใจและผิดหวังในตัวมึงมากแค่ไหนล่ะ? กูรักของกู กูเฝ้าถนอมขิมราวกับไข่ในหิน แต่มึงกลับทำลายเธออย่างเลือดเย็น มึงคิดว่ากูจะมองหน้ามึง จะเรียกมึงว่า ‘พี่’ อย่างสนิทใจได้ยังไง?”

ความเจ็บปวดนี้มีใครเข้าใจไหม?

“รู้” อาคิระพูดเสียงเรียบ “เพราะงี้ถึงอยากคุยกับแกไงล่ะ พี่ไม่ได้หวังให้แกหรือขิมอภัยให้ แค่อยากให้แกฟังความจากพี่บ้างแค่นั้น”

“ตอนนี้มึงคิดยังไงกับขิม?” นี้ไม่คำถามลอย ๆ แต่มันเป็นคำถามที่ออกมาจากใจผม ผมมองเห็นบางอย่างในดวงตาของอาคิระ มันเป็นสิ่งที่ผมเองก็มี แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ตัว

“รับกรรม” อาคิระตอบเสียงเรียบเหมือนเตรียมใจรับกรรมมาแล้วจริง ๆ แต่นี่ไม่ใช่คำตอบที่ผมต้องการ

“ไม่ใช่คำตอบที่กูต้องการ มึงตอบไม่ตรงคำถาม”

อาคิระขมวดคิ้ว “ไม่ตรงยังไง? พี่ทำอะไรลงไป พี่ก็ยินดีรับผลของมัน ส่วนเรื่องภูผาไม่ต้องห่วง...”

“ฟังคำถามอีกครั้ง!” ผมปรับโทนเสียงให้เข้มขึ้น

“มึงคิดยังไงกับขิม?”

“.....”

“มึงไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรกับขิมใช่ไหม?” แล้วผมก็ได้เห็นความสับสนในดวงตาของพี่ชาย อกข้างซ้ายผมมันวูบโหลงทันที

“.....” ความเงียบไม่ใช่คำตอบที่ผมต้องการ แต่คลื่นความสับสนที่อยู่ในดวงตาของพี่ชาย คือสิ่งผมสังหรณ์ใจไม่ดี

“พี่....มึงคงไม่รู้สึกเหมือนที่กูรู้สึกกับขิมใช่ไหม?!”

 

 

------- end ------ 

 

 

โรงเรียนประถมศึกษา....... 

เวลา 07.45 น. 

“วันนี้แม่ขิมจะมารับผมไหมครับ?”

“ถ้าไม่งานด่วนอะไร แม่ขิมมารับน้องภูผาแน่นอนครับ” ฉันลูบหัวน้องภูผา “น้องภูผาอย่าโกรธ อย่างอน แม่ขิมนะครับ”

“ไม่ครับ ผมเข้าใจแม่ขิม” น้องภูผาฉีกยิ้มกว้าง แล้วโผล่เข้ากอดและหอมแก้มฉัน “ดูแลตัวเองด้วยนะครับ”

“น้องภูผาก็ตั้งใจเรียนนะครับ”

อันที่จริงวันนี้คุณเตโชอาสาจะมาส่งน้องภูผา แต่เผอิญติดธุระด่วนเลยต้องยกเลิกไป ฉันเลยมาส่งน้องภูผาเองตามปกติ

หลังจากตกลงเรื่องลูกกับคุณอาคิระได้ ฉันกับคุณอาคิระก็แทบจะไม่ได้คุยอะไรกันอีก เขาก็มารับมาส่งน้องภูผาเป็นบางวัน เพราะติดงานทางบ้านและติดซ้อมแข่งรถ ส่วนคุณเตโชก็มาเยี่ยมมาทานข้าวกับครอบครัวฉันแทบทุกวันจนเริ่มสนิทกับน้องภูผา

 

สำนักพิมพ์SS 

12.00 น. 

“คุณขิม!”

“คะ?” ฉันเงยขึ้นจากคอมพิวเตอร์มาสบตากับผู้เรียก “คุณนทีมีอะไรจะใช้ขิมเหรอคะ?”

คุณนทีที่ว่านี้ก็คือลูกชายคนเดียวขอท่านประธานสำนักพิมพ์ที่ฉันทำงานอยู่นี่แหละ ปกติเขาแทบจะไม่เฉียดกายเข้ามาในสำนักพิมพ์เลยนะ พี่ ๆ ที่ทำงานเม้าท์กันว่าคุณนทีไม่ชอบงานที่สำนักพิมพ์เท่าไหร่ เขาจะสนใจงานบริษัทอีกอย่างของครอบครัวมากกว่า เพราะบริษัทนั้นทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ ซึ่งตอบสนองความต้องการของเขาได้มากกว่าสำนักพิมพ์แห่งนี้

แต่พักหลัง ๆ มานี่ คุณนทีกลับมาสนใจงานสำนักพิมพ์ซะงั้น

“คุณไม่ไปทานข้าวเที่ยงเหรอ?” คุณนทีถามเสียงเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ เขายกนาฬิกาบนหลังข้อมือให้ฉันดู “ถึงเวลาพักแล้วนะ”

“อ้อ! พักค่ะ” ฉันยิ้มพร้อมกับยกกล้องข้าวที่ทำมาให้คุณนทีดู “พอดีว่าห่อข้าวมาทานค่ะ เลยไม่....”

“ไปทานข้าวเป็นเพื่อนผมหน่อย”

“คะ?” ฉันทำหน้างุนงง ผีตัวไหนเข้าสิงเขาเนี่ยถึงมาชวนฉันไปทานข้าวด้วยนิ

“ไปทานข้าวเป็นเพื่อนผมหน่อย ตอนนี้เลย!” เขาเน้นประโยคท้ายเสียงดังฟังชัด แต่ไม่ถึงกับบังคับฉัน

“คุณนทีไม่ชวน....”

“จะชวนใคร? ตอนนี้ที่สำนักงานไม่มีใครอยู่แล้วนอกจากคุณกับผม” คุณนทีทำหน้าเหมือนจะรำคาญฉัน “ปิดคอมแล้วตามผมมา ผมให้เวลาคุณสองนาที”

ฉันอยากจะขว้างหนังสือใส่หัวเขาเสียจริง อะไรก็ไม่รู้ อยู่ ๆ ก็มาสั่งให้เราไปทานด้วยแล้วยังมาทำเหมือนรำคาญเราอีก ฉันล่ะงงใจเขาจริง ๆ

ร้านที่คุณนทีพาฉันมาทานเป็นร้านอาหารข้างสำนักพิมพ์ ซึ่งแน่นอนว่ามีพนักงานหลายคนมาทานร้านนี้ ไม่แปลกที่ฉันกับเขาจะกลายเป็นจุดสนใจและหัวข้อเม้าท์มอยของพนักงานคนอื่น ๆ 

“คุณนทีคะ ดิฉันว่า....”

“คุณไม่ชอบทานร้านนี้เหรอ?” เขาขมวดคิ้ว

“ไม่ค่ะ คือดิฉัน....”

“พูดกับผมไม่ต้องแทนตัวว่า ‘ดิฉัน’ หรอก แทนว่า ‘ขิม’ เหมือนที่คุณใช้กับพนักงานคนอื่นเถอะ” คุณนทีตักอาหารเข้าปาก “ทานสิจะนั่งมองหน้าผมทำไม? ผมรู้ว่าตัวเองหล่อ”

นอกจากจะชอบสั่งแล้วยังหลงตัวเองอีก

“ค่ะ” ในเมื่อเลี้ยงก็จะกิน ของฟรีฉันล่ะชอบนัก

“คุณอายุกี่ปีแล้ว?” คุณนทีเริ่มสัมภาษณ์ฉัน อารมณ์คล้าย ๆ กับตอนที่ฉันถูกสัมภาษณ์สมัครงานเลย

“23 ปี ค่ะ”

“เรียนจบอะไร?”

“วุฒิที่จบจริง ๆ ก็มอปลายค่ะ ตอนนี้กำลังเรียนเอกภาษาญี่ปุ่นปีสี่ค่ะ ขิมเรียนมหาลัยเปิดนะคะ” เขาถามตรง ๆ ฉันก็ตอบตรง ๆ ไปตามความจริง

“อยู่บ้านกับใคร?”

“คุณพ่อ คุณแม่ และลูกชายค่ะ”

“ลูกชาย?” คุณนทีชะงัก เขาขมวดคิ้วมองฉันอย่างไม่เชื่อหู

“ไม่แปลกหรอกค่ะที่คุณนทีจะไม่รู้” ฉันพูดยิ้ม ๆ อย่างไม่อาย “ขิมมีลูกตั้งแต่อายุ 15 ปีแล้วน่ะค่ะ ลูกชายอายุได้ 8 ขวบแล้ว คุณนทีไม่เชื่อเหรอคะ?”

เขาส่ายหน้า “ถ้าไม่บอกผมก็ไม่รู้นะว่าคุณแต่งงานมีลูกแล้ว”

“มีแค่ลูกค่ะ แต่ขิมยังไม่ได้แต่งงาน”

“หมายความว่ายังไง?” คุณนทีวางช้อนส้อมลงข้างจาน เขายกแขนขึ้นกอดอก มองฉันอย่างทึ้ง ๆ “คุณจะบอกว่าตัวคุณ เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวงั้นเหรอ?”

“อืม จะเรียกแบบก็ไม่ผิดค่ะ ก็เพราะตอนนั้นขิมท้องลูกไม่มีพ่อนี่น่า” ฉันไหวไหล่เบา ๆ “แต่ตอนนี้พ่อของลูกเขาก็เข้ามาช่วยมาดูแลลูกแล้วล่ะค่ะ แต่เราก็ไม่ได้เป็นอะไรกัน ต่างคนต่างอยู่”

“คุณดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนเลยนะ” คุณนทีพูดยิ้ม ๆ “คุณไม่แคร์ที่ถูกคนอื่นมองว่าคุณใจแตก ท้องลูกไม่มีพ่อ หรือเป็นเด็กเสี่ย อะไรทำนองนี้เหรอ?”

ฉันหัวเราะอย่างขบขัน “ยอมรับว่าแรก ๆ ก็อายและคิดมากจนเครียด แต่พอตั้งสติคิดได้มันก็เฉย ๆ นะคะ ใครจะมองจะว่าอะไรเราก็ปล่อยให้เขาพูดไปเถอะค่ะ เราไม่สามารถห้ามปากและห้ามความคิดมนุษย์ได้ อย่างสุภาษิตที่ว่า ‘แม้องค์พระปฏิมายังราคิน คนเดินดินหรือจะสิ้นคนนินทา’ ขิมไม่แคร์คำพูดคนอื่นหรอกค่ะ”

“ภายนอกคุณดูบอบบางมากนะ ผมมองคุณผิดไปจริง ๆ” คุณนทีพูดยิ้ม ๆ

“ขิมดูบอบบางมากเหรอคะ?” ฉันชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง “การเป็นแม่คนจะสอนให้เราเด็ดเดี่ยวและแกร่งขึ้นค่ะ ขณะเดียวกันเราก็จะแคร์สายตาเพื่อนร่วมโลกและเสียงคนอื่นน้อยลง โฟกัสแค่ลูกกับพ่อแม่ก็พอแล้วค่ะ”

คุณนทีเท้าคางหรี่จ้องหน้าฉัน “ผมซักอยากจะเห็นหน้าพ่อของลูกคุณแล้วสิ”

“คุณนทีอยากเห็นหน้าเขาทำไมคะ?” ฉันเลิกคิ้วขึ้นสูง

“อยากจะถามเขา” คุณนทีอมยิ้ม

“คุณนทีจะถามอะไรเขาเหรอคะ?”

“เขาทิ้งเธอลงได้ยังไง?”

“เปล่าเขาไม่ได้ทิ้งขิมหรอกค่ะ ขิมแค่.....”

“ถ้าพ่อของลูกคุณไม่เอาคุณ ถือว่าเขาโง่มาก!”

“.....” เขาต้องการสื่ออะไร?

“แล้วนี่คุณคิดที่จะเริ่มต้นใหม่กับใครสักคนไหม?”

“ตอนนี้ยังไม่มีความคิดเรื่องนั้นค่ะ ลำพังแค่เรื่องลูกกับเรื่องงานขิมก็แทบจะไม่มีเวลาแล้วค่ะ เรื่องนั้นไม่เคยมีในหัวเลยด้วยซ้ำ” ฉันไม่เคยมีความคิดที่ว่าจะแต่งงานเริ่มต้นใหม่กับใครสักคนจริง ๆ นะ เพราะลำพังแค่ครอบครัวฉันก็หัวหมุนแล้ว

ที่สำคัญคือ ฉันกลัวผู้ชายคนนั้นเขาจะไม่รักลูกของฉัน

“อย่าปิดกั้นตัวเองสิ” คุณนทีตักกับข้าวใส่จานฉัน “ผู้ชายไม่ได้เหมือนกันทั้งโลกหรอกนะ”

“ฉันไม่เชื่อหรอกค่ะ” ฉันพูดยิ้ม ๆ

นทีส่ายหน้าอย่างอืมระอากับความหัวช้าของขิม

 

 

คุณอาคิระ : วันนี้จะไปรับภูผา 

ฉัน : รบกวนด้วยนะคะ พอดีวันนี้ขิมมีประชุมใหญ่ 

คุณอาคิระ : แล้วจะเลิกกี่โมง?  

ฉัน : น่าจะหกโมงเย็นค่ะ 

คุณอาคิระ : ประชุมเสร็จรออยู่นั่นล่ะ เดี๋ยวจะพาภูผาไปรับ เข้าใจไหม?! 

“เข้าใจไหมเหรอ? นี่เขาไม่กำลังออกคำสั่งกับฉันใช่ไหม?” พิมพ์ข้อความตอบกลับเขาทางไลน์

ฉัน : คำว่า ‘เข้าใจไหม’ ของคุณนี่คือคำสั่งหรือบอกค่ะ?  

คุณอาคิระ : บอก 

ฉัน : ค่ะ เข้าใจแล้วค่ะ แค่นี้นะคะฉันจะเข้าประชุมแล้ว 

เขาอ่านแต่ไม่ตอบ ฉันเลยปิดมือถือไม่รอเขาตอบเดินเข้าห้องประชุมทันที

 

---------- AKIRA part --------- 

สนามแข่งรถ Light Speed 

“เฮียให้ผมไปรับเฮียเล็กให้ไหม?” เสียงมิกซ์ถามผม

ผมละสายตาและหยุดมือจากรถหันมองหน้ามิกซ์ “กี่โมงแล้ว?”

“บ่ายสามกว่าแล้วเฮีย” มิกซ์ชี้นาฬิกา

“ไม่เป็นไรเดี๋ยวกูไปรับเอง มึงทำงานของตัวเองไปเถอะ” ผมวางเครื่องมือลงลุกขึ้นเดินไปล้างมือ

“ฮิ้ว ๆ ๆ ๆ เช้าเย็นวิ่งไปรับส่งลูกคงเหนื่อยไม่น้อย เป็นพ่อคนก็คงเหนื่อยหน่อยนะไอ้ไม้ อดทนหน่อยนะเพื่อนรัก” ไอ้นอตแซวผมเสียงดังโดยใช้ไอ้ไม้คนซื่อรับแทน

“ไอ้ห่า! กูยังไม่มีลูก!” ไม้ตบกบาลนอตเต็มแรง ด้วยความที่เป็นคนซื่อจริง ๆ มันเลยตามมุขเพื่อนไม่เคยทัน

“โอ๊ย! ไอ้ไม้! ไอ้โง่! ตบหัวกูมาได้ มึงจะหัวช้าไปไหนวะเนี่ย!” ไอ้นอตโอดครวญเสียงดัง

“มึงสองคนรีบ ๆ ทะเลาะกันให้จบล่ะ วันนี้จะพา ‘ลูกชาย’ มาเรียนรู้งาน” ผมพูดเสียงไม่ดังไม่เบาเกินไป แต่ทุกคนได้ยินและหันมามองผมเป็นตาเดียว

“เฮียว่าไงนะ?” ไอ้นอตหน้าซีดเป็นไก่ต้ม “คุณชายน้อยจะมาที่นี่เหรอ?”

“คุณหนูจะมา!” ไอ้ไม้ทำหน้าเหมือนเห็นผี

“ไม่พูดเล่นใช่ไหมเฮีย?!” คราวนี้ทุกคนถามเป็นคำถามเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย สีหน้าและสายตาแต่ละคน บ่งบอกชัดเจนมากว่าเข็ดขยาดลูกชายผม

“หน้ากูเหมือนคนพูดเล่นหรือไง?” ผมเลิกคิ้วเล็กน้อย พร้อมกับทวนคำสั่งที่เคยสั่งกับลูกน้องทุกคน “ให้เวลาพวกมึงทุกคนทะเลาะชกตีกันอีกสามสิบนาที รู้ใช่ไหมว่าต้องทำตัวยังไง?”

“ไม่พูดคำหยาบ”

“ไม่สูบบุหรี่”

“ไม่ดื่มเหล้า”

“ต้องสุภาพและเรียบร้อย”

“พูดมีหางเสียงครับ”

“ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเฮียเล็ก”

ผมพยักหน้าเล็กน้อย “จำได้ก็ดี กูไปล่ะ”

“ครับเฮีย!”

 

โรงเรียนประถมศึกษา 

16.00 น. 

ผมขับรถมาถึงหน้าโรงเรียนภูผาสี่โมงตรงพอดี เด็กนักเรียนเริ่มทยอยกันเดินออกจากโรงเรียนบ้างแล้ว แต่ผมยังไม่เห็นภูผาออกมา ผมขี้เกียจรอนานเลยลงจากรถเดินเข้าไปหาลูกในโรงเรียนเองเลย ถือโอกาสนี้ดูบริบทโรงเรียนลูกไปด้วยแล้ว

“ภูผาเรากลับกันเถอะปะ เดี๋ยวแม่นายจะรอนาน”

“ภูผานายอย่าไปสนใจพวกนั้นเลย ไม่ต้องไปฟังพวกเขาหรอก”

ผมชะงักเงี่ยหูฟังเสียงแหลมเล็ก ๆ คุ้นหู ผมจำได้ทันทีว่าเป็นเสียงของเอกับเลย์ สองเพื่อนซี้ลูกชายผมเอง

“มึงเก่งนักเหรอ?”

ผมก้าวขายาว ๆ ไปตามทิศของต้นเสียง แล้วผมก็ได้เห็นภูผากับเพื่อนสองคนยืนประจันอยู่กับเด็กผู้ชายสี่คน ซึ่งเด็กทั้งสี่คนนั้นน่าจะอายุมากกว่าภูผาปีสองปี ในระยะที่ผมยืนดูอยู่สามารถเห็นเหตุการณ์และเห็นสีหน้าของภูผาได้ชัดพอสมควร

“อ้าว? มึงเงียบทำไมล่ะ? เป็นใบ้หรือไง?”

“มองหน้าหาเรื่องเหรอ?” เด็กผู้ชายที่ตัวโตสุดผลักอกภูผา แต่ภูผาไม่ล้มแค่เสียหลักเล็กน้อย

“ภูผา/ภูผา” เอกับเลย์ช่วยกันมาประคองภูผาด้วยความเป็นห่วง

ภูผาไม่โต้ตอบใด ๆ เขาเงียบนิ่ง มองฝ่ายตรงข้ามด้วยสายตาที่สงบนิ่ง

“แค่พวกกูขอยืมรองเท้าที่มึงใส่ก็ไม่ได้เหรอ? ขี้หวงนะมึง!”

“ทำหวงมากนะมึง ไอ้ลูกไม่มีพ่อ!”

ฉึก!

คำนี้แทงใจผมอย่างจัง มันเจ็บแปล๊บจนรู้ลึกชาไปทั้งตัว

“ใช่ ๆ แกมันลูกไม่มีพ่อ” เด็กอีกสามเริ่มล้อภูผา

“แบร่ ๆ ๆ ไอ้ลูกไม่มีพ่อ!”

“ไม่ใช่แม่มึงไปเก็บมึงมาจากถังขยะเหรอ? ฮ่า ๆ ๆ”

“หรือแม่มึงแรดไปทั่วเลยหาพ่อให้มึงไม่ได้”

“แม่มันเป็นผู้หญิงขายตัวต่างหากล่ะ แม่มันเลยบอกไม่ได้ว่าใครเป็นพ่อมัน”

“แม่มึงเป็นเด็กเสี่ยเหมือนที่เขาพูดจริงเปล่าวะ?”

“ฮ่า ๆ ๆ ๆ”

“ไอ้ลูกไม่มีพ่อ”

ลูกชายผมกำลังถูกรุมรังแกแถมยังถูกล้อเรื่องแม่กับพ่อ ไม่ผิดจากที่คิดเลยว่าภูผาต้องถูกล้อเรื่องพ่อแน่ เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินเองกับหูทั้งสองข้าง มาได้ยินและเห็นภาพจริงมันเจ็บกว่าที่คิดเสียอีก

ผมอยากเดินไปเตะไอ้เด็กเวรพวกนั้นทีละคน อยากเห็นหน้าพ่อกับแม่มันเสียจริง แต่ก็ต้องทำใจแข็งใจดำยืนมองเหตุการณ์อยู่เงียบ ๆ ไปก่อน ใจผมอยากรู้อะไรบางอย่าง? อยากรู้ว่าลูกชายคนนี้จะเหมือนผมได้มากน้อยสักแค่ไหน?

สมฉายา ‘ร่างอวตารพ่อ’ หรือเปล่า?

“ภูผานาย.....”

“นายสองคนหลบไปก่อน” เอกับเลย์ถูกภูผาดันออกห่าง

“อ้าว ๆ ไอ้ลูกไม่มีพ่อมันโกรธแล้วเว้ย” เด็กผู้ชายที่ตัวโตที่สุดในกลุ่มเดินมาผลักอกภูผา “ทำไม? มึงอยากมีเรื่องกับพวกกูหรือไง? ไอ้ลูกไม่มีพ่อ! แม่ก็แรด!”

“ภูผา...”

“สถุน!” ภูผาพูดหน้านิ่ง

“มึงว่า....”

“ชั้นต่ำ!”

“มึง...”

“ต่ำตม!”

“ไอ้....”

“หน้าขน!”

ผมถึงกับจุกแทนเด็กทั้งสี่คน ลูกชายตัวน้อย ๆ ช่างสรรหาคำมาด่าได้แสบทรวงจริง ๆ

“ไอ้ลูกหมาเอย! โอ๊ยย!” เด็กอีกคนพุ่งตรงเข้าใส่ภูผา หมายจะชกหน้าภูผา แต่กลับถูกภูผาถีบอกหงายหลังลงไปนอนบนพื้น

“ไอ้พวกนรกชิงหมาเกิด!” ภูผาแสยะยิ้มพลันดวงตาที่เย็นชาก็ฉายความเกรี้ยวกราดออกมา “อยู่ดี ๆ เหมือนชาวบ้านเขาไม่ชอบ ชอบมีเรื่อง!”

“ปากดีนะ.....โอ๊ยยย!” โดนถีบอกไปอีกราย

“ด่ากู กูไม่ว่า แต่อย่าลามปามถึงแม่กู!” ภูผาตวาดเสียงดังก่อนจะเหวี่ยงกระเป๋าใส่อีกฝ่าย แล้วกระโจนเข้าสู้กับอีกฝ่ายอย่างบ้าระห่ำ

“ภูผา! ภูผา!” เอกับเลย์พยายามจะห้ามแต่ก็ห้ามไม่อยู่ แถมยังถูกอีกฝ่ายรังแก

“อย่าแตะเพื่อนกู!” ภูผากระชากคอเสื้ออีกฝ่ายออกจากเพื่อน “เอ เลย์ กลับบ้านไปซะ!”

กำปั้น ศอก เข่า เท้า ซัดกระหน่ำเข้าใส่อีกฝ่ายอย่างไม่ปรานี

ผลัวะ ผลัวะ

ตุ้บตั๊บ ตุ้บตั๊บ ตุ้บตั๊บ

“โอ๊ยยยยย!”

“เจ็บบบบบ!”

“มึงตีเพื่อนกูเหรอ?”

ผลัวะ ผลัวะ

ผมยืนมองเด็กผู้ชายสี่คนรุมลูกชายตัวเองด้วยความเจ็บใจและแค้นใจ ขณะเดียวกันก็พึงพอใจที่ลูกชายผมกล้าหาญและสู้ไม่ถอย ภูผาปกป้องไม่ให้เพื่อนทั้งสองคนโดนทำร้าย เขารับแทนเพื่อนทุกดอกและแก้เผ็ดเอาคืนได้ทุกดอกเช่นกัน

ไม่สิ! ต้องบอกว่าภูผาเหนือกว่าเด็กเวรทั้งสี่คนนั้นเสียอีก

“ปากนี่ใช่ไหมที่ว่าแม่กู!”

ผลัวะ!

“โอ๊ยยย” อีกฝ่ายถึงกับปากแตกร้องไห้ขอชีวิต “โอ๊ย ขะ....ขอโทษ ฮือ ๆ ขอ....โอ๊ย”

ตุ้บ

“ฮือ ๆ ๆ ๆ กูจะไปฟ้องพ่อกู ฮือ ๆ” เด็กทั้งสี่คน ทั้งนอน ทั้งนั่ง ร้องไห้เสียงดัง

“ก็เอาสิ!” ภูผาขึงตาใส่อีกฝ่าย “คิดว่ากลัวหรือไง? เหอะ! คนอย่างภูผากล้าทำก็กล้ารับเว้ย!”

“มึงรู้ไหมพ่อกูเป็นใคร?” เด็กอีกคนลุกขึ้นยืนทั้งเช็ดน้ำตาร้องไห้เสียงดัง “พ่อกูเป็นตำรวจ....”

“พ่อมึงเป็นนายกกูก็ไม่กลัว!” ภูผาสวนกลับทันควัน “กระจอกวะ! มาหาเรื่องคนอื่นเขาแท้ ๆ แต่กลับร้องไห้วิ่งกลับไปฟ้องพ่อแม่ ซิ! ถอดกางเกงออกแล้วไปใส่กระโปรงแทนผู้หญิงเถอะ!”

ผมหลุดยิ้มขำ ๆ อยากให้ขิมได้มาเห็นเหตุการณ์นี้เองกับตาจริง ๆ เธอจะได้ตาสว่างรู้ว่าลูกชายเธอ ไม่ได้บอบบางน่าสงสารอย่างที่เธอคิด

“เอาสิอยากไปฟ้องก็ฟ้องเลย จะฟ้องครูหรือผอ. ก็ไม่กลัวหรอก”

“กูฟ้อง....”

“ไหนพ่อใครเป็นตำตรวจ!” ผมถามแทรกขึ้นพร้อมกับเดินออกไปยืนตรงหน้าพวกเขา

“พ่อภูผา!” เอ

“ไอดอลผม!” เลย์

“......” ภูผาเบิกตากว้าง

“เมื่อกี้ใครล้อลูกฉัน!” ผมกวาดสายตามองเด็กเวรทั้งสี่คนอย่างเอาเรื่อง สมองบันทึกหน้าตาและชื่อนามสกุลเด็กทั้งสี่คนไว้แม่น

“ลูก.....นะ....น้าเป็นพ่อของ.....”

เอกับเลย์วิ่งมายืนข้างผมพร้อมกับแนะนำผมอย่างเอิกเกริก

“พี่ชายสุดหล่อคนนี้คือพ่อของภูผา!” เอประกาศบอกเสียงดัง สายตาที่มองผมเป็นประกายวิบวับ ปากก็เอ่ยฟ้องร้องเอาความ “คุณอาครับ เด็กพวกนั้นเขาล้อภูผาว่าไม่มีพ่อครับ คุณอาต้องจัดการพวกนั้นให้ภูผานะครับ”

“ใช่ครับ ๆ พวกนั้นต้องถูกลงโทษและต้องสั่งสอนให้เข็ดหลาบเลยนะครับ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขามาหาเรื่องภูผาครับ” เลย์ตาเป็นประกายกว่าเอเยอะ เขามองว่าผมคือไอดอลที่ควรเอาเยี่ยงอย่างมาตั้งแต่วันนั้นแล้ว

“เอ เลย์ พวกนายจะไปฟ้องลุงเขาทำไม? ฉันไม่ต้องการให้ใครช่วยเสียหน่อย” ภูผาหันกลับไปมองคู่อริ “จะไปฟ้องพ่อกับแม่พวกนายไม่ใช่หรือไง? รีบไปซะสิ”

“ฝากไว้ก่อนเถอะมึง”

“พ่อกูเป็นตำรวจ พ่อกูเอามึงเข้าคุกแน่”

“มึงโดนไล่ออกจากโรงเรียนแน่”

“พรุ่งนี้กูจะฟ้องผอ.”

“ก็เอาสิ/ก็เอาสิ” ผมกับภูผาพูดขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

ผมจ้องไอ้เด็กเวรทั้งสี่ด้วยสายตาที่เย็นชาและอาฆาต “พรุ่งนี้ฉันจะรอรับสายจากพ่อแม่พวกแกนะ”

“เฮือกกกก” เด็กเวรทั้งสี่คนหน้าซีดเผือดไร้เลือด ยืนขาสั่น เหงื่อตก

“อยากรู้เหมือนกันว่าพ่อแม่พวกแกหน้าตายังไง?”

“.....”

“อยากถามเหมือนกัน ว่าเอาข้าวหรือขี้ป้อนลูก!”

“.....”

“อย่าพามาแต่พ่อกับแม่พวกแกล่ะ พามาทั้งวงศ์ตระกูลเลย พามาให้หมด!”

“.....”

“จะได้เชือดทิ้งทีเดียวทั้งวงศ์ตระกูล!!”

“เฮือกกก!”

“อ๊ากกกกก!” แล้วไอ้เด็กเวรทั้งสี่ก็วิ่งแจ้นหนีหัวซุกหัวซุน

“ภูผาพ่อนายเท่มาก!” เอ

“อย่างกับมาเฟียเลยอะ เท่มาก!” เลย์

ผมดึงภูผาเข้ามาตรวจตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า บนแก้มมีรอยซ้ำเขียวเล็กน้อย ถ้าไม่สังเกตให้ดีจะไม่เห็นเลย ชุดนักเรียนเลอะพอสมควร

“ชุดเปื้อนมาก หว้า! ถ้าแม่ขิมเห็นต้องดุแน่เลย” ภูผาทำแก้มป่อง

“ไม่ดุหรอก” ผมเดินไปหยิบกระเป๋าภูผามาถือ “ชุดเลอะก็ซัก ถ้าซักไม่ได้ก็ทิ้ง แค่ซื้อใส่ใหม่ก็จบ”

“แต่ชุดนักเรียนราคาแพง....”

“ช่างเถอะ ชุดน่ะซื้อใหม่กี่ชุดก็ได้” ผมวางขยี้หัวภูผาเบา ๆ ด้วยความมันเขี้ยว “แต่ถ้าภูผาเจ็บหรือเป็นอะไรไป พ่อกับแม่หาภูผาคนใหม่ที่เหมือนคนนี้ไม่ได้นะ”

“.....” ภูผาจ้องผมตาแป๋ว

“มองอะไร? ไม่เห็นคนหล่อเหรอ?” เห็นลูกทำหน้าหน้าตาใสซื่อไร้เดียงสาแล้วมันอดที่จะหยิกแก้มขาวไม่ได้เลย เข้าใจแล้วล่ะทำไมขิมถึงมองและคิดว่าลูกชายสุดที่รักของเธอ เป็นเด็กที่แสนใสซื่อและบอบบาง

“ผมหล่อกว่าลุงอีก” ภูผาสะบัดหน้าหนี

ผมหัวเราะเบา ๆ ในคอแล้วหันมาพูดกับเอและเลย์ “มาสิจะไปส่ง”

“จริงเหรอครับ?” เอ

“ครับผม” เลย์

เอกับเลย์ไม่กลัวผมเหมือนตอนแรกที่เจอกัน อาจเพราะพวกเขารู้ว่าผมเป็นพ่อของภูผาก็ได้มั้ง บวกกับผมเขาดูจะชื่นชอบผมเป็นพิเศษ เด็กสองคนนี้ว่าง่ายและไร้เดียงสาตามวัย ตรงข้ามกับภูผาที่ฉลาด เจ้าเล่ห์ เหลี่ยมจัด เกินวัยมากไปหน่อย

หลังส่งเอกับเลย์ถึงบ้าน ผมก็พาภูผาไปซื้อชุดนักเรียนและเสื้อผ้าชุดใหม่ แล้วพามาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่สนามแข่งรถ

“ไหนเอาหน้ามาให้พ่อดูใกล้ ๆ หน่อย” ผมดึงภูผามาใกล้ ๆ พร้อมกับใช้ขาเกี่ยวตัวภูผาไว้ไม่ให้ดิ้นหลุด

“ลุงจะทำอะไร...”

“อยู่นิ่ง ๆ พ่อจะทายาให้ หรือจะเอาหน้าเขียว ๆ ไปให้แม่ดู” อันที่จริงมันก็ไม่ได้ซ้ำน่าเกลียดอะไรหรอก ผมแค่พูดให้ดูน่ากลัวแล้วก็ชื่อแม่ของลูกมาอ้าง ลูกจะได้อ่อนให้ผม

“ก็ได้” ได้ผลพอเอาชื่อแม่มาอ้าง ลูกชายจอมแก่แดดก็ยอมอยู่นิ่ง ๆ ให้ผมทายาให้

“โธ่! คุณหนูเจ็บมากไหมครับ ใครมันช่างบังอาจมาทำคุณหนูของผมกัน” ไม้ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

“พวกมันเป็นลูกเต้าเหล่าใครครับ พวกผมจะไปจัดการมันถึงบ้านเลย” นอตทุบโต๊ะอย่างหัวเสีย

“พวกมันกล้ามากที่มาหาเรื่องเฮียเล็ก ผมไม่ปล่อยผมมันไว้แน่” มิกซ์หัวร้อนหนักสุด

ถึงพวกลูกน้องผมจะกลัวความร้ายกาจของลูกชายผมมากแค่ไหน พอเกิดเรื่องกับภูผาทุกคนก็ร้อนหัวแทนมาก

“ช่างเถอะ เจอจนชินแล้ว” ภูผาพูดเสียงเรียบ

ผมที่กำลังปิดหลอดยาถึงกับชะงัก เงยหน้าขึ้นมามองหน้าลูกชาย ‘เจอจนชิน’ งั้นเหรอ?

“บ่อยแค่ไหน?” ผมถาม

ภูผาแสร้งมองไปทางอื่น ผมจับเขาให้หันมาสบตากับผม

“ตอบพ่อมา” ผมย้ำถามอีกครั้ง

“นับไม่ถ้วน” ภูผาพูดเสียงเรียบ สีหน้าแวววตาไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไร “เกิดมาก็เจอคำนี้แล้ว ‘ลูกไม่มีพ่อ’ ได้ยินบ่อยจนเบื่อ”

“.....” ใจผมเจ็บแปล๊บแสบไปทั้งทรวงอก มันไม่ตลกเลยนะ

“คุณหนู” ไม้

“คุณชายน้อย” นอต

“เฮียเล็ก” มิกซ์

“ผมไม่โกรธหรอก ขอแค่อย่าเอาแม่ผมมาพูดเสีย ๆ หาย ๆ เหมือนวันนี้ก็พอ”

“เป็นคนดีเหลือเกินนะ” ผมเขกหัวลูกทีนึงด้วยความหมั่นไส้ หมั่นไส้เหลือเกินที่ภูผาเหมือนผม เหมือนไปเสียหมด ทั้งหน้าตาและนิสัย เรามันพวกมีอะไรชอบเก็บไว้ในใจ เจ็บแค้นแค่ไหนก็ทำเป็นเหมือนไม่รู้สึก ทั้งที่ความจริงแทบจะกระอักเลือด

“เขกหัวผมทำไมเนี่ย?” ภูผาเอามือลูบหัว

“ไม่พอใจอะไรก็พูดออกมาสิ” มองลูกแล้วก็นึกถึงตัวเอง มีปัญหาอะไรก็เก็บไว้ในใจ “ถ้ากลัวว่าพูดแล้วแม่จะไม่สบายใจ ก็มาพูดกับพ่อได้”

“พูดอย่างกับสนใจผม”

“ไม่สนลูกจะให้พ่อสนหมาตัวไหน?” ผมดีดหน้าผากภูผา

“โอ๊ย! เจ็บนะลุง!” ภูผาโวยวาย

“เมื่อไหร่จะเลิกเรียกลุง เรียกพ่อว่า ‘พ่อ’ สิถึงจะถูก”

“.....” เงียบกริบ

เห็นปฏิกิริยาลูกแล้วผมได้ถอนหายใจและอ่อนใจ ก็เข้าใจเขานะ เพราะตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยเห็นหน้าผม แถมยังไม่มีปมเรื่องพ่อ ถูกเพื่อนในโรงเรียนล้อว่าไม่มีพ่อ ถูกสายตาของคนในสังคมมองว่าเป็นลูกของผู้หญิงใจแตก มันคงไม่สนิทใจเขาถึงไม่เรียกผมว่า ‘พ่อ’

“ลุง”

“ว่าไง?”

“เรื่องวันนี้ลุงอย่าเอาไปเล่าให้แม่ขิม กับคุณตา คุณยาย ฟังนะ”

“ทำไม?” ผมเลิกคิ้วเล็กน้อย

“ผมไม่อยากให้พวกท่านเครียด” ว่าแล้วก็ก้มหน้างุด ซ่อนความกลัวและความเศร้าจากสายตาคนอื่น

แน่ทำเหมือนพ่อมันเลยเว้ย พ่อมันตอนเป็นเด็กพอก่อเรื่องก้มหน้างุดแบบนี้แหละ

ผมยิ้มโดยไม่รู้ตัว “เอาอะไรมาแลกล่ะ?”

ภูผาเงยหน้าขึ้นมาสบตากับผม “ลุงอยากได้อะไรล่ะ?”

“กอดพ่อสิ!” ผมพูดยิ้ม ๆ

“.....” ภูผาทำหน้าครุ่นคิด แก้มน้อย ๆ ทั้งสองข้างแดงเป็นลูกตำลึง “ก็ได้ ลุงหลับตาก่อน”

“อืม ต้องหลับตาด้วยเหรอ?”

“จะหลับไม่หลับ”

“อ่า ๆ หลับก็ได้” ผมหลับตาลง ไม่ถึงสิบวินาทีก็รู้สึกได้ถึงวงแขนเล็ก ๆ ที่โอบกอดตัวผม

ผมลืมตาขึ้นมามองหัวเล็ก ๆ ที่อยู่ในระดับหน้าอก ก่อนจะฝั่งจมูกลงบนหัวเขา สูดกลิ่นหอมบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด พร้อมกับอุ้มเขาขึ้นมากอดแน่น ๆ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้กอดลูก มันเป็นความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ที่รู้ ๆ คือมันวิเศษมาก

นี่สินะความรู้สึกของคนเป็นพ่อที่ได้กอดและอุ้มลูก

“ลุงกอดผมแน่นและนานเกินไปแล้วนะ” ภูผาพูดหน้าแดง

“อายเหรอ?” ผมดีดหน้าผากภูผา “พ่อกอดแค่นี้อย่ามาอาย อย่ามาหวง ทีแม่กอดไม่เห็นพูดไรเลย”

“ก็แม่นี่น่า” ภูผาทำแก้มป่อง

ผมลูบหัวเขาเบา ๆ “ภูผา”

“เรียกทำไม?” ภูผายังคงทำแก้มป่อง

“พ่อขอโทษนะ!”

“.....” ภูผาถึงกับทำหน้าทำตัวไม่ถูก

“ขอโทษสำหรับทุกอย่างและสำหรับทุกสิ่งที่ลูกเจอมา” เหตุการณ์วันนี้มันตอกย้ำความขาดสติของผม ลูกที่เกิดมาไม่รู้เรื่องราว กลับต้องมารับกรรมผลของกระทำของพ่อเขา ถูกล้อเรื่องพ่อมาแต่เกิด ไม่น่าเลยลูกพ่อ

ตอนนี้เข้าใจขิมและพ่อแม่เธอมากขึ้นแล้วล่ะ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เธอจะผ่านมันมาได้จนถึงทุกวันนี้

“นับแต่นี้จะไม่มีใครมาล้อหรือว่าร้ายภูผากับแม่ขิมได้อีก!” ผมเอานิ้วก้อยตัวเองเกี่ยวกับนิ้วก้อยภูผา “พ่อสัญญา หน้าไหนมารังแกลูกและแม่ของลูกอีก พ่อจะเอาให้มันล่มทั้งตระกูล!”

“การกระทำสำคัญกว่าคำพูด!” ภูผาพูดยิ้ม ๆ “ถ้าพูดแล้วต้องทำได้นะ!”

“ลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น” ผมยิ้มนิด รู้สึกได้ว่าช่องว่างระหว่างเราสองพ่อลูก มันขยับเข้ามานิดนึงแล้ว

 

 

‘’ ’’ ’’ ’’ ’’ ’’ โปรดติดตามตอนต่อไป’ ’ ’’ ’’ ’’ ’’ ’’ 

 

จะพยายามรีไรท์ให้เสร็จเร็ว ๆ นะคะ  

ฝากกดติดตามไรท์ด้วยนะคะ 

และขอฝากเรื่อง ถ้าจะรักโปรดอย่าร้าย และ เรื่อง คูนพบรัก ด้วยนะคะ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว