ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 3 เรือนพักผ่อนเร้นตัวในลานเงียบสงบ [1]

ชื่อตอน : บทที่ 3 เรือนพักผ่อนเร้นตัวในลานเงียบสงบ [1]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 944

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.ย. 2562 17:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 เรือนพักผ่อนเร้นตัวในลานเงียบสงบ [1]
แบบอักษร

以色侍君 ข้าไม่ปล่อยเจ้าไปง่ายๆ หรอก (เล่ม 1) 

เขียนโดย 落下風燈  (ลั่วซย่าเฟิงเติง) , แปลโดย กอหญ้า 

 

บทที่ 3 

เรือนพักผ่อนเร้นตัวในลานเงียบสงบ 

 

หมายเหตุสำนักพิมพ์ 

 

นวนิยายจีนย้อนยุคเรื่องนี้ใช้ราชาศัพท์แบบลำลอง 

คือเลือกใช้เพียงบางส่วนเท่าที่จำเป็น 

ด้วยเกรงว่าหากใช้เต็มรูปแบบตามหลักเกณฑ์ 

อาจส่งผลให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกว่า 

อ่านเข้าใจยาก อ่านติดขัด หรือรกรุงรังเกินควร 

เป็นอุปสรรคต่อการติดตามเรื่องราวอันเข้มข้นของตัวละคร 

ทั้งนี้สำนักพิมพ์ยินดีรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อปรับแก้ในโอกาสต่อไป 

 

 

ลมราตรีหอบกลิ่นหอมของดอกบัวโชยมา หยาดน้ำค้างกลิ้งตกจากใบไผ่เสียงดังกังวาน

ในอุทยานด้านหลังของจวนฉยงอ๋อง ชายหนุ่มคนหนึ่งเคลื่อนไหวตามสายลม กระบี่ร่ายรำตามใบไม้ ท่วงท่างดงาม กระบวนท่าเปลี่ยนไปนับไม่ถ้วน

หลังจากร่ายรำกระบี่จบไปหนึ่งชุด เขาชี้กระบี่ยาวให้เฉียงลง พรูลมหายใจน้อยๆ ใต้ร่มไม้เป็นเงาเหยียดยาวของเขา ใต้แสงอาทิตย์เป็นเหงื่อที่ซึมอยู่บนใบหน้าเขาบางๆ ยามนี้ดูแล้วมิเพียงไม่ทำให้คนรู้สึกสกปรก แต่กลับเหมือนมีความอ่อนโยนปกคลุมอยู่ชั้นหนึ่ง ชวนให้คนรู้สึกอยากลากลิ้นเลียสักที

...ลากลิ้นเลียสักที!  

ฉยงอ๋องหลี่หงที่เฝ้าดูอยู่ด้านข้างตกใจสะดุ้งกับความคิดนี้ของตน บุคคลตรงหน้าเป็นราชองครักษ์ ทั้งยังพ้นวัยเด็กหนุ่มที่ไม่ประสีประสามาแล้ว ไฉนตนจึงมีความคิดเหมือนที่มีต่อหลวนถง[1] กับเขาได้ นี่ไม่ถูกต้อง จะมีความคิดเช่นนี้กับเขาไม่ได้ มิใช่เพียงเพราะเขาถึงวัยสวมหมวก[2] แล้ว แต่ยังเป็นเพราะนี่เป็นการดูหมิ่นอย่างหนึ่ง

เหยียนจูพักรักษาตัวในจวนฉยงอ๋องมาเกือบสองเดือนแล้ว เขาซึ่งฝึกวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก ร่างกายจึงทั้งแข็งแรงกว่าคนทั่วไป ทั้งยังอ่อนแอกว่าคนทั่วไป

ที่ว่าแข็งแรงคือความสามารถในการรักษาตัวเองไม่เลว ไม่นานร่างกายก็ฟื้นฟู เพียงแต่หลี่หงบอกว่าอีกไม่นานจะครบกำหนดไว้ทุกข์ของเขาพอดี เขาต้องเดินทางไปรับตำแหน่งงานที่เมืองหลวง สามารถออกเดินทางพร้อมกันได้ ดึงดันจะรั้งเหยียนจูไว้

ที่ว่าอ่อนแอเป็นเพราะที่ผ่านมาแผลใหม่แผลเก่าเกิดขึ้นไม่หยุด ความเจ็บป่วยเหล่านี้สะสมอยู่ในร่างกายมานานแล้ว เพียงแต่เขาไม่ตระหนักเท่านั้น ท่านหมอบอกว่าบั้นปลายชีวิตเขาน่าจะลำบากทีเดียว ต้องดูแลรักษาร่างกายให้ดี

ทว่าเหยียนจูเพียงแต่คลี่ยิ้มจางๆ เท่านั้น

เหยียนจูไม่ค่อยเหมือนกับทุกคนที่หลี่หงเคยรู้จักมา เหยียนจูไม่เหมือนชาวยุทธ์ในยุทธภพที่เขาเลี้ยงไว้ในจวน พวกเขาหยาบคายป่าเถื่อน แม้จะผึ่งผายห้าวหาญแต่กลับขาดสติปัญญา เหยียนจูยิ่งไม่เหมือนบัณฑิตชนชั้นสูงที่เขาคบหา บ้างก็หยิ่งทระนงเพราะถือตนว่ามีความสามารถ บ้างอาศัยอำนาจบารมีข่มเหงผู้อื่น ทั้งที่เขามีพรสวรรค์และความสามารถโดดเด่นดุจเปลวเพลิงอันรุ่งโรจน์ แต่กลับสุภาพอ่อนน้อมเหมือนหินหยกก้อนหนึ่ง...

หลี่หงยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าเหยียนจูเป็นคนดี หากเดินทางไปเมืองหลวงครั้งนี้เขาขอให้ฮ่องเต้ผู้เป็นหลานยกเหยียนจูให้จวนฉยงอ๋อง ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะตกลงหรือไม่ เขายังจำได้ว่าสมัยเด็กๆ ไม่ว่าตัวเองต้องการอะไร หลานที่อายุมากกว่าเขาหลายปีผู้นั้นล้วนให้มากกว่าที่เขาขอเสมอ

“ท่านอ๋อง คิดอะไรอยู่ถึงเหม่อลอยเช่นนี้”

เสียงของเหยียนจูดึงหลี่หงออกมาจากความคิดฟุ้งซ่าน

“อา…ไม่มีอะไร”

หลี่หงตอบกลบเกลื่อน ก่อนกล่าวต่อ

“ข้ากำลังคิดว่าเมื่อไรเจ้าถึงจะสอนกระบวนท่า ‘บุปผาโปรยปรายใต้พิรุณ’ ที่ใช้จับกุมคนร้ายให้ข้า”

เหยียนจูอดขบขันในใจไม่ได้ ฉยงอ๋องผู้นี้ช่างลุ่มหลงในวิชายุทธ์โดยแท้ ตลอดเวลาที่พำนักอยู่ในจวนฉยงอ๋อง เขาสืบดูอย่างลับๆ ทั้งในและนอกจวน หลี่หงผู้นี้ไม่ต้อนรับแขกและไม่คบหาขุนนางในราชสำนัก แต่กลับชอบคบหาชาวยุทธ์ที่พอมีฝีไม้ลายมืออยู่บ้าง ทว่าเขากลับดูคนไม่ค่อยเป็น คนที่เลี้ยงดูอยู่ในจวนล้วนเป็นพวกที่ซื่อสัตย์มีคุณธรรม แต่กลับไม่มีความสามารถที่แท้จริง ปกติให้เป็นผู้คุ้มกันยังพอได้ แต่ถ้าให้ทำการใหญ่เกรงว่าคงไม่มีความสามารถ หลี่หงเองยังเป็นคนสะอาดสะอ้าน ไม่ได้หมายความว่าเขาบริสุทธิ์สูงส่งเพียงใด เพียงแต่เขาแค่มีนิสัยเสียแบบลูกขุนนางและชนชั้นสูงทั่วไปที่เอาแต่ใจเท่านั้น มิใช่คนดีและมิใช่คนเลว

กล่าวตามตรง ถ้าไม่เพราะฐานะกำหนดแล้วว่าพวกเขามิอาจคบหากันอย่างลึกซึ้ง เหยียนจูอยากจะคบคนที่มีนิสัยจิตใจเรียบง่ายผู้นี้เป็นสหายจริงๆ

เหยียนจูใช้กระบี่จรดพื้น วาดวงกลมรอบตำแหน่งที่ตัวเองยืนอยู่และคลี่ยิ้มน้อยๆ

“ต้องดูก่อนว่าวิชาที่ท่านอ๋องเรียนรู้ไปก่อนหน้านี้เป็นอย่างไรบ้าง ข้าจะยืนอยู่ตรงนี้ไม่ขยับ หากท่านสามารถทำให้ข้าก้าวออกจากวงกลมนี้ได้ ข้าจะสอนท่าน”

ภายใต้การเรียกร้องของหลี่หง ถ้อยคำที่เหยียนจูใช้กล่าวกับเขาจึงไม่นับว่าอ่อนน้อม กลับเหมือนสนทนากับสหายทั่วไป

หลี่หงไม่พอใจ จึงกล่าวว่า

“แม้วิชายุทธ์ของข้าจะสู้เจ้าไม่ได้ แต่เจ้าอย่าดูถูกกันจนเกินไป ข้าไม่เชื่อหรอกว่าแค่ทำให้เจ้าถอยหลังก้าวเดียวข้ายังไม่มีปัญญา”

กล่าวพลางชักกระบี่จู่โจมเข้าใส่เหยียนจู ชี้ไปที่ปลายเท้าเขา

เหยียนจูรับมืออย่างสุขุม บ้างป้องกันบ้างกระโดดขึ้นหลบเลี่ยง รอยเท้าในวงกลมที่เขายืนอยู่ไม่เละเทะแม้แต่น้อย หลี่หงเริ่มหมดความอดทน โจมตีอย่างเร่งร้อนขึ้นทุกที กระบวนท่าไร้กฎเกณฑ์มากขึ้นเรื่อยๆ เหยียนจูเห็นว่าพอประมาณแล้ว จึงโคจรพลังที่มือไปยังกระบี่เพื่อสะเทือนกระบี่ของอีกฝ่าย หลี่หงรู้สึกบริเวณนิ้วชี้กับนิ้วโป้งสั่นสะเทือน มิอาจกำกระบี่ในมือเอาไว้ได้ เหยียนจูถือโอกาสนี้คว้าแขนเขา ทำให้เขาขยับเขยื้อนไม่ได้ทันที

เหยียนจูกล่าวต่อ

“ท่านอ๋อง กระบวนท่าจับกุมศัตรูเมื่อวานข้าเพิ่งสอนวิธีแก้ให้ท่าน ไฉนจึงลืมเสียแล้วเล่า”

หลี่หงถูกจับกุมอย่างง่ายดาย รู้สึกเสียหน้าอย่างยิ่ง

ยามนี้เขาอยู่ใกล้กับเหยียนจูมาก ลมหายใจของเหยียนจูแทบจะเป่ารดใบหน้าเขา ความหน้าไม่อายบังเกิดขึ้น เขาขยับหน้าเข้าไปจูบปากเหยียนจูอย่างรวดเร็ว เหยียนจูคิดไม่ถึงว่าฉยงอ๋องจะทำเช่นนี้ ตกใจสะดุ้ง อุทานเบาๆ แล้วปล่อยมือถอยหลังไปครึ่งก้าว

หลี่หงลูบฝ่ามือพลางหัวเราะเสียงดัง ก่อนกล่าวว่า

“เจ้าออกจากวงกลม เจ้าแพ้แล้ว”

เหยียนจูหน้าแดงไปครึ่งซีก อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป หลี่หงถึงตระหนักว่าตัวเองล้อเล่นแรงเกินไป รีบวิ่งตามอีกฝ่าย ขวางทางไปของเหยียนจูและขออภัย

“องครักษ์เหยียนจู ข้าผิดเอง เจ้าอย่าโกรธเลย ข้าไม่ได้เจตนาจะดูหมิ่นเจ้าเลยนะ เจ้าจะให้ข้าขอโทษอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น ขอเพียงเจ้ายอมอภัยที่ข้าเสียมารยาท”

เหยียนจูมองสีหน้าตื่นลนของเขา หัวใจร้อนผ่าวอย่างห้ามไม่อยู่

ตั้งแต่เขาติดตามหลี่ฟู่มา การถูกตำหนิและกลั่นแกล้งกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เคยมีใครเข้าใจความรู้สึกเขาเสียที่ไหน คิดไม่ถึงว่าท่านอ๋องผู้นี้จะขอให้ตนให้อภัยอย่างจริงใจเช่นนี้ เดิมทีเขาไม่คิดจะโมโหอยู่แล้ว ตอนนี้แม้แต่ความหงุดหงิดเล็กน้อยที่อีกฝ่ายเอาแต่ใจเหมือนหลี่ฟู่ยังสลายหายไปด้วย ก้มหน้าพลางเอ่ยว่า

“ท่านอ๋องทำอย่างนี้เหยียนจูมิอาจรับไหว ไม่ต้องกล่าวถึงว่าข้าหาได้โกรธเคืองท่านอ๋อง”

“เจ้าโกหก!”

หลี่หงขึ้นเสียงเหมือนเด็กๆ ก่อนกล่าวต่อ

“ถ้าเจ้าไม่โกรธแล้วไยต้องหันหลังเดินจากไปด้วย”

เหยียนจูยิ้มอย่างจนใจก่อนกล่าว

“ข้าจะกลับห้องไปเขียนเคล็ดลับกระบวนท่า ‘บุปผาโปรยปรายใต้พิรุณ’ ให้ท่านอ๋องต่างหาก พรุ่งนี้พวกเราจะออกเดินทางไปเมืองปู้ลั่วแล้ว คิดดูแล้วข้าคงไม่มีเวลาชี้แนะท่านอ๋องอย่างละเอียด แต่ท่านอ๋องเฉลียวฉลาดเกินใคร ต้องสามารถศึกษาด้วยตัวเองได้แน่นอน”

หลี่หงเปลี่ยนจากกลัดกลุ้มเป็นยินดีในทันที เขย่าแขนขวาของเหยียนจูพลางกล่าว

“ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง ทำเอาข้าตกใจเก้อ ข้าไปกับเจ้าด้วย ข้าจะช่วยเจ้าฝนหมึกด้วยตัวเอง ถือว่าเป็นการขออภัยให้แก่ความผิดเมื่อครู่นี้แล้วกัน”

หลังจากได้เคล็ดลับกระบวนท่า ‘บุปผาโปรยปรายใต้พิรุณ’ มาแล้ว หลี่หงพับกระดาษอย่างดีและเก็บไว้ในอกเสื้ออย่างทะนุถนอม ในใจยินดีเหลือเกิน แต่ความยินดีนี้กลับแตกต่างไปจากความยินดีในอดีตเมื่อได้เรียนรู้วิชายุทธ์แปลกใหม่

หลี่หงกลับห้องพลางพิจารณาอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง ขบคิดครู่หนึ่งถึงพบว่าที่แท้หัวสมองของตนเอาแต่ย้อนคิดถึงทุกๆ สีหน้าท่าทีของเหยียนจู ตลอดจนจุมพิตที่เหมือนแมลงปอแตะผิวน้ำเมื่อครู่นี้

นุ่มๆ นิ่มๆ ชวนให้คนรู้สึกอยากกัดกินสักคำเหลือเกิน!

ตอนเหยียนจูเดินตามไช่เยวี่ยไปถึงหน้าประตูห้องทรงพระอักษร เขางุนงงเล็กน้อย 

ตามปกติไช่เยวี่ยควรจะอยู่ในห้องคอยปรนนิบัติข้างกายโอรสสวรรค์ ไฉนวันนี้จึงรออยู่ข้างนอก ประตูใหญ่ของห้องทรงพระอักษรปิดสนิท ไช่เยวี่ยเคาะประตูเบาๆ หลายที เอ่ยอย่างนอบน้อม

“ทูลฝ่าบาท องครักษ์เหยียนจูมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“ให้เขาเข้ามา ส่วนเจ้ารออยู่ข้างนอก”

เหยียนจูสงสัยมากกว่าเดิม แต่ทำได้เพียงผลักประตูเข้าไป เมื่อเห็นสถานการณ์ในห้องแล้วอดตะลึงงันไม่ได้

หลี่ฟู่ยืนอยู่หน้าตั่งที่ใช้สำหรับพักผ่อนในห้อง เด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังคุกเข่าและช่วยเขาจัดชุดแพรสีเหลืองอร่ามอันเป็นสัญลักษณ์ของโอรสสวรรค์ เด็กหนุ่มผู้นั้นคลุมร่างด้วยชุดขันทีแบบลวกๆ เห็นชัดว่าไม่ทันได้สวมใส่ให้ดี ผมเผ้าของเขายุ่งเหยิง ริมฝีปากบวมแดง ดวงหน้าคุ้นเคยนั้นเป็นของหลันอวี้ เห็นภาพนี้แล้ว ไม่ต้องใช้สมองก็รู้ว่าเมื่อครู่นี้พวกเขาทำเรื่องงามหน้าอะไรกัน

แต่เหยียนจูคืนสู่สีหน้าสุขุมอย่างรวดเร็ว...

จะแปลกอะไรเล่า ในห้องทรงพระอักษรแห่งนี้ เรื่องสกปรกโสมมกว่านี้ตนก็เคยทำมาแล้วไม่น้อย  

เขาคุกเข่าให้หลี่ฟู่พลางกล่าว

“ข้าน้อยถวายบังคมฝ่าบาท”

หลี่ฟู่กลับทำเหมือนไม่ได้ยิน ไม่หันมามองและไม่สั่งให้เขาลุกขึ้น หลันอวี้ช่วยเขาจัดเสื้อผ้าอาภรณ์ให้ดี ก่อนจะลุกขึ้นจัดแจงเสื้อผ้าตัวเอง หลังจากนั้นออกไปชงชากาหนึ่งและยกเข้ามาอย่างคล่องแคล่ว นำไปให้หลี่ฟู่ หลี่ฟู่นั่งลงหน้าโต๊ะหนังสืออย่างเชื่องช้า แล้วละเลียดลิ้มรสน้ำชา

จวบจนชาถ้วยหนึ่งหมดไป หลี่ฟู่จึงเอ่ยปาก

“ตัดใจกลับมาได้แล้วรึ”

“ข้าน้อยไม่เอาไหน บาดแผลหายค่อนข้างช้า ขอฝ่าบาททรงอภัยด้วย”

“แกล้งเซ่ออีกแล้ว แผลเจ้าใช้เวลาไม่เท่าไรก็หายดี คิดว่าเราไม่รู้รึ”

“ฝ่าบาททรงปราดเปรื่อง ข้าน้อยมิบังอาจหลอกลวง เพียงแต่การตรวจสอบจวนฉยงอ๋องต้องใช้เวลาเล็กน้อยพ่ะย่ะค่ะ”

“อ้อ?”

หลี่ฟู่เอ่ยพลางเลิกคิ้ว ก่อนถามต่อ

“แล้วตรวจพบอะไรบ้าง”

เหยียนจูประสานมือพลางกล่าว

“ทูลฝ่าบาท ไม่พบอะไรเลยพ่ะย่ะค่ะ จากผลการตรวจสอบตอนนี้ ฉยงอ๋องไร้เดียงสาเปี่ยมด้วยคุณธรรม ไม่มีความคิดที่ไม่บังควรใดๆ หากมิใช่เพราะเขาลุ่มลึกจนสามารถตบตาได้แม้กระทั่งข้าน้อย ก็แสดงว่านิสัยเดิมของเขาต้องเป็นอย่างนี้แน่พ่ะย่ะค่ะ”

หลี่ฟู่ลุกขึ้น ย่ำเท้าไปตรงหน้าเหยียนจูช้าๆ

“ไม่แน่ อาจมีความเป็นไปได้อย่างที่สาม…”

กล่าวพลางใช้มือไล้แก้มของเหยียนจู

“นั่นก็คือพวกเจ้าถูกใจกัน ดังนั้นจึงจงใจปิดบังเรา”

เหยียนจูตื่นตระหนกตกใจ หัวสมองผุดภาพเหตุการณ์ในวันนั้นตอนหลี่หงจูบตนกะทันหัน เขาข่มความประหม่าในใจอย่างรวดเร็ว ก้มหน้าพลางตอบว่า

“ในจวนฉยงอ๋องมีหลวนถงอยู่หลายคนจริงๆ แต่ล้วนเป็นเด็กหนุ่มอายุน้อย อย่างข้าน้อย...เอ่อ เกรงว่าคงไม่ถูกจริตฉยงอ๋องสักเท่าไรพ่ะย่ะค่ะ”

แม้เขาจะตอบสนองเร็วมาก แต่หลี่ฟู่ยังคงเห็นความผิดปกติ เดิมทีหลี่ฟู่แค่หยอกล้อเขาเล่นตามความเคยชินเท่านั้น แต่แววลนลานที่วูบขึ้นในดวงตาเขากลับทำให้หลี่ฟู่อดสงสัยไม่ได้ สายตาเขาเยียบเย็น เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง

“เหยียนจู เจ้ารู้ดีว่าการปิดบังเรามีจุดจบอย่างไร หากเจ้ามีความสัมพันธ์กับเสด็จอา แม้จะทำไปเพื่อสืบข่าวให้เราก็ตามที...”

เขาไม่ได้กล่าวต่อ ทว่าสีหน้ากลับเย็นเยียบจนน่ากลัว เขาเกลียดที่สุดเวลาคนอื่นแย่งของของเขา ต่อให้เขาไม่ต้องการแล้ว คนอื่นก็ไม่มีสิทธิ์มาเก็บไป ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงของที่เขายังไม่คิดจะโยนทิ้ง

เหยียนจูฉุนจัด ตนจะเข้าใกล้หลี่หงไยต้องมีความสัมพันธ์กับอีกฝ่ายด้วย เขาคิดว่าคนทั้งโลกล้วนต่ำช้าไร้ยางอายเหมือนเขาหรือไร

หลี่ฟู่เห็นเขาเงียบก็ยิ่งสงสัยกว่าเดิม สั่งเสียงเย็นว่า

“ถอดเสื้อผ้า!”

เหยียนจูอึ้งไป ลูกตากลอกมองไปยังหลันอวี้ที่ยืนอยู่ด้านข้างอย่างห้ามไม่อยู่ หลันอวี้ไม่ได้รับอนุญาตจากหลี่ฟู่ ย่อมไม่กล้าเงยหน้ามองส่งเดช กระนั้นมุมปากกลับมิอาจปิดบังรอยยิ้มขณะรอดูละครฉากเด็ดนี้ได้ เหยียนจูกัดริมฝีปาก จับชายเสื้อตัวเองแน่น ไม่ยอมขยับเขยื้อน

หลี่ฟู่หรี่ตาพลางกล่าว

“อย่างไรกัน ไปอยู่จวนฉยงอ๋องระยะหนึ่ง แม้แต่การถอดเสื้อผ้ายังต้องให้เราสอนใหม่ทั้งหมดหรือ”

เหยียนจูสูดหายใจลึก ลุกขึ้นยืนในที่สุด ถอดเสื้อผ้าบนร่างกายทีละชิ้น พับให้เรียบร้อยและวางไว้ด้านข้าง จากนั้นคุกเข่าลงอีกครั้ง เขาได้แต่จินตนาการว่าตัวเองเป็นวัตถุชิ้นหนึ่ง เหมือนชั้นหนังสือและโต๊ะหนังสือในห้องนี้ จึงจะสามารถยืดเอวตรงแน่วในสภาพที่ไม่มีอาภรณ์ติดตัวสักชิ้น เปิดเผยเรือนร่างทั้งหมดโดยไร้ซึ่งการปกปิด

หลี่ฟู่เพ่งพิศร่างกายของเขาอย่างละเอียด สายตาเช่นนี้ไม่เจืออารมณ์ใคร่แม้แต่น้อย แค่พิจารณาว่าร่างกายเขามีร่องรอยการถูกครอบครองหรือไม่เท่านั้น ยามนี้หลี่ฟู่ตกใจเมื่อพบว่า ร่างกายของเหยียนจูมีรอยแผลเพิ่มขึ้นจริงๆ ไม่ใช่หลักฐานของการสำส่อน แต่เป็นแผลเป็นที่หลงเหลืออยู่หลังจากบาดแผลหายดีแล้ว ในฐานะองครักษ์อวี้เชวี่ย เหยียนจูเคยได้รับบาดเจ็บไม่น้อยตั้งแต่เด็ก แต่วังหลวงมีโอสถลับชั้นเลิศมากมาย เนื่องจากหลี่ฟู่มอบโอสถให้เขาอยู่ตลอด แผลส่วนใหญ่จึงไม่ทิ้งร่องรอยไว้ บางแผลที่สาหัสหน่อยจะหลงเหลือเพียงรอยจางๆ เท่านั้น ส่วนแผลที่เกิดจากความร้ายกาจของหลี่ฟู่เองในบางครั้งยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง

ทว่าครั้งนี้ร่างกายเหยียนจูกลับมีบาดแผลสะดุดตาเพิ่มขึ้นหลายรอย หนึ่งในนั้นเป็นแผลบนหลังที่อยู่ตรงตำแหน่งของปอด ไม่ยาวแต่ดูออกว่าลึกมาก น่าจะถูกลูกธนูคมกริบทำร้าย แววตาของหลี่ฟู่อ่อนโยนลงโดยไม่รู้ตัว ยื่นมือไปคล้ายอยากจะลูบแผลเป็นนั้น แต่กลับชะงักอยู่กลางอากาศไม่ได้สัมผัส เพียงลูบไล้ผ่านอากาศอย่างแผ่วเบาหลายที

เหยียนจูหันหลังให้เขา จึงไม่เห็นว่าเขากำลังทำอะไร รู้สึกเพียงเหมือนกำลังนั่งอยู่บนพรมตะปู

ผ่านไปครู่หนึ่ง หลี่ฟู่เดินไปตรงหน้ากองเสื้อผ้าของเขา ใช้เท้าเขี่ยสองสามที ในชั้นแรกยังไม่พบสิ่ง ก่อนจะพบป้ายอันเล็กที่ทำจากทองคำในชั้นหลัง

หลี่ฟู่เก็บขึ้นมา เดินกลับไปตรงหน้าเหยียนจู กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลงว่า

“เกือบลืมไป ตอนแรกบอกเจ้าว่าสามารถนำป้ายนี้มารับรางวัลจากเราได้ คิดได้หรือยังว่าอยากได้อะไร”

เหยียนจูย่อมคิดไว้แล้วว่าอยากได้อะไร แต่รู้สึกว่าวันนี้อีกฝ่ายจะอารมณ์ไม่ดีนัก ขณะขบคิดว่าไว้วันหลังค่อยกล่าวเรื่องนี้ดีหรือไม่ ดวงตาของหลี่ฟู่กลับเจือรอยยิ้ม อารมณ์แปรปรวนเมื่อครู่นี้หายไปสิ้น แม้เหยียนจูจะปรนนิบัติเขามาหลายปี ก็ยังคาดเดานิสัยที่ไม่แน่นอนของคนผู้นี้ไม่ได้

หลี่ฟู่ใช้ขอบป้ายหงส์เพลิงอันนั้นครูดริมฝีปากแดงข้างขวาของเหยียนจูอย่างหยอกเย้า

“ทำไมไม่พูดล่ะ หรือโทษเราที่พอกลับเมืองหลวงก็ยกความดีความชอบในการจับตัวคนร้ายให้แก่จื่อซี เจ้ารู้อยู่แล้ว คนในราชสำนักล้วนเค้นสมองคิดหาวิธีจับผิดเขา หากเขามีความดีความชอบเพิ่มขึ้นหนึ่งส่วน เราย่อมสามารถปกป้องเขาได้มากขึ้นหนึ่งส่วน ของพวกนั้นเป็นแค่ชื่อเสียงจอมปลอมเท่านั้น เจ้าเป็นองครักษ์ตำแหน่งเล็กๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ของพวกนั้นหรอก เจ้าอยากได้เงินทองเพชรพลอย หรืออยากได้ของล้ำค่าหายากล่ะ ให้เราพาเจ้าไปเดินดูในคลังแผ่นดินสักรอบดีหรือไม่ เจ้าอยากได้อะไรจะได้เลือกเอาเอง”

เหยียนจูอดโขกศีรษะลงบนพื้นหินอ่อนไม่ได้ โพล่งคำกล่าวที่หลายวันมานี้ซักซ้อมในใจนับครั้งไม่ถ้วนออกมารวดเดียว

“ข้าน้อยไม่ต้องการลาภยศสรรเสริญและไม่ต้องการเงินทองของล้ำค่า ฝ่าบาท ข้าน้อยขอเพียงให้พระองค์คืนฐานะเดิมตามทะเบียนบุคคลให้ข้าน้อย ให้ข้าน้อยได้ออกจากวังไปอยู่กับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ข้าน้อยจะซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณไม่สิ้นสุด จะทำงานรับใช้พระองค์จนกว่าตัวตายพ่ะย่ะค่ะ!”

ห้องทรงพระอักษรเงียบสนิททันที

แม้มิได้เงยหน้า แต่เหยียนจูก็รู้สึกได้ว่ารังสีที่แผ่มาจากโอรสมังกรผู้นั้นเยียบเย็นอีกครั้ง เทียบกับตอนนี้แล้ว ความหวาดระแวงก่อนหน้านี้ไม่นับเป็นความโมโหเลย แต่เขาไม่เข้าใจ คำขอของเขาเกินไปตรงไหน

“หึๆ”

หลี่ฟู่แค่นหัวเราะ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงยิ้มเย็นก่อนเอ่ยว่า

“จริงอยู่ ตั้งแต่เราย้ายเจ้าจากองครักษ์อวี้เชวี่ยไปเป็นราชองครักษ์ ตามกฎย่อมสมควรคืนชื่อแซ่ให้เจ้า คืนทะเบียนบุคคล แต่ว่า...”

หลี่ฟู่กัดฟันเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ

“ในเมื่อกฎนี้โอรสสวรรค์เป็นคนตั้งขึ้นมา ย่อมเปลี่ยนแปลงได้ด้วยโอรสสวรรค์ เราไม่ปล่อยเจ้าไป เจ้าจะทำไม”

เหยียนจูสั่นสะท้านไปทั้งตัว เงยหน้ามองดวงหน้างดงามอันตรายของหลี่ฟู่อย่างเหลือเชื่อ เขาจะทำไม เขาจะทำไม เขาจะทำอะไรได้เล่า เขาคิดว่าถ้าตัวเองนอบน้อมถ่อมตน คนผู้นั้นก็จะไม่ถือสาหาความเรื่องในอดีต เขาคิดว่าถ้าเขาโอนอ่อนและเป็นฝ่ายประจบเอาใจ คนผู้นั้นก็จะเมตตาเขา เขาคิดว่าถ้าตัวเองเสี่ยงตายสร้างความดีความชอบครั้งใหญ่ คนผู้นั้นก็จะปฏิบัติต่อเขาเหมือนเขาเป็นคน

เหตุใดเขาจึงไร้เดียงสาถึงเพียงนี้!

“ฝ่าบาท! ฝ่าบาท!”

เสียงตื่นเต้นลนลานของไช่เยวี่ยดังขึ้นกะทันหันที่นอกประตู

“เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!”

หลี่ฟู่กำลังหงุดหงิด ด่าเสียงเฉียบทันที

“บ่าวสมควรตาย! มีเรื่องใหญ่อะไรถึงต้องแหกปากตะโกนดังลั่นเช่นนี้ เจ้ารู้มารยาทบ้างหรือไม่”

“ฝ่าบาทโปรดทรงอภัยด้วย! เป็นเพราะ...ไทเฮาทรงพาคนไปตำหนักบรรทมของใต้เท้าเฉา ไม่รู้ว่า...”

“แล้วทำไมเพิ่งมารายงานตอนนี้!?”

หลี่ฟู่ขัดเขา ร้อนใจจนถีบประตูห้องทรงพระอักษรและวิ่งออกไป

“รายละเอียดค่อยเล่าระหว่างทาง”

เขามิได้หันกลับมามองเหยียนจูแม้แต่แวบเดียว

รอจนทั้งสองจากไปไกลแล้ว หลันอวี้จึงเดินมาข้างกายเหยียนจูที่ยังคงเหม่อลอยด้วยท่าทางกระหยิ่มใจ ก้มตัวลงหัวเราะข้างหูเขา

“เมื่อครั้งที่ฮ่องเต้สุนัขผู้นั้นตอนข้า ข้ายังคิดว่าเขารักใคร่เจ้ามาก ที่แท้เขารังเกียจเจ้าต่างหาก ฮ่าๆๆ!”

หลันอวี้หัวเราะเสียงดัง ฝีเท้าแผ่วเบาขณะเดินออกจากห้องทรงพระอักษร สื่อว่าเขาเบิกบานเกินจะบรรยาย

ติดตามอ่านตอนต่อไป... 

#ข้าไม่ปล่อยเจ้าไปง่ายๆหรอก 

หมายเหตุ : ตอนนี้สำนักพิมพ์ได้ทำการเปิดจองรูปเล่มแล้วนะคะ สามารถติดตามรายละเอียดการจองได้ที่หน้าแฟนเพจค่ะ  

 

 

 

[1] เป็นคำเรียกเด็กชายหรือเด็กหนุ่มที่ปรนเปรอความสุขทางเพศให้ตน

 

[2] ชายจีนสมัยโบราณต้องทำพิธีสวมหมวกเมื่ออายุครบยี่สิบปี แสดงถึงการเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

ความคิดเห็น