ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 18 – คนในเงามืด (2/2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 18 – คนในเงามืด (2/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.5k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.พ. 2562 22:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 18 – คนในเงามืด (2/2)
แบบอักษร

ตอนที่ 18 – คนในเงามืด




จิณณ์ปรือตาอันหนักอึ้งขึ้นมาอย่างเชื่องช้า โครงหน้าหล่อเหลาสมบูรณ์แบบผู้เป็นเจ้าของแผ่นอกกว้างที่เขากำลังซบอยู่ คือสิ่งแรกที่จิณณ์ได้เห็น ก่อนจะพยายามนึกว่าเขากลับมานอนอยู่บนเตียงนอนกว้างนี้ แถมเสื้อผ้าก็ถูกเปลี่ยนเป็นชุดนอนเช่นเดียวกับอีกฝ่ายได้ยังไงกัน

ภาพสุดท้ายที่จิณณ์จำได้ดีก่อนทุกอย่างจะค่อยๆ พร่าเลือนและดับลง คือเขาถูกคุณนักรบดันหลังให้ก้าวขึ้นไปนั่งตรงที่นั่งเบาะหลัง ตามมาด้วยร่างสูงที่วาดท่อนแขนแกร่งดึงรั้งเขาเข้าไปกอดแน่น โดยมีคุณยีนส์อาสาเป็นคนขับรถให้

ตลอดทาง มีเพียงเสียงเครื่องยนต์และเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจที่สม่ำเสมอจากเจ้าของอ้อมกอดอบอุ่น เป็นตัวขับกล่อมให้คนที่อ่อนล้ามาแทบทั้งวัน ซ้ำยังมีไข้อ่อนๆ ได้ปิดเปลือกตาลงช้าๆ ก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทราในที่สุด

เมื่อสมองเริ่มประมวลเหตุการณ์ทั้งหมด จิณณ์ก็พอจะรู้คำตอบแล้วว่าใครเป็นคนที่เปลี่ยนเสื้อผ้าและพาเขามานอนอยู่บนเตียงนอนกว้างแบบนี้ ซึ่งก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่เจ้าของแผ่นอกกว้างที่ให้เขานอนซบอยู่ตอนนี้

“ตื่นแล้วเหรอ ปวดหัวหรือเปล่า” แรงขยับเพียงแค่เล็กน้อยปลุกคนไวต่อความรู้สึกที่เพิ่งหลับให้ตื่นขึ้นได้ไม่ยาก ดวงหน้าหล่อเหลาสะลึมสะลือก้มลงมองสบกับคนในอ้อมกอด ให้จิณณ์ได้ส่ายหน้าเบาๆ เป็นคำตอบ

ความเงียบเข้าครอบงำทันทีที่จิณณ์หลุบตาลงมองต่ำ เปลี่ยนทิศทางการมองเห็นจากดวงตาคมกริบเป็นแผ่นอกกว้างตรงหน้าแทน ทุกอากัปกริยาที่แสดงออกตกอยู่ภายใต้ดวงตาคมเข้มและนักรบมั่นใจว่านั่นไม่ใช่อาการของคนที่กำลังรู้สึกเขินอาย

หากแต่กำลัง…กลัว

ดังนั้น คนที่เพิ่งจะเผยด้านมืดที่แท้จริงในตัวออกมาให้อีกคนได้เห็นก็สูดลมหายใจลึก ก่อนจะเอ่ยถามท่ามกลางความเงียบด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“กลัวกูไหม”

“…”

“รังเกียจกูหรือเปล่า”

“…”

“อยากไปจากกูไหม”

“คุณนักรบครับ”

และก่อนที่คำถามมากมายจะตามมา เสียงแหบพร่าเพราะฤทธิ์ไข้ก็รีบเอ่ยขัดขึ้นอย่างแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน มือเรียวทั้งสองเลื่อนขึ้นแตะริมฝีปากหนา ทั้งยังหันมาสบกับดวงตาคู่คมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความกังวล

จิณณ์ไม่รู้ว่าตอนนี้คุณนักรบกำลังคิดอะไรอยู่ ความกังวลมากมายเหล่านั้นที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านดวงตาคู่คมมาจากไหนกัน ทำไมอีกฝ่ายถึงได้พูดถ้อยคำที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นช้าลงเรื่อยๆ ออกมาแบบนี้

คนอย่างจิรนนท์คนนี้น่ะหรือจะกล้าไปจากคุณนักรบ

“ถ้าคุณนักรบหมายถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ผมยอมรับครับว่าตกใจเพราะเมื่อคืน คุณดูเหมือน…ไม่ใช่คุณนักรบคนที่ผมเคยรู้จัก” คนป่วยระบายยิ้มจาง นอกจากจะไม่เปิดโอกาสให้ร่างสูงได้ตีความหมายไปในด้านลบแล้ว จิณณ์ยังรีบว่าต่อ

“แต่ถ้าถามว่าผมรังเกียจหรือกลัวไหมที่คุณทำแบบนั้น บอกเลยครับว่าผมไม่เคยคิดที่จะรังเกียจหรือกลัวคุณนักรบเลย ผมรู้ว่าที่คุณทำไปทั้งหมดก็เพื่อปกป้องผม” จากนั้น มือเรียวก็เลื่อนขึ้นไปสัมผัสโครงหน้าคร้ามอย่างแผ่วเบา

ยอมรับจากใจจริง ว่าตอนนั้นจิณณ์รู้สึกกลัวกับแววตาอันเลือดเย็นที่เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกจากดวงตาคู่คม บวกกับเสียงปืนและหยดเลือดมากมายที่กระเซ็นมาโดนใบหน้าของเขาด้วยแล้ว ยิ่งรู้สึกใจเสียมากกว่าเก่า แม้ช่วงแรกที่เจอกันคุณนักรบจะดูเป็นคนใจร้ายแต่ก็ไม่ใช่แบบเมื่อคืนนี้แน่นอน

นั่นน่ะยิ่งกว่าคำว่าน่ากลัวเสียอีก

แต่ทว่า ทุกความกลัวในใจทั้งหมดของจิณณ์ก็มลายหายไปทันทีที่ร่างบางของเขาถูกโอบกอดด้วยท่อนแขนแกร่งอันอบอุ่น พร้อมน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่กระซิบพร่าปลอบข้างหูขาว

และนั่นก็ทำให้จิณณ์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่คม ก่อนจะเอ่ยออกมาโดยไม่มีแม้แต่ความลังเลใจสักเพียงนิด

“และผมก็อยากบอกคุณนักรบนะครับ…ว่าผมไม่มีวันที่จะไปจากคุณ” แขนเรียวทั้งสองสอดเข้ากับเอวสอบ พลางซบดวงหน้าหวานลงบนอกแกร่งอีกครั้งพร้อมกับว่าต่อด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและหนักแน่น เสียจนคนฟังต้องกระชับอ้อมกอดให้แน่นกว่าเก่า

“อ้อมกอดนี้มันอบอุ่นและปลอดภัยที่สุดสำหรับผมแล้วครับ”

อ้อมกอดอันแสนคุ้นเคยที่ร่างกายและหัวใจดวงนี้จดจำมันได้ดี

เพียงเท่านี้ก็เป็นการตอบคำถามได้ดีที่สุด มันดีมากเสียจนดวงตาคู่คมกริบที่เคยฉายแววกังวลก่อนหน้านี้ค่อยๆ จางหายไป

“นอนเถอะ ต่อไปนี้กูจะไม่ให้ใครมาทำอะไรมึงได้อีกแล้ว จิณณ์” เสียงทุ้มกระซิบบอกข้างใบหูขาว มือหนาลูบกลุ่มผมนุ่มเบาๆ ก่อนจะหลับตาลงเข้าสู่นิทราอีกครั้งพร้อมกับความรู้สึกโล่งใจ


.

.

.


ช่วงสายของวันใหม่ หลังจากนักรบประคองคนป่วยลงมายังชั้นล่าง ห้องรับแขกกว้างของตระกูลนิธิปวงศกรก็ถูกใช้เป็นสถานที่ สำหรับต้อนรับชายสูงวัยท่าทางภูมิฐานในชุดสูทสุดหรูที่นั่งเอนตัวอยู่บนโซฟายาว ด้านหลังมีร่างสูงของมาร์คยืนประสานมือในชุดสูทสีดำเช่นเดียวกัน

“ไม่ต้องมองเหมือนจะฆ่าคนของฉันขนาดนั้นก็ได้ นักรบ” เจียเหิงมองดวงตาคมกริบที่จ้องเขม็งลูกน้องคนสนิทของเขาตั้งแต่มาถึงคฤหาสน์ ก่อนหนุ่มใหญ่จะหัวเราะออกมาเบาๆ กับคำตอบที่ได้รับจากเจ้าของบ้าน

“ขอโทษครับ แต่ผมแค่ไม่ไว้ใจมัน”

แม้เมื่อวานจะเอ่ยปากบอกว่าคฤหาสน์ตระกูลนิธิปวงศกรพร้อมต้อนรับพวกเขาเสมอ แต่พอเอาเข้าจริงดวงตาคมกริบของนักรบกลับไม่ยอมละไปจากร่างสูงของมาร์คสักเสี้ยววินาที ให้คนฟังส่ายหน้าอย่างไม่ถือสา ก่อนจะเบนสายตาไปยังร่างบางเจ้าของใบหน้าขาวข้างๆ ที่ดูจะสดใสขึ้นกว่าเก่า

“ไม่สบาย หายดีแล้วหรือ”

“เอ่อ…ดีขึ้นแล้วครับ”

“เอาล่ะ เราอยากรู้อะไรก็ถามมาเถอะ”

พอเห็นประกายความสงสัยจากนัยน์ตาเรียวฉ่ำน้ำของเด็กน้อยตรงหน้า เจียเหิงก็อดไม่ได้ที่จะเปรยบอกด้วยท่าทางสบายๆ เป็นกันเอง ยังไงซะวันนี้เขาที่นี่ก็มาเพื่อบอกความจริงทั้งหมดที่เจ้าตัวสงสัยอยู่แล้วล่ะนะ

และคำพูดคล้ายจะอนุญาตจากชายสูงวัยตรงหน้าทำเอาจิณณ์เม้มปากแน่น สูดลมหายใจลึกๆ ก่อนจะช้อนนัยน์ตาเรียวขึ้นถาม

“คุณ รู้จักผมด้วยเหรอครับ”

“รู้จักสิ ทำไมจะไม่รู้จัก อารู้จักเราดีเลยล่ะหยางหมิง” เจียเหิงยกยิ้มเอ็นดูกับคำถามของเด็กน้อยที่เขาคอยตามปกป้องมาตลอดหลายปี อดีตมาเฟียใหญ่เอนหลังด้วยท่าทางสบายๆ กับพนักพิงโซฟา ตาคู่คมมองดูท่อนแขนแกร่งที่วาดโอบไหล่บางเข้าไปใกล้ตัวราวกับให้กำลังใจ ก่อนจะเริ่มเล่าถึงเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมา

“หลายปีที่ผ่านมา หลังจากที่พ่อแม่ของเราเสียชีวิตในอุบัติเหตุ อาก็ส่งคนให้คอยดูแล ปกป้องและปิดบังข้อมูลทุกอย่างของตระกูลฐานนันท์ญา จากพวกที่เคยเกี่ยวข้องกับธุรกิจของพ่อเรา ตามคำสัญญาที่อาเคยให้ไว้กับแม่ของเรา”

“คำสัญญา?” จิณณ์ขมวดคิ้วฉับ อดสงสัยไม่ได้ว่าแม่ของเขาเคยมีสัญญากับคนมีอำนาจมากมายระดับด้วยหรือ จนเผลอหลุดปากโพล่งออกไป ให้คนเล่าพยักหน้ารับแล้วว่าต่อ

“ใช่ คำสัญญาที่อาให้ไว้กับผู้มีพระคุณ ที่ครั้งหนึ่งเคยช่วยชีวิตอาและเมียจากการถูกพวกสมาชิกในพรรค ที่ไม่พอใจตอนอาประกาศลงจากตำแหน่งผู้นำของพรรคตามล่า” เจียเหิงเว้นวรรคนิด ก่อนจะตั้งคำถามให้กับคนฟัง

“รู้ใช่ไหมว่าสำหรับวงการมาเฟีย ผู้มีพระคุณย่อมสำคัญกว่าชีวิตของตัวเองเสมอ” จิณณ์พยักหน้ารับแทนคำตอบ อาจจะเพราะเขาได้อยู่ใกล้ชิดกับคุณนักรบมาสักพักก็พอจะทำให้รู้เส้นทางของคนในวงการนี้มาบ้าง

ท่าทางที่ทำให้เจียเหิงระบายยิ้มจาง เอื้อมมือไปยกแก้วน้ำชาที่หัวหน้าแม่บ้านอย่างป้าแก้วนำมาเสิร์ฟขึ้นจิบ แล้วว่าต่อ

“ตอนนั้นมันไม่ได้มีแค่เจ้านักรบหรอกนะที่ต้องการตัวเรา พวกที่เคยเกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือแม้แต่บรรดาเครือญาติที่หวังผลประโยชน์จากตัวเราต่างก็ส่งคนออกตามหาเรากันทั้งนั้น อาเลยพยายามที่จะช่วยกันเราออกจากเรื่องพวกนี้ทุกทาง”

“ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย…”

“ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร อาทำทุกอย่างลับหลังเราอย่างเงียบเชียบ เพราะตอนนั้นแม่ของเรายืนยันหนักแน่นมากว่าไม่อยากให้เราต้องมาเกี่ยวข้องกับเส้นทางพวกนี้ ขอแค่ให้อาช่วยให้ปกป้องเราให้รอดพ้นจากคนพวกนั้นก็พอ”

“…”

“จนกระทั่งเราย้ายกลับมาที่นี่ และเปลี่ยนกลับมาใช้ชื่อเดิมนั่นแหละ อาถึงช่วยกันเราจากเจ้านักรบได้ไม่ดีเหมือนเก่า” พอจิณณ์ย้ายกลับมาที่นี่มันก็เหมือนเป็นโอกาสให้คนที่ไม่ยอมแพ้ ยังคงเพียรพยายามตามหาและรอคอยตระกูลฐานนันท์ญามานานอย่างนักรบได้จับตัวมาแก้แค้น

ยิ่งเวลานี้อีกฝ่ายได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนของประมุขใหญ่แห่งพรรคมังกรดำแบบนี้ด้วยแล้ว ชายสูงวัยที่ตอนนี้เป็นเพียงแค่นักธุรกิจธรรมดาๆ คนหนึ่งอย่างเจียเหิงก็ยากที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยปกป้องจิณณ์ได้เหมือนเก่า

“แต่คุณก็มีอำนาจ ปิดบังข้อมูลของจิณณ์มาได้ตั้งนาน”

เสียงทุ้มของคนที่เงียบอยู่นานแทรกถามขึ้น คิ้วหนาพลางขมวดเข้าด้วยกันอย่างครุ่นคิด ถ้าลองอีกฝ่ายเป็นถึงอดีตมาเฟียใหญ่ของเอเชียอย่างที่ฮังหลงมันว่ามาจริงๆ การจะปกปิดข้อมูลของจิณณ์จากเขาต่อมันก็ไม่น่าจะใช่เรื่องยากสักเท่าไหร่

“พ่อหนุ่ม นั่นมันเป็นตอนที่จิณณ์ยังอยู่ในชื่อหลิวหยางหมิง ชื่อที่เมียฉันเป็นคนตั้งให้ เพราะรักและเอ็นดูเจ้าตัวเล็ก เหมือนเป็นลูกสาวของฉันที่ไม่มีโอกาสได้ลืมตาดูโลกใบนี้ จากเหตุการณ์ถูกลอบฆ่าในครั้งนั้น” เหตุการณ์ถูกลอบยิงครั้งนั้นเจียเหิงและภรรยารอดมาได้ก็จริง แต่มันก็ทำให้พวกเขาต้องสูญเสียลูกสาววัยห้าเดือนในครรภ์ไปด้วย

ความจริง ภรรยาของเขาอยากจะรับเจ้าเด็กตัวน้อยตรงหน้ามาเลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรมเสียด้วยซ้ำไป แต่เพราะคำขอร้องที่ย้ำชัด ว่าไม่ต้องการให้จิณณ์เข้ามาข้องเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ก็ทำให้เจียเหิงและภรรยาทำได้แค่เพียงคอยดูแลอีกคนเงียบๆ อยู่ในเงามืดเท่านั้น

“และเพราะคุณท่านทั้งสองรักและเอ็นดูคุณจิณณ์มาก ผมเลยขออาสาและหาทางเข้ามาดูแลคุณที่นี่ด้วยตัวเอง” มาร์คโค้งตัวลงนิด เป็นเชิงขออนุญาตจากเจ้านายตัวจริงของเขา ก่อนจะว่าต่อเมื่อชายสูงวัยพยักหน้ารับ

“ผมคิดว่าจะสามารถดูแลและปกป้องคุณจิณณ์ได้ง่ายขึ้น หากแกล้งทำเป็นโกรธแค้นคุณนักรบมาก จนทำให้ไอ้ไดมอนด์ที่อยากจะทำลายชื่อเสียงของคุณนักรบและพรรคมังกรดำมันไว้ใจ แล้วยอมให้ผมเป็นคนคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของพวกคุณเอง” มาร์คมองสบกับดวงตาคู่คมของนักรบสลับกับตาเรียวสวยของจิณณ์พลางว่าต่อ

“แต่ผมก็คิดผิด มันไม่ได้แค่ต้องการจับตามองหรือทำให้พวกคุณเสียชื่อเสียง แต่มันต้องการกำจัดคุณนักรบและพรรคมังกรดาให้พ้นทางเลยต่างหาก” เพราะความชะล่าใจ ทำให้มาร์คลืมนึกถึงกฎข้อสำคัญของคนโลภที่อยากจะเป็นใหญ่

ไดมอนด์มันทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองได้ขึ้นมาเป็นใหญ่ ไม่ว่าจะลอบวางระเบิดในสนามแข่งรถ ลอบยิงคุณนักรบจากขอบสนามแข่งรถโดยอ้างว่าอยากพิสูจน์ฝีมือของเขา ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วมันก็แค่ ‘ยืมมือ’ เขาไปจัดการแทน

“กะ…กำจัดคุณนักรบ” เผลอกลั้นหายใจตอนที่ได้ยินความจริงจากมาร์ค ร่างบางเบียดตัวเข้าหาอกแกร่ง ดวงตาเรียวสั่นระริกยามมองคนพูด

“ครับ”

“ถะ…ถ้าอย่างนั้น คนที่ยิงคุณนักรบในสนามแข่งวันนั้นก็คือคุณมาร์คใช่ไหมครับ” คำที่ทำให้คนป่วยกะพริบตาปริบ ก่อนจะเอ่ยถามสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจออกมา

“ใช่ครับ ผมจำเป็นต้องทำ เพราะถ้าหากว่าผมไม่ทำไอ้ไดมอนด์มันก็คงสั่งให้คนอื่นจัดการอยู่ดี และถ้าเป็นแบบนั้นมันก็หมายความว่าคุณจิณณ์อาจเป็นอันตรายไปด้วย”

“…”

“และที่สำคัญ ถ้าหากว่าความเชื่อใจในตัวผมหมดไป คนที่พาคุณจิณณ์ออกมาเมื่อคืนก็คงไม่ใช่ผม หวังว่าคุณคงเข้าใจ” ว่าจบ ก็โค้งจนสุดตัวเพื่อขอโทษคุณหนูคนสำคัญของเขา

สำคัญยิ่งกว่าชีวิตของเขาเอง

“ผมเข้าใจคุณมาร์คนะครับ ตะ…แต่ขอได้ไหมครับ อย่าทำแบบนั้นอีก ผม…ไม่อยากให้คุณนักรบเป็นอันตรายอีกแล้ว” จิณณ์กระชับมือหนาที่ประสานกันอยู่แน่น

ภาพเหตุการณ์ในวันวานที่หยดเลือดมากมายหลั่งไหลลงจากขมับคร้าม ทำเอาจิณณ์รู้สึกกลัวจนกระบอกตาทั้งสองข้างร้อนไปหมด ขณะที่เจ้าของมือหนาเองก็เข้าใจความคิดของคนข้างกายดี นักรบบีบมือบางตอบ ริมฝีปากหนากดจูบลงบนกลุ่มผมนุ่มอย่างปลอบโยน แล้วตวัดตาคมมองอดีตคนที่เคยเป็นลูกน้องของตัวเอง

“ในเมื่ออยากปกป้องจิณณ์ แล้วทำไมมึงไม่บอกความจริงกับพวกกู ทำไมต้องพาจิณณ์เข้าไปเสี่ยงกับอันตรายแบบนั้นด้วย”

“เพราะกูและคุณอาเจียเหิง เห็นว่ามันเป็นทางเดียวที่จะยุติเรื่องทุกอย่างได้” คนที่เงียบ ฟังเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นแทรกขึ้น ฮังหลงวาดแขนยาวขึ้นไขว้กันในระดับอก ก่อนจะว่าต่อเสียงเรียบเมื่อนักรบกำลังมองเขาด้วยสายตาเป็นเชิงถาม

“คุณอาเป็นคนติดต่อพร้อมส่งข้อมูลทั้งหมดของจิณณ์ให้กู ทันทีที่รู้ว่ามึงได้ตัวจิณณ์ไป”

“หมายความว่ายังไง”

“มึงคิดว่ากูได้ข้อมูลการหลบหนีและการตายของพ่อกับแม่จิณณ์แบบลึกขนาดนั้นมาได้ยังไง” จบคำถามของฮังหลง นักรบก็เลื่อนสายตามามองหนุ่มใหญ่ฝั่งตรงข้ามที่ยังคงยกยิ้มจางๆ พร้อมดวงตาสื่อความหมายแทนคำตอบ

“แล้วไอ้ยีนส์”

“มึงคิดว่ากูมาที่นี่ เพราะแค่จะเอาข้อมูลมาให้มึงหรือไง”

ข้อมูลเรื่องครอบครัวของจิณณ์ ยีนส์ส่งให้ไอ้เพื่อนตัวสูงทางอีเมลก็ได้ ไม่จำเป็นต้องบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาแบบนี้หรอก แต่เพราะท่านประมุขใหญ่พรรคมังกรดำและอดีตมาเฟียใหญ่ของจีนวางแผนบางอย่างเอาไว้ ยีนส์จึงจำเป็นต้องกลับมาเพื่อช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้น

“แปลว่ามึงรู้อยู่แล้ว”

“ใช่, เฮียกับคุณเจียเหิงวางแผนกันมาสักพักแล้ว แค่รอเวลาที่มึงจะรู้ใจตัวเอง จะได้จัดการเก็บพวกเสี้ยนหนามที่นี่จริงๆ สักที”

“รวมทั้งเรื่องที่จิณณ์โดนจับไปเมื่อคืนก็แผนของพวกมึง?” คำถามเสียงห้วนที่ทำให้ฮังหลงและยีนส์พยักหน้ารับอย่างพร้อมเพรียงกัน

“กูเคยบอกมึงไปแล้วนี่ว่าจะกำจัดพวกมันออกไปให้สิ้นซากสักที และการใช้หัวใจของมึงมาเป็นตัวล่อศัตรูที่ทะนงตัว อยากเป็นใหญ่อย่างไอ้ไดมอนด์ก็ถือว่าเป็นแผนที่ดีที่สุด”

“แต่จิณณ์อาจเป็นอันตราย!” คนฟังถึงกับตวาดลั่น มือหนาพุ่งเข้ากระชากคอเสื้อของคนที่เป็นทั้งเจ้านายและพี่ชายเต็มแรงอย่างไม่สบอารมณ์

นี่สินะ เหตุผลที่ทำให้มันบินตรงจากเมืองจีนมาถึงที่นี่โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า เพราะมันวางแผนทั้งหมดเอาไว้แล้วสินะ

“มึงไม่มีทางปล่อยให้เขาเป็นอันตรายหรอกไอ้นักรบ”

“ฮังหลง!”

“มึงไม่มีทางปล่อยให้หัวใจของตัวเองต้องถูกทำร้ายหรอก จริงไหม” คิ้วหนาเลิกขึ้นนิด ทั้งริมฝีปากหนายังยกยิ้มร้ายอย่างยียวนให้นักรบได้กำหมัดแน่น รู้สึกหงุดหงิดใจเล่นอีกรอบ จู่ๆ คำเตือนของยีนส์ที่เคยพูดกับเขาเอาไว้ก็ย้อนกลับเข้ามาในห้วงความทรงจำอีกครั้งเมื่อสบกับดวงตาคมเข้มของราชสีห์

‘ถ้าหวงเขาก็รักษาไว้ให้ดีๆ เพราะกูก็ไม่รับประกัน’

คำเตือนที่ไม่ได้หมายถึงว่าฮังหลงจะแย่งจิณณ์ไปจากเขา…แต่มันหมายถึงฮังหลงคิดจะใช้จิณณ์เป็นตัวล่อ เพื่อจัดการเก็บกวาดพวกเสี้ยนหนามให้สิ้นซากต่างหากล่ะ

นี่แหละ วิธีการของราชสีห์แห่งพรรคมังกรดำ




---


ขอโทษที่รอบนี้หายไปนาน ติดงานศพญาติอยู่หลายวันแถมเสร็จงานไข้ก็จับ ฮือออ เพิ่งหาย

เหลือแค่อีก 2 ตอนก็จะจบแล้วนะคะ ใจหายเบาๆ เหมือนกันนะ ฮือออ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว