กลับอีกครั้งค่ะ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอละเป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะ

ตอนที่2 ชีวิตที่(ไม่)สงบสุข รีไรท์

ชื่อตอน : ตอนที่2 ชีวิตที่(ไม่)สงบสุข รีไรท์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.4k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 24 พ.ค. 2559 18:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่2 ชีวิตที่(ไม่)สงบสุข รีไรท์
แบบอักษร

ชีวิตที่(ไม่)สงบสุข

     

               ภูวริศเปิดประตูเข้ามาในห้องนอนเขาทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างเหนื่อยอ่อน 1 ปีที่จากไปทุกอย่างในห้องนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงชายหนุ่มหลับตาหวนคิดถึงชีวิต1ปีที่ผ่านมา เพราะยัยเด็กนั่นคนเดียวเขาถึงประชดมารดาด้วยการหนีหายไปดื้อๆโดยขาดการติดต่อ   แม้จะแอบหวังอยู่ลึกๆว่ามารดาจะต้องงอนง้อด้วยของขวัญชิ้นใหญ่เช่นที่เคยทำมาตั้งแต่เขายังเด็ก ชายหนุ่มเติบโตมาด้วยวัตถุไม่ใช่ความรักความเอาใจใส่เพราะฉันนั้นเขาไม่เคยหวังที่จะให้มารดาโอบกอดด้วยความรักเช่นแม่ลูกทั่วๆไป

             ตลอด1ปีเขารับรู้เรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่นี่ผ่านทางภาริตาแน่นอนว่าเรื่องของคนที่เขาอยากที่จะรับรู้มากที่สุดก็คือเอมอร ปากก็บอกพี่สาวไปว่าไม่อยากจะรู้จะเห็นเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับเด็กกาฝากที่ชื่อเอมอรอีกแต่สุดท้ายประโยคเดิมๆก่อนจบการสนทนาก็คือ...

            'แล้ว...ยัยเด็กนั่นเป็นไงบ้างล่ะ'

 

 

อังกฤษ

หนึ่งสัปดาห์ก่อนบินกลับเมืองไทย

 

            "ไอ้ภู...ถ้ามึงจะถ่อสังขารมาหากูถึงนี่เพื่อนั่งเฝ้ามือถือล่ะก็กลับบ้านเหอะ" อนภัทรเหนื่อยใจกับพฤติกรรมติดโซเชียลของเพื่อนสนิท เขารู้ดีว่าหน้าจอที่เพื่อนรักเปิดดูคงหนีไม่พ้นเรื่องของผู้หญิงที่ชื่อเอมอร

            "เชี่ยต้นอะไรของมึงเนี่ยเมนส์จะมาไงบ่นอยู่นั่น" ภูวริศตอกกลับแต่สายตายังคงไล่ดูไทม์ไลน์ของหญิงสาวไปเรื่อยๆอย่างไม่รู้เบื่อ

            "กูรำคาญ....มึงไม่รำคาญไงวันๆเอาแต่เช็คข่าวของเด็กนั่นอยู่ได้" อนภัทรเพื่อนซี้ที่เติบโตมาด้วยกันบ่นอย่างรำคาญ

            "มันเรื่องของกู..."ภูวริศยังคงเลื่อนหน้าจอมือถือไปมา

            "ถ้ามึงไม่บอกกูว่าเกลียดกูคิดว่ามึงต้องชอบเด็กนั่นแน่ๆชื่ออะไรนะ....เอม...เอมอรใช่มั้ย"

            "ที่มึงพูดน่ะปากใช่ป่ะ!" ภูวริศหัวเสีย แต่กล้ามเนื้อหัวใจกลับทำงานผิดจังหวะทันทีที่ได้ยินคำว่าชอบจากปากเพื่อนสนิท

            "เออ...ที่มันขยับอยู่เนี่ยมึงเรียกว่าตูดไง"

            "อ้าว...กวนตีนกูแล้วมั้ยล่ะ"

            "ทำไม!นี่บ้านกู...ไม่พอใจก็กลับบ้านไป"

            "ได้ทีไล่กูเลยนะ"

            "ก็มึงมานั่งๆนอนๆในบ้านกู...กูรำคาญถ้ามึงไม่กลับกูจะคิดค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟคิดให้หมดแม่งทุกอย่างเลย"

            "มึงอย่ามาพาลใส่กูดีกว่า...ยังหาคุณหนูไฮโซอะไรนั่นไม่เจออ่ะดิ"

            "นั่นมันก็เรื่องของกู" อนภัทรย้อนแต่สีหน้าฉายชัดถึงความจริงจังเขาเองก็มาอยู่ที่นี่เพราะเหตุผลบางอย่างเข่นกัน

            "เออๆ...มึงก็อย่าเครียดกูกลับก็ได้" ภูวริศตบบ่าเพื่อนเบาๆ รู้สึกผิดที่ตัวเองดันไปเปิดปมในใจที่เต็มไปด้วยรอยแผลของเพื่อน     "ขอให้มึงเจอผู้หญิงคนนั้นเร็วๆแล้วกัน"

            เมื่อเพื่อนออกปากไล่ภูวริศจึงจำใจบินกลับมา ชายหนุ่มเล่าเรื่องของเอมอรให้เพื่อนสนิทฟังทุกอย่างแต่ไอ้เพื่อนตัวดีกลับเข้าข้างยัยเด็กกาฝากทั้งที่ยังไม่เคยเจอกันเลยสักครั้งนั่นยิ่งทำให้เขาเพิ่มความไม่พอใจในตัวเอมอรมากขึ้นไปอีก

 ก๊อกๆ...

เสียงเคาะประตูดังขึ้นแต่ร่างหนาบนเตียงยังคงนอนหลับตานิ่ง

 ก๊อกๆ...ก๊อกๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้นถี่กว่าเดิม ภูวริศรู้สึกหงุดหงิดแต่ก็ยอมลุกจากเตียงไปเปิดประตูแต่โดยดี

               "คุณภู..."

               "ป้าวาด" ชายหนุ่มโผเข้าไปสวมกอดแม่บ้านเก่าแก่ด้วยความคิดถึง   ภูวริศเคารพป้าวาดเหมือนญาติผู้ใหญ่เพราะตั้งแต่เด็กคุณแม่เอาแต่ทำงานจนไม่มีเวลาสนใจเขาและพี่สาว

               "เข้ามาก่อนครับ"ภูวริศประคองป้าวาดมานั่งที่โซฟา

              " คิดถึงจังเลยค่ะหายไปไหนมาคะ น่าตีจริงเชียว" ป้าวาดตีแขนภูวริศเบาๆ

              "ไปเกาะไอ้ต้นกินครับ" ภูวริศยิ้ม

              "ตายจริง"

              "ที่บินกลับมาก็เพราะมันไล่ไม่ยอมให้อยู่" ชายหนุ่มแสร้งทำหน้าเศร้า

              "คุณภูนี่จริงๆเลย" ป้าวาดยิ้มอย่างเอ็นดู   "ว่าแต่คุณต้นไม่คิดจะกลับเมืองไทยบ้างเหรอคะ "

             "มันคงจะรอให้แม่ใหญ่มันตายก่อนมั้งครับ" ภูวริศหัวเราะชอบใจที่ได้พูดถึงเพื่อนลับหลัง ครอบครัวของเพื่อนเขาก็มีปัญหาอยู่เช่นกัน

            "หิวมั๊ยคะเดียวป้าลงไปทำของโปรดให้ทาน"

            "ไม่ครับอยากพักมากกว่า"

            "งั้นคุณภูพักผ่อนเถอะค่ะป้าไม่กวนแล้ว"

            "เอ่อ...ป้าวาดครับคุณแม่ทราบรึยังครับว่าผมกลับมา"

            "ค่ะคุณท่านทราบแล้ว" ป้าวาดยิ้มอย่างอบอุ่น

            ประตูห้องนอนปิดลงพร้อมกับใจภูวริศที่หนักอึ้ง ชายหนุ่มรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่คุณแม่ไม่เรียกเขาเข้าไปพบขนาดป้าวาดที่เป็นเพียงแม่บ้านไม่ได้มีความผูกพันธ์ใดๆทางสายเลือดยังคิดถึงและมาหาถึงห้อง แล้วแม่ของเขาล่ะลูกชายคนเดียวหายหน้าไปเป็นปีไม่มีเลยสักนิดที่จะถามไถ่

           ชายหนุ่มคิดเอาเองว่าคงเป็นเพราะมีเอมอรคอยประจบเอาใจลูกในใส้อย่างเขาและพี่สาวเลยกลายเป็นหมาหัวเน่าแบบที่โบราณเขากล่าวไว้ เด็กมีปัญหาแม่ไม่รักอย่างเขาจึงเอาความโกรธเกลียดไปลงกับตัวต้นเหตุ ภูวริศมั่นใจว่าถ้าไม่มีเอมอรคุณแม่ก็จะให้ความสนใจเขามากขึ้น

 

ติ๊ดๆ...ติ๊ดๆ....

เสียงปลุกจากโทรศัพท์มือถือทำให้ภูวริศรู้สึกตัวตื่นชายหนุ่มคว้ามันขึ้นมาดูเวลาก็พบว่าเลยเวลาอาหารค่ำมาหลายชั่วโมงแล้ว   

               "สามทุ่มแล้วไม่มีใครคิดจะปลุกกันบ้างรึไงหิวจะตายอยู่แล้ว" ภูวริศบ่นพึมพัมคนเดียวขณะเดินเข้ามาในครัว  

               "ล้อเล่นใช่มั้ยเนี่ย..." ภูวริศหัวเสียเมื่อในตู้เย็นมีแต่ของสดกับนมจืดแล้วคนที่แยกไม่ออกแม้แต่ผักชีกับต้นหอมอย่างเขาจะทำอะไรกินได้

               อีกด้านเอมอรพึ่งออกมาจากห้องนอนของคุณท่านหญิงสาวขันอาสาอ่านหนังสือให้ท่านฟังก่อนนอนหรือไม่ก็อยู่คุยเป็นเพื่อนแก้เหงา หลังจากที่คุณภาริตาเข้ามาบริหารโรงแรมคุณท่านก็เกษียณตัวเองมาอยู่บ้านหญิงเกร่งที่ทำงานหนักมาทั้งชีวิตจะให้มานั่งๆนอนๆอยู่บ้านก็ดูจะเป็นเรื่องยากที่จะทำใจ เอมอรจึงอาสาทำนู่นนี่ให้และเป็นเพื่อนคลายเหงา

               ภายในตึกใหญ่เงียบสนิทเจ้านายทุกคนคงขึ้นห้องกันหมดแล้ว หญิงสาวยกถาดน้ำจากห้องคุณท่านตรงเข้ามาในครัว

              "คุณพระ!" หญิงสาวอุทานเสียงดังเธอตกใจเมื่อเห็นภูวริศยืนอยู่หน้าตู้เย็นท่ามกลางความมืดมีเพียงแสงไฟสีส้มจากตู้เย็นที่สาดออกมาเท่านั้น

               "ขวัญอ่อนจังนะ...มาก็ดีละทำอะไรให้กินทีสิ" ภูวริศถอยออกมาจากตู้เย็น

               "คะ?" เอมอรประหลาดใจไม่คิดไม่ฝันว่าภูวริศจะยอมพูดดีกับเธอ

               "ตกใจทำไมก็ฉันหิว คนบ้านนี้ก็ใจดำซะจริงไม่ปลุกให้ลงมากินข้าวกันบ้างเลย"

               "คุณท่านเห็นว่าคุณภูพึ่งกลับมาคงเหนื่อยเลยไม่อยากให้ใครไปรบกวนค่ะ" เอมอรชี้แจงเหตุผล

               "ออกรับทันทีเลยนะฉันไม่ได้หมายถึงคุณแม่ซะหน่อย วางถาดนั่นลงแล้วทำอะไรให้ฉันกินได้แล้ว"

              เอมอรยอมทำตามที่ภูวริศสั่งเธอเดินมาเปิดตู้เย็นซึ่งในนั้นมีแต่ของสดเมนูง่ายๆที่เธอคิดได้ตอนนี้ก็คือต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เมื่อได้เมนูเด็ดหญิงสาวก็เปิดตู้แม่บ้านหยิบซองบะหมี่ออกมาต้ม พร้อมกับเตรียมผักสดและหมูสับเพื่อมาใส่ลงไปในบะหมี่ด้วย ชายหนุ่มนั่งรออย่างใจเย็นพยายามข่มอารมณ์ร้ายๆเอาไว้ให้นานที่สุด เพราะกลัวว่าจะไม่มีคนทำอะไรให้กินแต่เพราะความหิวชายหนุ่มจึงมายืนดูหญิงสาวเตรียมอาหารอย่างสนใจ ตอนเด็กๆเขาชอบตามป้าวาดเข้ามาในครัวบ่อยๆ เขาชอบดูป้าวาดเตรียมนู่นหั่นนี่แม้จะโดนเอ็ดบ้างที่เข้ามาวุ่นวายแต่ก็สนุกดีทุกอย่างมันแปลกใหม่ไปเสียหมด

               "อีกนานมั้ยฮะฉันหิวมากนะขอบอก" ภูวริศเร่งเมื่อเห็นว่าเอมอรพึ่งจะเปิดเตาแก๊ส

              "ใจเย็นๆนะคะสักครู่ก็เสร็จแล้วค่ะ"

             "น่ารำคาญ!ให้มันเร็วๆหน่อยเดี๋ยวก็กินเธอแทนไอ้ที่อยู่ในหม้อนั่นซะหรอก" ชายหนุ่มพูดออกไปด้วยความหิว

             "คะ!" เอมอรหันมามองภูวริศหน้าตาตืน

             "ทำไมตกใจอะไรนักหนา รีบๆทำเข้าก่อนที่ฉันจะกินเธอ" ภูวริศขยับมานั่งรอข้างๆเธอจ้องมองบะหมี่ในหม้อที่กำลังเดือดพลางกลืนน้ำลาย รู้สึกเข้าอกเข้าใจผู้ยากไร้ที่หิวโหยขึ้นมาในทันที

             "คุณภูขยับออกไปก่อนนะคะมันร้อน" เอมอรกล่าวเตือนเมื่อเห็นว่าภูวริศยื่นหน้าเข้ามาใกล้

             "เรื่องของฉันมีหน้าที่ทำก็ทำไป" ภูวริศดุ

             "ขอโทษค่ะ" เอมอรกล่าวเสียงแผ่ว เธอรู้สึกประหม่าเมื่อทุกการกระทำมีสายตาคมของภูวริศจับจ้องอยู่ไม่คลาดสายตา เธอรู้สึกว่ามือไม้ของตัวเองมันช่างเกะกะสิ้นดีข้าวของทุกชิ้นก็ดูจะผิดที่ผิดทางไปเสียหมด ไม่เป็นตัวของตัวเองเลยสักนิด

             "เอาลงได้แล้วมันสุกแล้วน่ะจ้องหน้าฉันอยู่ได้เดี๋ยวบะหมี่ฉันก็อืดกันพอดี" ภูวริศดุเอมอรอีกครั้งหลังจากที่เห็นว่าเธอเอาแต่แอบมองเขาอยู่เป็นระยะ ชายหนุ่มโดดลงจากเคาน์เตอร์ลากเก้าอี้มารอกินอย่างอารมณ์ดี หญิงสาวยกชามบะหมี่มาวางตรงหน้าภูวริศแล้วก็หันไปทำความสะอาดถ้วยชามด้วยความประหม่า

               ภูวริศนั่งกินบะหมี่อย่างสบายใจ เขาหิวมากแต่ก็ต้องทำเป็นใจเย็นพยายามข่มอารมณ์ร้ายๆเอาไว้เป็นครั้งแรกที่เขามีโอกาสได้กินอาหารแบบนี้และที่น่าประทับใจไปยิ่งกว่าคือรสชาติของมันอร่อยกว่าที่เขาคิดเอาไว้ เขาเชื่อมาโดยตลอดว่ามันเป็นอาหารขยะที่ใส่แต่ผงชูรสซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพแต่ยามนี้มันจะเป็นอย่างไรก็ช่างรู้แค่ว่ามันอร่อยม่กก็พอ

               "จะไปไหน" ชายหนุ่มหันไปเล่นงานเอมอรทันทีที่เห็นเธอจะเดินออกจากครัว   "

               "กลับ...ห้องค่ะ"

               "นั่งลงอย่าพึ่งไป" ชายหนุ่มออกคำสั่ง

               "แต่ว่า..."

               "มานั่งอย่าเรื่องเยอะ" สิ้นคำสั่งเอมอรก็จำต้องเดินกลับมานั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามแต่โดยดี ทั้งสองต่างนิ่งเงียบไม่มีใครพูดอะไรภูวริศตั้งหน้าตั้งตากินอย่างเอร็ดอร่อย เอมอรก็เผลอนั่งมองภูวริศอย่างลืมตัว

              นี่เป็นระยะอันตรายสำหรับเธอและภูวริศแต่มันรู้สึกดีชะมัดที่ตัวเธอยังสามารถนั่งอยู่ตรงนี้ได้อย่างปลอดภัยถือว่าเป็นค่าตอบแทนสำหรับอาหารมื้อนี้แล้วกัน

             "จะนั่งจ้องกันอีกนานมั้ยอึดอัด"

             "ขอโทษค่ะ" เอมอรรีบนั่งก้มหน้า

             "น่าเบื่อเอาแต่ขอโทษอยู่นั่น" พูดจบก็ยกน้ำซุปขึ้นซดจนเกลี้ยง

              "เอ้าถึงเวลาเธอแล้ว" ไม่พูดเปล่าภูวริศก็ดันชามบะหมี่มาตรงหน้าเธอ

               "คะ"

               "เธอคงไม่ให้ฉันล้างเองหรอกนะ"

               "ค่ะๆดิฉันจัดการเอง" เอมอรรีบลุกขึ้น

               "เดี๋ยวก่อน...เธออย่าคิดนะว่าทำบะหมี่ให้ฉันกินแค่ชามเดียว แล้วอะไรๆมันจะเปลี่ยนเพราะฉันยังยืนยันคำเดิมว่าฉันอยากให้เธอออกไปจากบ้านฉันให้เร็วที่สุด"

               "ดิฉัน...."

               "ฉันยังพูดไม่จบ เตรียมตัวรับมือฉันไว้ให้ดีแล้วกันเพราะชีวิตที่สงบสุขของเธอมันหมดลงแล้วจำช่วงเวลานี้ไว้ให้นานๆแล้วกันเพราะฉันยังยืนยันคำเดิมว่าฉันอยากให้เธอออกไปจากย้านฉันให้เร็วที่สุด" สายตาเข้มมองเอมอรอย่างคาดโทษ

 

 

 

 

 

 

       ' จำช่วงเวลานี้ไว้ให้นานๆแล้วกันเพราะฉันยังยืนยันคำเดิมว่าฉันอยากให้เธอออกไปจากบ้านฉันให้เร็วที่สุด' โหดร้ายที่สุดเฮียภูของไรท์ อารมณ์ขึ้นๆลงๆเหมือนช่วงวันนั่นของเดือนนะเราน่ะ....

     ติได้ชมได้นะคะน้อมรับฟังทุกความเห็นค่า

 

ความคิดเห็น