ความเห็นของทุกท่านคือกำลังใจของนักเขียน อ่านแล้วคิดยังไง รู้สึกยังไง อย่าเก็บไว้คนเดียวครับ มาแชร์กันดีกว่า

คุณป้ามหาภัยกับชั้นในลายสตรอว์เบอร์รี

ชื่อตอน : คุณป้ามหาภัยกับชั้นในลายสตรอว์เบอร์รี

คำค้น : แฟนตาซี,โลกอนาคต,ไซไฟ,ซูเปอร์ฮีโร่,วายร้าย,superhero,villain,Sci-fi,fantasy,action,แอ็คชั่น,หนุ่มหล่อ

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 พ.ค. 2560 09:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คุณป้ามหาภัยกับชั้นในลายสตรอว์เบอร์รี
แบบอักษร

เมแกน ควินน์ไม่คิดว่าการเข้าธนาคารตอนเช้าเพื่อถอนเงินจะทำให้เธอตกอยู่ในสถานการณ์พิลึกพิลั่นสุดขีดแบบนี้ เอาจริงๆ นะ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเกิดบ้าอะไรขึ้นตอนที่มันเกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว เมแกนตระหนักว่าแผนการทุกอย่างผิดพลาดก็ตอนที่ตนกำลังยืนอยู่ท่ามกลางซากซีเคอลอยด์พังๆ คอสเพลย์สุดเซ็กซี่โดยคุณลุงกลุ่มใหญ่ ซูเปอร์ฮีโร่กล้ามโตที่เอาแต่หัวเราะไม่หยุด ชายหนุ่มสุดหล่อสวมหูหมากับชุดเมดกระโปรงพริ้วๆ แล้วก็ยามธนาคารที่แก่พอเป็นปู่เธอได้ซึ่งเข้ากะด้วยปืนลูกโม่โบราณกับผ้ากันเปื้อนผืนเดียว

โอเค ก่อนที่คุณจะงงกันไปใหญ่ อันดับแรกคงต้องขอเกริ่นถึงเด็กสาวตัวเอกของเรื่องราวนี้สักเล็กน้อย

เมแกน ควินน์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ยัยเมแกนจอมเห่ย ยัยแว่นเฟอะฟะ ยัยเนิร์ด ยัยนอกคอกและอื่นๆ ตามแต่ว่าใครจะมีจินตนาการบรรเจิดแค่ไหน เธอเป็นเด็กสาวอายุสิบห้า เรียนอยู่ชั้นม.ปลายปีหนึ่งของโรงเรียนเอกชนลิลเลียนน่า**เบอร์โรวส์ซึ่งตั้งในเมืองฟิวเจอร์ซิตี้ อันเป็นทั้งบ้านเกิดและสถานที่ที่เธอเติบโตขึ้น เธอมีพี่น้องสองคน ประกอบด้วยพี่ชายกับน้องชายอย่างละหนึ่ง พ่อทำงานธนาคาร ส่วนแม่ลาออกจากการเป็นนักวิเคราะห์มาทำงานอยู่กับบ้าน ในสายตาของคนทั่วไป เมแกนเป็นเด็กหญิงที่เรียกได้ว่าไม่มีจุดเด่นเลยสักนิด ผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง โดดเด่นเฉพาะบางวิชา กีฬาน่ะหรือ โอ๊ย เด็กอ้วนที่สุดในชั้นอาจยังวิ่งเร็วกว่าเธออีกมั้ง แต่คิดบ้างไหมว่า บางทีเธออาจตั้งใจทำให้ตัวเองอยู่ต่ำกว่าเรดาร์อย่างจงใจน่ะ

แล้วยังมีอะไรที่คุณควรรู้เกี่ยวกับเธออีกนะ อ้อ นึกออกแล้ว

เรื่องที่ว่าเมแกนเป็นวายร้ายยังไงละ

โอ้ บางทีคุณอาจยังไม่รู้ โดยเฉพาะคุณๆ ที่อาศัยอยู่ในช่วงเวลาอื่น(หรือแม้แต่มิติจักรวาลอื่น เช่นว่าจักรวาลที่เรื่องราวของเมแกนและผองเพื่อนเป็นเพียงหนังสือสักเล่มเป็นต้น) โลกปัจจุบันเป็นสมัยของซูเปอร์ฮีโร่ เรื่องของเรื่องได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ประมาณปีหนึ่งพันเก้าร้อยสามสิบเก้า เมื่อมีการปรากฏตัวขึ้นของจอมวายร้ายชื่อก้องคนแรกของโลกที่ชั่วช้าเสียจนไม่มีใครกล้าเอ่ยถึง พลังอำนาจของเขายิ่งใหญ่ขนาดสามารถทำให้แผ่นโลกเคลื่อน บิดเบือนห้วงมิติ แต่ที่ร้ายจริงๆ คือเลือดของเขาสามารถสร้างไวรัสสายพันธุ์ใหม่ๆ เมื่ออยู่ในสภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกัน แล้วยังไงล่ะ มนุษย์ถูกกวาดล้างน่ะสิถามได้ ในขณะที่ประเทศต่างๆ ในโลกกำลังอ่อนแอจากสงครามครั้งใหญ่ แสงแห่งความหวังก็สาดส่องไปทั่วยามเหล่าคนเหนือมนุษย์ที่ซ่อนตัวมาตลอดลุกขึ้นรวมตัวกันต่อต้านมหาอำนาจจอมวายร้ายผู้นี้

การต่อสู้ดำเนินยาวนานถึงเจ็ดปี ในช่วงระหว่างนั้นเกิดฮีโร่ใหม่ๆ ขึ้นแทบทุกวัน บ้างก็ได้อยู่จนเห็นชื่อเสียงของตัวเอง ทว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นการเสียสละชีวิตเพื่ออนาคตของมวลมนุษยชาติ สงครามจบลงที่ชัยชนะของซูเปอร์ฮีโร่กลุ่มสุดท้าย จอมวายร้ายหายสาบสูญไป บ้างก็ว่าตาย บางคนเชื่อว่าเขาถูกส่งไปยังมิติอื่น มิติที่เขาจะไม่สามารถทำร้ายใครได้อีก เพื่อสำนึกความผิดอันใหญ่หลวงไปตลอดชีวิตที่เหลือยาวนานของเขา

ถึงอย่างนั้น โลกก็บอบช้ำเกินเยียวยา สองทวีปใหญ่จมหายไปในมหาสมุทร ขณะเดียวกันทวีปใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นทั้งจากการแยกกัน รวมกันและผุดขึ้นใหม่ ประเทศจำนวนมากล่มสลาย ต้องใช้เวลานับสิบปีเพื่อฟื้นฟูระบบต่างๆ กลับมาอีกครั้ง ซึ่งสิ่งที่เป็นเสมือนตัวแทนแห่งความปรารถนาที่จะลุกขึ้นสู้เพื่ออนาคตก็คือเหล่าซูเปอร์ฮีโร่นั่นเอง

นี่แหละ ความหมายและการคงอยู่ของเหล่าผู้คนที่ถูกเรียกว่าซูเปอร์ฮีโร่ของโลกใบนี้ แม้ว่าในช่วงทศวรรษหลังๆ บทบาทของพวกเขาจะแตกต่างไปจากยุคสงครามก็เถอะ ปัจจุบันซูเปอร์ฮีโร่เป็นตั้งแต่ภาพลักษณ์ของแฟชั่น เป็นอาชีพที่เด็กส่วนใหญ่กว่าเก้าสิบเก้าจุดเก้าเก้าเปอร์เซ็นต์ต้องการเป็น(แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่เป็นได้ เว้นแต่คุณจะกระโดดลงถังสารพิษแล้วรอดตายมาได้พร้อมพลังพิเศษใหม่หรืออะไรทำนองนั้น) หรือกระทั่งนายแบบโฆษณา คุณนึกไม่ถึงหรอกว่าตอนที่หนุ่มน้อยพลังม้าเป็นพรีเซนเตอร์ให้บริษัทกางเกงในนั้นก่อให้เกิดกระแสฟีเวอร์กางเกงในสีชมพูในกลุ่มผู้ชายมาแล้ว มันไม่ใช่ภาพที่ดูดีนักหรอกเวลาที่คุณเดินท่อมๆ ไปตามถนนแล้วเห็นพนักงานบริษัทแต่งตัวเรียบร้อยทว่าดันมีขอบกางเกงในสีฉูดฉาดแลบออกมาเล็กน้อยอย่างจงใจ ถึงงั้นก็เถอะ โปสเตอร์ซูมขนาดใหญ่เน้นเป้าของซูเปอร์ฮีโร่หน้ามนคนนั้นก็ทำเอาสาวน้อยสาวใหญ่กับสาวที่ไม่ใช่สาวน้ำลายหกไปตามๆ กัน

ทีนี้คุณคงพอเดาได้แล้วว่าเมแกนไม่ใช่หนึ่งในเก้าสิบเก้าจุดเก้าเก้าเปอร์เซ็นต์ที่ว่า เธอเป็นวายร้าย หรืออย่างน้อยก็อ้างว่าตนเป็นเช่นนั้น ตอนอายุหกขวบ เมแกนเริ่มต้นอาชีพอันชั่วร้ายด้วยการแย่งไอศกรีมจากพี่ชาย โชคร้ายที่พี่คนนี้ของเธอก็ไม่ใช่ธรรมดาเช่นกัน ผลก็คือ เธอถูกพลังสั่นสะเทือนของเขาเล่นงานจนฉี่ราดกลางสนามเด็กเล่น และกระทั่งบัดนี้ พี่ชายของเธอก็ยังขยันขุดเรื่องนี้มาล้อเลียนเธออยู่เลย

ประมาณห้านาทีที่แล้ว เมแกนเพิ่งเข้ามาในธนาคารมาลิก้ามัวรีน แอนด์ โคในรูปลักษณ์ของหญิงวัยกลางคนที่มีไขมันส่วนเกินสะสมอยู่ตามที่ต่างๆ มากเกินไป ปกติแล้ว ธนาคารที่ตั้งในเมืองฟิวเจอร์ซิตี้จะเปิดบริการตอนแปดโมงครึ่ง แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้ธนาคารมาลิก้ามัวรีน แอนด์ โคสาขาถนนควินซ์หมายเลขสามซึ่งเป็นถนนสายเล็กๆ ทางผ่านระหว่างไปโรงเรียนของเธอเปิดก่อนชาวบ้านชาวช่องตั้งแต่หกโมงครึ่ง โดยเหตุผลที่ว่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับความต้องการในการใช้บริการของคนแถวนั้นแต่อย่างใด อันที่จริง จำนวนผู้ใช้บริการธนาคารสาขานี้ถือว่าต่ำกว่ามาตรฐาน เรียกว่าสมควรปิดสาขานี้ไปนานแล้วด้วยซ้ำ แต่ก็อีกนั่นแหละ โลกขับเคลื่อนในวิถีแปลกๆ เสมอ ไม่น่าเชื่อว่าสาขาที่เงียบจนน่าสมเพชแบบนี้จะอยู่ยั้งยืนยงจนได้ อย่างกับตั้งมาเพื่อล่อเป้าโจรอย่างนั้นแหละ

ประตูกระจกปิดงับลง ตัดขาดความอบอุ่นจากแดดยามเช้ามาเป็นความหนาวเหน็บจากเครื่องปรับอากาศ ภาพที่เมแกนเห็นคือฉากที่คุ้นตาของธนาคารที่เธอมาใช้บริการตั้งแต่เด็กๆ เคาน์เตอร์รับลูกค้ามีเพียงสามแห่ง ซึ่งมันไม่เคยแน่นขนัดจนต้องต่อคิวเลยสักครั้งต่อให้เป็นเวลาเที่ยงวันก็ตาม ข้างประตูทางเข้า พนักงานรักษาความปลอดภัยที่น่าจะอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ตอนก่อตั้งสาขากำลังนั่งดูโทรทัศน์เครื่องจิ๋วอยู่หลังโต๊ะตัวเล็กๆ เมแกนเคยเห็นเขาลุกขึ้นเดินตรวจตราครั้งหนึ่ง ท่าทางงกๆ เงิ่นๆ มือไม้สั่นของเขาทำให้เธออดสงสัยไม่ได้ว่าถ้ามีคนร้ายบุกเข้ามาจริงๆ เขาจะชักปืนพกตรงเอวออกมายิงถูกคนร้ายแทนที่จะเป็นเท้าตัวเองได้หรือไม่

เมแกนซึ่งอยู่ในคราบของคุณป้าอ้วนท้วนสวมเสื้อโค้ทขนสัตว์ปลอมสีชมพูเจิดจ้าเดินไปที่เคาน์เตอร์หมายเลขหนึ่ง ด้านหลังกระจกใสกั้นคือเจ้าหน้าที่หญิงหน้าตาสะสวยด้วยเครื่องสำอางหนาเตอะ หล่อนกล่าวต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

เมแกนพยายามทำหน้าตาขมึงทึง ใจหนึ่งก็หวังว่ามันจะดูน่ากลัว ไม่ใช่เหมือนคนกำลังท้องผูก “ส่งเงินมาให้หมด นี่คือการปล้น**!**”

“คะ?” พนักงานสาวเอียงคอ ส่งเสียงใสๆ เป็นเชิงถาม

“ไม่ต้องทำเป็นหูตึง! บอกว่านี่คือการปล้น เอาเงินมาเดี๋ยวนี้***!!!*** แล้วนั่นเธอหัวเราะอะไรน่ะ”

“เปล่าค่ะ” พนักงานประจำเคาน์เตอร์ตอบกลั้วหัวเราะ นอกจากหล่อนแล้ว เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ยังเลื่อนเก้าอี้เข้ามาช่วยขำด้วย “ฉันแค่ไม่คิดว่าจะมีใครสิ้นคิดมาปล้นธนาคารสาขานี้ แถมยังพูดอะไรเสี่ยวๆ แบบโจรกระจอกจากยุคก่อนประวัติศาสตร์อีกต่างหาก”

“ได้ยินหรือเปล่า หล่อนเรียกเธอว่าโจรกระจอกแหละ” เสียงนุ่มๆ ดังขึ้นในหัวเธอ นั่นไม่ใช่สัญญาณว่าเมแกนเป็นบ้า ทว่านี่เป็นเสียงจากหูฟังไร้สายขนาดจิ๋วต่างหาก

“หุบปากนะ เชสเชียร์!!!” เธอตะโกน ใบหน้าร้อนผ่าว

จู่ๆ สัญญาณไฟข้างประตูทางเข้าก็สว่างขึ้น จากนั้นตามด้วยเสียงหวีดแหลมสูงชวนคลื่นไส้ ในตอนที่พนักงานสาวผู้กดปุ่มเตือนภัยกำลังจะมุดลงใต้โต๊ะ เมแกนก็ชิงร้องเรียกเอาไว้เสียก่อน

“ดะ เดี๋ยวสิ ไม่เห็นจำเป็นต้องกดสัญญาณเตือนเลยนี่นา”

“เอ่อ ขอโทษนะคะ แต่ว่านี่เป็นระเบียบน่ะค่ะ” พนักงานหน้าเคาน์เตอร์ตอบ นัยน์ตาทอประกายวิบวับราวกับรอคอยเวลานี้มาชั่วชีวิต ซึ่งก็อาจจะเป็นเรื่องจริง เพราะธนาคารสาขานี้นั้นช่างเงียบสงัดเหลือเกิน(ถึงขั้นมีบรรดาลุงๆ จับกลุ่มเล่นหมากรุกตรงที่นั่งลูกค้ากันเลยเชียวนะ) แล้วเจ้าหล่อนกับพวกในเครื่องแบบสีสดใสก็รีบหลบลงใต้เคาน์เตอร์ก่อนที่เมแกนจะทันรั้งไว้ได้อีก

เมแกนหนาวสันหลังวาบ เธอหันหลังกลับไปเจอยามสูงอายุเฝ้าสาขาเดินโขยกเขยกตรงมาหาด้วยความเร็วที่น่าประทับใจยิ่งเฉพาะกับบุรุษผู้ไม่เหลืออะไรในชีวิตมากไปกว่าโรคไขข้อ เขาชักปืนลูกโม่โบราณกระบอกเล็กๆ จากซองตรงเอวขึ้นเล็งด้วยมือเหี่ยวย่นสั่นเทา

เมแกนยกมือขึ้นทันควัน ไม่ใช่ เธอไม่ได้ยกมือยอมแพ้สักหน่อย แค่ส่งสัญญาณเตือนไม่ให้อีกฝ่ายชิงทำอะไรโง่ๆต่างหาก “คุณไม่ต้องใช้อาวุธหรอกนะคะ” เธอบอก “ฉันแค่มาปล้นอย่างสงบ แค่คุณผู้หญิงหลังเคาน์เตอร์นำเงินในคลังออกมา ฉันก็จะไม่ก่อปัญหาและจากไปแต่โดยดี”

“ปล้นอย่างสงบเนี่ยนะ” เสียงดังจากหูฟังอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงแค่นหัวเราะอย่างดูถูก เชสเชียร์นั้นมีความชื่นชอบในเรื่องการใช้วาจาถากถางเธอเป็นพิเศษ ทั้งที่หมอนี่เป็นแค่ผู้ช่วยแท้ๆ “มีที่ไหน ไอ้การปล้นอย่างสงบเนี่ย หล่อนต้องเสียสติไปแล้วแน่ๆ ว้ายๆ ยายแก่เลอะเลือน อัลไซเมอร์ถามหาแล้วละสิ”

“เงียบนะ อีตาแมวปากเสีย!” เมแกนแหวโดยพยายามขยับปากน้อยที่สุด สายตายังคงจับจ้องไปยังความมืดมิดในปากกระบอกปืน คุณปู่รักษาความปลอดภัยยืนนิ่งค้างในท่าทางนั้นอยู่พักใหญ่ๆ (เว้นแต่ว่าเขากำลังสั่นไปทั้งตัวอย่างน่ากลัว) กระทั่งเมแกนเริ่มเชื่อว่าเรื่องนี้อาจจบลงได้อย่างสันติ

“พูดอีกครั้งได้ไหม คุณผู้หญิง พอดีเครื่องช่วยฟังนี่มันเก่าแล้ว” เขาพูดขึ้นในที่สุด

ผนังหินอ่อนสีไข่ไก่ข้างหน้าเธอเลื่อนเปิดออกแผ่นแล้วแผ่นเล่า เผยให้เห็นโครงเหล็กกับทางลับที่ถูกบดบังด้วยความมืด เมแกนได้ยินเสียงมอเตอร์หมุน แสงไฟสว่างพรึ่บ**!จากหลอดไฟเท่าลูกเทนนิสสองลูก อึดใจต่อมา หุ่นยนต์รูปร่างเหมือนหินทรงรีเรียบๆ สองก้อนนำมาตั้งต่อกันเป็นรูปตัวทีมีล้อตีนตะขาบติดอยู่กับฐานก็ถูกปล่อยผ่านทางช่องลับเหล่านั้น พวกมันคือซีเคอลอยด์ หรือจักรกลเพื่อรักษาความปลอดภัยซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นจากแล็บของบริษัทคาเทนเวียร์ ในการทดลอง ซีเคอลอยด์ตัวหนึ่งๆ มีความสามารถในการรับมือกับอาชญากรทั่วๆ ไปได้ถึงสี่คนพร้อมกัน แต่ตอนนี้เมแกนกลับต้องเผชิญหน้ากับหุ่นยนต์ต่อต้านการก่อการร้ายเต็มอัตราศึกถึงแปดตัวเลยทีเดียว

[ตรวจ – พบ – ภัย – คุกคาม... จง – ยอม – จำนน – เสีย... ยัย – ป้า - สติแตก]

“ดะ เดี๋ยว!” เมแกนร้องเตือนยามผู้ชราภาพซึ่งตกใจกับการปรากฏตัวของหุ่นยนต์รักษาความปลอดภัยยิ่งกว่าคนที่มาปล้นอย่างเธอเสียอีก เด็กสาวมีเวลาเพียงเล็กน้อยที่จะกระโจนหมอบกับพื้นก่อนที่ยามจะทำปืนลั่นใส่ กระสุนลูกโม่เฉียดแก้มเธอไปนิดเดียว พนันว่าถ้าใครสักคนจับตามองดีๆ พริบตาหนึ่งบางทีพวกเขาอาจได้เห็นรูปลักษณ์แท้จริงของเมแกนจากการที่แรงสั่นของกระสุนที่ผ่านไปหักล้างระบบพรางกายด้วยการหักเหแสงเข้า เธอไม่ใช่ยัยป้าแก่เสียสติ ขี้หลงขี้ลืมแล้วก็อ้วนท้วนสมบูรณ์แบบที่ถูกกล่าวหาสักหน่อย!!!

ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีของเมแกน ความซวยของยาม หรือว่าหายนะของเธอเองกันแน่ เนื่องจากกระสุนเจ้ากรรมนั้นเจาะทะลุผิวโพลิเมอร์ของซีเคอลอยด์ตัวหน้าสุด เจ้าหุ่นกระป๋องแล่นถอยหลังเอียงๆ ประกายไฟปะทุจากรูโหว่บนส่วนศีรษะที่ดูคล้ายหัวกบ หลอดแอลอีดีกลมโตแทนประหนึ่งตาสองดวงของมันกะพริบติดๆ ดับๆ รัวถี่ ภาษาทางคอมพิวเตอร์ถูกพ่นออกมาทางสัญญาณเสียงที่ฟังแล้วน่าเวียนหัวเป็นชุด จากนั้นจู่ๆ ผิวลำตัวเนียนเรียบสีขาวแวววาวของมันก็กระเด้งเปิด พร้อมสิ่งที่หน้าตาเหมือนกับปากกาเลเซอร์ที่พวกศาสตราจารย์ใช้ส่องกระดานระหว่างการสอนยื่นพรวดออกมารอบตัว

เพียงถ้ามันเป็นปากกาจริงๆ ก็ดี แต่เปล่าเลย ปากกาพวกนั้นคือเลเซอร์ขนาดจิ๋ว แน่นอนว่าอานุภาพของมันมีไม่มากพอจะตัดโต๊ะเก้าอี้เหล็กขาดครึ่งได้ ทว่ากับร่างกายนุ่มนิ่มของเมแกนหรือแก๊งผู้สูงวัยที่ยังนั่งหน้าเอ๋อกับกระดานหมากรุกตรงที่นั่งลูกค้านั่นก็อีกเรื่อง(และไม่เกี่ยวกับตาลุงผอมกะหร่องที่กำลังโกงด้วยการสลับตำแหน่งตัวหมากของเขาตอนที่เพื่อนไม่เห็นด้วย)

ทุกสิ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมแกนตัวแข็งทื่อด้วยความตระหนกเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในที่นั้น ปากกาเลเซอร์ทั้งเจ็ดด้ามรอบซีเคอลอยด์ตัวที่ถูกกระสุนเจาะหัวระเบิดลำแสงพลังงานสูงออกมาพร้อมๆ กัน ทั้งรวดเร็ว เฉียบขาด และ...

หุ่นยนต์รักษาความปลอดภัยทั้งหมดพากันสิ้นฤทธิ์ กลายเป็นกองแผงวงจรไหม้ๆ เกลื่อนพื้น

“โว้ว นั่นพวกมัน... เพิ่งฆ่ากันเองใช่ไหมเนี่ย” เชสเชียร์พูดทำลายความเงียบในหัวเมแกน “ใครว่าเทคโนโลยีสูงๆ จะทำอะไรโง่ๆ ไม่เป็นน่ะ”

“ฉันว่าน่าจะเพราะกระสุนไปโดนชิปคำสั่งของมันมากกว่า” เมแกนมองซีเคอลอยด์ที่เพิ่งหั่นพรรคพวกตัวเองเป็นชิ้นๆ พ่นควันออกมาเหมือนหม้อน้ำเดือดตอนที่ตัวมันลัดวงจรแล้วหยุดทำงานอย่างขยาด ด้วยความแม่นยำของการยิงหวังผลระดับนี้ ไม่มีทางเลยที่เธอจะหลบหลีกเลเซอร์พวกนั้นได้ ปาฏิหาริย์ชัดๆ ที่ระบบของมันผิดพลาดจนเลือกทำลายพวกเดียวกันเองแทนที่จะเป็นยัยป้าสติแตก... ไม่สิ ภัยคุกคามอย่างเธอต่างหาก “แต่ฉันเข้าใจความหมายของนาย”

ปืนเลื่อนมาจ่อที่เธออีกครั้ง “คุณทำลายทรัพย์สินของธนาคาร” ยามพูดเสียงสั่นพอๆ กับปืนในมือ “เพราะงั้นผมคงต้องขอจับกุมตัวคุณ”

เมแกนทำหน้าเบ้ “เอ๋**!?!** จะมากล่าวหากันง่ายๆ ได้ไง ก็เมื่อกี๊ลุงเพิ่งจะสอยกลางหัวมันไปเองไม่ใช่เหรอค้า!?!”

“อะ อะไรนะ คุณผู้หญิง ช่วยพูดดังหน่อยได้ไหม ดูเหมือนเครื่องช่วยฟังจะมีปัญหาอีกแล้ว”

“ทีนี้ก็เล่นมุกหูตึงดื้อๆ เลยเนี่ยนะ!” เมแกนโวยวาย มองไปรอบๆ เพื่อหาแนวร่วม ทว่าบรรดานักหมากรุกเฝ้าธนาคารต่างพร้อมใจกันกลับไปสนใจกระดานของพวกตนต่อแล้ว อะไรจะดูจงใจขนาดนั้นยะ*!* เธอหันไปสบตากับเจ้าหน้าที่หญิงหลังเคาน์เตอร์ซึ่งชะโงกศีรษะขึ้นมามองพอดี ฝ่ายนั้นรีบหลบสายตาทำเป็นผิวปากไม่รู้ไม่ชี้ในทันใด “เฮ้ย! เดี๋ยวสิ เมื่อกี๊นี้หลบสายตาใช่ไหมเนี่ย เธอเห็นสินะ เธอเห็นใช่ไหม!”

หยุดนะ เจ้าโจรชั่ว**!**” ยามชราตะโกน แหม ทีนี้รู้เชียวนะว่าฉันเป็นโจรน่ะเมแกนคิดเซ็งๆ “ไม่ต้องกังวลหรอก ปืนนี่น่ะเป็นปืนไฟฟ้าหรืออะไรเนี่ยแหละ เห็นเขาพูดกันอย่างงั้นนะ เจ็บนิดๆ หน่อยแต่รับรองว่าไม่เป็นอะไร ลองยิงดูก็ได้”

มันใช่ปืนไฟฟ้าที่ไหนละค้า เมื่อกี๊ปู่ก็ยิงหุ่นด้วยกระบอกนี้นี่นา*! มันกระสุนลูกโม่ชัดๆ!!!*

กรี๊ด**!” เมแกนร้องเสียงหลง ปืนถูกเหนี่ยวไกเป็นครั้งที่สอง แต่เพราะมือแกสั่นเกินไป กระสุนจึงสะท้อนกับที่จับประตูแล้วพุ่งไปเจาะขาเทียมของหนึ่งในสมาชิกชมรมหมากรุกธนาคารเข้าอย่างจัง*แว้ก~!หมอนั่นกระโจนไปหลบใต้ที่นั่งแถวข้างเคียง กระดานกับตัวหมากกระจายเกลื่อนพื้นไปหมดเฮ้ย**! จะแพ้แล้วเลยล้มกระดานหรือฟะ!!!* คู่เล่นของเขาตะโกนลั่น

ช่วยไม่ได้เมแกนกัดฟันกรอด เห็นทีคงไม่มีทางจบเรื่องนี้ได้ด้วยวิธีสันติเป็นแน่ ถ้างั้นละก็ต้องใช้แผนบี

หยุดซะที**! อย่าขยับนะ!**” เธอประกาศกร้าว หยุดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจากการยิงปืนแบบโง่ๆ นัดต่อไปอย่างเฉียดฉิว “พวกแกด้วย! เลิกเล่นหมากรุกได้แล้ว!!!” เมแกนแยกเขี้ยวใส่เหล่าชายสูงอายุ “ทิ้งปืนซะ คุณยิงฉันไม่ได้”

“โอ แต่ผมว่าผมทำได้นะ” ยามตอบ กระเหี้ยนกระหือรือที่จะเป่าสมองใครสักคน ซึ่งเป็นไปได้มากว่าอาจเป็นของเขาเองด้วยซ้ำ

เมแกนจับปกเสื้อโค้ททั้งสองข้างแน่นเตรียมกระชากจากกัน “คุณไม่ทำหรอก เพราะว่าข้างใต้เสื้อนี่คือระเบิดยังไงละ! ซีโฟร์น้ำหนักเจ็ดกิโลกรัมที่พร้อมจะเป่าทุกคนที่นี่ให้กลายเป็นพุดดิ้งเหลวหน้าเตาผิงในคราวเดียว ไม่มีทางที่ฉันจะมาปล้นแบงก์ตัวเปล่าหรอกจริงไหม”

“คิดหรือว่าผมจะเชื่อเรื่องงี่เง่าแบบนี้ คุณก็แค่ขู่ ใครมันจะยอมเสี่ยงชีวิตเข้ามาปล้นธนาคารสาขาจะเจ๊งมิเจ๊งแหล่อย่างที่นี่กัน”

“ผมว่าเขาพูดมีเหตุผลนะ” เชสเชียร์เสริม

“หุบปากไปเลย! แล้วเปิดการทำงานโปรเจคเตอร์หักเหแสงหมายเลขสี่หนึ่งสองห้า รหัสฟ้า สถานการณ์จับตัวเองเป็นตัวประกันด้วย” เมแกนกระซิบใส่ไมโครโฟนแรงสั่นสะเทือนตรงหลังหู จากนั้นเธอก็แสยะยิ้ม ทำเป็นกล้ามากกว่าที่รู้สึก “จะเจ๊งหรือไม่ฉันไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ วันนี้ฉันจะกลับไปพร้อมกับเงินในมือและใครก็หยุดฉันไม่ได้ บอกสวัสดีซีโฟร์หน่อยไหมจ๊ะ หนุ่มๆ”

เมแกนกระชากเสื้อโค้ทออก จากนั้นสีหน้าตกใจก็ฉายบนใบหน้าของยาม แล้วก็ลูกค้าผู้ที่ไม่ได้เป็นมากไปกว่านักเล่นหมากรุกเฝ้าธนาคาร แม้กระทั่งพนักงานหญิงหน้าเคาน์เตอร์ก็พยายามชะโงกออกมามองอย่างอยากรู้อยากเห็น ความเงียบงันทอดตัวลงมาห่มคลุมทุกชีวิตในที่แห่งนี้ให้เหลือเพียงเสียงจากเครื่องปรับอากาศเท่านั้น

ในที่สุด สถานการณ์ก็เป็นอย่างที่ควรจะเป็นสักที เมแกนคิดอย่างพึงใจที่ได้เห็นสีหน้าหวาดกลัวของพวกเขา

“เอ่อ เมก ผมว่าเธอพลาดไปแล้วนะ” เชสเชียร์พูดตะกุกตะกัก

“พลาดหรือ อะไรยะ นายพูดบ้าอะ-”

“สตรอว์เบอร์รี” ยามเอ่ยออกมาได้แค่นั้นก่อนจะลดปืนลง แล้วแววหวาดกลัวบนใบหน้าก็เจือด้วยความพะอืดพะอม

“หา?” เมแกนร้องงงๆ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงโพล่งออกมาแบบนั้นหลังได้เห็นระเบิด ไม่เห็นซีโฟร์จะเกี่ยวกับสตรอว์เบอร์รีตรงไหนเลย หรือเขาจะสติแตกไปแล้วกันนะ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นเธอก็เข้าใจดีเลยละ ไม่ใช่ทุกวันหรอกที่จะได้มีโอกาสเห็นระเบิดกำลังสูงจริงๆ น่ะ

แล้วเธอก็ก้มมองระเบิด หรือภาพโฮโลแกรมของระเบิดที่ควรจะอยู่บนตัวเธอ

กรี๊ดดดดดดดด**!!! เหวอ!?! นะ นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย!?!**” เมแกนรีบดึงเสื้อโค้ทปิดกลับแทบไม่ทัน นี่ไม่ใช่ระเบิดสักหน่อย! ไม่ได้ใกล้เคียงเลยสักนิด เธอรู้แล้วว่าทำไมพวกเขาถึงได้มีสีหน้าหวาดกลัวขนาดนั้น ขนาดเธอเองก็ยังสยองเลย ไม่หรอก เหตุผลของความกลัวสุดขีดของเธออาจแตกต่างจากคนอื่นๆ ไปหน่อย แต่มันมาจากแหล่งเดียวกันแน่นอน

นั่นเพราะเมแกนเพิ่งถอดผ้าอวดเรือนร่างไปหมาดๆ น่ะสิ สตรอว์เบอร์รีนั้นคือชุดชั้นในนำโชคตัวเก่งที่เธอเลือกสวมใส่มาเพื่อการปล้นธนาคารโดยเฉพาะ เพียงแต่แทนที่จะเป็นร่างกายของเด็กสาววัยรุ่นอายุสิบห้า สิ่งที่เธอเห็นกลับเป็นผิวหนังตกกระปกคลุมด้วยไฝฝ้ายานยืดย้วยของคุณป้าห้าสิบปลายๆ ที่มีไขมันสะสมเป็นชั้นๆ คอมพิวเตอร์ถึงขั้นแปลงชั้นในใหม่เอี่ยมอ่องของเธอให้กลายเป็นเศษผ้าขี้ริ้วลายผลไม้ที่ผ่านการใช้งานมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งยืด ทั้งยาน แล้วก็มีคราบกาแฟ(หรืออะไรทำนองนั้น)เปรอะเลอะเต็มไปหมดอีกต่างหาก

“ดูเหมือนโปรแกรมจำลองจะทำงานผิดพลาดนะ เดี๋ยวก่อน ไม่สิ เธอป้อนรหัสผิดต่างหาก” เชสเชียร์ตอบมาทางหูฟังขณะที่เมแกนอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี ปัญหาไม่ใช่เรื่องแก่หรือไม่แก่ แต่การโชว์ชั้นในในที่สาธารณะนั้นแม้กระทั่งวายร้ายสติดีๆ เองก็ยังไม่คิดทำกันเลย ส่วนร่างกายยืดยานยวบย้วยระดับป้านั้นเป็นแค่โบนัสพิเศษให้ยิ่งรู้สึกแย่ลงไปอีก “ที่ถูกต้องคือหมายเลขสี่หนึ่งสองห้า รหัสเหลืองต่างหาก ถ้าเป็นรหัสฟ้าคือการคำนวณร่างเปลือยตามอายุน่ะ”

“ฉันจำไม่เห็นได้เลยว่าใส่โหมดนี้ลงไปด้วยน่ะ!” เมแกนว่า ปริ่มๆ จะร้องไห้ออกมาแล้ว

“อ๋อ อันนี้ผมใส่ลงไปเองแหละ คิดว่ามันน่าจะตลกดี เธอไม่คิดว่ามันตลกงั้นหรือ” อีกฝ่ายพูดเสียงใส “แบบว่าเธอเปิดใช้งานระบบพรางกายเป็นคุณป้าไม่มีพิษมีภัย ส่วนโปรแกรมเสริมนี้ก็ทำการจำลองร่างเปลือยโดยเทียบกับสภาพแวดล้อมจริงแล้วเปลี่ยนให้เป็นไปตามอายุที่เธอใช้พรางตัวอยู่ ในที่นี้หมายถึงชุดชั้นในที่เธอสวมปัจจุบันรวมถึงร่างกายก็จะถูกปรับให้เป็นหญิงอายุห้าสิบปลายๆ ที่มีพุงใหญ่พอๆ กับ-”

“หยุดอธิบายได้แล้วย่ะ! ฉันไม่อยากฟัง!!!” เด็กสาวหน้าชาจนไม่รู้จะเอาสายตาไปไว้ตรงไหนแล้ว “ฉันไม่เข้าใจว่านายจะสะเออะเพิ่มโค้ดใหม่เข้าไปในโปรแกรมทำไมกัน คิดว่าฉันอยากจะใช้งานไอ้ระบบร่างเปลือยอะไรนี่งั้นเรอะ!!!”

“แต่เธอบอกเองนี่ว่าชอบความคิดสร้างสรรค์ของผม” เชสเชียร์เถียง

นั่นมันเฉพาะที่นายทำตามคำสั่งของฉันย่ะ**!!!**”

ทันใดนั้นเอง กระสุนก็ร่วงใส่เมแกนเป็นตับ เด็กสาวในคราบหญิงวัยหมดประจำเดือนกลับหลังหันวิ่งตรงหาโต๊ะที่เจ้าหน้าที่ธนาคารใช้สำหรับคุยกับลูกค้าด้วยความคล่องแคล่วอย่างน่าประหลาดใจ เธอกระโจนข้ามไป ไถลกวาดเอากองเอกสารกับข้าวของสำนักงานบนนั้นร่วงเกลื่อนกลาด แล้วตกดังพลั่กอีกด้าน เมแกนพลิกตัวกลับจากนั้นใช้ขาหมูอ้วนป้อมถีบฐานโต๊ะ ชุดสูทเสริมกำลังช่วยให้ไม่จำเป็นต้องเตะครั้งที่สอง น็อตยึดก็หลุดจากเนื้อไม้อัด แผ่นโต๊ะร่วงลงมาเป็นเกราะกำบังกระสุนสามนัดที่เหลือ

เธอชะโงกหน้าออกไปมองเมื่อเสียงปืนเงียบลง และเห็นรปภ.ชรากำลังบรรจุกระสุนชุดใหม่ มือที่สั่นขนาดนั้นดูแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะใส่กระสุนลงลูกโม่ได้สำเร็จ อย่าว่าแต่ยิงเลย ถึงอย่างนั้นเมื่อครู่เขาก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าฝีมือยิงทีเผลอนั้นยอดเยี่ยมกระเทียมดองแค่ไหน

พอกันที**!**” เมแกนร้อง “ฉันบ้าไปเองที่คิดว่าจะปล้นอย่างสันติได้ ถ้าอยากใช้กำลังกันนัก งั้นฉันก็จะจัดให้”

เด็กสาวลุกพรวดขึ้นยืนแล้วปิดการทำงานระบบพรางกายด้วยคำสั่งเสียง ประกายระยิบระยับแล่นพล่านไปทั่วร่างใหญ่เทอะทะอุดมด้วยไขมันสะสมราวกับตัวหล่อนกำลังลัดวงจร จากนั้นใบหน้าบวมๆ กับเสื้อโค้ทขนสัตว์สีสดก็จางวูบเหมือนภาพมิราจบนถนนกลางแดดจัด กระบวนการนี้เกิดขึ้นเพียงอึดใจสั้นๆ ก่อนที่สตรีกลางคนจะอันตรธานไปและแทนที่ด้วยใครบางคนที่ประหลาดยิ่งกว่า

มันมีหมวกกันน็อคกับชุดรัดรูปแวววาวสีเข้ม เมแกนนำชุดหนังเต็มตัวของสิงห์นักบิดมาดัดแปลงเพิ่มเข้าไปด้วยเทคโนโลยีนาโน ซึ่งถึงจะเป็นเทคโนโลยีที่เก่าเกินกว่าจะใช้รับมือกับซูเปอร์ฮีโร่มืออาชีพทั่วๆ ไป กระนั้นเมื่อเทียบกับหุ่นยนต์รักษาความปลอดภัยอย่างซีเคอลอยด์แล้วก็ถือว่าเหลือแหล่ กะบังหน้าหมวกของเธอเป็นแผ่นกว้างรูปร่างเหมือนศีรษะของกิ้งก่าทะเลทรายและเพิ่มหนามแหลมๆ เข้าไปตามขอบเพื่อให้ดูชั่วร้ายยิ่งขึ้น โดยเจ้าหมวกนี้มีความสามารถในการคำนวณอันยอดเยี่ยม ดูดซับการกระทบกระเทือนจากภายนอกได้กว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ รวมถึงเชื่อมต่อตรงกับเซิร์ฟเวอร์ของฐานทัพลับอันชั่วร้ายของเธอด้วย นั่นก็หมายความว่า หมวกนี้เป็นศูนย์กลางการสั่งการด้วยเสียงกับคีย์บอร์ดล่องหนนั่นเอง

เครื่องแต่งกายสไตล์วายร้ายของเมแกนประกอบด้วยสีดำเป็นหลักแซมด้วยสีแดงเล็กน้อย ชุดนาโนเทคแนบเนื้อแม้จะดูบอบบางทว่าความจริงแล้วตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เธอได้ติดตั้งระบบอาวุธกับอุปกรณ์พยุงชีพอย่างดีที่สุดเท่าที่เงินค่าขนมของเด็กสาววัยสิบห้าปีคนหนึ่งจะสามารถหาได้ ซึ่งปัญหาทั้งหมดทั้งมวลก็อยู่ตรงนี้เอง การเป็นวายร้ายโดยยังไม่บรรลุนิติภาวะในเมืองฟิวเจอร์ซิตี้นั้นเป็นอะไรที่วุ่นวายพอๆ กับการเป็นวัยรุ่นเลยทีเดียวเชียวละ ยิ่งเฉพาะกับครอบครัวควินน์ของเธอด้วยนะ ถ้าวันดีคืนดีเธอบุกเข้าไปหาพ่อกับแม่เพื่อบอกว่าตัวเองชอบได้แค่เฉพาะผู้หญิงด้วยกันเท่านั้น(นี่แค่สมมตินะ แค่สมมติเท่านั้นเอง!!!) พ่อแม่เธอคงยักไหล่ แล้วไงล่ะ แต่หากเธอสารภาพว่าอนาคตเธออยากครองโลก มีหวังเธอได้โดนสั่งส่งไปกักบริเวณในเกาะร้างสักยี่สิบปีแหงๆ

คุณปู่รักษาความปลอดภัยบรรจุกระสุนเรียบร้อยตอนที่เมแกนกลับร่างเป็นสาววัยรุ่นในชุดวายร้ายรัดรูป(แต่ไม่ค่อยมีสัดส่วนตรงไหนให้โชว์ได้เท่าไหร่) เขาเหนี่ยวไกยิงรวดเดียวหมดแม็กกาซีนเนื่องจากตกใจกับความเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ทว่าคราวนี้เมแกนไม่หลบ เธอไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นอีก เด็กสาวยกมือขึ้น จากนั้นหมวกกันน็อคก็เริ่มการคำนวณกระสุนที่พุ่งใส่ในอัตราหนึ่งส่วนสามร้อยหกสิบวินาที มีเสียงหึ่งๆ ดังขึ้นเมื่ออุปกรณ์ต่อต้านแรงโน้มถ่วงในถุงมือเริ่มทำงาน

สนามพลังงานสีน้ำเงินจางๆ ปรากฏขึ้นเป็นรูปโดมรัศมีสองเมตรคลุมรอบตัวเธอ กระสุนวิ่งทะลุผิวโปร่งแสงเข้ามานิดหน่อยก่อนที่มันจะชะลอความเร็วลงแล้วเริ่มลอยขึ้นเหมือนลูกโป่งฮีเลียมนัดแล้วนัดเล่า

“ทีนี้ก็ส่งเงินมาได้แล้ว” เมแกนฉีกยิ้มเบื้องหลังหน้ากากพรางใบหน้าสีดำสนิท เธอรู้สึกดีที่เสียงของตนกลับมาแตกพร่าชั่วร้ายหลังผ่านกระบวนการปรับระดับความถี่ด้วยโปรแกรมแปลงเสียงแล้ว

ยามถอยหลังสะดุดล้ม เมแกนเกือบหลุดขอโทษออกมาแล้ว แต่ก็รู้ดีว่าถ้าเธอเข้าไปช่วยพยุงปู่แก เชสเชียร์คงเล่นงานด้วยเรื่องนี้ไปอีกนาน ทำตัวเป็นคนดีบ้างละ ไม่สมเป็นวายร้ายบ้างละ ขอบอกเลยนะว่า แค่คิดอยากครองโลก ฉันก็ถือเป็นวายร้ายเต็มตัวแล้วย่ะ!

จู่ๆ ตัวเลขภายในแถบวิ่งรูปวงกลมสีแดงก็ฉายขึ้นบนมุมขวาของหน้าจอในหมวก ตัวเลขพวกนั้นคือเวลาในหน่วยเสี้ยววินาที และมันก็กำลังนับถอยหลังอย่างรวดเร็ว ไรผมตรงท้ายทอยเมแกนตั้งชัน สำหรับเธอ การนับถอยหลังไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก แถมยังเป็นหน่วยวินาทีที่กะพริบเป็นสีแดงอีกต่างหาก ปกติแล้ว เด็กสาวจะตั้งการนับถอยหลังไว้ในสถานการณ์ที่เธอตั้งใจจะระเบิดอะไรสักอย่างสองอย่าง ทว่าเช้าวันนี้เธอไม่ได้วางระเบิดไว้ตรงไหน ที่จริง นับแต่เธอทำร้านของเล่นระเบิดตอนอายุสิบสองจนทำให้น้องชายเธอร้องไห้ไม่หยุด(จากนั้นอะไรๆ ก็เลวร้ายกว่าเดิมมาก เชื่อสิ) เมแกนก็สาบานว่าจะไม่เล่นกับของไวไฟอีก นอกจากว่าจะใช้ของปลอมมาขู่เท่านั้น

ถ้าเช่นนั้น การนับถอยหลังนี้ก็มีความหมายเดียวเท่านั้น

รีบออกจากที่นั่นเร็ว**!!!**” เสียงร้อนรนของเชสเชียร์เป็นเครื่องยืนยันความหวาดกลัวที่สุดของเมแกนอย่างชัดเจน

เด็กสาวหันรีหันขวางหาทางออก ประตูไม่ใช่คำตอบ เพราะเป็นไปได้สูงที่หมอนั่นจะใช้เป็นทางเข้า แน่นอนสิว่าต้องเป็นหมอนั่น แต่ไหนแต่ไร เส้นทางอาชีพอาชญากรสมัครเล่นของเธอก็ปูด้วยความซวยซ้ำซากอยู่แล้วนี่นะ ตัวเลขนับถอยหลังน้อยลงอีก จากสองหลักก็เปลี่ยนมาเป็นหลักเดียว

และอยู่ดีๆ จากเก้าวินาทีก็กระโดดพรวดมาเหลือแค่หนึ่งเพียงพริบตาเดียว

“เดี๋ยวสิ เฮ้ย**! ทำไมมันนับแบบนั้นล่ะ**” เมแกนร้องลั่น

กระจกแตกเป็นเสี่ยงๆ ส่วนกรอบประตูเหล็กหนาก็หลุดผัวะปลิวเข้ามาชนกับกระจกกันกระสุนตรงเคาน์เตอร์เสียงดังสนั่น เด็กสาวสะดุ้งโหยง การที่มีประตูแต่ไม่ยอมใช้ถือเป็นสัญลักษณ์การปรากฏตัวของซูเปอร์ฮีโร่ที่เธอรู้จักดี ที่จริง แค่พูดว่ารู้จักดียังน้อยด้วยซ้ำ เอาเป็นว่าเธอถูกหมอนั่นซ้อมบ่อยกว่าโดนอาจารย์ลงโทษกับพ่อแม่สั่งกักบริเวณรวมกันอีก

ฝุ่นควันค่อยๆ จางหายไป แสงแดดส่องเป็นลำเข้ามาอาบไล้ร่างใหญ่โตของชายหนุ่มซึ่งกำลังนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งพร้อมกับกำปั้นอีกข้างแตะพื้น พื้นหินอ่อนรอบตัวเขาแตกร้าวยุบเป็นหลุมลงไปราวกับถูกอุกกาบาตโง่ๆ ตกใส่ ขณะที่สายลมพัดผ้าคลุมตัวโคร่งข้างหลังเขาให้สะบัดไหว นั่นคงน่าประทับใจมากๆ สำหรับใครก็ตามที่เห็น อาจยกเว้นเมแกนเอาไว้คนเดียว

เขาเงยหน้าขึ้นช้าๆ นัยน์ตาสีเขียวใสกับเรือนผมน้ำตาลเข้มเป็นประกายที่เสยเสียเรียบแปล้นั้นถึงกับทำให้พนักงานธนาคารสาวคนหนึ่งขาอ่อนยวบเป็นลมล้มพับไปเลย เสียงกรี๊ดกร๊าดดังขึ้นและยิ่งดังกว่าเดิมเมื่อเขาลุกจากท่านั่งเบ่งอะไรสักอย่างขึ้นมายืนตรง เผยให้เห็นกล้ามปูเบ้อเริ่มแบบนักมวยปล้ำอาชีพทั้งที่จริงๆ แล้วเขายังเป็นแค่นักเรียนมัธยมปลายปีหนึ่งเท่านั้นเอง! กล้ามอกนี่อย่างกับเกราะรถถังยังไงยังงั้น หัวเมแกนยังเล็กกว่าก้อนปูดๆ บนต้นแขนของเขาเสียอีก

เขาคืออันบีทเอเบิ้ลบอย ซูเปอร์ฮีโร่ฝึกหัดหน้าใหม่ไฟแรงที่เพิ่งเป็นที่รู้จักในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา เช่นเดียวกับซูเปอร์ฮีโร่หน้าใหม่ในเมืองฟิวเจอร์ซิตี้ เขาเป็นเด็กนักเรียนของโรงเรียนฝึกสอนซูเปอร์ฮีโร่อันเป็นความลับ ความสามารถของเขานั้นเกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือที่เรียกกันว่าการกลายพันธุ์ซึ่งค่อนข้างทรงพลังกว่าเพื่อนฮีโร่ในรุ่นเดียวกัน รวมถึงซูเปอร์ฮีโร่มืออาชีพหลายต่อหลายคน อันบีทเอเบิ้ลบอยสามารถบินได้ด้วยตัวเอง มีผิวหนังแข็งแกร่งพอๆ กับไฮเปอร์ไดมอนด์ เรี่ยวแรงเท่าช้างสิบเชือกรวมกัน ล่าสุดเพิ่งมีการค้นพบว่าเขาสามารถปล่อยคลื่นความร้อนออกมาจากมือขวาได้ แน่ละว่าคนที่รู้ก่อนใครก็เมแกนนี่แหละ ตอนที่เธอหวิดกลายเป็นวายร้ายอบแห้งรสสาววัยรุ่น ต่อไปหมอนี่คงยิงน้ำแข็งได้ด้วยมั้ง

“แกอีกแล้วเรอะ ยัยตัวตลก ไม่รู้จักเข็ดเลยนะ คราวนี้คิดจะมาโยนรับลูกบอลใช่ไหมล่ะ” อันบีทเอเบิ้ลบอยพูดด้วยเสียงทุ่มต่ำแบบที่นิตยสารสำหรับสาววัยสามสิบให้คำจำกัดความไว้ว่าชวนฝันเป็นที่สุด แต่กับเมแกนน่ะชวนฝันร้ายต่างหาก

เด็กสาวถอยกรูดตามจำนวนก้าวช้าๆ ของเขา ขอยอมรับเลยนะว่าเธอกลัวเจ้าคนเหนือมนุษย์ในชุดสีเหลืองระยิบระยับกับกางเกงรัดเป้าคนนี้มาก ต่อให้สไตล์การแต่งตัวของเขาจะงี่เง่าขนาดไหนก็เถอะ เข็มขัดหัวเท่าจานกับกางเกงสีแดงแล้วก็มีตัวอักษรยูเห่ยๆ พาดผ่านราวนมเนี่ยนะ คิดได้ไง ถึงงั้นอันบีทเอเบิ้ลบอยก็เป็นตัวแทนของความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าของเธอ บอกแล้วใช่ไหมว่าเธอโดนเขาซ้อมบ่อยๆ ความจริงก็คือ เมแกนได้ลองทุกวิธีเท่าที่จะนึกออกแล้วที่จะกำจัดอีตาซูเปอร์ฮีโร่สมองกลวงนี่ แต่อย่างเดียวที่เธอทำสำเร็จก็คือเครื่องแบบที่ป้องกันอาการช้ำในได้ที่อัตราแปดสิบสามเปอร์เซ็นต์

“ฉันไม่เข้าใจว่านายพูดบ้าอะไร” เด็กสาวว่า

อันบีทเอเบิ้ลบอยชะงักไปครู่หนึ่ง คิ้วเข้มขมวดมุ่นอย่างครุ่นคิด “ก็เพราะว่า... ตัวตลกชอบโยนบอลไงละ”

“ฉันแปลกใจนะที่นายหาทางมาที่นี่ถูก อันที่จริงฉันไม่คิดว่าคนอย่างนายจะหาทางออกจากห้องน้ำเจอด้วยซ้ำ”

“ทางออกจากห้องน้ำ” ซูเปอร์ฮีโร่หนุ่มพูดต่ออย่างเคร่งเครียดพอๆกับตอนทำข้อสอบวิชาฟิสิกส์ทีเดียว และก็ไม่ใช่สัญญาณของการทำได้ด้วยนะ “ก็ออกทางประตูไม่ใช่หรือ”

เงียบไปพักใหญ่ๆ ก่อนที่สีหน้าเขาจะเปลี่ยนไป “นี่แกหาว่าผมโง่เรอะ**!**”

“ไม่ใช่กล่าวหา ฉันชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงต่างหาก” เมแกนตอบเรียบๆ

“อู้ว์! นั่น... ไม่ฉลาดเลยนะ” เชสเชียร์บอกมาทางหูฟัง

เด็กสาวกำลังจะอธิบายว่าไหนๆ เธอก็กำลังจะเจ็บตัวแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ขอด่าให้สะใจสักหน่อยเถอะ ร่างกำยำของอันบีทเอเบิ้ลบอยก็ถลันมาประชิดตัวในชั่วพริบตา รู้ตัวอีกที กำปั้นที่แข็งยิ่งกว่าโลหะก็อัดเข้าใต้ลิ้นปี่ ส่งเมแกนปลิวกระแทกเคาน์เตอร์เสริมเหล็กกับกระจกกันกระสุนทะลุไปถึงห้องผู้จัดการซึ่งอยู่ด้านหลัง โลกทั้งใบหมุนคว้างไม่อาจจับโฟกัสได้ แขนขาเธอป่ายเปะปะไร้การควบคุมไปเสยกับประตูห้องจนหลุดลงมาทั้งบาน ก่อนจะตีลังกาไปชนพัดลมเพดานแล้วลากหลุดมาด้วยทั้งเครื่อง หลังเด็กสาวแนบกับโต๊ะไม้สไตล์วินเทจตัวใหญ่ จากนั้นน้ำหนักพัดลมก็ทำให้โต๊ะเก่าแก่ตัวนั้นหักกลาง

ภาพจากหน้าจอในหมวกมีคลื่นแทรกขึ้นมาวูบหนึ่ง ขนาดเธอติดตั้งตัวดูดซับแรงกระแทกลงในชุดนาโนเทคไปแล้ว กระเพาะอาหารก็ยังสะเทือนจากแรงหมัดของอันบีทเอเบิ้ลบอยเลย อย่างกับถูกหวดด้วยไม้หน้าสามไม่ผิด เมแกนผลักพัดลมออกไป กลิ้งตัวมานอนคว่ำพลางสะกดกลั้นไม่ให้อาเจียนออกมา การอ้วกในหมวกกันน็อคปิดสนิทไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่ไม่ว่าคุณจะเป็นเพียงคนขับมอเตอร์ไซค์ธรรมดาหรือวายร้าย และมันก็ดูไม่ดีด้วยสำหรับสาวน้อยวัยแรก- อ๊า**~~~!!!**

อุ้งมือแข็งแรงยึดข้อเท้าเธออย่างรุนแรง ถ้าไม่มีชุดป้องกันคงได้หักไปแล้ว ทว่าเมแกนรู้ดีว่าสิ่งที่จะตามมานั้นเลวร้ายกว่าข้อเท้าระบมมากนัก อันบีทเอเบิ้ลบอยจับเธอเหวี่ยงไปรอบๆ เหมือนนักกีฬาขว้างจักร เด็กสาวที่ยังไม่หายพะอืดพะอมรู้สึกราวกับถูกจับขึ้นถ้วยกาแฟคู่รักพร้อมกับตัวแทสเมเนียนเดวิลหลังจากเพิ่งเล่นรถไฟเหาะตีลังกาสักสิบรอบมาหมาดๆ หัวเธอกวาดทุกอย่างภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ระเนระนาด ไม่ว่าจะแท่นตั้งโชว์รูปปั้นผู้ก่อธนาคารหัวล้านเลี่ยน ตู้เก็บเอกสาร เครื่องทำกาแฟ เธอคล้ายกับได้ยินใครสักคนร้องเหมือนหมูถูกเหยียบ นั่น... คือผู้จัดการสาขาตัวอ้วนกลมไว้หนวดแปรงสีฟันที่เอาแต่นั่งอึ้งบนเก้าอี้ตัวเล็กจิ๋วเมื่อเทียบกับขนาดก้น แล้วก็ แผละ! โดนัททั้งกล่องเละติดหน้ากากจอมวายร้ายของเธอ

แล้วซูเปอร์ฮีโร่กล้ามโตก็ปล่อยเธอในที่สุด โอ เขาไม่ได้ปล่อยเธอโดยไม่มีเป้าหมายหรอกนะ หนึ่งในท่าพิเศษของอันบีทเอเบิ้ลบอยก็คือการจับหัวศัตรูปักทะลุเพดาน พื้นหรืออะไรก็ตามที่เขาคิดว่าจะปักเข้าไปได้ไงละ

เมแกนกรี๊ด เสียงก้องสะท้อนในหมวกอย่างหวาดกลัวขณะพุ่งฉิวทะลุฝ้าเพดานบอบบางของห้องผู้จัดการขึ้นไปสู่ความเวิ้งว้างเย็นเฉียบจากเครื่องปรับอากาศ แผ่นหินอ่อนกระโจนเข้ามาหาด้วยความเร็วสูง เชสเชียร์ตะโกนลั่นจากหูฟัง เขาพยายามจะเปิดการทำงานตัวควบคุมทิศทางการบินตรงรองเท้าบูท แล้วระบบเบรกกลางอากาศทำงาน เมแกนรู้สึกได้ว่าร่างของเธอชะลอความเร็วลง

“ได้ผล!” เธอร้อง ก่อนที่ศีรษะเธอจะปักเข้าไปในเพดานหินอ่อน สวบ***!***

แบ้ม**! หัวปักเพดาน!** เหมือนในการ์ตูนเลย” อันบีทเอเบิ้ลบอยหัวเราะชอบใจ

เมแกนจินตนาการได้เลยว่าอีตาซูเปอร์ฮีโร่งี่เง่านั่นคงกำลังเบ่งกล้ามอวดสาวอยู่แหงๆ เธอใช้แขนดันแผ่นหินเย็นชืดรอบๆ เพื่อให้ศีรษะของตนหลุดออกมา แล้วจึงตระหนักว่าแรงขว้างเหนือมนุษย์ของเขาทำให้หมวกเธอฝังลึกเกินกว่าจะดึงออกมาได้ด้วยวิธีธรรมดา เดี๋ยวก่อนนะ เธอจะต้องแขวนห้อยอวดบั้นท้ายในชุดหนังรัดรูปอยู่แบบนี้เนี่ยนะ!?! นี่มันฝันร้ายชัดๆ!

บางทีเธออาจปลดหมวกออกหลังจากเปิดระบบพรางใบหน้าอีกครั้ง ถึงจะเสี่ยงหน่อย แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่า- อ๊าค**!**

ยังไม่ทันที่เมแกนจะได้คิดว่า อีกแล้วเหรอเนี่ย*! อย่างน้อยช่วยปล่อยให้ฉันคิดเสร็จก่อนได้ไหมย้า*!!! อันบีทเอเบิ้ลบอยก็กระโดดขึ้นมาคว้าข้อเท้าแล้วดึงเธอออกจากเพดาน เล่นเอาหัวแทบหลุดจากบ่าเลยทีเดียว สายตาเด็กสาวปรับรับการเปลี่ยนแปลงไม่ทัน เธอเห็นแค่สีขาวสะท้อนกับแสงจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ จากนั้นหน้าก็ฟาดกับพื้นอย่างจัง เธอไม่เคยตกกระแทกผิวน้ำจากที่สูงสิบเมตรมาก่อน แต่ถ้าได้ลองจริง มันคงเจ็บระบมแบบนี้แหละ

เมแกนต่อสู้กับสัญชาตญาณที่เรียกร้องให้ขดตัวเพื่อรับมือกับความเจ็บปวด ความร้อนจากกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ซึ่งชุดปล่อยออกมาเพื่อกระตุ้นอัตโนมัติในกรณีที่มีแรงกระทำส่งถึงตัวเธอโดยตรงเกินกว่าปริมาณที่กำหนดช่วยให้เด็กสาวตั้งสติเร็วกว่าที่ควรจะเป็นราวสามวินาที เธอตะเกียกตะกายพลิกตัวหงายขึ้น ยื่นมือออกไปหาอันบีทเอเบิ้ลบอยที่ย่างสามขุมมาหาช้าๆ แล้วเปิดระบบพลังงานแสงสังเคราะห์ที่ระดับสองร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งปกติแล้วมันสามารถเผาจอประสาทตาคนธรรมดาได้เลย

อาวุธเสริมตรงข้อมือเธอระเบิดก่อนจะทำอะไรอีกฝ่ายได้ทันทีที่ชายกล้ามโตชี้นิ้วมือขวามา เมแกนชักแขนกลับมากุมดิ้นไปมา เหมือนกับเพิ่งเอามือไปจุ่มในน้ำเดือดจัดมาอย่างนั้นแหละ ตาเธอเริ่มพร่าเลือนด้วยหยาดน้ำตา อันบีทเอเบิ้ลบอยก้มลงนั่งยองๆ และเอื้อมมือมารวบคอเธอ เธอได้ยินเชสเชียร์บอกเธอให้ดิ้นรนถึงที่สุด เขากำลังจะบุกเข้ามาช่วยเธอในอีกห้าวินาที

ทว่าเธอรู้ดีว่าเขาไม่มีทางมาทัน เมแกนเคยเห็นวิธีที่อันบีทเอเบิ้ลบอยจัดการกับอาชญากรคนอื่นมาก่อน ซึ่งเกือบทั้งหมดล้วนเป็นมืออาชีพทั้งสิ้น โดยเมื่อซูเปอร์ฮีโร่จอมหลงตัวเองผู้นี้เริ่มบีบคอเมื่อไหร่ นั่นคือสัญญาณว่าเขากำลังจะเผด็จศึกฝ่ายตรงข้าม

“ถึงครั้งก่อนๆ แกจะใช้ลูกเล่นสกปรกหนีเอาตัวรอดไปได้ แต่ไม่ใช่ครั้งนี้แน่” อันบีทเอเบิ้ลบอยชักแขนไปข้างหลัง “จงภูมิใจเถอะที่ถูกส่งเข้าคุกด้วยกำปั้นของหนุ่มสุดเท่อย่างผม”

แล้วเสียงระเบิดก็ดังสนั่นหวั่นไหว

เมแกนหลับตาปี๋ คาดว่าตนคงโดนหมัดหนักหน่วงเสยเละไปแล้ว เผลอๆ อาจไปได้สติในโรงพยาบาลอีกสองอาทิตย์ข้างหน้าพร้อมกุญแจมือล่ามติดขอบเตียง ทว่าเธอไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นแม้เพียงนิด หมายถึงโดนต่อยน่ะ ต่อให้เด็กสาวจะมั่นใจมากว่าหากตนโดนกำปั้นทรงพลังเทียบเท่ารถบรรทุกที่ความเร็วร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงกระแทกหน้าจริง อย่าว่าแต่เจ็บเลย เธอสงสัยว่ายังจะมีโอกาสได้รู้สึกอะไรอีกหรือเปล่า

มือที่กำรอบคอผอมๆ ยังคงบีบรัดอยู่ แต่คลายออกเล็กน้อย การที่เมแกนยังกลัวสุดขีดได้นั่นก็หมายความว่าเสียงระเบิดนั้นไม่ใช่วินาทีที่หมวกเสริมใยเคฟลาร์หุ้มเนื้อและกะโหลกกับสมองไอคิวประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบปลายๆ ปะทะกับกระดูกข้อนิ้วของซูเปอร์ฮีโร่ เธอเสี่ยงลืมตาขึ้นแทนที่จะปล่อยให้ตัวเองหัวใจวายตายจากความคิดฟุ้งซ่าน แล้วเธอก็ต้องอุทานออกมาเบาๆ ด้วยความประหลาดใจสุดขีด

โคมระย้ากลางธนาคารแกว่งไกวไปมาชวนหวาดเสียว มันจะต้องเป็นการชนที่รุนแรงมากทีเดียวถึงสามารถทำให้สั่นได้ถึงขนาดนั้น ผนังด้านหนึ่งถูกบดบังด้วยกำแพงฝุ่นหนาทึบ กระนั้นแสงเรืองรองที่เต้นระริกส่องลอดผ่านอณูละอองขนาดเล็กเข้ามาได้บอกให้เด็กสาวรู้ว่าข้างหลังม่านควันเหม็นไหม้เหล่านั้นไม่ใช่เนื้อหิน คอนกรีตกับโครงเหล็กอีกต่อไปแล้ว อะไรบางอย่างได้ระเบิดกำแพงธนาคารหายไปทั้งแถบ และดูจากเศษซากความเสียหายที่กระจัดกระจายอยู่ภายใน เห็นได้ชัดว่าอะไรบางอย่าง หรือพูดให้ถูกคือใครบางคนพังเข้ามาจากด้านนอก

ถ้าเขาเป็นซูเปอร์ฮีโร่เช่นเดียวกับอันบีทเอเบิ้ลบอย เมแกนก็ไม่เคยเห็นเขามาก่อน จากเสียงหวีดร้องตื่นตระหนกของกลุ่มสาวแบงก์แปรเปลี่ยนเป็นโห่ร้องบ้าคลั่งของสัตว์กินเนื้อที่หิวกระหาย ราวกับเด็กวัยรุ่นเจอกับนักร้องขวัญใจของตนก็ไม่ปาน

ผู้มาใหม่เป็นชายหนุ่มอายุอานามน่าจะพอๆ กันกับเมแกน ผมรองทรงสีเพลิงกระเซิงราวกับเพิ่งตื่นนอนก็รีบลุกตาลีตาเหลือกมาที่นี่เลย เพียงแต่ว่ามันดูดีมากๆ แทนที่จะทำให้รูปลักษณ์ของเขาดูซกมกหรือร้ายกว่านั้นคือเด็กเนิร์ด ดวงหน้าเนียนรูปไข่ไร้ซึ่งหน้ากากปิดบังผิดจากซูเปอร์ฮีโร่ส่วนใหญ่(ขนาดอันบีทเอเบิ้ลบอยยังมีหน้ากากอันเล็กๆ สีแดงปิดรอบตาเลย) เผยให้เห็นนัยน์ตาเหลืองอำพันแข็งกร้าวปกคลุมด้วยขนตางอนเหลือเชื่อสำหรับเด็กหนุ่มวัยรุ่น หางตาชี้ขึ้นซ้ำยังเพิ่มความโฉบเฉี่ยวด้วยการปาดอายไลน์เนอร์โทนส้มประกายทองคมกริบ จมูกโด่งเรียวรับกับรูปหน้า แล้วก็ริมฝีปากสีชมพูอ่อนวาวที่มุมขวากระดกขึ้นเล็กน้อย อาจด้วยความหงุดหงิดหรือแค่ติดเป็นนิสัยไม่รู้สิ เขาต้องใช้ลิปกลอสแหงๆ เมแกนไม่รู้ว่าตนควรจะคิดยังไงดีกับผู้ชายที่ทาลิปกลอส กระนั้นการแต่งหน้าของเด็กหนุ่มผู้นี้ก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกแปลกประหลาดแต่อย่างใด กลับกันเสียด้วยซ้ำ

ไม่ใช่เพียงใบหน้าเท่านั้นที่โดดเด่นขนาดดึงความสนใจสาววายร้ายฝึกหัดอย่างเธอได้ เมแกนเข้าใจเลยว่าเพราะเหตุใดพนักงานสาวๆ ถึงได้คลุ้มคลั่งเสียขนาดนั้นนับแต่แวบแรกที่เห็นเขา หนุ่มคนนี้แต่งกายในแบบที่เรียกว่า... แสบทรวงสุดๆ ชุดของเขารัดรูป(แน่นอนว่าต้องรัดรูปสิ มีการวิจัยออกมาแล้วว่าชุดรัดรูปนั้นมีส่วนช่วยในการพิทักษ์โลกในหลายๆ ความหมาย แต่ตอนนี้เธอขอข้ามรายละเอียดส่วนนี้ไปก่อน) ประกอบด้วยเสื้อแขนสามส่วน กางเกงหนังขายาวกับรองเท้าบูท โดยทั้งหมดเป็นสีส้มเจิดจ้า ทว่านี่ยังไม่ใช่จุดที่... เอ่อ น่าประทับใจ คืออย่างนี้นะ ชายเสื้อของเขาเป็นแถบรอยหยักสีเหลืองคล้ายกับสัญลักษณ์ของสายฟ้า ไม่ใช่สิ เธอไม่ได้จะพูดถึงชายเสื้อเขาสักหน่อย แม้ว่ามันจะใกล้เคียงกับสิ่งที่คอยแต่จะดึงดูดสายตาของเมแกนอยู่นั่นแหละก็เถอะ เสื้อของเขายาวลงมาถึงแค่ลิ้นปี่เท่านั้นเอง ซึ่งนั่นก็หมายถึงหน้าท้องเปลือยเปล่าขาวเนียน แล้วก็มีคลื่นเป็นลูกๆ รายล้อมสะดือชัดเจนเลยทีเดียว ลำแดดช่วยให้เธอเห็นซิกแพคชุ่มเหงื่อกับขนอ่อนได้...

มัวมองอะไรอยู่น่ะเมแกน*!* เด็กสาวเตือนตัวเอง หน้าจอในหมวกจะแสดงอัตราการเต้นของหัวใจในกรณีที่สูงหรือต่ำจนเกินไปเท่านั้น และตอนนี้มันก็ขึ้นถี่จนน่ากลัวเลยเชียวละ

มันช่วยไม่ได้ที่สายตาเธอจะลู่เข้าหากล้ามอกกับหน้าท้องล่ำๆ นั้นอยู่เรื่อย ในขณะที่อันบีทเอเบิ้ลบอยมีหุ่นก้ามปูสุดๆ ผู้มาใหม่รายนี้ก็แค่ชายหนุ่มตัวเล็กๆ เท่านั้น เขาน่าจะสูงสักร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตรต้นๆ กล้ามเนื้อมีอยู่ในระดับพอเหมาะเหมือนนักกีฬาว่ายน้ำไม่ก็ยิมนาสติกลีลาทำนองนั้น ไม่ใช่สัตว์ประหลาดโด๊ปสเตียรอยด์จนเป็นนักมวยปล้ำแบบคนที่เพิ่งจับหัวเธอปักเพดานมาหมาดๆ

บอมบลาสติก” อันบีทเอเบิ้ลบอยเรียกพ่อหนุ่มสุดหล่อคนนั้น “นายมาสายนะ อันที่จริง นายไม่จำเป็นต้องมาเลยก็ได้ ผมควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้ว”

บอมบลาสติกงั้นหรือถ้างั้นเขาก็เป็นซูเปอร์ฮีโร่ฝึกหัดที่เพิ่งเปิดตัวในฟิวเจอร์ซิตี้เมื่อราวเกือบสองอาทิตย์ก่อนน่ะสิ เมแกนเคยแต่ได้ยินชื่อเขาเท่านั้น

“นี่ไม่ใช่เขตการดูแลของนาย” หนุ่มผมแดงตอบเสียงแข็ง เดินตรงมาหาเมแกน แต่ก็บอกยากเหมือนกันว่าเขาตั้งใจจะหาเธอหรือว่าอีตาอันบีทเอเบิ้ลบอยกันแน่ก็ในเมื่อเธอกำลังถูกบีบคออยู่ไม่ต่างจากเป็ดรอเชือด “อีกอย่าง การรังแกผู้หญิงไม่ใช่วิสัยของฮีโร่หรอกนะ”

“อะไร นังนี่น่ะหรือ” อันบีทเอเบิ้ลบอยแค่นหัวเราะ ยกร่างเด็กสาวขึ้นด้วยมือข้างเดียว ขาของเธอห้อยต่องแต่งไร้เรี่ยวแรง “พวกอาชญากรก็เหมือนๆ กันนั่นแหละ ไม่จำเป็นต้องแยกหรอกว่าชายหรือหญิง มันจะช่วยให้เรากระทืบได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจไงละ”

“ปล่อยเธอลง” อีกฝ่ายสั่ง

“คิดจะปกป้องอาชญากรหรือไง”

“ใช่ ถึงหล่อนจะเป็นอาชญากร แต่ก็ไม่ใช่กระสอบทรายให้นายใช้โอ้อวดตัวเอง ฮีโร่น่ะคือสัญลักษณ์แห่งความหวังของผู้คน เรามีหน้าที่รับมือสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงเกินกว่าเจ้าหน้าที่จะจัดการได้ก็แค่นั้น และเท่าที่ผมเห็น ดูเหมือนนายไม่ได้แค่จะจับกุมเธอเท่านั้นหรอกใช่ไหม”

อันบีทเอเบิ้ลบอยทำปากขมุบขมิบเป็นเชิงล้อเลียนหนุ่มผมแดง “แล้วจะทำยังไงล่ะ พ่อหนุ่มเจ้าสำอาง”

“ถามได้” บอมบลาสติกฉีกยิ้มเหี้ยม “ก็หยุดนายน่ะสิ”

“เฮอะ อย่างแกเนี่ยนะ” ซูเปอร์ฮีโร่ก้ามปูในชุดสีเหลืองพ่นลมพรืด “ผมว่าแกกลับไปเดินแฟชั่นแบบเดิมดีกว่านะ”

บอมบลาสติกแยกเขี้ยว เปลวเพลิงลุกพรึบบนตัวเขา ทั้งผิวเปลือยเปล่าและผ้าเนื้อมัน กระนั้นเด็กหนุ่มก็ไม่มีทีท่าเดือดร้อนใดๆ ราวกับไฟเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของเขา เมแกนพอเดาได้แล้วว่าเขาพังกำแพงเข้ามาได้ยังไง ลำพังฉายาเพียงอย่างเดียวก็บอกอยู่แล้วว่าพลังของเขาคืออะไร แต่หากบอมบลาสติกมีแค่ความสามารถส่วนนี้ ไม่มีทางเลยที่เขาจะรับมือกับอันบีทเอเบิ้ลบอยได้ มีโอกาสมากที่หมอนั่นจะอัดเขายับอยู่ฝ่ายเดียว

ใช่ว่าเธอจะอยากช่วยพ่อหนุ่มบอมบลาสติกนี่หรอกนะ เพราะท้ายที่สุดแล้วเธอก็เป็นวายร้ายคนหนึ่ง แค่ว่าหนุ่มผมแดงผู้นี้ปรากฏตัวอย่างกับพระเอกขี่ม้าขาวมาขัดจังหวะก่อนที่เธอจะโดนซ้อมจนเละแล้วจับส่งตำรวจโดยฮีโร่บ้าพลัง(บวกกล้าม) แถมยังบทพูดเรื่องความหวังอะไรนั่นอีก เธอก็เลยออกจะประทับใจนิดหน่อย...

โอเค เธอโกหกน่ะ ที่เธออยากช่วยจนตัวสั่นก็เพราะว่าเขาหล่อระเบิดเลยต่างหาก ทั้งแววตา สีหน้าท่าทางดุดันพวกนั้น โอ๊ย! เธออยากจะละลายเสียให้รู้แล้วรู้รอด

แต่ก่อนที่เรื่องจะลุกลามกลายเป็นสงครามระหว่างซูเปอร์ฮีโร่ด้วยกันเอง เมแกนซึ่งทำเป็นหมดสตินิ่งมาตลอดการสนทนาก็ตัดสินใจลงมืออย่างฉับพลัน เธอตบปุ่มข้างเข็มขัดเพื่อเปิดการทำงานระบบฉุกเฉินหมายเลขหก กระแสไฟฟ้าแสนโวลต์แล่นพล่านทั่วผิวด้านนอกของชุด และมุ่งตรงไปยังการเชื่อมโยงเดียวที่มีกับเธอ นั่นคือมือของอันบีทเอเบิ้ลบอย

พลังงานไฟฟ้าเพียงเท่านี้ไม่อาจทำอันตรายใดๆ ซูเปอร์ฮีโร่ผู้ต้านทานการโจมตีทุกรูปแบบได้ ถึงอย่างนั้นมันก็เพียงพอที่จะทำให้เขาชะงักไปชั่วครู่ พอให้เธอฉวยโอกาสนี้ใช้บูสเตอร์รองเท้าบูทเตะแผงอกล่ำแข็งดั่งหินผาหนีจากอุ้งมือหมอนั่นได้ เมแกนร่วงกระแทกพื้นไถลไปราวสองเมตรก่อนพลิกตีลังกากลับมานั่งคุกเข่าเผชิญหน้ากับฮีโร่ทั้งสอง ควันลอยโขมงจากเข็มขัดตอนที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าพกพาลัดวงจรแล้วทำลายตัวเอง การปล่อยพลังงานรุนแรงขนาดนั้นในคราวเดียวถือว่าเกินขีดจำกัดความต้านทานของอุปกรณ์ไปสักหน่อย

เมแกนยกมือสองข้างชูไปข้างหน้า จากนั้นอากาศว่างๆ ก็กลายสภาพเป็นปืนสีเงินกระบอกโต แสงสีฟ้าอ่อนสดใสสว่างเรืองออกมาจากวัตถุทรงกระบอกกลมมนซึ่งต่ออยู่ด้านหลังอาวุธแวววาวในมือเธอ

ถอยไปนะ**!**” เด็กสาวตวาด

“อะไรเนี่ย ของเล่นใหม่งั้นหรือ” อันบีทเอเบิ้ลบอยขมวดคิ้ว เปลี่ยนจากเตรียมพร้อมต่อยเมแกนจนหัวหลุดมาเป็นยืนเท้าสะเอว เขาดูเหมือนคนที่พร้อมจะหัวเราะอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่เคร่งเครียดหรือระแวดระวังอย่างที่เธอหวังจะเห็น

“ใช่แล้ว ของเล่นใหม่” เมแกนรู้สึกเสียหน้าเล็กน้อย ขนาดบอมบลาสติกยังดูกังวลเลย “นี่คือปืนสลายพลังงาน ฉันคิดค้นขึ้นเพื่อจัดการกับนายโดยเฉพาะ อันบีทเอเบิ้ลบอย เมื่ออยู่ต่อหน้าปืนกระบอกนี้ พลังของนายก็จะ-”

“ไร้สาระน่า ยังไงแกก็คิดแต่ของไม่ได้เรื่องออกมาอยู่แล้ว อย่าพยายามเลย ยัยเนิร์ด... แกคงเป็นพวกสมองใสใช่ไหม พนันว่าชีวิตของแกคงน่าเบื่อไร้คนเหลียวแลสินะ เป็นพวกก้มหน้าก้มตาเรียนอย่างเดียวจนแว่นหนาเตอะ วันๆ พูดแต่เรื่องที่ไม่มีใครเข้าใจ แล้วก็คบกันเองกับพวกขี้แพ้ แบบผู้ชายเห่ยๆ ดัดฟันหน้าสิวเขรอะอะไรทำนองนี้” อันบีทเอเบิ้ลบอยมองเธอด้วยหางตา “พอพบว่าตัวเองเข้ากับใครไม่ได้ก็เลยมีปัญหาทางจิต แล้วก็มาจบลงที่การก่ออาชญากรรมโง่ๆ นี่สินะ ยอมรับเถอะ แกมันพวกขี้แพ้ แกไม่เคยเอาชนะผมได้ และก็จะเป็นเช่นนี้ต่อไปจนกว่าแกจะถูกขังอยู่ในคุกนั่นแหละ”

“นายไม่รู้หรอกเรื่องนั้น ในที่สุดแล้วฉันก็จะหาทางจัดการนายได้” เมแกนตอบ แล้วเหนี่ยวไก

แสงสีฟ้าสดวิ่งตรงใส่หนุ่มร่างยักษ์ในชุดรัดรูปสีเหลือง ทว่าแม้แต่อนุภาคความเร็วสูงก็ยังช้าเกินไปเมื่อเทียบกับซูเปอร์ฮีโร่ทรงพลังและอุดมไปด้วยกล้ามเนื้อ อันบีทเอเบิ้ลบอยหายตัวไปก่อนที่กระสุนของปืนสลายพลังจะถึงตัวเล็กน้อย ลำแสงวิ่งตัดข้ามโถงธนาคารไปกระทบกับผิวนูนสะท้อนของกระจกโค้ง พวกมันแตกเป็นเกล็ดเล็กๆ ก่อนกระดอนกลับมาเหมือนดาวหางจิ๋วในปรากฏการณ์ฝนดาวตก

เสียงกรีดร้องดังระงมทั่วราวกับคอนเสิร์ตที่จู่ๆ อกนักร้องนำก็ระเบิดออกมาเป็นสิ่งมีชีวิตต่างดาว ผู้คนแตกตื่นหาที่หลบกันจ้าละหวั่น เมแกนอดสงสัยไม่ได้ว่าไหงพวกเขาถึงไม่ฉวยโอกาสหนีไปตั้งแต่ตอนที่อีตาอันบีทเอเบิ้ลบอยกำลังยำเธออย่างเมามันอยู่กันนะ นี่ไม่ใช่หนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ต้องมีตัวประกอบคอยร้องขอความช่วยเหลือในฉากสักหน่อย

ลำแสงจากปืนสลายพลังร่วงถูกพนักงาน ผู้จัดการแล้วก็ตาแก่คนแล้วคนเล่า ในทางทฤษฎี ปืนนี้ควรจะมีผลกับพลังเหนือมนุษย์ของซูเปอร์ฮีโร่เท่านั้น สะกดความสามารถทำให้พวกเขาไม่ต่างจากคนทั่วไปช่วงเวลาหนึ่ง เพราะงั้นมันก็ควรจะไม่มีผลอะไรกับคนธรรมดาถูกไหม

ข่าวดีก็คือ สิ่งที่เมแกนคาดไว้ถูกต้อง ลำแสงไม่มีผลต่อคนปกติ อย่างน้อยๆ ก็ในตอนนี้ พวกเขาไม่มีหาง เขาหรือแม้แต่ขนงอกออกมาเพิ่มเติม(ในที่ที่เห็นได้ชัด แต่ถ้ามันไปขึ้นตรงจุดแปลกๆ นั่นก็เป็นอีกเรื่อง) แสงสลายพลังไม่ได้สร้างความเย็นแช่แข็งพวกเขาหรือทำให้ลุกเป็นไฟแต่อย่างใด เว้นเสียแต่ว่า เมแกนทำผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงไปเรื่องหนึ่ง

ลำแสงนี่ไม่ได้สลายพลังพิเศษของซูเปอร์ฮีโร่ ไม่ได้ใกล้เคียงเลยสักนิด อย่างเดียวที่มันสลายแล้วสร้างขึ้นมาใหม่น่ะคือเสื้อผ้าต่างหาก!!!

เปรี้ยง**!** เครื่องแบบเจ้าหน้าที่สาวหน้าเคาน์เตอร์ทั้งสามกลายเป็นชุดกี่เพ้า ชุดบันนี่สีดำแล้วก็ชุดว่ายน้ำโรงเรียน

เปรี้ยง**!** ตาลุงสมาชิกชมรมหมากรุกในธนาคารพร้อมใจกันสวมเดรสบางเบา(จนเห็นทะลุข้างใต้ได้) ชุดราตรีระยิบระยับเปิดหลังกระโปรงผ่าขึ้นมาถึงสะโพกเผยให้เห็นเรียวขาอวบๆ ขนดกกับกางเกงในชายยืดๆ แล้วก็ชุดแบบเรซควีนโชว์เนื้อหนังเหมือนที่นางแบบโฆษณารถแพงๆ ชอบใส่กัน

และเปรี้ยง****!!! ชุดยามของคุณปู่รปภ.หายวับไป เหลือเพียงผ้ากันเปื้อนสีขาวผืนเดียวผูกไว้ และเขาก็ยืนหันหลังให้สองหนุ่มซูเปอร์ฮีโร่กับสาววายร้ายวัยรุ่น

อ้วกกกกกกกกกกกกกกกกกกก*!!!* บอมบลาสติกกับอันบีทเอเบิ้ลบอยถึงกับโก่งคออ้วกแตกอ้วกแตกกันเลยทีเดียว โชคดีที่ยังไม่มีใครทานข้าวเช้ามา ไม่งั้นภาพที่เห็นคงน่าขยะแขยง(กว่านี้)พิลึก

“เห็นไหม มีแต่ของไม่ได้เรื่อง” อันบีทเอเบิ้ลบอยส่งยิ้มเยาะเย้ยให้เมแกน “และครั้งนี้แกก็จะต้องเข้าคุกจริงๆ ซะที โทษฐานที่สร้างความวุ่นวายแบบปัญญานิ่ม” เขาถีบเท้าพุ่งตรงมาหาเธอ

เมแกนถอยพรวด สะดุดขาตัวเองหงายหลังก้นจ้ำเบ้า เธอยิงลำแสงออกไปสองนัดก่อนจะนึกสงสัยขึ้นมาว่าเธอจะยิงไปทำไมก็ในเมื่อมันใช้ไม่ได้ผล ถึงงั้นก็เถอะอันบีทเอเบิ้ลบอยกลับกระโจนหลบราวกับมันเป็นกระสุนเชื้อโรคยังไงยังงั้น

โชคร้ายที่บอมบลาสติกยืนอยู่ข้างหลังอันบีทเอเบิ้ลบอยพอดิบพอดี เขาซึ่งไม่ทันตั้งตัวก็โดนลำแสงสีฟ้าสลายเสื้อผ้า(แล้วประกอบขึ้นใหม่)เข้าไปจังๆ หนุ่มซูเปอร์ฮีโร่ฝึกหัดถึงกับกระเด็นกลิ้งไปชนกับเคาน์เตอร์ฝากถอน ขณะเดียวกัน ชุดแนบเนื้อสุดเซ็กซี่ของเขาก็เปล่งแสงเจิดจ้า และกลายเป็น...

ชายหนุ่มลุกพรวด อันบีทเอเบิ้ลบอยระเบิดเสียงหัวเราะลั่น

เนื่องจากตอนนั้น เรือนผมสีเพลิงของบอมบลาสติกก็ปรากฏมีสิ่งแปลกปลอมแซมอยู่ มันเป็นที่คาดผมสีเดียวกับเส้นผม แต่ที่ติดอยู่บนนั้นโดดเด่นกว่ามาก เมแกนตระหนักว่าเธอกำลังจ้องมองหูสุนัขจำลองสีน้ำตาล น่าจะเป็นชิวาวาละมั้ง

โอ้ไม่*!* เธอเพิ่งจะเปลี่ยนชุดของเขาให้กลายเป็นชุดสาวใช้เซ็กซี่สีขาวดำสายเดี่ยวกระโปรงพริ้วๆ สั้นเต่อหวิดเห็นกางเกงใน แล้วยังมีหูหมาประดับศีรษะอีก ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็นคอสเพลย์ผิดกาลเทศะที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมาเลย

“ดูสารรูปแกสิ ช่างเหมาะเหม็งจริงๆ!” อันบีทเอเบิ้ลบอยว่า

เมแกนหน้าชาเมื่อบอมบลาสติกหันมาจ้องราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แก้มเขาแดงจัดไปจนถึงหู ทำให้ผมตั้งๆ ดูเหมือนเปลวไฟที่กำลังลุกโชติช่วง ไม่สิ เขากำลังลุกไหม้อยู่จริงๆ ต่างหาก คลื่นความร้อนกระจายจากร่างในชุดกระโปรงสีขาวดำ ผิวหนังเด็กหนุ่มเปลี่ยนจากขาวเป็นเจิดจ้า คล้ายกับดวงอาทิตย์จำลองยังไงยังงั้น

บอมบลาสติกคำราม ละสายตาจากเมแกนไปกระโจนใส่ซูเปอร์ฮีโร่อีกคนที่ยังหัวเราะไม่หยุด

“สองกับสิบเอ็ดนาฬิกา!” เสียงเชสเชียร์ซึ่งราวกับเงียบหายไปชั่วชีวิตดังขึ้นในหูฟัง เมแกนเลิกสนใจกับตัวเลขแจ้งเตือนอุณหภูมิที่สูงขึ้นฉับพลันบนหน้าจอในหมวก เธอไม่เสียเวลามองมิสไซล์ที่กำลังบินตรงมาทางสองนาฬิกาด้วยซ้ำ มันเป็นโค้ดลับระหว่างเธอกับเชสเชียร์ พิกัดตัวแรกนั้นหมายถึงทิศทางขีปนาวุธหรืออะไรก็ตามที่เชสเชียร์จะยิงเข้ามาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ส่วนพิกัดตัวหลังคือช่องทางที่เขาเตรียมไว้เพื่อให้เมแกนใช้หนี เอาจริงๆ นะ เธอกับเขาเสียเวลาช่วยกันวางแผนหลบหนีมากกว่าแผนการปล้นเสียอีก มันเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งถ้าต้องรับมือกับสัตว์ประหลาดอย่างอันบีทเอเบิ้ลบอย

โอ แล้วก็ไม่ต้องห่วงนะ มิสไซล์นี้น่ะเป็นแค่แก๊สน้ำตาเท่านั้นละ เอ แล้วจะมานั่งอธิบายทำไมกันเนี่ย

เมแกนวิ่งเต็มฝีเท้าไปทางสิบเอ็ดนาฬิกาขณะที่สองซูเปอร์ฮีโร่เริ่มอัดกันเอง ลูกไฟกระเด็นไปตกตรงนั้นตรงนี้และกลายเป็นกองไฟขนาดใหญ่ขึ้น โต๊ะทำงานลุกพรึบก่อนที่อันบีทเอเบิ้ลบอยจะใช้มือเปล่ายกมันขึ้นขว้างใส่บอมบลาสติกที่พุ่งหลบแทบไม่ทัน ได้เวลาที่คนทั่วไปจะเริ่มหนีตายออกจากธนาคารกันแล้ว

“มาวัดกันหน่อยไหมว่าไฟของใครจะร้อนแรงกว่ากัน” ซูเปอร์ฮีโร่ชุดเหลืองลอยขึ้นไปอยู่กลางอากาศ แล้วมือขวาก็เปล่งแสง วินาทีต่อมา พื้นข้างๆ บอมบลาสติกก็ระเบิด

จากนั้นมิสไซล์ก็ร่วงตามเข้ามาซ้ำ

เมแกนมาถึงผนังหินอ่อนเรียบๆ กระนั้นเธอก็รู้ดีว่าถ้าเชสเชียร์บอกว่านี่เป็นทางหนี มันก็ต้องเป็นเช่นนั้น เด็กสาวยื่นมือออกไป แต่แทนที่ปลายนิ้วจะสัมผัสกับเนื้อเย็นๆ แข็งกระด้าง มือเธอกลับทะลุผ่านเข้าไปเลยราวกับไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆ อยู่

ภาพโฮโลแกรม

ตอนที่เธอออกมา บนถนนก็เต็มไปด้วยควันทึบแล้ว เสียงอึกทึกครึกโครม ชาวเมืองร้องตกใจ เสียงฝีเท้าดังถี่สลับสับสนอยู่ท่ามกลางม่านหมอกเหล่านั้น แวบหนึ่ง เด็กสาวเห็นรถนักข่าว มันก็สมควรละ เว้นแต่ว่าพวกเขาคงไม่คาดคิดว่าจะมีวายร้ายปรากฏตัวขึ้นเพื่อปล้นธนาคารสาขาจะเจ๊งมิเจ๊งแหล่แถมล้มเหลวอีกต่างหาก แต่คิดในแง่ดี พวกเขาก็มีข่าวซูเปอร์ฮีโร่ฝึกหัดทะเลาะกันเองไปเปิดประเด็นในช่วงเที่ยงวัน และหนึ่งในนั้นยังแต่งเมดหูหมาด้วย

เมแกนอดสงสารบอมบลาสติกไม่ได้ เพราะอย่างน้อยที่สุด เขาก็เป็นคนเดียวที่เป็นสุภาพบุรุษกับเธอ

เด็กสาววิ่งต่อไป หมวกกันน็อคดัดแปลงนอกจากจะป้องกันแก๊สน้ำตาได้แล้วยังแสดงเส้นทางหนีเป็นเส้นสีเขียวกะพริบให้ด้วย เธอจึงไม่ต้องกังวลว่าจะไปชนใครหรืออะไรโดยบังเอิญ

หลังจากวิ่งมาได้สักพัก หมอกควันค่อยๆ จางหายไป เมแกนก็มาโผล่ในตรอกแคบๆ ข้างซูเปอร์มาร์เก็ต รถบนถนนแล่นโครมครามเฉกเช่นทุกเช้าอันเร่งรีบ น่าแปลกที่ถนนห่างกันไม่เท่าไหร่ สถานการณ์กลับแตกต่างได้สุดขั้ว ทั้งที่ธนาคารที่เธอจากมาเต็มไปด้วยความโกลาหล แต่ห่างออกมานิดหน่อย ชีวิตประจำวันในเมืองฟิวเจอร์ซิตี้ก็ยังคงดำเนินไปตามปกติ

อย่างที่คิด เธอไม่ใช่วายร้ายที่มีอิทธิพลอะไรหรอก

ให้ตายสิ**! วันนี้มันหายนะชัดๆ**” เสียงหนึ่งดังขึ้นทางขวามือของเด็กสาว ในตอนแรกเธอหันไปมองแต่ก็ไม่เห็นใครนอกจากถุงขยะที่ล้นออกมาจากถังอะลูมิเนียมเบี้ยวๆ บูดๆ “ซึ่งมันคงไม่แย่ขนาดนี้ถ้าเธอไม่เอาแต่คิดว่าจะปล้นด้วยสันติวิธี ไม่เข้าใจหรือไงว่ามันเป็นไปไม่ได้ ที่แน่ๆ คือในเมืองที่ซูเปอร์ฮีโร่ยั้วเยี้ยไปหมดแบบนี้!นไป”

เสียงดุดันนั้นยังดังต่อไป จากความว่างเปล่าที่มีอยู่พลันปรากฏนัยน์ตาสีเหลืองเล็กๆ สองดวง จมูกจิ๋วๆ น่ารัก จากนั้นก็ใบหน้าที่เต็มไปด้วยขนสีเทา ตามด้วยลำตัวเรียวปราดเรียว ขาทั้งสี่ข้างกับอุ้งเท้าดูนุ่มนิ่ม

รู้ตัวอีกที รัสเซี่ยนบลูตัวหนึ่งก็นั่งชูคออยู่แล้ว มันหรี่ตาลงจ้องเธออย่างครุ่นคิด และเมื่ออ้าปาก เสียงผู้ชายนุ่มๆ ที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น

“โล่งอกไปทีที่เธอปลอดภัยนะ เมก” เชสเชียร์ยิ้มยิงฟันแบบที่ดูเหมือนกับแยกเขี้ยวขู่มากกว่า


ebooks.in.th

http://cdn-tunwalai.obapi.io/files/member/141205/912051809-member.jpg

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว