ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 18 – คนในเงามืด (1/2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 18 – คนในเงามืด (1/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.5k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.พ. 2562 22:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 18 – คนในเงามืด (1/2)
แบบอักษร

ตอนที่ 18 – คนในเงามืด



“ไม่เป็นไรแล้ว กูอยู่นี่แล้ว ไม่มีใครทำอะไรมึงได้ทั้งนั้น จิณณ์”

เวลานี้เจ้าของแววตาเลือดเย็นกำลังใช้มือหนาข้างที่ว่างค่อยๆ เช็ดคราบหยดเลือดสกปรกมากมาย ที่เปรอะเปื้อนไปทั่วทั้งดวงหน้าหวานและไหล่บางออกให้อย่างแผ่วเบา จากนั้นริมฝีปากร้อนก็จูบซับลงข้างขมับขาวพร้อมเสียงทุ้มที่เอ่ยบอกราวกับปลอบประโลม

“คุณนักรบ ฮึก ผมกลัว” การกระทำอันแสนอ่อนโยนกับน้ำเสียงอันอบอุ่น ยิ่งทำให้แขนเรียวกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น คนถูกกอดจนจมอกได้แต่ครางสะอื้นอย่างรู้สึกปลอดภัย

“กูรู้ จิณณ์ กูรู้” ผละร่างบางออกนิด ข้อนิ้วยาวเช็ดหยาดน้ำสีใสออกจากสองแก้มเนียนอย่างเบามือ หน่วยตาคู่คมเข้มที่มองสบกัน ฉายชัดให้จิณณ์ได้รับรู้ว่าคนตรงหน้าก็รู้สึกไม่ต่างกัน

นักรบเองก็กลัว

กลัวพวกมันจะทำร้ายจิณณ์

กลัวว่าเขาจะมาช่วยจิณณ์ไว้ไม่ทัน

กลัวจะสายเกินไป…จนต้องสูญเสียหัวใจตัวเองไปตลอดกาล

ก่อนหน้านี้ไม่ถึงชั่วโมง ความกลัวมากมายถาโถมเข้าใส่ก้อนเนื้อในอกซ้ายของนักรบจนรู้สึกร้าวไปหมดตอนที่จิณณ์หายตัวไป แต่แล้วความกลัวนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความโกรธ เมื่อรู้ว่าใครคือคนที่กล้าพาตัวคนตัวเล็กออกมาจากถิ่นของเขา

นักรบหลุบลงมองร่างของไดมอนด์ที่นอนแน่นิ่ง จมกองเลือดมากมายด้วยสายตาเรียบนิ่ง ไร้ซึ่งแววของความรู้สึกใดๆ อย่างเดียวที่เขารู้สึกคืออยากยิงซ้ำใส่ร่างของมันอีกหลายนัด ให้สาสมกับที่มันกล้าจับตัวจิณณ์มาต่อรองกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

แค่เพียงเพราะตัวมันเองไม่มีความสามารถมากพอที่จะทำทุกอย่างให้ประสบความสำเร็จและเป็นที่ยอมรับได้เหมือนกับเขา เลยคิดจะใช้วิธีสกปรกมาต่อรอง แต่ถ้าลองมาสู้กันจริงแบบหมัดต่อหมัดมันก็ไม่เคยทำอะไรเขาได้หรอก…เพราะระดับเขากับมันต่างกันมาก ฉะนั้น คนลอบกัดและดีแต่สร้างเรื่องอย่างมันก็สมควรแล้วที่จะได้รับจุดจบแบบนี้

“มึงนี่มันขยันหาเรื่องใส่ตัวจังเลยนะไอ้มาร์ค” ควันละสายตาจากภาพของพี่ชายอันเป็นที่รักทั้งสอง ย่อตัวลงนั่งบนส้นเท้า พลางหรี่ตาลงมองคนที่ครั้งหนึ่งเคยถูกเขากระทืบปางตายมาแล้วอย่างนึกระอา

ทำไมมันถึงไม่เข็ดสักที

ความคิดที่ทำให้ควันถึงกับต้องส่ายหน้าไปมา แค่นหัวเราะออกมาอย่างนึกสมเพชอยู่ไม่น้อยกับท่าทางหมดสภาพ นอนร้องโอดครวญอยู่กับพื้นข้างล่าง ไม่ต่างกับตอนที่เจอกันครั้งล่าสุดของมาร์คเท่าไหร่ จะต่างก็ตรงที่คราวนี้มันกล้ากระทืบเฮียนักรบจนได้แผลมานิดหน่อยนี่แหละ

“พวกกูควรทำยังไงกับมึงดีวะ” เด็กหนุ่มขี้เล่นของกลุ่มว่า พลางเลื่อนมือไปหยิบเอามีดพกออกจากกระเป๋ากางเกงขึ้นแกว่งไปมาเล่นราวกับใช้ความคิด

ปัง!

แกร๊ง!

“ใครวะ!”

ทันใดนั้น เสียงปืนก็ดังขึ้นพร้อมกับมีดเล่มเล็กในมือที่ร่วงหล่นกระทบกับพื้นเสียงดัง กระสุนเงินนัดนั้นยิงผ่านมือหนาของควันไปอย่างเฉียดฉิว ดวงตาคู่คมเบิกกว้างเพราะความตกใจ ก่อนจะตวาดลั่นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

ตึก ตึก ตึก

“อย่าทำแบบนั้นกับคนของฉันจะดีกว่านะ พ่อหนุ่มน้อย” เสียงฝีเท้าหนักแน่นค่อยๆ ก้าวออกจากเงามืดภายในตัวอู่พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำ ส่งผลให้ปลายกระบอกปืนของนักรบหันเข้าหาผู้มาใหม่อย่างรวดเร็ว ตามสัญชาตญาณการระวังภัยที่ถูกสั่งสมมานาน

“ไม่เจอกันนานเลยนะครับ…คุณอาเจียเหิง

น้ำเสียงทักทายฟังดูสบายๆ ราวกับรู้จักกับอีกคนของฮังหลง ดึงความสนใจของนักรบให้หันกลับไปมองด้วยสายตาเป็นคำถาม ทว่า คนที่เป็นทั้งพี่ชายและผู้มีพระคุณกลับยกยิ้มมุมปาก พร้อมส่งสายตาเป็นสัญญาณบอกให้นักรบเก็บปืนได้ ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมทำตามแต่โดยดีแม้จะไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าเท่าไหร่นัก

“ฮังหลง ไม่คิดเลยนะว่าจะลงมาจัดการด้วยตัวเองแบบนี้”

เจ้าของชื่อค่อยๆ ก้าวออกจากเงามืด เผยให้เห็นดวงหน้าหล่อเหลาที่แม้จะมีร่องรอยของวัยที่เพิ่มมากขึ้นปรากฏอยู่ หากแต่มันกลับไม่ได้ทำให้ความหล่อเหลาและความน่าเกรงขามของเจ้าตัวลดน้อยลงไปเลย

“ทางนี้มากกว่านะครับที่ตกใจ ไม่คิดว่าคุณอาจะลงมาจัดการด้วยตัวเองแบบนี้ แถมลูกน้องคุณอาก็เล่นแรงไม่เบาเลยนะครับ” ฮังหลงไหวไหล่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังนัก แบบที่คนฟังเองก็หัวเราะออกมาเบาๆ

“ต้องขอโทษด้วยที่คนของฉันมันทำนอกเหนือคำสั่งหน่อย กล้าทำนิสัยเสียกับคนของนาย”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเข้าใจ”

บทสนทนาของชายหนุ่มต่างวัยที่เต็มไปด้วยอำนาจทั้งสอง สร้างความประหลาดใจระคนสงสัยให้คนที่เหลืออยู่ไม่น้อย จนควันเผลอขยับก้าวถอยหลังมายืนตรงกลางระหว่างแทนไทและยีนส์อย่างลืมตัว

“คุณอาแค่อยากปกป้อง”

แววตาคมกริบของฮังหลงหันกลับไปมองสบกับร่างบางในอ้อมกอดของนักรบที่ดูเหมือนจะสงบลงแล้ว ทว่า ยังคงหลงเหลือริ้วสะอื้น ให้ชายสูงวัยได้มองตามไปยังทิศทางเดียวกัน ริมฝีปากหนาระบายยิ้มจาง ก่อนจะเอ่ยออกมา

“หยางหมิง”

“คะ…คุณ” นัยน์ตาเรียวแดงก่ำจากการร้องไห้เบิกกว้าง ยามเมื่อได้ยินชื่อที่ครั้งหนึ่งมันทั้งเคยช่วยปกป้องและทำให้จิณณ์รู้สึกเดียวดายอยู่เพียงลำพัง หลุดจากริมฝีปากหนาของคนตรงหน้าพร้อมด้วย…แววตาอ่อนโยน

“คะ…คุณ รู้จักชื่อ…นี้ ได้ยังไงกันครับ”

นานนับนาที กว่าจิณณ์จะเค้นเสียงถามหนุ่มใหญ่ตรงหน้าด้วยแววตาไม่เข้าใจ แม้อาการมึนงงและเบลอๆ จะถูกตีรวนขึ้นมาเพราะฤทธิ์ไข้ แต่เขาก็อยากได้ยินคำอธิบายอยู่ดี ว่าคนตรงหน้ารู้จักอีกชื่อหนึ่งของเขาได้อย่างไรกัน

ชื่อที่ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้ยินมันอีกครั้ง

และนั่นก็ทำให้เจียเหิงระบายยิ้มจางอย่างเอ็นดู มองประกายตาใสซื่อเต็มไปด้วยคำถามมากมาย จนอยากจะคว้าร่างบางเข้ามากอดปลอบอย่างใจนึก หากแต่สายตาของเจ้าของอ้อมกอดแกร่งกลับจ้องเขาอย่างเอาเรื่องจนชายสูงวัยต้องหลุดขำในลาคอ

เจ้าของแววตาเลือดเย็นยามจัดการศัตรูที่กล้าเข้ามาขวางทางอย่างเด็ดขาด แต่ก็อ่อนโยนยามโอบกอดและปกป้องร่างบางของผู้เป็นที่รักเอาไว้แน่น

เมื่อก่อนล่ะตามแค้นเขา พอแบบนี้ล่ะหวงเหลือเกินนะไอ้เสือ

“จิณณ์ไม่สบายอยู่ ผมว่าเอาไว้ค่อยคุยกันที่บ้านดีกว่าไหมครับ”

ไม่ทันที่คนถูกถามจะได้เอ่ยตอบ ฮังหลงก็ว่าขัดเสียงเข้ม ดวงตาคู่คมสบกับชายสูงวัย ก่อนจะปรายไปทางดวงหน้าหวานที่เริ่มจะซีดลงเพราะฤทธิ์ไข้

“ไม่สบายหรือ งั้นก็รีบพากลับไปพักผ่อนเสียก่อนเถอะ เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง” คนฟังขมวดคิ้วฉับ ไล่พิจารณาดวงหน้าหวาน ก่อนจะเอ่ยบอกด้วยความเป็นห่วง

เช่นเดียวกันกับนักรบ ความกังวลเด่นชัดบนดวงหน้าหล่อ ส่งผลให้ดวงตาคมต้องหลุบมองคนในอ้อมกอด ฝ่ามือหนาสัมผัสแก้มนวลแทบทันที ยามเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าก่อนหน้านี้จิณณ์มีสภาพร่างกายเป็นเช่นไร

“กลับเถอะ มึงต้องพักผ่อน”

“แต่ว่า…”

“กูเป็นห่วง”

เพียงเท่านั้น ทุกคำแย้งของจิณณ์ก็ถูกกลืนหาย ดวงตาคู่คมยืนยันความหมายชัดตามที่พูดจนริมฝีปากบางเม้มแน่นเป็นขีดตรงแล้วก้มหน้างุด ส่งเสียงครางรับในลำคอ ให้คนมองกดจมูกโด่งฝังลงบนผิวแก้มขาวที่เริ่มจะขึ้นสีระเรื่ออย่างมันเขี้ยว

“แล้วไอ้เศษซากข้างหน้านั่น จะเอายังไงดีเฮีย” ยีนส์ระบายยิ้มจางกับภาพไอ้เพื่อนจอมปากแข็งของตัวเองเพียงครู่ จากนั้นก็หันไปขอความคิดเห็นจากผู้เป็นเจ้านาย

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง คนของฉันเป็นคนก่อเรื่อง ก็ให้มันเป็นคนจัดการที่เหลือเองน่าจะดีกว่า” เป็นเจียเหิงที่เอ่ยตอบ ในขณะที่ชายสูงวัยละความสนใจจากภาพความอ่อนโยนของคนทั้งคู่ตรงหน้า ก่อนจะว่าต่อเสียงเข้ม

“ลุกขึ้นมา”

คำสั่งที่ฟังดูคล้ายจะไม่เจาะจง ทว่า ดวงตาคมกริบของอดีตมาเฟียใหญ่กลับหลุบต่ำลงมองร่างสูงบนพื้น ซึ่งนั่นก็ทำให้มาร์คต้องกัดฟัน ข่มความเจ็บจากบาดแผลทั้งหมดเอาไว้แล้วดันกายให้ลุกขึ้น ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเดินไปหยุดยืนข้างชายสูงวัย

“ผมขอโทษครับนาย”

ท่ามกลางสายตามึนงงของนักรบและจิณณ์ ร่างสูงของมาร์คก็โค้งลงจนสุดตัวพร้อมทั้งเอ่ยบอกเสียงหนักแน่น แบบที่คนได้รับก็ทำเพียงแค่โบกมือไปมาคล้ายจะไม่ใส่ใจเท่าไหร่นัก

“เฮีย บอกผมที”

“ไม่ต้องถามมากน่ะมึง”

แล้วควันก็ได้แต่ร้องอ้าวในใจกับคำตอบที่ได้รับ ดวงหน้าหล่อมุ่ยลงอย่างขัดใจ มองพี่ชายผิวเข้มที่เขาอุตส่าห์เอี้ยวตัวมากระซิบกระซาบถามพี่แกแล้วแท้ๆ แต่กลับไม่ได้คำตอบอย่างที่หวังเลยสักนิด

แค่นี้ทำเป็นงกนะเฮีย

ผลัก!

“โอ๊ย’ไรวะเฮีย!” คนแอบนินทาในใจเป็นต้องลูบหัวตัวเองป้อยๆ เมื่อจู่ๆ ยีนส์ก็จัดการประเคนฝ่ามือหนาลงมาเสียเต็มแรง

“มึงแอบนินทากูทางสายตา” คิ้วหนายักขึ้นอย่างยียวน แบบที่ควันก็ส่งยิ้มแห้งกลับไป ยามโดนพี่ชายผิวเข้มจับทางได้

โอเคครับ เฮียกูเก่ง อ่านใจกูได้ทุกคนเลย

“งั้นพวกผมกลับก่อนนะครับ เสร็จเรื่องแล้วคุณอาค่อยตามไปที่บ้านตระกูลนิธิปวงศกรก็ได้…ดูเหมือนจะมีคนอยากรู้ความจริงมากกว่าหนึ่ง” ขณะที่ฮังหลงก็ส่ายหน้าช้าๆ กับท่าทางอยากรู้ของลูกน้องตัวเอง พลางเอ่ยบอกกับชายสูงวัยพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ให้ควันได้สะดุ้งโหยงเบาๆ เมื่อถูกพาดพิง

“หวังว่าบ้านตระกูลนิธิปวงศกรคงต้อนรับฉันนะ”

“ก็ถ้าไม่มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง บ้านหลังนั้นก็พร้อมต้อนรับครับ” กระทั่งเจ้าของบ้านที่เงียบอยู่นานตอบกลับพร้อมมองเลยไปยังคนตัวสูงข้างๆ เจียเหิงด้วยสายตาสื่อความหมาย ทำเอาคนที่แก่กว่าถึงกับหัวเราะในลำคอ

ไอ้เสือแค่อยากเตือนคนของเขา ว่าอย่าคิดล้ำเส้นเจ้าตัวอีก

“ไปเถอะ ทุกเรื่องที่เราอยากรู้ เดี๋ยวอาจะเล่าให้ฟังเอง”

เจียเหิงส่ายหน้าอย่างระอา นึกขำกับสายตาของเสือหนุ่มได้ไม่นาน พอเลื่อนดวงตาคมลงมาสบกับตาคู่เรียว อดีตมาเฟียใหญ่ก็เป็นอันต้องระบายยิ้มจางออกมาพร้อมเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูอ่อนลง ซึ่งนั่นก็ทำให้จิณณ์ยอมหมุนตัว ก้าวตามแรงประคองของนักรบแต่โดยดี

“ไม่ต้อง”

ช่วงขายาวที่เตรียมจะก้าวตามหลังกลุ่มของพรรคมังกรดำเป็นต้องชะงัก มาร์คหันกลับมามองเจ้านายตัวเองอย่างไม่เข้าใจ ว่าท่านจะสั่งให้เขาหยุดตามพวกนั้นทำไม

“ไปทำแผลก่อนไป เคลียร์ทุกอย่างเสร็จแล้ว ค่อยไปคุยกับพวกนั้นที่บ้านตระกูลนิธิปวงศกร” ดวงตาคมกริบปรายลงมองหยดเลือดมากมายที่ยังคงไหลไม่ยอมหยุด จนน่ากลัวเหลือเกินว่าเลือดของลูกน้องมือดีจะหมดตัวเสียก่อนจะได้คุยกัน

“ผมเป็นห่วงคุณจิณณ์ครับ” คนเป็นเจ้านายไหวไหล่อย่างไม่ถือสา แล้วเบนสายตากลับไปมองตามแผ่นหลังบางที่ถูกประคองด้วยท่อนแขนแกร่งอย่างหวงแหน

แม้จะไม่ได้เห็นสีหน้าและแววตาแต่หนุ่มใหญ่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานก็พอจะรู้ ว่าเวลานี้ไอ้เสือร้ายที่เจียเหิงคอยระวังและคุ้มภัยให้ห่างจากจิณณ์มาตลอดหลายปี กำลังแสดงออกเช่นไรยามมองเด็กน้อยที่เขากางปีกปกป้องมาตลอด

“หึ ขนาดนั้นแล้ว ยังมีอะไรให้ห่วงอีกหรือไง”

คงถึงเวลาปล่อยลูกนกตัวน้อยให้เป็นอิสระเสียที



---


เหลือปมสุดท้ายแล้วววว ใกล้จบจริงๆ แหละ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว