ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 13 – รอยสัมผัส (2/3)

ชื่อตอน : ตอนที่ 13 – รอยสัมผัส (2/3)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.4k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ธ.ค. 2561 15:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 13 – รอยสัมผัส (2/3)
แบบอักษร

ตอนที่ 13 – รอยสัมผัส




เวลาล่วงเลยมื้อเช้าไปเกือบสองชั่วโมง กว่าที่จิณณ์จะสามารถพาตัวเองออกจากพื้นที่ที่เรียกกันว่าห้องนอนได้ หลังจากตื่นเต็มตาเจ้าตัวก็เผลอทำตัวอ้อนใส่คนตัวสูงจนโดนทำโทษบนเตียงไปอีกรอบ ก่อนจะต่อด้วยในห้องน้ำอีกหนึ่งรอบ เล่นเอาแข้งขาอ่อนแรงได้เหมือนกัน

และแน่นอนว่าจุดมุ่งหมายแรกของจิณณ์ทันทีที่ปลายเท้าเรียวก้าวลงจากบันไดชั้นสองก็คือห้องครัว

“ป้าแก้ว เอ่อ…มีอะไร ให้ผมช่วยไหมครับ”

“อ้าว คุณหนูจิณณ์ตื่นแล้วเหรอคะ วันนี้สายนะคะ”

“เอ่อ…ขอโทษครับ พอดีเมื่อคืน…กลับดึกไปหน่อยน่ะครับ”

“ป้าแก้วอย่าแซวสิครับ เดี๋ยวจิณณ์เขาก็เขินแย่เลย…จริงไหม” ท้ายประโยค ยีนส์หันกลับมามองคนที่กัดริมฝีปากตัวเองแน่น ยืนหน้าแดงก่ำส่งเสียงร้องครางฮื่ออยู่ข้างๆ หัวหน้าแม่บ้าน จนคนมองหัวเราะร่าออกมาอย่างรู้สึกเอ็นดูไม่น้อย

“ฮื่อ คุณยีนส์”

“ไม่เอาดิเฮียยีนส์ อย่าแซว เดี๋ยวพี่จิณณ์คนดีของผมเขินจนตัวแดงเป็นกุ้งขึ้นมาทำไง”

“ควัน…”

“อ้าว! แต่นี่ก็แดงเป็นกุ้งแล้วนี่ครับพี่จิณณ์ ไปทำอะไรมาล่ะนั่น”

“อ้าว…ไหนว่าไม่แซวพี่ไงเล่า” จิณณ์เป็นอันต้องอ้าปากค้าง ตาเรียวมองคนที่เหมือนจะปกป้อง แต่สุดท้ายก็ไม่วายแซวกันอยู่ดีด้วยแววตาติดจะงอน พร้อมกับเลือดในกายทั้งหมดแล่นขึ้นมารวมกันอยู่ที่ดวงหน้าหวานจนแดงก่ำไปหมด

“เฮ้ย! ใครแซวพี่ ผมยังไม่ได้แซวเลย แค่ถามไปตามที่เห็นเองครับ” ว่าจบก็โบกมือเป็นพัลวัน ก่อนจะหันไปชกกำปั้นกับพี่ชายตัวสูงผิวเข้มข้างๆ หนึ่งทีอย่างชอบใจ

“แล้วนี่มันไปไหน ยอมปล่อยให้เราลงจากห้องแล้วเหรอ หื้ม” สายตากรุ้มกริ่มที่มองมาอย่างแซวๆ ทำเอาจิณณ์ยิ่งก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตากับใครสักคน

แม้ว่าใจจริงอยากจะตะโกนบอกสองพี่น้องต่างสายเลือดช่างแซวคู่นี้เสียเหลือเกิน ว่าให้หยุดล้อกันสักทีแค่นี้แก้มจิณณ์ก็จะไหม้อยู่แล้ว

ไหนจะสายตากรุ้มกริ่มของป้าแก้วกับสองสาวใช้ที่มองมาอย่างพร้อมเพรียงนั่นอีก ถ้าเกิดยังโดนล้อไม่หยุดแบบนี้มีหวังจิณณ์ได้ระเบิดตัวเองตรงนี้แน่ๆ

“โอเคๆ ไม่ล้อแล้ว หึๆ” เห็นจิณณ์ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ดวงตาเรียวคลอรื้นขึ้นมาด้วยน้ำตาหยดใสยีนส์ก็อดจะเอ็นดูไม่ได้ มือหนายกขึ้นโยกศีรษะทุยไปมาเบาๆ ก่อนจะถามซ้ำอีกครั้ง

“ว่าไง ตกลงมันไปไหน ทำไมไม่ลงมาด้วยกัน”

“คุณนักรบบอกว่าขอเคลียร์งานก่อนน่ะครับ เสร็จแล้วเดี๋ยวจะตามลงมา”

“แล้วนี่เมื่อคืนไอ้นักรบมันทำอะไรรุนแรงกับเราหรือเปล่า” มือหนาเลื่อนลงจับข้อมือเรียวข้างที่ถูกล็อกกุญแจมือขึ้นมาพลิกดู สำรวจตามรอยแดงจางๆ ที่ปรากฏอยู่อย่างกังวลใจไม่น้อย

“เอ่อ…ไม่ครับ”

“ไม่เป็นไรก็ดีแล้วล่ะ”

พอเห็นใบหน้าที่แดงก่ำจนลามมาถึงหู ยีนส์ก็พอจะรู้คำตอบแล้วล่ะนะ ว่าไอ้เพื่อนตัวดีของเขามันทำอะไรรุนแรงกับคนตรงหน้าหรือเปล่า มือหนาคลายข้อมือเรียวที่กอบกุมอยู่ออก ก่อนจะยกขึ้นไขว้กันในระดับอกพลางพิงสะโพกสอบกับเคาน์เตอร์

“แล้วนี่หายกลัวจากตอนแข่งรถเมื่อคืนหรือยัง”

“ก็…ดีขึ้นมากแล้วครับ”

ถึงจะยังรู้สึกกลัวอยู่บ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่าความอ่อนโยนและความอบอุ่นที่ได้รับจากคุณนักรบเกือบตลอดทั้งคืนนั้น ทำเอาจิณณ์รู้สึกปลอดภัยขึ้นมาง่ายดายอย่างบอกไม่ถูก

“ดีแล้วล่ะ เมื่อคืนก็บอกได้แล้วนะ…ว่าเราน่ะ สำคัญแล้วก็มีความหมายกับมันมากแค่ไหน ต่อไปก็เลิกน้อยใจได้แล้ว” พอเจอประโยคที่ฟังดูไม่คุ้นหู ทำเอาจิณณ์ถึงกับต้องช้อนนัยน์ตาเรียวใสแจ๋วขึ้นมองคนพูดอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองสักเท่าไหร่นัก

“หึๆ เด็กน้อยเอ๊ยเด็กน้อย”

ประกายความสงสัยที่ฉายชัดในดวงตาเรียวทำเอายีนส์ต้องส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะยกมือวางบนศีรษะทุยแล้วโยกไปมาเบาๆ อย่างเอ็นดูกับความใสซื่อและไม่กล้าคิดเข้าข้างตัวเองของคนตรงหน้า ทั้งที่ความจริง เจ้าตัวน่ะได้ทลายกำแพงในหัวใจของไอ้คนแข็งกระด้างไปเรียบร้อยแล้ว

ก่อนริมฝีปากหนาจะกระตุกยิ้มเบาๆ อย่างเจ้าเล่ห์ เมื่อเห็นสายตาของผู้มาใหม่ที่ยืนอยู่ตรงทางเชื่อมระหว่างทางเดินกับห้องครัว โครงหน้าหล่อคร้ามก็ค่อยๆ เลื่อนเข้าไปใกล้ด้วยท่าทางราวกับจะช่วงชิงความหอมจากแก้มเนียนของจิณณ์

ผลั่ก!

ช่วงขายาวทั้งสองของคนที่ยืนกำหมัดแน่น สาวเท้าเข้าไปผลักอกแกร่งของเพื่อนผิวเข้มจนเซถอยหลังนิด จากนั้นก็ดึงเอาร่างบางของจิณณ์มาไว้ในอ้อมกอด จ้องสายตาเจ้าเล่ห์เขม็ง ให้ยีนส์ไหวไหล่พลางกระตุกยิ้มมุมปาก

“น่ารักนะ มึงว่าไหม”

“ไอ้ยีนส์”

น้ำเสียงกดต่ำบ่งบอกให้รู้ว่าเวลานี้คนพูดกำลังโมโหจัด นักรบพยายามข่มกลั้นอารมณ์ที่อยากจะเข้าไปเสยหน้าหล่อๆ ของเพื่อนตัวเองสักหมัดสองหมัดด้วยความหงุดหงิด ที่มันคิดจะแตะต้องคนในอ้อมกอดของเขา

มันไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องจิณณ์*!*

ขณะที่คนมองเองก็ได้แต่ไหวไหล่อย่างไม่นึกกลัวกับรังสีความเหี้ยมโหดของเพื่อนตัวเองแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามในสายตาของยีนส์กลับมีแต่จะสนุกที่เห็นนักรบกำลังเป็นเดือดเป็นร้อน แค่เพียงเพราะเขาจะฉกความหอมมาจากแก้มขาวๆ ของจิณณ์

ดูมีความคืบหน้า สงสัยเมื่อวานจะกระตุ้นได้ผลดีเกินคาดแฮะ

ผิดกับคนที่เหลือในครัว ที่ตอนนี้ต่างพากันตัวสั่นน้อยๆ มองภาพสองหนุ่มหล่อ เรือนร่างสูงใหญ่ กำลังเปิดศึกกันผ่านสายตาคู่คมเข้ม โดยมีตัวแปรคือคุณหนูจิณณ์ที่กำลังมองคนทั้งคู่สลับกันไปมาในอ้อมกอดคุณนักรบด้วยสายตางุนงง

และก่อนจะได้พูดอะไร ยีนส์ก็จัดการหมุนปลายเท้า หันกลับไปคว้าคอเสื้อ จัดการดึงลากควันที่ยังคงนั่งมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เงียบๆ ให้เดินตามออกจากห้องครัว ทิ้งให้คนทั้งสองที่เพิ่งลงจากห้องนอนได้เคลียร์กันเอง

พรึ่บ

“จะพูดเองหรือให้กูหาคำตอบด้วยวิธีของกู” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง ท่อนแขนแกร่งตวัดโอบกอดเอวบางเข้ามาแนบชิดแผ่นอกแกร่ง จับพลิกร่างบางให้พิงสะโพกมนกับเคาน์เตอร์ ตาคมสอดประสานกับดวงตาเรียวสวยอย่างต้องการคำอธิบายกับภาพที่เขาเห็นก่อนหน้า

“เอ่อ…คุณนักรบ หมายถึงอะไรเหรอครับ” เสียงหวานเอ่ยถามด้วยท่าทางอึกอักไม่มั่นใจ แววตาแข็งกร้าวที่มองสบลงมา ทำเอาจิณณ์นึกกลัวขึ้นมาจับใจว่าจะต้องเจอกับคนใจร้ายคนเดิม

“ไอ้ยีนส์”

“คือ…คุณยีนส์ เขาแค่เป็นห่วงเท่านั้นเองครับ คงกลัวว่าผมอาจจะยังตกใจกับเรื่องเมื่อคืนอยู่ก็ดะ อื้อออ” คำพูดของจิณณ์ถูกกลืนหาย เมื่อนักรบโน้มตัวลงประกบจูบลงบนริมฝีปากบางอย่างรวดเร็ว ปลายลิ้นร้อนค่อยๆ ไล่เลียเล็มไปทั่วทั้งกลีบปากบาง ก่อนจะสอดปลายลิ้นเข้าไปกวาดต้อนทุกซอกทุกมุมของโพรงปากหวาน

แขนเรียวเลื่อนขึ้นโอบรอบลำคอแกร่งอย่างต้องการที่ยึดเหนี่ยว เมื่อแข้งขาอ่อนแรงเพราะรสจูบที่แสนอ่อนโยน แต่แฝงไปด้วยความเร่าร้อนและดุดัน ราวกับว่าร่างสูงต้องการจะถ่ายทอดความรู้สึกปั่นป่วนในก้อนเนื้อด้านซ้ายให้อีกฝ่ายได้รับรู้

สองร่างที่แลกจูบดูดดื่มกันในห้องครัว โดยไม่สนว่ายังมีสาวใช้อีกสองชีวิตที่ยืนอยู่ตรงนั้น กำลังเม้มปากแน่นเพื่อส่งเสียงกรีดร้องในลำคอ พลางยกมือขึ้นตีกันเองไปมาอย่างรู้สึกขัดเขินกับภาพหายากตรงหน้าของคุณนักรบและคุณหนูจิณณ์

เช่นเดียวกันกับป้าแก้วที่ระบายยิ้มจางๆ อย่างเอ็นดู ก่อนจะหลุบตาต่ำลงมองข้าวของที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ทำครัวตรงหน้า แทนการเสียมารยาทกับความเป็นส่วนตัวของคุณชายนักรบและคุณหนูจิณณ์ที่เธอรัก

ริมฝีปากร้อนค่อยๆ ถอนออกอย่างอ้อยอิ่ง พลางมองสบกับดวงตาเรียวฉ่ำน้ำของจิณณ์ด้วยแววตาที่อ่อนลง ก่อนจะกดจูบลงบนริมฝีปากบางนั่นอีกครั้งแล้วค่อยผละออก พร้อมเสียงทุ้มนุ่มก็เอ่ยประโยคที่ทำเอาก้อนเนื้อในอกซ้ายของจิณณ์เต้นแรงขึ้นกว่าเก่า

“จำไว้ อย่าให้ใครเข้าใกล้มึงได้อีก…นอกจากกู”

“…”

“ว่าไง เข้าใจที่กูพูดไหม” เห็นคนในอ้อมกอดนิ่งเงียบ เอาแต่กะพริบตาปริบๆ มองกันจนนักรบอดไม่ได้ ต้องเร่งเร้าขอคำตอบ

ดวงหน้าหล่อเหลาโน้มเข้าไปใกล้จนหน้าผากกว้างแนบชิดกับหน้าผากมน ตาสองคู่ประสานกันอย่างลึกซึ้ง ลืมสิ้นทุกสิ่งรอบตัว ลมหายใจร้อนๆ รินรดใบหน้าหวาน ฝ่ามือร้อนลูบแผ่นหลังขาวเนียนไปมาผ่านเสื้อยืดตัวบางที่จิณณ์สวมอยู่อย่างแผ่วเบา

“เอ่อ…เข้าใจครับ” มือเรียวเลื่อนเปลี่ยนจากลำคอแกร่งเป็นจับเข้าที่ไหล่กว้างเบาๆ ก่อนจะช้อนตามองคนที่เป็นเจ้าของอ้อมกอดอันแสนอบอุ่น

“ดี”

จุ๊บ

หลังจากได้ยินคำตอบที่น่าพอใจพร้อมริ้วแดงบนแก้มขาวจากคนในอ้อมกอด นักรบก็กดริมฝีปากหนาลงบนริมฝีปากบางเบาๆ อีกหนึ่งครั้งแล้วผละออก

“งั้นไปช่วยป้าแก้วกับคนอื่นๆ ทำอาหารไป เดี๋ยวกูจะออกไปคุยงานกับพวกมันสักหน่อย เสร็จแล้วมึงค่อยไปตาม” ประโยคที่ฟังดูคล้ายคนเป็นสามีภรรยาคุยกันบวกกับสายตาพราวระยับ ทำเอาจิณณ์ต้องก้มหน้างุดจนคางแทบชิดอก แล้วขานรับในลำคอเบาๆ อย่างเขินอาย

“ครับ”

นักรบหัวเราะต่ำในลำคอกับท่าทางน่ารัก ปลายจมูกโด่งกดลงบนแก้มเนียนที่ขึ้นสีระเรื่อทั้งสองข้างสลับกันอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเสียงกรีดร้องในลำคอของบรรดาสาวใช้ทั้งสองกับดวงตาที่เบิกกว้างอย่างประหลาดใจ

ไม่อยากเชื่อเลย ว่าชีวิตนี้พวกเธอจะได้เห็นสิ่งที่หายากที่สุดนับตั้งแต่ก้าวเข้ามาทำงานในคฤหาสน์ตระกูลนิธิปวงศกร…รอยยิ้มแสนอ่อนโยนจากคุณชายนักรบ

“อะแฮ่ม”

“มาทำไมน่ะเรา”

ตาคู่คมละจากดวงหน้าหวานแดงก่ำ ชำเลืองมองไปทางกรอบประตูห้องครัว ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาอย่างหน่าย เมื่อเห็นร่างบางของผิงผิงกำลังยืนกอดอก มองมาทางเขาด้วยสายตาล้อเลียนโดยมีเลโอยืนยิ้มขำอยู่ข้างๆ กัน

“อยากมาก็มามี’ไรป่าว”

แทนที่จะสนสายตาดุๆ ของนักรบ ผิงผิงกลับเบะปากอย่างหมั่นไส้ โคลงศีรษะดุ๊กดิ๊ก ลอยหน้าลอยตาตอบ จนคนที่เหลือต้องอมยิ้มเอ็นดูกับความน่ารัก แสนซนของคุณหนูจอมเหวี่ยงคนนี้

“ทำอะไรก็หัดเกรงใจป้าแก้วกับคนอื่นๆ บ้างสิพี่นักรบ นี่พี่ไม่ได้อยู่กับจิณณ์แค่สองคนนะ” ผิงผิงไม่ได้อยากจะแซวให้จิณณ์ต้องอายเลยจริงๆ แต่พอมาเห็นการแสดงออกท่ามกลางคนมากมายในครัวของผู้ชายแข็งกระด้างแล้วก็อดไม่ได้จะต้องว่าเสียหน่อย

มาทำประเจิดประเจ้อแบบนี้ได้ยังไงกัน!

“ถ้าพี่นักรบอยากเปลี่ยนบรรยากาศ ก็เอาไว้ตอนที่อยู่กันสองคนดีกว่านะ เค้าว่า” มือเรียวโบกไปมาเป็นเชิงไม่สนใจ ช่วงขาเรียวยาวเดินมาหยิบขนมบนเคาน์เตอร์เข้าปาก เคี้ยวหนุบหนับพร้อมหันหลังพิงสะโพกมนกับขอบเคาน์เตอร์ มองสองร่างที่ยังกอดกันแน่นไม่ยอมห่าง

ให้ตายเถอะ พี่นักรบนี่น่ากลัวจริงๆ เลย ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วนะ*!*

“อย่ายุ่งเรื่องของพี่นา แล้วตกลงเรามาทำไมเนี่ย หื้ม”

นักรบคลายมือหนาออกจากเอวบางข้างหนึ่ง ก่อนจะพลิกตัวกลับมาพิงสะโพกสอบกับเคาน์เตอร์ พลางมองจ้องกับเจ้าเด็กตัวแสบจอมเอาแต่ใจ พร้อมกระชับแขนข้างที่ยังคงโอบเอวบางอยู่ให้แนบชิดกับอกแกร่ง

“มาจัดปาร์ตี้ไงพี่นักรบ ถามได้ ไหนๆ พวกเราก็อยู่กันครบทีมแล้ว แบบนี้มันต้องฉลองกันหน่อย” ไหล่บางไหวนิด เอ่ยตอบเสียงเรียบให้นักรบได้ขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ

“ฉลอง? ฉลองอะไร ไม่มีสอบหรือไงเรา”

“เค้าสอบเสร็จแล้ว อาจารย์เพิ่งเลื่อนมาสอบวันนี้”

“สอบเสร็จแล้ว? นี่เพิ่งจะกี่โมงเอง” มองดูเวลาจากนาฬิกาสีทองเรือนหรูบนข้อมืออย่างไม่อยากจะเชื่อคำเจ้าเด็กดื้อสักเท่าไหร่

“อาจารย์นัดคุยงานแล้วก็สอบแต่เช้า และเค้าทำเสร็จภายในหนึ่งชั่วโมงเพราะหัวดี” ยกนิ้วชี้เคาะขมับขวาตัวเองเบาๆ ด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจ ซึ่งที่ผิงผิงพูดมาก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินจริงเลยสักนิด คนตระกูลนี้ล้วนแต่ฉลาดและหัวดีด้วยกันทั้งนั้น อย่างเจ้าเด็กแสบนี่ได้ที่หนึ่งของชั้นมาตลอด ทั้งที่เวลาสอบเจ้าตัวไม่แม้แต่จะคิดหยิบจับหนังสือมาอ่านเท่าไหร่ถ้าไม่โดนไอ้เลโอมันบังคับ

“แล้วตอนนี้ก็ปิดเทอมเรียบร้อย พร้อมกลับมาก่อกวนพี่ได้ตลอดเวลาเลยด้วยแหละ” ว่าแล้วก็ยักคิ้วข้างหนึ่งอย่างกวนๆ ใส่คนถาม พร้อมอมยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างมีความสุข ที่ต่อจากนี้จะมีเวลาว่างมาขัดขวางใครบางคน

“เฮ้อ แล้วจะฉลองอะไรล่ะเรา” สุดท้ายนักรบก็พ่นลมหายใจออกอย่างจำยอม ดูจากสายตาแล้วถ้าไม่ทำตามความต้องการ เห็นท่าว่าจะเกิดการระเบิดลงกลางครัวได้

“ก็จัดปาร์ตี้เล็กๆ เหมือนตอนอยู่จีนไง ไหนๆ ก็อยู่นี่ที่กันเกือบครบทีมแล้ว”

“ครบที่ไหนขาดไปอีกสอง”

“ก็เอาเท่าที่มีไปก่อนสิ อีกสองไว้มาเมื่อไหร่เราค่อยจัดใหม่ก็ได้ นานๆ พี่ยีนส์จะบินกลับมาหากันสักที” ผิงผิงกลอกตาไปมา พรูลมหายใจอย่างหน่ายกับคำพูดของพี่ชายตัวสูง บางทีการแกล้งทำเป็นซื่อ ไม่รู้เรื่องของพี่นักรบก็น่าหมั่นไส้เหมือนกันนะ

“เดี๋ยวนะพี่นักรบ”

แต่ก่อนจะได้พูดอะไร ผิงผิงก็ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณขอเวลานอกพร้อมดีดตัว ก้าวยาวๆ เข้าไปใกล้เรือนกายสูงใหญ่ แล้วจัดการแหวกคอเสื้อของนักรบลง จนเผยช่วงไหล่กว้างกำยำอย่างคนชอบออกกำลังกาย เมื่อนัยน์ตากลมโตดันเหลือบไปเห็นรอยสีแดงตรงลำคอแกร่ง

“นี่ไปได้มายังไง” นิ้วเรียวชี้ลงบนรอยนั้น ก่อนจะหรี่เปลือกตาลงมองดวงตาคู่คมเป็นเชิงถาม ให้นักรบหัวเราะขำในลำคอกับเสียงครางฮื่อเบาๆ ของคนในอ้อมกอด

“เค้ามั่นใจ ว่าคนขี้อายและขี้กลัวอย่างจิณณ์ไม่มีทางกล้าทำอะไรแบบนี้แน่ๆ อ๊ะ! หรือว่า พี่…นี่บังคับอะไรอีกป่ะเนี่ย!” พอเลื่อนสายตาลงมองจิณณ์ที่ตอนนี้แดงไปทั้งหน้า แถมยังลามมาใบหูขาวนั่นอีก ผิงผิงก็แทบจะถลึงตา แยกเขี้ยวใส่นักรบทันที

“ให้ตายเถอะพี่นักรบ ช่วยถนอมจิณณ์หน่อยได้ไหม แค่นี้ก็บอบบางจะตายอยู่แล้วนะ”

“คนมันกำลังหลงเมียน่ะ น้องผิงต้องเข้าใจหน่อย” สองชีวิตที่แอบฟังอยู่ไม่ไกล เดินกอดคอกันกลับเข้ามาในครัวอีกครั้ง พร้อมประโยคที่ทำให้จิณณ์ยิ่งรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งหน้า

ยิ่งภาพเหตุการณ์ ตอนที่ตัวเองกำลังพยายามใช้ปากลบรอยจูบของหญิงสาวออกจากลำคอแกร่งของคุณนักรบฉายชัดขึ้นมาอีกครั้ง ดวงหน้าหวานก็ยิ่งแดงก่ำไปหมดจนต้องซุกหน้าเข้ากับอกอุ่นอย่างหาที่พึ่ง

ท่าทางที่ทำเอายีนส์และคนอื่นๆ ในครัวต่างพากันหัวเราะร่าออกมาอย่างเอ็นดูกับความน่ารักของคุณหนูจิณณ์ ที่เหมือนว่าเจ้าของอกแกร่งเองก็ดูจะชอบมากเสียด้วยสิ ริมฝีปากหนาถึงได้กระตุกยิ้มแถมยังกอดเอวบางซะแน่นไม่ยอมปล่อยเหมือนตอนอยู่ในสนามแข่งรถไม่มีผิด

“พูดมากว่ะพวกมึง”

“อ้าวๆ หวงหรือไง แค่นี้แซวไม่ได้เลยเหรอวะ”

“นั่นดิเฮียยีนส์ ปกติเฮียรบเคยยอมปล่อยให้ใครทำรอยได้ที่ไหน นี่อะไร แดงเป็นปื้นไปทั้งคอเลย ร้อนแรงไม่เบาเหมือนกันนะครับพี่จิณณ์” ท้ายประโยค ควันจงใจแซวคนที่ยังก้มหน้างุดอยู่กับอกแกร่งไม่ยอมมองใครทั้งนั้น

ฮื่อ ทำไมทุกคนถึงได้ชอบแกล้งให้จิณณ์หน้าร้อนกันนักนะ

“ไร้สาระ หมดธุระแล้วก็กลับ’เมกาไปเลยมึง” ได้ยินเสียงครางฮื่อจากคนในอ้อมกอด นักรบเลยแสร้งโบกมือไปมา ด้วยสีหน้าเรียบนิ่งใส่เพื่อนผิวเข้มเป็นเชิงไล่

“ทำมาเป็นไล่กูกลับ’เมกา รับความจริงที่กูพูดไม่ได้ก็บอกมาเถอะมึงน่ะ”

“ทำไมกูต้องรับไม่ได้ ในเมื่อกูไม่ได้เป็นแบบนั้น”

คำตอบและสีหน้าเคร่งขรึมที่ทำให้คนฟังได้กระตุกยิ้มมุมปากแสนเจ้าเล่ห์ แล้วเอ่ยประโยคถัดมาที่ทำให้นักรับต้องประกาศกร้าวเสียงดังลั่นบริเวณห้องครัวอย่างลืมตัว

“งั้นยกจิณณ์ให้กูไหมล่ะ เดี๋ยวกูดูแลเอง”

“มันเป็นของกู! ใครก็ห้ามแตะ!”

ไม่ใช่แค่คนที่อยู่ด้วยกันมานานจะอึ้งกับประโยคที่เสียงดังฟังชัดของนักรบ แม้แต่จิณณ์เองก็เป็นอันต้องเงยหน้าจากอกแกร่ง มองคนพูดด้วยแววตาวูบไหว ก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นถี่รัว จนน่ากลัวว่าคนที่กอดกันอยู่จะได้ยินและรู้สึกได้ว่าเขาหวั่นไหวแค่ไหนกับคำพูดนั้น

“หึๆ”

“ที่มานี่ก็เพราะจะคุยเรื่องเมื่อคืนไม่ใช่หรือไง ออกไปคุยที่ห้องนั่งเล่นเลยไปพวกมึง” เสียงหัวเราะในลำคอพร้อมสายตาล้อเลียนของยีนส์ ทำเอาคนที่เพิ่งรู้สึกตัวว่าเผลอพูดอะไรออกไปต้องแกล้งกระแอมในลำคอเบาๆ แก้เขิน ดวงหน้าหล่อเบือนหนีไม่ยอมสบกับนัยน์ตาเรียวของคนในอ้อมกอด

“เรื่องปาร์ตี้ อยากจัดก็จัดเลยแล้วแต่เรา พี่ยังไงก็ได้” ผิงผิงพยักหน้ารับคำทันทีทั้งที่ดวงตากลมโตเป็นประกายยังคงอึ้งและตกตะลึงไม่หายกับสิ่งที่ได้ยิน

“ส่วนมึง ไปช่วยป้าแก้วทำกับข้าวไป” เอ่ยสั่งคนในอ้อมกอดเสียงเข้มทั้งที่ยังไม่ยอมสบตา แต่ไม่วายจะกดปลายจมูกโด่งลงบนกลุ่มผมนุ่ม จากนั้นก็คลายอ้อมแขนออกแล้วเดินดุ่มๆ หนีออกจากห้องครัว ทิ้งให้จิณณ์มองตามแผ่นหลังกว้างด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ




---


ซึนเก่ง ปากแข็งเก่งแต่หน้าเน้อเฮียไปหมดแล้วนะเฮีย

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว