ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 19 – ทั้งชีวิต (3/3)

ชื่อตอน : ตอนที่ 19 – ทั้งชีวิต (3/3)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.1k

ความคิดเห็น : 20

ปรับปรุงล่าสุด : 15 มี.ค. 2562 21:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 19 – ทั้งชีวิต (3/3)
แบบอักษร

ตอนที่ 19 – ทั้งชีวิต



“คุณนักรบโอเคจริงๆ นะครับ”

“มึงถามกูมาเป็นสิบรอบแล้ว จิณณ์”

“ก็ผม…”

“และกูก็บอกเป็นสิบรอบเหมือนกัน ว่ากูโอเค”

จิณณ์มองรอยยิ้มมุมปากของคนตัวโตข้างกาย อดไม่ได้จะลอบถอนหายใจอย่างจำนน มือเรียววางกรอบรูปไม้ที่มีภาพของครอบครัวฐานนันท์ญาภาพสุดท้ายบรรจุอยู่ภายในลงข้างกับกรอบรูปของครอบครัวนิธิปวงศกรอย่างไม่มั่นใจเท่าไหร่นัก

ถึงคุณนักรบจะบอกว่าเต็มใจให้เขานำรูปครอบครัวของพวกเรามาวางใกล้กันได้ก็ตาม แต่จิณณ์ก็ไม่สบายใจอยู่ดี

เพราะเวลานี้ บ้านหลังนี้…ไม่ใช่บ้านของเขาอย่างที่เคยเป็น

“อย่าคิดมาก กูโอเคจริงๆ”

ท่อนแขนแกร่งเต็มไปด้วยมัดกล้ามจัดการดึงคนที่ใช้ปลายนิ้วลูบกรอบรูปไปมาเข้ามากอดแน่น ปลายจมูกโด่งของนักรบกดลงบนกลุ่มผมนุ่มเบาๆ เป็นเชิงปลอบ ให้จิณณ์ได้ฝังหน้ากับแผงอกอุ่น ก่อนจะกระชับแขนเรียวไม่ต่างกัน

“อะแฮ่ม! ไม่ได้อยู่กันสองคนเนอะ เผื่อจะลืม”

ผิงผิงแกล้งกระแอมเสียงเบาๆ เป็นการทำลายบรรยากาศคนทั้งสองที่แอบมาสร้างโลกส่วนตัวกันแต่เช้า เจ้าของนัยน์ตากลมโตส่องประกายแวววาวก้าวเข้ามาในห้องนั่งเล่น ก่อนจะตามมาด้วยจัสตินและฮังหลง

“บ่นอะไรของเราหื้ม แต่เช้าเลยนะ”

“พี่นักรบมากกว่ามั้ง แต่เช้าน่ะ” ผิงผิงหรี่เปลือกตาลงเกือบครึ่ง มองรอยยิ้มกว้างที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขบนใบหน้าของทั้งสองสลับกันไปมาอย่างพอใจ

“จัสตินครับ จัดการเพื่อนเราหน่อย เดี๋ยวนี้ชักจะเอาใหญ่แล้ว”

“น้องใครก็จัดการกันเอาเองสิ” คนที่เงียบอยู่นานไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระ เจ้าของดวงตากลมโตอย่างจัสตินพยักพเยิดหน้าไปทางท่านประมุขใหญ่แห่งพรรคมังกรดำ ก่อนจะก้าวยาวๆ ไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาเดี่ยวกลางห้องนั่งเล่น

“หวาย ~ จัสตินไม่เล่นด้วยแหละ”

“เดี๋ยวเถอะเรา”

“คิก ไม่ต้องมาชี้หน้า ไม่กลัวหรอก”

“แล้วนี่ไอ้พวกนั้นไปไหนกันหมด ทำไมเหลือกันอยู่แค่นี้” นักรบชี้นิ้วคาดโทษใส่เจ้าน้องชายตัวดื้อจอมเอาแต่ใจที่แลบลิ้นใส่อย่างกวนๆ โครงหน้าหล่อเหลาส่ายไปมาเบาๆ อย่างเอ็นดู

“กูใช้พวกมันไปดูอู่กับสนามแต่เช้าแล้ว ใกล้วันงานไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาด” ฮังหลงทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวใหญ่ ท่อนแขนแกร่งเต็มไปด้วยมัดกล้ามภายใต้เสื้อเชิ้ตแบรนด์หรูยกขึ้นไขว้กันในระดับอก ดวงตาคมกริบดุจราชสีห์มองน้องชายตัวแสบที่เดินมาทิ้งตัวลงนั่งข้างกัน

“เอ้อ แล้ววันงาน พี่นักรบจะพาจิณณ์ไปสนามด้วยไหม”

“คงไม่ คนเยอะ วุ่นวาย พี่ไม่อยากให้มันไป” นักรบว่าพลางดึงจิณณ์ให้นั่งลงข้างกัน ท่าทางดูแลเอาใจใส่จิณณ์เป็นพิเศษของพี่ชายต่างสายเลือด ทำเอาผิงผิงถึงกับเบ้ปากอย่างหมั่นไส้

“หวงก็บอกว่าหวง”

“พูดมากน่า น้องผิง”

“แต่ผมว่าพาไปเปิดหูเปิดตาบ้างก็ดีนะครับ อยู่แต่บ้านคุณจิณณ์จะเบื่อเอาเปล่าๆ ยังไงตอนนี้เราก็เพิ่มมาตรการคุมในสนามเข้มกว่าเดิมแล้ว คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วมั้ง” จัสตินเสนอ เท่าที่ได้ยินยีนส์เล่าให้ฟังมันก็นานแล้วเหมือนกันที่คุณจิณณ์มาอยู่กับพี่นักรบ และจากที่สังเกต พี่นักรบของพวกเขาก็ดูจะหวงและห่วงคุณจิณณ์เอาการเหมือนกัน

ท่าทางจะไม่ยอมให้ออกไปเที่ยวเล่นเหมือนชาวบ้านเขาแน่

“ก็จริง ให้จิณณ์ได้เที่ยวบ้างเถอะพี่นักรบ ทุกวันนี้แทบจะไม่เห็นเดือนเห็นตะวันแล้วเนี่ย” ผิงผิงว่าสมทบอีกแรง เพราะเขาเองก็เห็นด้วยกับความคิดของจัสติน

ถ้าไม่นับเรื่องที่จิณณ์ขอไปสนามแข่งรถเพราะพี่นักรบไม่สบายคราวก่อน ผิงผิงก็ไม่เคยเห็นคนตัวบางก้าวออกนอกบริเวณคฤหาสน์ตระกูลนิธิปวงศกรเลยสักครั้ง

“เราก็เว่อร์ไปน้องผิง”

“เรื่องจริงทั้งนั้น”

“มึงว่าไง” เมื่อน้องชายต่างสายเลือดว่าแบบนั้น นักรบก็ไม่ลืมจะหันไปขอความคิดเห็นจากท่านประมุขใหญ่แห่งพรรคมังกรดำที่นั่งเงียบอยู่นาน ชายหนุ่มผู้ที่เป็นเจ้าของงานเลี้ยงสังสรรค์สุดยิ่งใหญ่ในคราวนี้ที่แท้จริง

“แล้วแต่มึง อยากพาก็พาไป ยังไงก็สนามของมึง กูไม่ห้ามอยู่แล้ว” และเหมือนคำตอบที่ได้รับจะไม่ช่วยให้นักรบตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เจ้าของดวงตาคมเข้มจึงหันมาเอ่ยถามความสมัครใจจากคนในอ้อมแขนแทน

“อยากไปไหม”

“ก็…” จิณณ์เว้นวรรคนิด แนวฟันสวยขบกัดลงบนริมฝีปากล่างบางอย่างใช้ความคิด พลางช้อนนัยน์ตาเรียวขึ้นสบกับเจ้าของดวงตาคู่คมอย่างออดอ้อน

“อยากครับ”

“ตามใจ อยากไปก็ไป” เสียงตอบอันแผ่วเบาคล้ายไม่มั่นใจ เรียกเสียงหัวเราะต่ำในลำคอจากนักรบได้เป็นอย่างดี ฝ่ามือหนาโยกกลุ่มผมนุ่มไปมาเบาๆ ก่อนจะหันกลับมาเอ่ยบอกกับคนที่มีอำนาจสูงสุดของพรรคมังกรดำด้วยน้ำเสียงเรียบราวกับขออนุญาต

“เออ เสร็จงานคราวนี้แล้วกูขอลาสักอาทิตย์นะ”

“จะไปไหน”

“ไปอเมริกา”

“ไปทำไม? ไอ้ยีนส์กับจัสตินก็อยู่นี่ มึงจะไปทำไมอีก”

“ไปพาพ่อกับแม่จิณณ์กลับบ้าน”

ท่านประมุขใหญ่ของพรรคมังกรดำคนปัจจุบันกระตุกยิ้มมุมปาก นึกพอใจกับสีหน้าและท่าทางดูจริงจังที่ได้รับจากคนที่เขารักและเอ็นดูเหมือนน้องชายแท้ๆ อีกคน ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เห็นวันที่นักรบมันพูดถึงคนในครอบครัวฐานนันท์ญาได้โดยไร้แววแห่งความเกลียดชัง

คงต้องขอบคุณจิรนนท์สินะ

“เรื่องลากูอนุญาต แต่เรื่องจะไปอเมริกาไว้เสร็จธุระวันนี้แล้วมึงค่อยตัดสินใจเอาละกัน ว่ายังอยากไปอยู่ไหม”

“ธุระ? ธุระอะไร”

“ไปถึงเดี๋ยวมึงก็รู้ พานั่นไปด้วยล่ะ” ว่าพลางพยักพเยิดดวงหน้าหล่อเหลาสมบูรณ์แบบไปทางจิณณ์ ดวงตาเรียวสวยกะพริบปริบๆ มองคนพูดอย่างงุนงง ไม่ต่างจากนักรบที่ขมวดคิ้วเข้มจนแทบจะผูกกันเป็นปม ให้ฮังหลงส่ายหน้าช้าๆ

“เอาเป็นว่าถึงแล้วเดี๋ยวมึงก็รู้เอง”

“เออ จะให้กูไปเลยไหมล่ะ”

“อืม เดี๋ยวไปกับไอ้ควัน กูให้มันไปรอที่รถแล้ว” นักรบพยักหน้ารับคำ ร่างสูงยืดขึ้นเต็มความสูงพร้อมกับคว้าแขนจิณณ์ให้ลุกตาม

“นี่พี่นักรบ”

“หื้ม?” ช่วงขายาวที่กำลังจะก้าวออกจากห้องนั่งเล่นเป็นอันชะงักนิ่ง ดวงหน้าหล่อเหลาหันกลับมามองสบตากับเจ้าของเสียงเรียบที่เอ่ยเรียกเขาไว้อย่างเป็นคำถาม

“ผมขอหน่อยเถอะ เรื่องเรียกคุณจิณณ์น่ะ”

“ทำไม?”

“พี่ช่วยเรียกให้ดีๆ หน่อยได้ไหม มามง มามัน มามึงอะไรกัน ห่ามชะมัดเลย”

ก็รู้นะว่าพี่ชายจอมโหดคนนี้ของพวกเขามีนิสัยยังไง ชอบพูดจาโผงผางขนาดไหน แต่กับคนบอบบาง น่าทะนุถนอมอย่างคุณจิณณ์เนี่ยขอหน่อยเถอะ

ให้ตาย*! อะไรมันจะห่ามเหมือนกันหมด*

“เอ้า พี่ก็เป็นของพี่แบบนี้”

“รู้ครับรู้ แต่กับคุณจิณณ์น่ะไม่ต้องเหมือนเวลาที่อยู่กับพวกผมก็ได้ คนที่พิเศษเขาควรจะได้ยินอะไรที่มันพิเศษๆ กว่าคนอื่นหน่อยไม่ใช่หรือไง” มองหน้าคนตอบที่แกล้งทำเป็นตีมึน ไม่เข้าใจในความหมายของประโยค ทั้งที่ปกติแล้วฉลาดแกมโกงสุดๆ จนจิณณ์อยากจะกลอกตาเป็นเลขแปดให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย

“แค่นี้ก็ต้องให้น้องสอน”

“พูดมากน่ะไอ้ตาโต จะขี้บ่นเหมือนน้องผิงอีกคนหรือไง”

“เอ้า! ไหงวนมาโดนเค้าได้อ่ะ” คนโดนพาดพิงร้องถามเสียงหลง ผิงผิงว่าเขาก็อยู่เฉยๆ แล้วนะ ทำไมยังโดนว่ากันได้ล่ะเนี่ย

“เรื่องจริงทั้งนั้น”

“จ้าๆ แต่ยังไงเค้าก็แอบเห็นด้วยกับจัสตินอีกนั่นแหละ พี่นักรบจะพูดอะไรก็คิดดีๆ หน่อย คนฟังก็อยากฟังอะไรที่มันเพราะๆ ทั้งนั้นแหละ”

“พูดมากทั้งคู่เลย”

“ตามใจ งั้นก็เรื่องของพี่เถอะ”

จบประโยคแบบขอไปทีของนักรบก็ทำเอาจัสตินถึงกับต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างนึกหน่ายใจ มือเรียวทั้งสองยกขึ้นไขว้กันในระดับอก ดวงตากลมโตมองตามแผ่นหลังบางของคนที่ก้มหน้านิ่ง เม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรงอย่างนึกสงสาร

อยู่กับพี่นักรบหาความหวานยากหน่อยละนะ

“พี่ชายว่าจิณณ์กับพี่นักรบจะดีใจไหม”

ไล่หลังนักรบและจิณณ์ที่หายลับออกจากห้องนั่งเล่นไปได้ไม่นาน ผิงผิงก็เอ่ยถามพี่ชายตัวสูงเสียงเรียบ นัยน์ตากลมโตเป็นประกายแวววาวเลื่อนมาหยุดอยู่ที่รูปภาพครอบครัวของทั้งสองครอบครัวอย่างใช้ความคิด

“ดีใจสิ” เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ฮังหลงและจัสตินก็หันกลับมามองรูปภาพเหล่านั้นด้วยความรู้สึกไม่ต่างกัน

“ยังไงมันก็ต้องดีใจอยู่แล้ว” …ที่ได้ปลดล็อกตัวเองออกจากความแค้นจริงๆ เสียที

ภายใต้เงาต้นไม้สูงใหญ่เป็นแนวยาวไกลสุดลูกหูลูกตา รถสปอร์ตสีดำคันหรูแล่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ใบไม้หลากสีมากมายที่ร่วงหล่นอยู่เต็มพื้นถนนปลิวไปตามแรงปะทะ ก่อนจะจอดสนิทอยู่หน้าสถานที่แห่งหนึ่ง…สถานที่ที่ดูเงียบสงบ ทว่า เต็มไปด้วยความเศร้า

“พวกมึงนี่นะ” นักรบเอ่ยขึ้นทันทีที่รถจอดสนิท ดวงตาคู่คมมองไปรอบๆ ก่อนจะหยุดสายตาอยู่ตรงกระจกมองหลังเช่นเดียวกับควัน

“แผนของเฮียฮังหลงกับคุณเจียเหิงเขาน่ะ” นักรบถึงกับกระตุกยิ้มมุมปาก หลุดเสียงหัวเราะหึในลำคอกับประโยคของควันที่เอ่ยบอกราวกับอ่านความคิดของเขาออก

คิดไว้แล้วไม่มีผิด ว่าทำไมขอไปอเมริกาแล้วไอ้พี่ชายต่างสายเลือดพ่วงด้วยตำแหน่งเจ้านายถึงได้ดูไม่เป็นเดือดเป็นร้อนเท่าไหร่ แถมยังบอกให้พาจิณณ์มาทำธุระด้วยกันอีกต่างหาก

“ตั้งแต่เมื่อไหร่”

เพราะมันแอบเตรียมการกันเอาไว้แล้วนี่เอง

“วันที่เฮียฮังหลงกับจัสตินกลับมานั่นแหละเฮีย”

“จอมวางแผนกันนักนะพวกมึง”

“พวกเขาแค่อยากให้ของขวัญเฮียกับพี่จิณณ์เท่านั้นเองครับ” ควันว่า พลางเลื่อนสายตาลงมองพี่ชายตัวขาวข้างๆ นักรบ ให้คนที่เคยประสานสายตากันผ่านกระจกมองหลังได้เลื่อนลงมองคนข้างกายเช่นเดียวกัน

“จิณณ์ มึงไหวไหม”

“วะ…ไหวครับ” ท่าทางและแววตาที่บ่งบอกได้ชัดว่าอีกฝ่ายเป็นห่วงกันมากขนาดไหน ทำเอาจิณณ์ต้องหันกลับมาส่งยิ้มกว้างให้ พลางพยักหน้าเป็นการยืนยันอีกแรงว่าเขาไหวจริงๆ

อาจจะเพราะตลอดเส้นทางจิณณ์เอาแต่นั่งเงียบ ดวงตาคู่สวยมองช่อดอกไม้ช่อใหญ่ในมือด้วยความรู้สึกมากมาย ยิ่งตัวรถเคลื่อนเข้าสู่สถานที่อันเป็นจุดหมายปลายทางของธุระที่คุณฮังหลงว่าเท่าไหร่ จิณณ์ก็ยิ่งตัวสั่นน้อยๆ จนทำให้อีกคนอดเป็นห่วงไม่ได้

“งั้นไปกัน”

“คะ…ครับ”

“ขอบใจมึงมากนะ ควัน”

“ยินดีเสมอครับผม!” ควันส่งยิ้มกว้างจนตาหยีให้คนด้านหลังทั้งสองผ่านกระจกมองหลัง เขาไม่ได้ช่วยเตรียมการเหมือนคนอื่นๆ แต่อย่างน้อย วันนี้เขาก็ได้เป็นคนขับรถพาเฮียนักรบและพี่จิณณ์มายังสถานที่แห่งนี้ด้วยตัวเอง

สุสานพ่อกับแม่ของทั้งสอง

“ไปกันเถอะ จิณณ์” ว่าจบ คนตัวโตก็ก้าวออกจากรถสปอร์ตคันหรู พร้อมท่อนแขนแกร่งที่ยังคงตระกองกอดเอวบางของจิณณ์แน่น พลางขยับเข้ามาแนบชิดกายแกร่ง ช่วงขายาวมุ่งตรงไปยังหลุมศพพ่อและแม่ของพวกเขาทั้งสอง

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะครับ” จิณณ์ทิ้งตัวลงนั่งคุกเข่า มือเรียววางดอกไม้ช่อโตที่ทุกคนจากพรรคมังกรดำต่างช่วยกันเตรียมเอาไว้ลงบนแผ่นป้ายหลุมศพของผู้ให้กำเนิด ขณะที่หยาดน้ำตาสีใสก็ค่อยๆ ไหลลงอาบสองแก้มขาว

“พ่อกับแม่เป็นยังไงบ้าง อยู่บนนั้นสบายดีไหมครับ” จากที่เคยคิดว่าตัวเองเข้มแข็งพอจะไม่ร้องไห้ แต่เวลานี้จิณณ์ทำได้เพียงปล่อยให้น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าค่อยๆ ไหลผ่านแก้มเนียนทั้งสองข้าง

“คิดถึงน้องจิณณ์บ้างไหม น้องจิณณ์คิดถึงพ่อกับแม่จัง ฮึก…น้องจิณณ์ขอโทษที่ไม่ได้กลับไปเยี่ยมเลย ฮึก...พ่อกับแม่ไม่โกรธน้องจิณณ์นะครับ”

ขณะที่กำลังพรั่งพรูความในใจแก่ผู้ให้กำเนิดด้วยน้ำเสียงสะอื้นสั่น ฝ่ามือหนาก็วางลงบนไหล่บางอย่างแผ่วเบา เรียกความสนใจจากจิณณ์ให้หันกลับไปมองที่มาของสัมผัสอันอ่อนโยน ดวงหน้าหวานแหงนขึ้นนิด มองฝ่าม่านน้ำตาออกไปจนสบเข้ากับดวงตาคมของคนที่ค่อยๆ ทิ้งตัวลงนั่งคุกเข่าข้างกัน

“วันนี้น้องจิณณ์ ฮึก…ไม่ได้มาคนเดียวนะครับ” ริมฝีปากบางสีเชอร์รี่สดระบายยิ้มจาง ก่อนจะเลื่อนมาประสานกับฝ่ามือหนาข้างนั้นเอาไว้แน่น แล้วเอ่ยบอกเสียงสั่นพร่า

“นี่คุณนักรบครับ พ่อน่าจะรู้จักเขาดีอยู่แล้ว ฮึก…ตอนนี้เขาโตแล้วนะครับพ่อ ฮึก…ไม่ใช่เด็กสิบขวบคนนั้นอีกแล้ว…ฮึก” จิณณ์เลือกจะไม่เอ่ยถึงเหตุการณ์อันเลวร้ายในครั้งนั้นออกมา เพื่อไม่ให้ทำร้ายจิตใจทั้งตัวเขาเองและคนข้างกาย

“ชู่ว, เงียบก่อน”

เป็นอีกครั้งที่นักรบคว้าร่างบางของคนที่สะอื้นไห้จนตัวโยนมากอดแน่น ลูบไล้ต้นแขนขาวไปมาเบาๆ อย่างปลอบประโลม ก่อนดวงหน้าหล่อจะหันกลับไปทักทายบุคคลที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเคารพรัก และมีความแค้นฝังแน่นในใจเวลาเดียวกันด้วยรอยยิ้มจาง

“ไม่เจอกันนานเลยนะครับ คุณอาธนัตถ์” นักรบเว้นวรรคนิด ท่อนแขนแกร่งกระชับอ้อมกอดให้แน่นกว่าเก่า เมื่อคนขี้แยขยุ้มปลายเสื้อเชิ้ตของเขาเสียแน่น ทั้งยังถูไถใบหน้าเปื้อนน้ำตากับแผ่นอกกว้างเบาๆ ก่อนจะพูดต่อ

“อาจจะสายไปที่จะพูดมันตอนนี้ แต่ผมอยากบอกมันกับอาจริงๆ นะครับ” ดวงตาคู่คมมองป้ายชื่อตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่แตกต่างจากสิบปีที่แล้ว

“ความโกรธแค้นที่มันเคยบังตาจนทำให้ผมมองไม่เห็นความจริง ตอนนี้มันไม่มีอีกแล้วนะครับ”

“ฮึก…คุณนักรบ”

“น้องจิณณ์ของอาทำให้ผมตาสว่าง เขาเป็นคนที่ช่วยฉุดผมขึ้นมาจากฝันร้ายในคืนนั้น”

“ฮึก…”

“เขาเป็นคนที่ทำให้ผมสามารถก้าวข้ามอดีตอันแสนโหดร้ายที่มันฝังลึกในใจนั้นมาได้”

“…”

“ขอบคุณที่มอบของขวัญที่ดีที่สุดนี้ให้ผมนะครับ” จิณณ์ผละออกจากแผ่นอกกว้าง ขึ้นมามองผู้ชายตัวโตที่เหมือนจะร้องไห้ไม่ต่างกันกับเขา

ท้ายประโยคที่อีกฝ่ายเอ่ยบอกกับหลุมศพพ่อของเขาด้วยน้ำเสียงและแววตาจริงจังทำคนฟังรู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วทั้งใบหน้าอย่างบอกไม่ถูก จนอดไม่ได้จะซบลงบนบ่ากว้างให้นักรบได้หันกลับมามองคนในอ้อมกอดอีกครั้ง

“ไม่เป็นไรกูอยู่ตรงนี้ อยู่ข้างๆ มึงเสมอนะ จิณณ์” เสียงทุ้มกระซิบบอก ก่อนสายลมบางเบาจะพัดผ่าน คล้ายกับเจ้าของป้ายชื่อตรงหลุมศพทั้งสี่จะรับรู้ถึงสิ่งที่นักรบต้องการจะสื่อ จนเปลือกตาหนาที่เคยหลับลงค่อยๆ เปิดขึ้นอีกครั้ง แล้วหันกลับไปมองป้ายชื่อบนหลุมศพตรงหน้า

“ฮึก…คุณนักรบครับ ฮือออ”

“ไม่เป็นไร ต่อจากนี้…กูจะดูแลมึงด้วยชีวิต”

ท่ามกลางสายลมที่พัดผ่านกับไออุ่นของแสงแดดยามสาย คนทั้งสองยังคงมอบความอบอุ่นให้แก่กัน พร้อมถ้อยคำที่สลักลึกลงกลางใจ

ถ้อยคำที่หาใช่เพียงแค่คำสัญญาที่มีให้แก่ผู้ให้กำเนิดคนในอ้อมกอด หากแต่เป็นถ้อยคำที่นักรบบอกกับตัวเอง ว่าจากนี้ต่อไป จะดูแลคนคนนี้ด้วยชีวิตตราบเท่าที่เขายังมีลมหายใจ


.

.

.


ความแค้นอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่นำพาให้เขาทั้งสองได้มาเจอกัน ทว่า นับจากนี้เป็นต้นไป จะมีเพียงความรักและหัวใจสองดวงที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน

เพราะโซ่ความแค้นที่พันธนาการพวกเขาทั้งสองเอาไว้ ได้ถูกแปรเปลี่ยนด้วยหัวใจที่อ่อนโยนให้กลายเป็น***…โซ่รัก***



---


ใกล้จบแล้วจริงๆ ตอนนี้คือเหลือตอนสุดท้ายแล้ว ฮือออ ดีใจที่เราได้เดินมาด้วยกันจนถึงตอนนี้ ขอบคุณที่รักน้องจิณณ์ ขอบคุณที่รักเฮียรบและทุกๆคนในเรื่องนะคะ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว