email-icon facebook-icon Line-icon

คนเราผิดพลาดกันได้ เมื่อพลาดแล้วจงนำข้อผิดพลาดนั้นมาเป็นบทเรียนในการดำรงชีวิตต่อไป ชีวิตต้องเดิน ไม่ใช่ถอยหลัง

ชื่อตอน : บทนำ (รีไรท์)

คำค้น : อาคิระ ขิม ภูผา แม่เลี้ยวเดี่ยว พ่อสายอ่อย สายโหด หวง หึง จีบเมียเด็ก เรท18+ จิ้งจอกร้อยหาง

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 68.5k

ความคิดเห็น : 40

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มิ.ย. 2564 19:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทนำ (รีไรท์)
แบบอักษร

บทนำ 

 

สวัสดีค่ะ ฉันชื่อ 'ชนิดาพร สิรเพชร' มีเชื่อเล่น 'ขิม' อายุเพิ่งจะ 14 ปี อีกสามเดือนข้างหน้าฉันจะมีอายุครบ 15 ปีเต็ม ตอนนี้เรียนอยู่มอสาม ใกล้จะจบมอต้นแล้วนะ

ฉันเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้าน เป็นลูกสาวที่คุณพ่อตั้งตารอคอย พ่อจึงตั้งชื่อฉันว่า ‘ชนิดาพร’ แปลว่า ‘ผู้นำความสุขมาให้พ่อ’ ส่วนชื่อ ‘ขิม’ เป็นคุณแม่ที่ตั้งให้ เพราะคุณแม่ฉันชอบเล่นขิม

ฉันเกิดและเติบโตในคฤหาสน์ตระกูลสุริเยนทร์ ถูกเลี้ยงและอบรมให้ซื่อสัตย์และจงรักภักดีกับคนในตระกูลสุริเยนทร์ เพราะคุณศรุตผู้นำคนปัจจุบันของตระกูล เป็นผู้มีพระคุณของคุณพ่อฉัน คุณพ่อกับคุณแม่จึงมักพร่ำสอนให้ฉันจงรักภักดีกับครอบครัวคุณท่านศรุต

ฉันเติบโตมาในคฤหาสน์สุริเยนทร์ ได้รับความเมตตาและความเอ็นดูจากคุณผู้หญิงรานีและคุณท่านศรุตเป็นอย่างมาก เพราะพวกท่านไม่มีลูกสาว มีแค่ลูกชายสองคน แต่ฉันไม่เคยคิดจะตีตัวเสมอหรือใฝ่สูงกว่านั้นเลย ฉันตระหนักรู้ฐานะของตัวเองดี ฉันเป็นแค่ลูกบอดี้การ์ดและลูกแม่ครัวเท่านั้น 

ถึงคุณพ่อฉันจะเป็นบอดี้การ์ด แต่พ่อไม่เคยสอนการต่อสู้ป้องกันตัวให้ฉันเลย และคุณพ่อก็แทบไม่มีเวลาให้ฉันด้วยเช่นกัน เพราะต้องคอยติดตามคุณท่านศรุตไปทำงานทุกที่ หน้าที่การเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนฉันจึงมาตกอยู่ที่คุณแม่ ฉันจึงถูกฝึกถูกสอนให้ปฏิบัติตัวอยู่กรอบขนบธรรมเนียมที่ถูกต้อง เป็นกุลสตรีไทยผู้เรียบร้อยและว่านอนสอนง่าย

และนี้จึงเป็นเหตุผลอีกส่วนที่ทำให้ฉันค่อนข้างอ่อนต่อโลกและใสซื่อมาก

ใสซื่อเสียจน........น่าโมโห!

โง่! ในเรื่องที่ไม่ควรจะโง่!

อาย! ในเรื่องที่ไม่ควรจะอาย!

“คุณชายใหญ่คะ!” ฉันถลาเข้าไปรับตัวคุณชายใหญ่ไว้ ก่อนที่เขาจะล้มหัวฟาดพื้นตาย

หมับ

“คุณชายเป็นอะไรหรือเปล่าคะ? เอ๋....กลิ่นนี้มัน...” ฉันย่นจมูก กลิ่นแอลกอฮอล์และกลิ่นบุหรี่ บนตัวคุณชายใหญ่มันฉุนมาก ฉุนจนฉันแสบคอแสบจมูก “คุณชายใหญ่เมาเหรอคะ?”

“.....” คุณชายใหญ่พยักหน้ารับ เขายืดตัวตรงเต็มความสูง หน้าตาเขาเรียบนิ่งไร้อารมณ์ ดูไม่เหมือนคนเมาเลย

หมับ

“งั้นเดี๋ยวดิฉันจะไปตามพี่ ๆ การ์ดเขา.....มะ มีอะไรคะ คะ....คุณชาย...”

คุณชายใหญ่มีชื่อว่า ‘อาคิระ’ ตอนนี้เขาอายุ 22 ปี เกิดก่อนฉันเจ็ดปี คุณชายใหญ่เป็นผู้ชายที่เข้าถึงยากมาก เขามีบุคลิกที่นิ่ง ๆ ไม่ค่อยพูด เย็นชา แต่กลับอารมณ์ร้าย หัวร้อน ชอบความรุนแรง เผด็จการ ต่างจากคุณชายเล็กลิบลับ พูดก็พูดเถอะฉันกลัวคุณชายใหญ่ยิ่งกว่าคุณท่านศรุตพ่อของเขาเสียอีก

คุณชายใหญ่จึงเป็นบุคคลที่ฉันพยายามรักษาระยะห่างด้วยมาตลอด ถ้าเลี่ยงได้ฉันจะไม่เฉียดกายเข้าใกล้เขาเลย แต่วันนี้มันเลี่ยงไม่ได้และฉุกละหุก บังเอิญในบ้านไม่มีใครเลยนอกจากฉัน เพราะวันนี้ที่คฤหาสน์มีงานเลี้ยง ทุกคนจึงไปรวมตัวกันที่งานเลี้ยงหมด รวมถึงคุณพ่อกับคุณแม่ฉันด้วย

คุณชายใหญ่ก้มหน้าลงมาจ้องตาฉัน ฉันก้าวถอยหลังออกจากเขาด้วยความหวาดกลัวจับใจ แววตาคุณชายใหญ่เย็นชาและดำลึกมาก ปกติก็น่ากลัวอยู่แล้ว ตอนเมายิ่งน่ากลัวเข้าไปอีก

หมับ

ปึก

“อ๊ะ เฮือก!” หัวใจฉันหล่นลงไปอยู่ปลายเท้า คุณชายใหญ่ฟุบหน้าบนบ่าฉัน ลมหายใจร้อน ๆ เป่ารดบ่าและลำคอฉัน มือแกร่งจับสะโพกฉันไว้แน่น

“พวกผู้หญิงต้องการอะไรจากผู้ชาย?”

“คะ....คุณชายใหญ่คะ......ดะ.....เดี๋ยวดิฉันจะไปส่งคุณชายใหญ่ที่ห้องนะคะ” ทุกครั้งที่คุยกับคุณชายใหญ่ ไม่มีครั้งไหนที่ฉันไม่กลัวเขา 

“อือ” คุณชายใหญ่ผละใบหน้าออกจากบ่าฉัน นั่นทำให้ฉันโล่งอก

ฉันแบกคุณชายใหญ่ขึ้นหลังอย่างทุลักทุเล กว่าจะถึงห้องเขาก็เล่นเอาฉันเหนื่อยหอบเกือบเป็นลม กระดูกสันหลังแทบหัก คนอะไรตัวหนักชะมัด

ตุบ

ฉันจัดท่านอน ถอดรองเท้าและถุงเท้า ห่มผ้าให้คุณชายใหญ่ มั่นใจว่าทำทุกอย่างเรียบร้อยฉันก็หมุนออกจากห้องเขาทันที

หมับ

“เฮือกกก! คะ....คุณชายใหญ่...” คุณชายใหญ่จับมือฉันที่กำลังประตูแน่น สายตาที่เขามองฉันมันดูแปลก ๆ ชอบกล

“เธอยังไม่ตอบคำถามฉัน”

“คะ....คำถามอะไรคะ?” เหงื่อฉันแตกพลั่ก นัยน์ตาสีดำล้ำลึกคู่นั้น มันช่างดูลึกลับน่ากลัวเหลือเกิน แถมกลิ่นอายบนตัวเขาเป็นกลิ่นที่ฉันไม่ชอบเสียเลย

ฮือ! ฉันกลัวคุณชายใหญ่มากจนแทบจะร้องไห้อยู่รอมร่อแล้ว

“ผู้หญิงต้องการอะไรจากผู้ชาย?!” คราวนี้คุณชายใหญ่ตะคอกใส่หน้าฉันเสียงดัง

ฉันหดคอหลับตาปี๋ด้วยความหวาดกลัว จากที่ตัวสั่นอยู่แล้วยิ่งสั่นหนักกว่าเดิมอีก ขอบตาร้อนผ่าว น้ำตาเริ่มคลอเบ้า ร่างกายฉันเย็นเยือกราวกับถูกสาปให้เป็นก้อนน้ำแข็ง

“ลืมตา!”

“เฮือกกก!”

ปึก

“คุณชายใหญ่ ฮือ หนูกลัว!” บ่อน้ำตาฉันแตกแล้ว สรรพนามที่ควรใช้ ‘ดิฉัน’ กลับเผลอหลุดใช้ ‘หนู’ คุณชายใหญ่จับฉันถึงตรึงกับผนังห้อง ตัวฉันเหมือนหดเล็กลงเท่ากำปั้น ส่วนเขาสูงใหญ่ราวกับยักษ์

“รู้ไหมสิ่งที่ฉันเกลียดมากที่สุดคืออะไร?!”

ฉันขวัญผวาแล้วผวาอีก ทำไมฉันถึงโง่อย่างนี้นะ ฉันไม่น่าอาสาแบกเขามาส่งถึงห้องเลย น่าจะวิ่งไปเรียกให้การ์ดคนอื่นมาช่วย ไม่งั้นก็คงไม่ต้องมารองรับอาการเมาเขาหรอก

“คะ....คุณชายคะ ปล่อยหนูไปเถอะ...หนูไม่รู้.....”

“คนทรยศ! ฉันสมควรลงโทษมันยังไง?!” เขาพูดอะไรของเขาน่ะ ฉันไม่รู้เรื่องด้วยนะ

“ปล่อยหนูนะ! คุณพ่อช่วยหนูดะ.....อุ๊บส์!!” ราวกับฉันถูกสาปให้เป็นรูปปั้น ริมฝีปากร้อนระอุแนบลงมาประริมฝีปากฉัน เสียงร้องขอความช่วยเหลือของฉันกลืนหายลงคอ

ตุบ ตุบ ตุบ ตุบ

“อือ ๆ ๆ อ่อย อื้อออ!” ฉันขัดขืนสู้สุดฤทธิ์ ทั้งทุบ ทั้งตี แต่ร่างสูงใหญ่ที่แนบชิดกับร่างฉัน กลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย

จูบแรกและลมหายใจฉันถูกช่วงชิงไปอย่ากักขฬะและป่าเถื่อน มือแกร่งบีบกรามฉันแน่น ลิ้นร้อน ๆ ตวัดเกี่ยวไปทั่วโพรงปากฉันอย่างเอาแต่ใจ รสคาวอ่อน ๆ ผสมรสเค็มลอยคละคลุ้งเต็มปากฉัน เขี้ยวคม ๆ ขบกัดริมปากฉันจนเลือดไหลชิบ

“อื้อ กรี๊ดดดด! ปล่อยยยยยยยยย!” เท้าฉันลอยขึ้นจากพื้น คุณชายใหญ่อุ้มฉันมาที่เตียงเขา

ตุ้บ!

ฉันถูกจับทุ่มลงบนเตียงสีน้ำเงินขนาดคิงส์ไซต์ กอดตัวเองงอเป็นกุ้ง ทั้งจุกท้อง ทั้งปวดตามเนื้อตัว ไม่ทันได้ตั้งตัวร่างสูงใหญ่ก็เคลื่อนมาคร่อมทับร่างฉัน

“คุณชาย! อย่า กรี๊ดดดดดดดดดด!!”

แคว๊กกกกกกกกกกกก!

ฉันกรีดร้องสุดเสียง ทั้งดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด ฉันไม่สนว่าเขาจะเป็นเจ้านาย เป็นลูกผู้มีพระคุณของคุณพ่อฉัน สิ่งที่ฉันสนคือ ฉันต้องรอด!

ตุบ ตุบ ตุบ

“กรี๊ดดดดดดดดดด! อย่าทำหนู ม่ายยยยยย!”

แคว๊กกกกกกกกกกกกก!

ชุดกระโปรงฉันถูกฉีกกระชากขาดภายในพริบตา บราเชียและอันเดอร์แวร์ถูกกระชากออกจากตัวตามกันติด ๆ ฉันทั้งกอดตัวเอง ทั้งกรีดร้องขอความช่วยเหลือ ทั้งอ้อนวอนให้คุณชายใหญ่ปรานีฉัน

แต่นั้นกลับเป็นการกระตุ้นความหื่นกระหายในตัวเขา

“มึงกล้าทรยศกู!”

“คุณชาย! กรี๊ดดดดดดด! อย่าทำหนู พ่อช่วยหนูด้วยยยยยยยยย!”

สวบ! กึก!

“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด!”

“ซี๊ดดดด! อ่า!”

เปรี้ยงงงงงงงงง

ราวแสงอัสนีฟาดผ่าลงกลางตัวฉัน ร่างกายราวถูกม้าแยกออกเป็นส่วน ๆ น้ำตาฉันไหลออกมาเป็นทางยาว ตั้งแต่เกิดมาฉันไม่เคยเจ็บปวดเท่านี้มาก่อน 

ครืน ครืน ครืน

“ไอ้คนป่าเถื่อน! เอามันออกป่ายยยย! อื้อ เจ็บ ๆ ๆ ๆ”

ตุบ ตุบ ตุบ

ทุบตีเท่าไหร่คนป่าเถื่อนก็ไม่ยอมเอาสิ่งนั้นออกไป เขากลับขยับช่วงล่างช้า ๆ แต่หนักหน่วงทุกจังหวะ นั้นยิ่งทำให้ฉันกรีดร้องเสียงดังลั่นร้องอย่างทรมาน

“คุณชาย ฮือ ๆ ๆ หนูไหว้เถอะ อื้อ ยะ...อย่าทำหนู....เจ็บ ๆ ๆ ได้โปรดหยุดเถอะ หนูเจ็บ ฮือ” ฉันยกมือไหว้อ้อนวอนเขาทั้งน้ำตา ให้เขาเห็นใจหรือสงสารฉันบ้าง แต่มีหรือที่คนเมาขาดสติจะฟังฉัน

“อ่า แน่นซิบ อ่าส์!”

กึก กึก กึก กึก

“พ่อช่วยหนูด้วยยยยยยย! กรี๊ดดดดดดดด!”

ค่ำคืนที่ท้องฟ้าแปรปรวนราวกับพายุลูกใหญ่พัดถล่มประเทศไทย ความบริสุทธิ์ ความสดใส รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความไว้วางใจ ทุกสิ่งทุกอย่างฉันถูกผู้ชายที่ชื่อ ‘อาคิระ’ พรากไปอย่างป่าเถื่อนและเลือดเย็น

เขาไม่สนว่าฉันจะร้องปานใจจะขาดหรือร้องโอดครวญด้วยความทรมาน เพราะการกระทำอันรุนแรงของเขา สิ่งที่เขาสนคือระบายอารมณ์ ความเกรี้ยวกราด ความโกรธ ที่ไม่รู้ไปโกรธมาแต่ที่ไหน เขาเอาทุกอย่างมาลงที่ฉันหมด

ค่ำคืนนั้นเป็นฝันร้ายและบาดแผลที่ฉันไม่มีวันลืมได้ ทุกการกระทำ ทุกเหตุการณ์มันฝังลึกไปทุกเซลล์ ฉันเหมือนตายแล้วตายอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร้องไห้จนไม่มีเสียง ผู้ชายป่าเถื่อนคนนั้นก็ไม่ยอมปล่อยฉัน

จนฉันสลบไสลคาอกเขา.........

เช้ามืดของอีกวันฉันตื่นขึ้นพร้อมกับสภาพร่างกายที่เน่าเละ ฉันได้แต่ร้องไห้ไม่มีเสียง มองซาตานในคราบเทพบุตรที่หลับอย่างสบายใจด้วยเกลียดชัง มีจังหวะหนึ่งที่ฉันคิดจะฆ่าเขา แต่ฉันทำไม่ลง

ฉันจึงได้แต่หอบสังขารโทรม ๆ เดินขาสั่นกลับห้องพักส่วนตัวด้วยความหวาดระแวง พอถึงห้องฉันก็รีบจัดการทำลายหลักฐาน ฉีกชุดกระโปรงให้กลายเป็นเศษผ้าเอาทิ้งถังขยะ แล้วขังตัวเองอยู่แต่ในห้องไม่ยอมออกไปไหน

“ฮึก ฮือ ๆ ๆ” ตอนนั้นฉันทำได้แค่ร้องไห้ ตัดพ้อต่อโชคชะตา และก่นด่าท้อในความโง่งมของตัวเอง ฉันไม่กล้าออกไปไหนแม้แต่เดินไปทานข้าวฉันยังไม่ยอมออกไป เพราะอายและกลัวคนอื่นจะเห็นรอยราคะบนตัวฉัน

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“ขิมลูก น้องขิมนี่แม่เองนะลูก” เสียงแม่เคาะประตูยิ่งทำให้ฉันร้องไห้และหวาดกลัว

“ขิมอ่านหนังสืออยู่ค่ะแม่” ฉันโกหกคุณแม่ทั้งน้ำตา นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ฉันโกหกคุณแม่

“มาทานข้าวก่อนลูก อย่าหักโหมนักเลย”

“ไม่เป็นไรค่ะแม่ เดี๋ยวขิมไปหาทานเอง แม่ทานไปก่อนเลยค่ะ”

สามวันแรกฉันไม่ยอมก้าวขาออกห้อง เพราะทั้งกลัวและอายผู้คน วันที่สี่และห้ารอยบนตัวเริ่มจางลง ฉันใส่เสื้อผ้าคลุมมิดชิดออกจากห้อง ทำตัวตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แสร้งทำตัวสดใสฉีกยิ้มกับคนอื่น ๆ อย่างแนบเนียน แม้แต่คุณแม่ก็มองไม่ออก

วันที่เจ็ดฉันตัดสินใจไปร้านขายเพื่อขอซื้อยาคุมฉุกเฉินทาน ฉันลืมไปเลยว่ายาคุมฉุกเฉินต้องทานภายใน 72 ชั่วโมง ซึ่งกรณีของฉันมันผ่านมาเจ็ดวันแล้ว........

ฉันมันโง่เง่ามาก

 

2 เดือนต่อมา........ 

วิชาวิทยาศาสตร์

“คุณครูคะ ถ้าสมมติหนูแต่งงานกับแฟน แล้วประจำเดือนหนูขาดไปประมาณสามเดือน หนูมีสิทธิ์ท้องใช่ไหมคะ?” เพื่อนในห้องยกมือถามด้วยความสงสัยและสนใจ

“มีสิทธิ์ท้องค่ะ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะท้องเสมอไปหรอกนะคะ ประจำเดือนขาดอาจมีสาเหตุมาจากความเครียด ความวิตกกังวลของเรา หรืออาจเกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนก็ได้ค่ะ แต่ถ้าในกรณีที่หนูกล่าวมา ถ้าหนูแต่งงานแล้วและมีความสัมพันธ์กับแฟน โดยที่ไม่ได้ป้องกันทั้งสองฝ่าย ประจำเดือนหนูขาดไปสามเดือน หนูมีสิทธิ์ท้องค่ะ!”

“คุณครูครับ แล้วผู้หญิงเค้าจะรู้ได้ยังไงครับว่าเค้าท้อง? แค่ขาดประจำเดือนก็ฟันธงว่าท้องเหรอครับ ผมไม่เข้าใจครับ” เพื่อนผู้ชายร่วมแสดงความคิดเห็น

“เป็นคำถามที่ดีมากค่ะ การจะรู้ผลว่าเราท้องจริงหรือไม่นั้น มีหลากหลายวิธีค่ะ ยกตัวอย่างเช่น การตรวจปัสสาวะกับที่ตรวจครรภ์ หรือจะตรวจกับแพทย์ค่ะ แต่การตรวจปัสสาวะเป็นวิธีที่รู้ผลง่ายสุด และเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดซึ่งผู้หญิงเราสามารถทำได้เองค่ะ”

ฉันนั่งฟังเพื่อนในห้องถามคำถามกับคุณครูประจำวิชาวิทยาศาสตร์ด้วยหัวใจที่เหน็บหนาวและหวาดกลัว

“ขิมเป็นอะไรหรือเปล่า?” พายเพื่อนสนิทสะกิดถามฉันด้วยความเป็นห่วง “ขิมไม่สบายหรือเปล่า?”

“เปล่าจ๊ะพาย เราสบายดีแค่กำลังคิดตามที่เพื่อน ๆ ถามน่ะ” ฉันยิ้มเจื่อน ๆ

หลังเลิกเรียนฉันไปที่ร้านขายยาเพื่อซื้อที่ตรวจครรภ์กับเภสัชกร เภสัชกรแนะนำวิธีการใช้ที่ตรวจครรภ์ให้ฉันเป็นอย่างดี และฝากคำพูดทิ้งท้ายไว้ว่า

“หนูสัญญากับพี่ได้ไหมคะ?”

“สัญญาอะไรคะ?”

“สัญญาว่าถ้าสมมติหนูท้อง หนูจะไม่คิดสั้น!”

“!!!!” ฉันยืนนิ่งอึ้งพูดไม่ออก ขอบตาร้อนผ่าว

พี่เภสัชกรยื่นมือมาลูบหัวปลอบโยนฉัน “เชื่อพี่นะ ไม่ว่าผลจะออกมายังไง? พ่อกับแม่จะอยู่ข้างหนูเสมอ ไม่มีพ่อแม่คนไหนไม่รักลูกตัวเองหรอกนะ ลูกทำความผิดพ่อแม่พร้อมให้อภัยเสมอ! จะทำอะไรคิดดี ๆ นะ”

“ฮึก” ฉันน้ำตาซึม ใบหน้าคุณพ่อกับคุณแม่ลอยมา ฉันยิ่งเครียดและรู้สึกผิด

“แต่ถ้าหนูคิดสั้นหนีปัญญาหา หนูคิดว่าพ่อกับแม่หนูจะรู้สึกยังไง?”

“ฮึก ฮือ หนูกลัวค่ะ ฮึก” ฉันคิดภาพที่คุณพ่อกับคุณแม่รู้ว่าฉันท้องไม่ออกเลย

“อย่าร้องนะเด็กดี ทุกปัญหามีทางออกเสมอ จำไว้อย่า ‘คิดสั้น’ เด็ดขาด!”

สิ่งที่ฉันกลัวที่สุดก็เกิดขึ้น!

“ฮึก ฮือ ๆ ๆ” ฉันกำที่ตรวจครรภ์ทั้งสามอันแน่น ทรุดตัวลงนอนร้องไห้ รอบด้านไร้ซึ่งแสงสว่าง ความมืดและความกลัวเริ่มกัดกินหัวใจฉัน

หนึ่งเดือนหลังรู้ว่าตัวเองท้อง ฉันยังฝืนทำตัวตามปกติ ไปโรงเรียนทำกิจกรรมทุกอย่างตามปกติ ช่วยงานคุณแม่ไม่ขาดตกบกพร่อง ฉันนอนคิดมาทุกคืนว่าจะเอายังไงกับชีวิตฉันและชีวิตในท้องฉันดี? จะบอกคุณพ่อกับคุณแม่ยังไงดี? พวกท่านรู้แล้วจะรู้สึกยังไง?

“เย้ ๆ ๆ สัปดาห์นรกผ่านไปเว้ยยยยย!” เพื่อน ๆ หลายคนตะโกนด้วยความดีใจ การสอบปลายภาคของเราจบลงแล้ว

“ขิมจะไปกินเลี้ยงฉลองกับพวกเราไหมอะ?” พายหันมาชวนฉัน

“เอ่อ.....อันนี้เราไม่ยังรับปากไม่ได้นะ ที่บ้านใหญ่มีงานเยอะแยะเลย อีกอย่างขิมก็ลืมขออนุญาตคุณพ่อกับคุณแม่น่ะ” ฉันโกหกหน้าซื่อ แท้จริงแล้วฉันตั้งใจจะหลบต่างหากล่ะ

“หว้า เสียดายจัง เราอยากขิมไปด้วยนะ จบมอต้นไปต่างคนต่างแยกย้ายไปเรียนที่อื่นกันหมด คงหาโอกาสยากที่จะมาเจอกันอีก” เสียงเพื่อนผู้หญิงอีกคนพูดขึ้นด้วยความเสียดาย

ดีที่ท้องฉันไม่โต ที่สำคัญคือฉันไม่มีอาการแพ้ท้องใด ๆ เลย ต้องขอบคุณตัวเล็ก ที่ช่วยแม่คนนี้จนถึงวันสุดท้ายของชีวิตนักเรียนมอต้น

ฉันกลับมานอนซึมที่ห้องจน ตอนนี้ฉันยังไม่สามารถหาทางออกให้ตัวเองได้เลย มันมืดบอดไปทุกทิศทุกทาง คิดไปคิดมาฉันก็เลือกวิธีที่หลาย ๆ คนคิดไม่ถึง

 

คลินิกแห่งหนึ่ง 

ฉันเดินกอดตัวเองเข้าไปในร้านขายของชำด้วยความกลัว

“รับสินค้าอะไรดีคะ?” พนักงานขายของถามด้วยรอยยิ้มที่ประจบประแจง

“สินค้าที่ดีที่สุดในร้านค่ะ” ฉันพูดเสียงสั่น ๆ

พนักงานขายของชะงักเล็กน้อยแล้วก็ฉีกยิ้ม เธอฉีกยิ้มขำฉันแล้วผ่ายมือเชิญไปที่ประตูด้านหลัง

“งั้นเชิญคุณลูกค้าที่ด้านในเลยค่ะ”

ใช่! ฉันเลือกที่ฉันทำแท้ง! เพื่อตัดปัญหาและจบปัญหาทุกอย่าง

ฉันนั่งอกสั่นขวัญแขวนมองผู้หญิงที่มีความคิดเดียวกับฉัน คนแล้วคนเล่าเดินเข้าห้องทำแท้ง ใบหน้าและแผ่นหลังฉันเต็มไปด้วยเหงื่อ ฉันหันมามองหน้าคนข้าง ๆ เธอดูสงบนิ่งต่างกับฉันมาก

“คุณคะ” ฉันสะกิดแขนเธอ

“หือ มีไรเหรอ?” เธอหันมามองหน้าฉัน

“ขอฉันคุยกับคุณได้ไหมคะ?” ฉันถามเสียงสั่น ๆ ดู ๆ แล้วเธอน่าจะอายุมากกว่าฉันสองปีได้

“ได้สิ อยากคุยเรื่องอะไรล่ะ?” เธอยิ้มนิด เธอดูเป็นมิตรกว่าที่ฉันคิด

“ทำไมคุณเลือกทางนี้คะ?” รู้นะว่ามันคำถามที่ไม่ควรจะถาม ทุกคนล้วนมีเหตุผลของตัวเอง แม้แต่ฉันยังเลือกทางนี้เลยนี่น่า

“อ้อ” เธอเหยียดอย่างขมขื่น แล้วเธอก็ถ่ายทอดเรื่องราวของเธอออกมาให้ฉันฟัง “เชื่อไหมว่าใจจริงฉันไม่อยากเลือกทางนี้เลย ฉันเพิ่งเรียนอยู่มอห้าเอง แม่กับพ่อฉันแยกทางกันตั้งแต่ฉันยังเด็ก แม่ฉันแต่งงานใหม่แล้วพาฉันย้ายมาอยู่บ้านกับสามีใหม่ แล้วพ่อใหม่ฉันก็มีลูกติดผู้ชายหนึ่งคน ไอ้เหี้ยนั่นมันข่มขืนฉัน!”

ฉันเบิกตากว้าง อะไรจะบังเอิญขนาดนี้ ไม่คิดเลยว่าฉันจะได้มาเจอคนหัวอกเดียวกันในที่นี่

เธอเล่าด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว “มันข่มขืนฉันตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้! แม่ฉันไม่เชื่อฉัน แม่เชื่อว่าฉันเป็นเด็กใจแตกท้องกับผู้ชายคนอื่น แม่บังคับให้ฉันทำแท้ง!”

“!!!!” คุณพระ!

“แม่ยื่นทางเลือกให้ฉันสองทาง ทางแรกให้ฉันทำแท้งเพื่อจบปัญหา ทางที่สองถ้าฉันไม่ทำแท้งก็เก็บกระเป๋าออกจากบ้าน ตัดขาดความเป็นแม่ลูก!”

“.....” ฉันไม่รู้จะพูดยังไง? ฉันคิดว่าตัวเองอับจนหนทางแล้ว ยังมีคนที่อับจนหนทางกว่าฉันอีกเหรอ?

“ใกล้ถึงคิวฉันแล้ว.....แต่ฉันยังไม่พร้อมที่จะเอาเด็กคนนี้ออก” น้ำตาเธอไหลออกมาเป็นทางยาว เธอยื่นมือมากุมมือฉัน “ฉันรักแม่ของฉัน ฉันอยากอยู่กับแม่ของฉัน และฉันก็รักลูกของฉัน! ฮึก ถึงจะจงเกลียดจงชังไอ้เหี้ยที่มันข่มขืนฉันก็เถอะ”

“แล้วตอนนี้คุณคิดจะทำอะไรคะ?”

เธอนิ่งคิดเล็กน้อยแล้วก็ฉีกยิ้มทั้งน้ำตา “ฉันตัดสินใจได้แล้วล่ะ ฉันจะเก็บเด็กคนนี้ไว้ ในเมื่อแม่ไม่รักฉัน ฉันก็จะขอรักตัวเองและรักลูกของฉัน ฉันพร้อมจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ถึงมันจะยากลำบากสักแค่ไหนก็ตาม”

ฉันมองเธอด้วยความเลื่อมใสและนับถือ เธอช่างเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งเหลือเกิน

“เธอชื่ออะไรเหรอ?”

“ฉันชื่อขิมคะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ”

“ฉันชื่อแอม ยินดีที่ได้รู้จักเหมือนกัน”

และแล้วฉันกับพี่แอมก็จูงมือกันเดินออกจากคลินิกทำแท้งเถื่อน เราพูดคุยกล่าวอำลากันเล็กน้อย แล้วต่างคนต่างแยกไปตามทางของตัวเอง พี่แอมกลับไปเพื่อเลือกหนทางชีวิตเธอและลูกในท้องใหม่ ส่วนฉันกลับไปเพื่อคิดและหาทางออกใหม่

ฉันเดินเตร่ราวกับคนไร้หนทางจุดหมายจนมืดค่ำ ท้องฟ้าเริ่มแปรปรวน ผู้คนต่างพากันเร่งรีบกลับบ้านของตัวเอง ฉันกลับเป็นเพียงคนเดียวที่มองท้องฟ้าด้วยความปวดใจ

ฉันควรจะบอกคุณพ่อกับคุณแม่ยังไงดี?

ครืน ครืน

ฟ้าร้องครามเสียงดังน่ากลัวมาก ฉันยืนพึวขอบสะพานด้วยความหดหู่และความวิตกกังวล มองตัวเองผ่านสายน้ำแล้วก็น้ำตาไหล ฉันคิดอะไรไม่ออกจริง ๆ มันมืดไปทุกทิศทุกทาง คุณพ่อกับคุณแม่จะรู้สึกยังไงนะ ถ้าพวกท่านรู้ว่าฉันท้อง

“ฮึก ฮือ” อยู่ ๆ ก็มีความคิดโง่ ๆ แวบนึงลอยเข้าในหัวฉัน ‘ฆ่าตัวตาย’

ฉันปีนขึ้นสะพานยืนร้องไห้ จังหวะที่ฉันกำลังจะปล่อยตัวจากสะพานนั้น เสียงของพี่เภสัชกรก็ดังแทรกขึ้น

“แต่ถ้าหนูคิดสั้นหนีปัญญาหา หนูคิดว่าพ่อกับแม่หนูจะรู้สึกยังไง?”  

“อย่าร้องนะเด็กดี ทุกปัญหามีทางออกเสมอ จำไว้อย่า ‘คิดสั้น’ เด็ดขาด!”  

ใบหน้าของพี่แอมที่บอกเล่าความโหดที่เธอต้องเผชิญ และหนทางที่เธอเลือกเดินเพื่อรักษาลูกในท้องของเธอไว้“ฉันตัดสินใจได้แล้วล่ะ ฉันจะเก็บเด็กคนนี้ไว้ ในเมื่อแม่ไม่รักฉัน ฉันก็จะขอรักตัวเองและรักลูกของฉัน ฉันพร้อมจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ถึงมันจะยากลำบากสักแค่ไหนก็ตาม”  

แอ๊ก ๆ ๆ

ฉันหันขวับไปมองต้นเสียงปริศนา ดวงตาฉันเบิกกว้าง น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวเมื่อได้ภาพที่ดึงสติฉันกลับคืนมา

แม่สุนัขตัวผอมแห้งสีน้ำตาลอ่อน ใช้ปากคาบลูกสองตัวเดินข้ามถนน แม้แม่สุนัขจะเดินแค่สามขามันก็สามารถพาลูกทั้งสองข้ามถนนได้อย่างปลอดภัย

ภาพที่เรียกสติ ปลุกสัญชาตญาณ และเรียกความกล้าทุกอย่างให้ตัวฉันออกมา

“ขนาดหมาจรจัดมันยังรักลูกตัวเอง.....แล้วฉันล่ะ?!” นั่นสิ! แล้วฉันที่เกิดเป็นคนมีร่างกายครบสามสิบสองประการ มีครอบครัวที่อบอุ่น มีหลาย ๆ อย่างที่คนอื่นไม่มี ทำไมฉันถึงคิดโง่ ๆ ล่ะ?

อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดสินะ

 

คฤหาสน์ตระกูลสุริเยนทร์ 

ฉันกลับมาถึงคฤหาสน์ตอนเกือบสามทุ่ม เพราะพาแม่สุนัขและลูกไปหาหมอมา ฉันอุ้มสามแม่ลูกมาไว้ที่หน้าห้อง หาที่นอนและอาหารให้สามแม่ลูกกินแก้หิว

“ขอบคุณนะ ‘สติ’ ที่เรียกสติฉันไว้!” ฉันตั้งชื่อแม่สุนัขว่า ‘สติ’ เพราะแม่สุนัขตัวนี้ได้ให้บทเรียนและเรียกสติฉันให้กลับมา

ฉันเข้าห้องอาบน้ำแต่งตัว เตรียมพวงมาลัยและขันธ์ห้าไว้รอคุณพ่อคุณแม่ วันนี้ฉันตั้งใจจะสารภาพทุกอย่างให้พวกท่านฟัง และพร้อมจะรับทุกอย่างที่จะเกิด

ก๊อก ก๊อก

แอ๊ดดดดด

“Happy birthday to you, Happy birthday to you

Happy birthday Happy birthday

Happy birthday to you.

Happy birthday to you, Happy birthday to you

Happy birthday Happy birthday

Happy birthday to ขิม....”

“สุขสันต์วันเกิดครับลูกสาวของพ่อ”

“สุขสันต์วันเกิดจ๊ะลูกสาวของแม่”

“.....” ฉันพูดไม่ออก ทำตัวก็ไม่ถูก นี่ฉันลืมไปได้ยังไงว่าวันนี้เป็นวันเกิดของตัวเอง

หมับ

“ขอบคุณนะคุณพ่อ ขอบคุณนะคุณแม่” ฉันกระโดดกอดคุณพ่อแล้วก็ปล่อยโฮออกมา นี่ฉันคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงได้คิดสั้นได้นะ พ่อกับแม่ตั้งตารอฉันอยู่ไม่ใช่เหรอ?

“15 ปีแล้วยังขี้แยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะลูกสาวพ่อ” พ่อลูบหัวฉันอย่างอ่อนโยน

แม่โอบกอดฉันและคุณพ่อแน่น “ลูกกลัวว่าพ่อกับแม่จะลืมเหรอ? โอ๋ไม่ร้องนะคะ ลูกสาวของแม่”

ฉันให้คุณพ่อคุณแม่เข้ามาในห้อง แล้วเอาพวงมาลัยกับขันธ์ห้ามาไหว้ขอขมาท่านทั้งสอง ฉันก้มลงกราบแทบเท้าคุณพ่อคุณแม่ทั้งน้ำตา นึกด่าตัวเอง ถ้าฉันฆ่าตายท่านทั้งสองจะอยู่ยังไง? ใครจะดูแล?

ฉันเงยหน้าขึ้นมายิ้มแล้วส่งพวงมาลัยกับขันธ์ให้ท่านทั้งสอง

“ต่อให้ลูกอายุสี่สิบปี ในสายตาพ่อลูกยังเป็นลูกสาวตัวน้อย ๆ ของพ่อเสมอ” คุณพ่อเช็ดน้ำตาให้ฉันอย่างอ่อนโยน

“ลูกคือดวงใจของพ่อและแม่นะ” คุณแม่ลูบหัวฉันอย่างอ่อนโยน

ฉันฉีกยิ้มสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ รวบรวมความกล้าออกมา “คุณพ่อคะ คุณแม่คะ ขิมมีเรื่องจะสารภาพบาปค่ะ”

“สารภาพบาป?” คุณพ่อกับคุณแม่หันมามองหน้ากัน แล้วก็หันกลับมามองหน้าฉันอย่างงุนงง

“หนูท้องค่ะ!”

“!!!!” คุณพ่อ

“!!!!” คุณแม่

“หนูท้องได้สามเดือนแล้ว ฮึก ฮือ” ว่าจะไม่ร้องแล้วนะ แต่พอเห็นสีหน้าและแววของคุณพ่อคุณแม่แล้ว ฉันอดที่จะร้องไห้ไม่ได้จริง ๆ

“ขิม” คุณแม่ลงมานั่งคุกเข่าจับบ่าฉันไว้แน่น “ไม่อำแม่เล่นแบบนี้นะลูก แม่ไม่ขำนะลูก”

“หนูพูดความจริงค่ะ ฮึก วันนี้หนูไปที่คลินิกทำแท้งมา ฮึก ฮือ แต่หนูทำไม่ลง ฮือ ๆ ๆ” ฉันสะอึกสะอื้น นั่งตัวสั่นราวกับลูกนก “หนูขอโทษค่ะ ฮือ ๆ ๆ และวันนี้หนูเกือบกระโดดสะพานฆ่าตัวตาย ฮึก ยกโทษและอภัยให้ลูกเลว ๆ คนนี้ด้วยนะคะ ฮือ ๆ”

“ขิม ฮึก ลูกท้องได้ยังไง? ละ....ลูกไม่มีแฟนไม่ใช่เหรอ?” คุณแม่หน้าซีด “ลูกจะท้องได้ยังไง? ทะ...ทำไมล่ะลูก”

หมับ

“ฮึก ฮือ ๆ ๆ” คุณแม่ดึงฉันเข้ามากอดแน่น ทั้งฉันและคุณแม่ร้องไห้แข่งกัน

“ขิม ฮึก ฮือ ทำไมถึงคิดโง่ ๆ ล่ะลูก ทำไมไม่บอกพ่อกับแม่ ฮือ ๆ ๆ ทำไมถึงคิดจะทำแท้งเถื่อนล่ะลูก ฮือ ๆ ถ้าหนูเป็นอะไรพ่อกับแม่จะอยู่ยังไงลูก?”

“หนูขอโทษค่ะ ฮึก หนูกลัวพ่อกับแม่เสียใจ ฮือ ๆ”

คุณพ่อกอดฉันและคุณแม่ทั้งน้ำตา เสียงที่คุณพ่อเปล่งออกมามันทำให้ฉันขนลุก

“ผู้ชายเขารู้เรื่องนี้หรือยัง?”

ฉันส่ายหน้าปฏิเสธผละออกจากอกแม่ เงยหน้าขึ้นมาเผชิญหน้ากับคุณพ่อที่กำลังโกรธ

ฉันเช็ดน้ำตาออก เงยหน้าขึ้นพูดกับคุณพ่อด้วยความเด็ดเดี่ยว “ไม่ค่ะ เขาไม่รู้และหนูก็ไม่อยากให้เขาหรือใครรู้ นอกเราสามพ่อแม่ลูกค่ะ”

“ทำไมล่ะลูก?” คุณแม่จับไหล่ฉัน

“ไม่! มันต้องรับผิดเรื่องนี้ ลูกพ่อเป็นลูกคน มีพ่อมีแม่!” คุณพ่อพูดเสียงเย็นเยือก “ถ้ามันไม่รับผิดชอบ พ่อจะฆ่ามัน!”

ฉันส่ายหน้า “ไม่ค่ะคุณพ่อ หนูไม่ต้องการให้เขามารับผิดและหนูก็ไม่ต้องการให้คุณพ่อฆ่าใคร”

“ขิม! เรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ นะลูก มันใหญ่และหนักเกินกว่าที่ลูกจะรู้” คุณแม่พูดด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด

“หนูรู้ค่ะ หนูรู้ดี” ฉันยืดอกขึ้น “เพราะรู้ดีหนูถึงไม่ต้องให้เขามารับผิดชอบ หนูจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ จะยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเองค่ะ”

“มันเป็นใคร?!” คุณพ่อลุกขึ้นยืนเต็มความสูง อารมณ์ของคุณพ่อเกรี้ยวกราดมาก “ใครที่มันทำให้ลูกสาวพ่อท้อง ใครที่มันทำให้ลูกสาวพ่อคิดฆ่าตัวตาย บอกพ่อมา!”

“หนูถูกข่มขืน!”

“ว่าไงนะ?!” คุณพ่อ

“ไม่นะ!” คุณแม่ปิดปากร้องไห้อีกครั้ง

ฉันยืนเต็มความสูงจ้องตากับคุณพ่อ “หนูมั่นใจและเชื่อว่าพ่อไม่กล้าฆ่าเขาหรอกค่ะ?”

“ขิม! เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมหนูถึงไม่บอกพ่อ! ไอ้ชั่วหน้าไหนมันกล้ามาย่ำยีบอกพ่อมา!”

“คุณชายใหญ่ค่ะ!”

“ว่าไงนะลูก?” คุณพ่อจับไหล่ฉันแน่น ท่านทำหน้าไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน

“ฮึก ฮือ ๆ ๆ” คุณแม่ร้องไห้ออกมาเสียงดัง “ไม่จริงใช่ไหม? ไม่จริงงงง ฮือ ๆ ๆ”

“คุณอาคิระข่มขืนหนู!” แล้วฉันก็เล่าเหตุการณ์ในวันนั้นให้คุณพ่อคุณแม่ฟัง

คุณแม่ฉันร้องไห้สลบไปหลายตลบ ส่วนคุณพ่อก็ร้องไห้แบบไม่มีเสียง เราสามพ่อแม่ลูกกอดกันร้องไห้ทั้งคืน พอทุกคนใจเย็นลง สติก็กลับมา พวกเราปรึกษาและตกลงกันว่าจะออกจากคฤหาสน์ตระกูลสุริเยนทร์ 

คุณพ่อกับคุณแม่ขอลาออกจากงานในวันต่อมา โดยให้เหตุผลว่าอยากกลับไปทำสวนที่บ้านเกิด ตอนแรกคุณท่านศรุตกับคุณผู้หญิงรานีไม่ยอม แต่คุณพ่อคุณแม่ยืนกรานหนักแน่น พวกท่านเลยยอมใจอ่อนให้ แต่ขอให้คุณพ่อคุณแม่ฉันทำงานให้อีกหนึ่งเดือน

ส่วนฉันหลังจากสารภาพความจริงและเลือกทางเดินชีวิตใหม่ ฉันก็ออกจากคฤหาสน์สุริเยนทร์มาเช่าหอพักอยู่ชั่วคราวรอคุณพ่อกับคุณแม่ ฉันวางแผนว่าปีนี้และปีหน้าจะทุ่มเวลาให้กับลูกอย่างเต็มที่ แล้วถึงจะเริ่มต้นการเรียนใหม่

ชีวิตต้องก้าวต่อไป! ฉันได้บทเรียนอันล้ำค่าและได้ข้อคิดมากมายจากเรื่องราวในครั้งนี้

จากเด็กผู้หญิงธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ที่อ่อนต่อโลกและใสซื่อ ฉันกลับกลายเป็นผู้หญิงขี้ระแวง หัวแข็ง ไม่ยอมคน เด็ดเดี่ยว กล้าชนกับทุกสิ่ง

ฉันสามารถยืดอกพูดได้อย่างภาคภูมิว่าฉันคือ คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว!

ไม่ว่าใครจะมอง จะดูถูก ดูแคลน ว่าฉันเป็นเด็กเสี่ย เด็กใจแตก แรด กะหรี่ คุณแม่วัยใส ใครว่าอะไรฉันก็ไม่แคร์

“Happy birthday to you, Happy birthday to you

Happy birthday Happy birthday

Happy birthday to you.

Happy birthday to you, Happy birthday to you

Happy birthday Happy birthday

Happy birthday to น้องภูผา 8 ขวบแล้วนะครับลูกชายแม่ ไม่ดื้อ ไม่ซน ไม่งอแง นะครับเด็กดีของแม่”

“คิก ๆ ๆ ผมรักแม่ขิมที่สุดในโลกเลย ฟู่ฟู่” ลูกชายตัวน้อย ๆ ในวันวาน ฉีกยิ้มกว้างให้ฉันก่อนจะเป่าเทียนวันเกิด

“รักแต่แม่ขิมเหรอ? หว้าตากับยายน้อยใจแย่เลยนะครับ” คุณแม่ฉันหยิกแก้มหลานชายด้วยความมันเขี้ยว

น้องภูผายื่นหน้าไปหอมแก้มคุณยายกับคุณตา

ฟอดดดดด ฟอดดดดดด

“คุณตากับคุณยายคือที่หนึ่งในใจผมเลยครับ”

“ปากหวานนักนะเจ้าหลานชายคนนี้” คุณพ่อลูบหัวน้องภูผา

“ฮ่า ๆ ๆ คุณตาชอบความหวานไม่ใช่เหรอครับ” น้องภูผากอดคอคุณตาแน่น “รักที่สุดเลย”

ฉันอดที่จะยิ้มตามลูกชายตัวน้อยพูดเจื้อยแจ้วกับคุณตาคุณยายไม่ได้ ลูกชายของฉันพูดเก่ง ต่อรองเก่ง ออดอ้อนเก่งเป็นที่หนึ่ง และอยู่เป็น แถมยังติดฉันมากด้วย

“วันนี้น้องภูผาจะนอนกับคุณตาคุณยายไหมครับ?” คุณพ่อถาม

 ผมก็อยากไปนอนกับคุณตา คุณยายนะครับ แต่ผมกลัวว่าแม่ขิมจะเหงาเอา" น้องภูผาตอบ

“น้องภูผาติดแม่ขิมหนักขนาดนี้ แม่ขิมคงไม่เหงาหรอกครับ” คุณแม่ฉันแซว

“อืม??? ไม่รู้สินะ ไม่แน่แม่ขิมอาจร้องไห้คิดถึงผมตอนดึก ๆ ก็ได้นะ” น้องภูผาทำหน้าครุ่นคิด

“ฮ่า ๆ ๆ ๆ” พวกเราได้แต่หัวเราะในความเจ้าเล่ห์และความน่ารักของน้องภูผา

“อ่า แม่สติ น้ารัก น้าเมตตา ยังไม่ได้ทานข้าวเลยนะครับ” น้องภูผาร้องทัก ชี้ไปที่สุนัขสามแม่ลูกสีน้ำตาลอ่อน ที่กำลังนั่งมองพวกเราตาแป๋ว

ดีใจจริง ๆ ที่ฉันไม่ทำแท้งเอาเขาออก

ดีใจจริง ๆ ที่วันนั้นฉันไม่ทำเรื่องโง่ ๆ ลงไป

ดีใจจริง ๆ ที่สุนัขสามแม่ลูกดึงสติฉันไว้

ขอบคุณบทเรียนอันล้ำค่าที่ทำให้ฉันแกร่งขึ้น จนมีวันนี้ได้ 

 

‘’ ’’ ’’ ’’ ’’ โปรดติดตามตอนต่อไป’ ’ ’’ ’’ ’’ ’ 

 

อัปให้ใหม่นะคะ ไรท์ทำการรีไรท์แก้คำผิดแล้วค่ะ ตอนต่อ ๆ ไปรอหน่อยนะคะไม่นานแน่นอนค่ะ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว