ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 6 – บทลงโทษ

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 – บทลงโทษ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 18k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 19 พ.ย. 2561 23:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 – บทลงโทษ
แบบอักษร

ตอนที่ 6 - บทลงโทษ



ภายในร้านกาแฟที่ถูกตกแต่งด้วยสไตล์ยุโรปย่านใจกลางเมืองมีเสียงเพลงคลอออกมาจากเครื่องเสียงชั้นดี กลิ่นหอมอ่อนๆ จากช็อกโกแลตร้อนที่เพิ่งชงเสร็จใหม่ในแก้วเซรามิกสีขาว ลอยคละคลุ้งไปทั่วถูกวางลงบนบาร์ของเคาน์เตอร์คาเฟ่ ซึ่งบัดนี้มีจิณณ์นั่งอยู่บนเก้าอี้เดี่ยวทรงสูง

“เอาล่ะค่ะ คราวนี้พี่จะบอกหนูได้หรือยัง ว่าพี่หายไปไหนมาหลายวัน” เม็ดพลอยเอ่ยขัดขึ้น ทำลายความเงียบที่ถูกก่อตัวระหว่างเธอและพี่จิณณ์ ฝ่ามือเรียววางค้ำลงบนเคาน์เตอร์ฝั่งตรงข้าม มองคนที่หยิบแก้วช็อกโกแลตร้อนขึ้นดื่มด้วยความเป็นห่วง

“พี่จิณณ์รู้ใช่ไหม ว่าหนูกับพี่ทับทิมเป็นห่วงพี่มากนะคะ มีแค่ข้อความส่งมาขอลางานแล้วหลังจากนั้นพวกเราก็ติดต่อพี่ไม่ได้อีกเลย”

“พี่ขอโทษนะน้องพลอย พี่ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เป็นห่วงแต่มันมีเรื่องจำเป็นจริงๆ”

“จำเป็นถึงขนาดว่าทำให้ข้อมือพี่เป็นรอยแดงแบบนั้นด้วยหรือเปล่าคะ” เม็ดพลอยถอนหายใจเฮือกใหญ่ ตากลมโตเหลือบมองรอยแดงช้ำบนข้อมือเรียวอย่างสงสัย

เพราะพี่จิณณ์เป็นคนขาวและตอนนี้เจ้าตัวก็สวมเพียงเสื้อยืดสีเข้มตัวโคร่งที่ดูจะไม่ใช่ไซส์เจ้าตัวเลยสักนิด เลยทำให้มองเห็นริ้วแดงน่ากลัวที่ไม่เคยมีบนข้อมือขาวของพี่ชายตัวบางได้อย่างชัดเจนจนเม็ดพลอยต้องขมวดคิ้วเข้าด้วยกันเป็นปมแน่น

มองยังไงก็รอยถูกมัดชัดๆ

“เอ่อ…” เผลอดึงข้อมือตัวเองมาซ่อนอย่างลืมตัว ท่าทางอึกอักเหมือนต้องการจะปกปิดอะไรบางอย่างเรียกเสียงผ่อนลมหายใจจากเม็ดพลอยได้เป็นอย่างดี

“พี่จิณณ์ หนูเป็นห่วงพี่มากเลยนะคะ ถ้ามีอะไรไม่สบายใจก็บอกหนูหรือไม่ก็พี่ทับทิมได้เสมอ พวกเราก็เหมือนครอบครัวของพี่” เม็ดพลอยเลื่อนมือไปคว้าจับข้อมือเรียวที่กำลังลูบรอยแดงช้ำตรงข้อมือตัวเองเบาๆ มากุมไว้แน่น พลางว่าด้วยน้ำเสียงและแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใย

“พี่แค่…” ไม่อยากให้เราต้องมาเดือดร้อนไปด้วย

ไม่ใช่จิณณ์ไม่รู้ว่าทั้งพี่ทับทิมและเม็ดพลอยเองต่างก็เป็นห่วงและรักเขามากขนาดไหน ความจริงต้องเรียกว่าทั้งสองคนรักเขาเหมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกันเลยด้วยซ้ำ แต่จะให้เขาบอกได้ยังไงกันว่าถูกจับตัวไปแก้แค้น แถมยัง…โดนทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจเสียขนาดนั้น

กรุ๊งกริ๊ง

ยังไม่ทันที่จิณณ์จะได้เอ่ยตอบอย่างใจคิด เสียงกระดิ่งหน้าร้านก็ดังขึ้นเป็นสัญญาณว่ามีผู้มาใหม่ผลักบานประตูเข้ามา เป็นเหตุให้ทั้งสองเงียบลงก่อนจะหันไปมองยังที่มาของเสียง

“ขอโทษด้วยนะคะ ตอนนี้ทางร้านปิดแล้วค่ะ ไว้มาใหม่อีกทีพรุ่งนี้นะคะ” เม็ดพลอยขมวดคิ้วเป็นปมแน่น จำได้ว่าก่อนจะเข้ามาชงเครื่องดื่มให้พี่จิณณ์และเผื่อแผ่ไปยังร่างสูงหน้าหล่อหุ่นแซ่บด้านนอก เธอขึ้นป้ายตรงประตูหน้าร้านว่า ‘Close’ แล้วนะ

“คุณนักรบ…”

ผิดกับจิณณ์ที่เบิกตาขึ้นเล็กน้อย พลางลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่อย่างยากลำบาก เมื่อเห็นร่างสูงใหญ่กับใบหน้าหล่อเหลาอันแสนคุ้นเคยที่กำลังย่างเท้าก้าวเข้ามา

ทุกย่างก้าวของคนตัวสูงที่เข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้าแต่ดูมั่นคง บีบรัดหัวใจดวงน้อยของจิณณ์ที่แววตาวูบไหวให้เต้นระรัวจนปวดหนึบไปหมด เพียงแค่มุมปากหนาที่หยัดยิ้มหยันพร้อมกับคำพูดประโยคเดียวทำเอาจิณณ์แทบลืมหายใจ

“หึ เจอตัวจนได้สินะ”

ฝ่ามือหนาทั้งสองวางคร่อมร่างของจิณณ์เอาไว้ทันทีที่เข้าประชิดตัว ปิดกั้นทุกหนทางรอด ดวงตาคู่คมยังคงจับจ้องใบหน้าหวานที่ซีดราวกับกระดาษ ซ้ำยังมีเหงื่อเม็ดใสผุดขึ้นตามขมับขาวทั้งสองข้างอย่างนึกสมเพช คิดจะหนีไปจากเขา แต่เจ้าตัวคงไม่รู้ว่าหนียังไงก็หนีไม่รอด

เพราะอะไรน่ะเหรอ?

เพราะนักรบแอบติดเครื่องติดตามตัวบนสร้อยที่อีกคนใส่ ตั้งแต่วันแรกแล้วยังไงล่ะ

“กูเคยเตือนมึงว่ายังไงจิณณ์ อย่าคิดหนีใช่ไหม ทำไมมึงถึงไม่ฟัง”

“ผะ…ผมไม่ได้หนีนะครับ”

หมับ

“ไม่ได้หนีเหรอ ไม่ได้หนีแล้วมึงมาอยู่ที่นี่มันหมายความว่ายังไงห้ะ!” ฝ่ามือหนาคว้าหมับเข้าที่คางมนของคนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออย่างเต็มแรง เสียงกระแทกลมหายใจหนักๆ จากคนด้านบน บ่งบอกได้ชัดว่าเจ้าตัวพยายามระงับอารมณ์ที่ดูท่าจะคุกรุ่นของตัวเองขนาดไหน

“ผะ…ผมไม่ได้หนีจริงๆ นะครับ ผมแค่อยากจะ โอ๊ย!” ไม่ทันจบประโยคมือหนาก็ออกแรงกระชากที่ต้นแขนเรียว จนร่างบางของจิณณ์ลอยเข้าสู่อ้อมอกแกร่ง ใบหน้าหวานเหยเกหลุดร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปวดระคนตกใจ

“กล้ามากที่หนีมาแบบนี้ กูจะทำให้มึงรู้**…ว่านรกของจริงมันเป็นยังไง**” มุมปากหนากระตุกยิ้มร้าย พ่นลมหายใจหนักๆ แล้วดันกายบางออกห่าง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นออกแรงฉุดกระชากตรงข้อมือเรียวบังคับให้เดินตาม

“พี่จิณณ์” เม็ดพลอยที่เพิ่งตั้งสติได้เอ่ยขึ้น เตรียมจะก้าวตามคนทั้งสองออกไป หากไม่ติดที่ร่างสูงของเลโอเข้ามาขวางไว้เสียก่อน

“ถ้าผมเป็นคุณ ผมจะไม่ทำอะไรที่มันเดือดร้อน”

“พี่จิณณ์ พี่จิณณ์…จะไม่เป็นไรใช่ไหม” แม้จะยังสับสนและจับต้นชนปลายกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ได้ แต่เม็ดพลอยก็พอจะเข้าใจความหมายในคำพูดและแววตาจริงจังของคนตรงหน้าเป็นอย่างดี

“ผมสัญญาว่าจะช่วย เท่าที่ช่วยได้”

“งะ…งั้น คุณได้โปรดช่วยพี่จิณณ์ด้วยนะคะ ได้โปรด…อย่าให้ใคร ทำร้ายพี่จิณณ์” เลโอพยักหน้ารับคำอีกคน ก่อนจะหมุนตัวออกจากร้านไปอย่างรวดเร็ว

ช่วงขายาวก้าวมาหยุดยืนข้างร้านกาแฟ พิงไหล่ไปกับกำแพง มองเจ้าน้องชายตัวสูงที่มีผ้าพันแผลพันอยู่บนศีรษะที่ยังคงยกเท้าขึ้นเตะและถีบเข้ากลางลำตัวคนที่นอนสะบักสะบอม ร้องโอดครวญอยู่บนพื้นถนนอย่างเจ็บปวดจากบาดแผลที่ถูกเฮียนักรบใช้มีดปักเข้าที่มือขวาจนเลือดอาบ

“มึงวอนหาเรื่องเองนะไอ้เหี้ย”

ปึก

“นี่สำหรับที่มึงตีกูจนได้แผล”

ปึก

“นี่สำหรับที่มึงทำให้พี่จิณณ์ของกูต้องลำบาก” ควันย่อตัวลงนั่งบนส้นเท้า กระชากกลุ่มผมดำให้แหงนขึ้นมาสบตา ก่อนจะเอ่ยกำชับเสียงเหี้ยม

“จำไว้ อย่ามาล้ำเส้นเรื่องของเฮียกูอีก”


.

.

.


ปึง!

“อ๊ะ!”

ร่างบางของจิณณ์ถูกมือหนาเหวี่ยงให้นอนราบลงกับเบาะหลังของรถคันหรู พร้อมร่างสูงของนักรบที่ตามลงมาทาบทับแทบทันที รวบข้อมือเรียวทั้งสองข้างเอาไว้ด้วยมือข้างเดียว ส่วนขาแกร่งก็กดทับขาเรียวของคนใต้อาณัติไม่ให้ดิ้นหนี

ริมฝีปากร้อนประกบจูบลงบนริมฝีปากบางที่สั่นระริก สอดลิ้นเข้าไปภายในโพรงปากหวานอย่างดุดันและจาบจ้วง กวาดต้อนเก็บเกี่ยวทุกหยาดน้ำหวานอย่างตะกรุมตะกรามและเอาแต่ใจ จนร่างบางครางอื้ออึงออกมาอย่างเจ็บปวด มือหนาสอดเข้าใต้เสื้อยืดตัวบาง ลูบไล้บีบเค้นเต็มแรงไปตามผิวนุ่มลื่นมือที่เขาเคยสัมผัส

รสจูบยิ่งทวีคูณความรุนแรงมากขึ้น จนได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วทั้งโพรงปาก จิณณ์ดิ้นไปมาส่งเสียงร้องท้วงในลำคอเพราะอากาศใกล้จะหมด แนวฟันคมขบกัดลงบนกลีบปากล่างก่อนจะยืดดึงมันแล้วสะบัดออกเต็มแรง ราวกับจะทำให้เนื้อนุ่มหยุ่นนั้นขาดติดมาด้วย

“กูเคยเตือนมึงแล้วว่าอย่าคิดหนี เพราะต่อให้มึงหนีไปไกลแค่ไหน ยังไงกูก็จะตามหามึงจนเจอ” เสียงทุ้มแหบพร่ากระซิบข้างใบหูขาวของคนที่นอนหอบหายใจหน้าแดง

“ผะ…ผมไม่ได้ อึ่ก หนีจริงๆ นะครับ คุณนักรบ ฮึก ได้โปรดเชื่อที่ผมบอกถะ…โอ๊ย!” ดวงหน้าหวานเหยเกเพราะแรงกดตรงข้อมือเรียวที่เพิ่มมากขึ้น แววตาสั่นไหวของจิณณ์มองใบหน้าหล่อของเจ้าของลมหายใจอุ่นที่รินรดบนใบหน้า

“ไม่ต้องมาแก้ตัว กูไม่อยากฟัง”

จบประโยค ริมฝีปากบางที่บวมเจ่อจากรสจูบอันร้อนแรงเมื่อครู่ก็เม้มเข้าด้วยกันแน่น เพื่อกลั้นเสียงสะอื้น เป็นจังหวะเดียวกับที่ประตูด้านหน้าทั้งสองฝั่งถูกเปิดออก ตามมาด้วยสองร่างที่คุ้นเคยแทรกตัวเข้ามานั่งและปิดประตูลง โดยที่ทั้งสองไม่แม้แต่จะหันกลับมามองตรงเบาะหลัง

ห้องโดยสารภายในตัวรถคันหรูเงียบลงถนัดตา ได้ยินเพียงเสียงหอบหายใจของคนตรงเบาะหลังทั้งสองที่ยังคงนอนสบตากันนิ่งผ่านความมืด ควันเหลือบมองใบหน้าเรียบเฉยของเลโอที่มองตรงออกไปนอกรถ ทั้งสี่ไม่มีใครเปิดบทสนทนาหรือเอ่ยใดๆ ออกมาชวนให้บรรยากาศน่าอึดอัด

“เรียบร้อยแล้วเฮีย จะกลับเลยไหม”

ควันหลับตาแน่น สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ราวกับจะรวบรวมกำลังใจให้ตัวเอง ก่อนจะตัดสินใจทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดและเปิดบทสนทนาด้วยการเอ่ยถามเจ้านายร่างสูง ทั้งที่พอจะรู้อยู่แล้วว่าเวลานี้ควรทำสิ่งใดต่อไป

แควก!

ไม่สนใจจะตอบคำถาม ฝ่ามือหนาทั้งสองข้างของคนที่บดกรามแน่น คล้ายจะระงับอารมณ์โกรธ จัดการกระชากเสื้อที่อีกฝ่ายสวมอยู่จนขาดวิ่น ไม่สนแม้ว่านั่นจะเป็นเสื้อตัวโปรดของตนหรือราคามันจะสูงแค่ไหนก็ตาม วินาทีนี้นักรบมีเพียงความต้องการจะสั่งสอนคนที่กล้าลองดีกับเขา

เรือนผิวขาวเนียนละเอียดที่ยังคงมีรอยตีตราจากเขาแต่งแต้มอยู่ทั่วทั้งแผ่นอกบาง ไล่ไปจนถึงหน้าท้องแบนราบ ริมฝีปากหนาแค่นยิ้มให้ร่างบางที่พยายามห่อไหล่ ปกปิดร่างกายของตนจากดวงตาคู่คมที่มองราวกับจะกลืนกินเขาทั้งตัว

“ยะ…อย่า ฮึก อย่าทำอะไรผมเลย”

“ทำไม กลัวเหรอ”

พยักหน้ารับแทนคำตอบจนคนถามแค่นเสียงหัวเราะออกมา ดวงหน้าหล่อโน้มเข้าไปใกล้ ลิ้นร้อนไล้ใบหูขาวของคนด้านล่างแล้วขบเม้มเบาๆ จนจิณณ์หดตัวหนี มือหนาตรึงใบหน้าหวานให้มองสบกัน นักรบมองจ้องนัยน์ตาเรียวที่มีหยาดน้ำใสคลอรื้นขึ้นมาด้วยสายตาวาวโรจน์

กลัวงั้นเหรอ?

กลัวแล้วทำไมมันถึงกล้าหนีเขามาแบบนี้

“คิดว่ากูสนไหมล่ะ” ว่าจบ ก็ปิดริมฝีปากบางระเรื่อด้วยอวัยวะเดียวกันอย่างรุนแรง จิณณ์ดิ้นขัดขืนแม้จะรู้ว่าไม่มีทางสู้คนที่มีพละกำลังมากกว่าตนได้อยู่แล้ว

“ควัน ฮึก…ช่วยพี่ด้วย ฮึก”

นัยน์ตาเรียวสบกับดวงตาคมที่หันกลับมามองกันด้วยแววอาลัยอาวรณ์และความสงสาร เสียงหวานสั่นเครือเว้าวอนทางสายตาขอให้เด็กหนุ่มช่วย ควันเองก็อยากช่วยแต่เขาทำอะไรไม่ได้

“ช่วยเหรอ? มึงคิดว่าไอ้ควันมันจะช่วยมึงไหมห้ะ!” เสียงทุ้มตวาดดังลั่นรถอย่างหงุดหงิด จนจิณณ์ผวาสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ มือหนาข้างที่จับคางมนเอาไว้ลงแรงบีบมากขึ้นเรื่อยๆ จนใบหน้าหวานเหยเก มืออีกข้างโยนกุญแจรถไปด้านหน้าพลางว่าเสียงทุ้มต่ำ

“เลโอไม่ต้องแวะเข้าอู่ ขับไปบ้านใหญ่เลย”

มือหนาลงแรงบีบคางมนให้อ้าออก ก่อนจะสอดลิ้นเข้าไปภายใน ดูดดุนลิ้นเล็กอย่างผู้ชำนาญจนหยาดน้ำหวานไหลย้อนตามมุมปาก กระชากปลายลิ้นกลับแล้วลงแรงกัดปลายลิ้นเล็กจนได้เลือด ราวกับจะลงโทษที่อีกคนกล้าร้องขอลูกน้องเขาเสียงหวาน

ดวงหน้าหล่อผละออกจากกลีบปากบาง เคลื่อนจมูกโด่งได้รูปลงซุกไซ้ซอกคอขาว สูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆ อย่างกระหายพร้อมฟันคมขบกัดลงเต็มแรงจนแทบจะจมเขี้ยว ฝ่ามือร้อนก็บีบเค้นเอวบางอย่างหนักหน่วงจนเกิดรอยนิ้วมือแดงช้ำทั่วทั้งร่างขาว

จิณณ์กรีดร้องเสียงดังลั่นรถ อยากจะดิ้นรนหนีสัมผัสอันแสนโหดร้ายและป่าเถื่อนไร้ซึ่งความปรานี แต่ติดตรงที่ถูกคนตัวสูงทาบทับเอาไว้ เลยทำได้เพียงแค่ยกมือเรียวที่เป็นอิสระขึ้นโอบกอดรอบลำคอแกร่งอย่างต้องการที่ยึดเหนี่ยว

“อ๊ะ อื้อ…โอ๊ยเจ็บ”

ยิ่งได้ยินเสียงหวานหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากบาง ยามที่ปลายลิ้นร้อนชื้นและฟันคมแตะโดนตุ่มไตสีสวยคนด้านบนก็ยิ่งได้ใจ ขบกัด ดูดเม้มมันเสียเต็มแรง ปลายลิ้นร้อนลากตั้งแต่ฐานอกไล่ขึ้นมาเรื่อยจนถึงยอดตุ่มไตที่ชูชัน ส่วนอีกข้างก็ถูกนิ้วเรียวยาวกดคลึง บีบเน้นหนักหน่วงจนคนใต้ร่างต้องแอ่นอกด้วยความเจ็บปวดระคนเสียวซ่าน

ริมฝีปากร้อนเปลี่ยนสลับข้างจนพอใจ ก่อนจะไล่ต่ำลงมาเรื่อยๆ ดูดเม้มสร้างรอยประทับเอาไว้ทุกที่ที่ลากผ่านจนถึงหลุมสะดือสวย ลิ้นร้อนสอดมันเข้าไปก่อนจะไล่วนจนกายบางที่ถูกสัมผัสต้องบิดเร่าอย่างทรมาน

“อย่านะ…อย่า…ฮึก”

นักรบเลื่อนมือไปดึงจับขอบกางเกงที่คนตัวเล็กใส่ มือหนาทั้งสองปลดกระดุมและรูดซิปลง จัดการกระชากมันออกจากเรียวขาขาวพร้อมกับชั้นในตัวจิ๋วอย่างรวดเร็วและชำนาญ มือเรียวสั่นระริกเลื่อนลงปิดส่วนอ่อนไหวกลางลำตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อรับรู้ถึงความเย็นจากการไร้ซึ่งอาภรณ์ใดๆ ปกปิด

นักรบปัดมือเรียวออกก่อนจะจับขาเรียวทั้งสองแยกออกกว้าง จากนั้นก็ยกข้างหนึ่งพาดกับเบาะข้างที่นั่งคนขับ อีกข้างพาดกับไหล่หนาของตัวเองพลางเลื่อนมือลงไปปลดกระดุมและรูดซิปลง จัดการดึงเอาความเป็นชายที่ขยายใหญ่ออกมาจ่อที่ช่องทางสีสวย แล้วสอดมันเข้าไปทีเดียวโดยไม่มีการเบิกทางใดๆ จนมิดด้าม

“โอ๊ย! เจ็บ ฮึก…จะ…เจ็บ เอา…ออกไปนะ…เอาออกไป…ฮึก”

ความทรมานเหมือนร่างกายจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ทำเอาจิณณ์หวีดร้องเสียงดังลั่นรถ และยิ่งดังมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสะโพกสอบเริ่มขยับสวนกายเข้าออก กระแทกรัวเร็วไม่สนด้วยซ้ำว่าคนใต้ร่างจะคุ้นชินกับความใหญ่โตนั้นหรือไม่

พั่บๆๆๆ

“อื้มมมม”

“อ้ะ…ฮึก…อาห์…เจ็บ ฮือออ”

กายบางบิดเร่าพยายามหลีกหนีจากสัมผัสอันแสนป่าเถื่อนและโหดร้าย แต่เพราะภายในรถมีพื้นที่จำกัด เพียงแค่นักรบโน้มตัวลงมาทาบทับแล้วบดจูบริมฝีปากบางที่บวมเจ่อซ้ำแล้วซ้ำเล่าจิณณ์ก็ไร้ซึ่งหนทางรอด

ขาเรียวข้างที่พาดบนไหล่หนาร่วงหล่นลงมาที่ต้นแขนแกร่งอย่างไร้เรี่ยวแรง ก่อนจะถูกคนที่ผละกายลุกขึ้นนั่งตัวตรงจับมันให้กลับไปวางที่เดิมอีกครั้ง จากนั้นก็จับเอวบางไว้แน่นแล้วกระหน่ำกระแทกเข้าออกช่องทางด้านล่างอย่างรุนแรงตามแรงอารมณ์จนจิณณ์สั่นคลอน

สวบๆๆๆ

“อะ…อ้ะ… คุณ นักรบ จะ…เจ็บ อึ่ก…เบาหน่อย อึ้กๆ” มือเรียวยกขึ้นดันหน้าท้องแกร่ง ปลายเล็บจิกผ่านเสื้อยืดสีเข้มตัวบางอย่างลืมตัว ลืมแม้กระทั่งคำขู่ที่เคยบอกจิณณ์เอาไว้ว่าจะเป็นยังไงหากเขาทำร้ายร่างกายของอีกฝ่าย

นักรบหยุดการกระทำแล้วมองคนที่หอบหายใจถี่จนแผ่นอกบางกระเพื่อมขึ้นลง ก่อนจะโน้มตัวลงไปแนบหน้าผากกว้างของตัวเองกับหน้าผากมนของคนด้านล่าง แลกเปลี่ยนลมหายใจซึ่งกันและกัน

“มึงคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์สั่งกูงั้นเหรอ”

พรึ่บ!

“อ๊า!!! อื้อ จะ…เจ็บ” จิณณ์ครางลั่น เมื่อร่างสูงจงใจดึงแก่นกายออกจนเกือบสุด แล้วกระแทกกลับเข้าไปใหม่อย่างเต็มแรงจนร่างบางหัวสั่นคลอน ก่อนจะแสยะยิ้มออกมาอย่างสะใจ เมื่อเห็นดวงหน้าหวานที่เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตาเหยเกด้วยความเจ็บปวด

“ยิ่งมึงเจ็บ กูยิ่งสะใจ”

แก่นกายร้อนผ่าวกดกระแทกเข้ากับจุดกระสันภายใน ทำเอากายบางกระตุกวาบ ผวาขึ้นโอบกอดรอบลำคอแกร่ง ช่องทางด้านหลังขมิบถี่ ตอดรัดความใหญ่โตที่ยังคงกดเน้นหนักๆ หลายครั้งอย่างต้องการยืนยันคำพูด

“อ้ะ…อ๊า ตรงนั้น ยะ…อย่า จะ…อึ่ก จะออกแล้ว ฮื่อออ”

ท่อนแขนแกร่งโอบกอดเอวบางแน่นแล้วกระแทกกระทั้นกาย พลางเลื่อนมืออีกข้างลงไปกอบกุมแก่นกายเล็กของจิณณ์ รูดขึ้นลงช้าๆ ให้ร่างบางบิดเร่าอย่างทรมาน มือเรียวเลื่อนลงหมายจะจัดการด้วยตัวเองแต่ถูกร่างสูงปัดออก ก่อนนิ้วโป้งร้อนจะบดขยี้แล้วปิดรอยแยกของแก่นกายเล็กที่บวมเป่งพร้อมปลดปล่อยเอาไว้

“จำเอาไว้ว่าไม่มีสิทธิ์หนีไปจากกู”

“อึก…”

“เพราะมึงเป็นของกู จิณณ์ มึงเป็นของกู”

“ฮึก คะ…คุณ”

“ของกูคนเดียว” เสียงแหบพร่ากระซิบชิดใบหูขาวสลับกับครางต่ำอย่างพอใจ ฟันคมขบเม้มจนเป็นรอยแดง พลางกดแก่นกายใหญ่ย้ำตรงจุดกระสันหนักๆ เน้นๆ จนจิณณ์ครางลั่น สวนสะโพกมนตอบรับสัมผัสของอีกฝ่ายอย่างลืมตัว

น้ำตามากมายยังคงพรั่งพรูออกจากหน่วยตาเรียวที่แดงก่ำ เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสลับกับเสียงครางต่ำอย่างสุขสมและเสียงสะอื้นอย่างเจ็บปวดดังทั่วไปทั้งห้องโดยสารภายในรถหรู

คนทั้งคู่จมอยู่กับห้วงแห่งอารมณ์ที่ถ่ายทอดให้แก่กัน โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควันก้าวลงจากรถไปตอนไหน ไม่รับรู้แม้กระทั่งว่ารถคันหรูเคลื่อนตัวออกจากร้านกาแฟแล้วแล่นไปตามท้องถนนกว้างตั้งแต่เมื่อไหร่

หรือลืมแม้กระทั่งว่าใครอีกคนต้องพยายามควบคุมตัวเองแค่ไหน เพื่อไม่ให้เผลอเหยียบคันเร่งตามแรงอารมณ์ที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ

รถคันหรูขับเคลื่อนเข้าสู่คฤหาสน์หลังใหญ่ ในขณะที่บทรักอันเร่าร้อนตรงเบาะด้านหลังสิ้นสุดลง พร้อมเสียงครางอันสุขสมดังไปทั่วทั้งห้องโดยสาร ปลายเท้ายาวแตะเบรกชะลอความเร็วของรถให้จอดสนิทหน้าประตูคฤหาสน์ที่เปิดออกพร้อมแม่บ้านอีกสองคนในชุดนอน

นักรบผละกายออกจากคนที่ยังนอนสะอื้น หอบหายใจถี่ มือหนายกขึ้นปาดหยดเหงื่อข้างขมับทั้งสองข้างออก จัดแจงรูดซิปกางเกงตัวเองให้เข้าที่ ก่อนจะเอื้อมไปหยิบกางเกงที่วางอยู่ตรงพื้นขึ้นมาใส่ให้อีกคนอย่างรวดเร็ว

“เสร็จแล้วมึงจะกลับอู่หรือจะไปหาน้องที่คอนโด”

“เดี๋ยวผมกับไอ้ควันกลับอู่ดีกว่าเฮีย ว่าจะแวะไปดูอู่อีกรอบเพื่อความชัวร์”

“เออ”

แต่งตัวให้คนที่นอนหมดแรงเสร็จก็คว้าแขนเรียวของร่างบางมากำแน่น ออกแรงดึงให้ลุกขึ้นนั่ง โดยไม่ลืมจะหันไปบอกกับเลโอที่ยังนั่งประจำอยู่ฝั่งคนขับเสียงแหบพร่า แล้วกระชากแขนเรียวให้ลงจากรถจนจิณณ์ที่ยังไม่ได้ตั้งตัวแทบจะหกล้มคะมำลงไปกับพื้น

“เดินดีๆ สิวะ”

“ผม…ไม่มีแรง”

“อย่ามาสำออย”

ท่อนแขนแกร่งรีบรวบเอวบางของคนที่เสียงแหบพร่า แข้งขาอ่อนแรงมากอดเอาไว้แน่นก่อนจะทรุดลงไปกองกับพื้น ท่ามกลางสายตาตกใจระคนสงสัยของบรรดาแม่บ้านทั้งหลายที่มองคนตัวบางสะอึกสะอื้น ผมเผ้ากระเซิง เสื้อผ้าหลุดลุ่ยแถมยังมีรอยกัด รอยประทับเต็มผิวขาวเนียนไปหมด

มือเรียวที่เริ่มมีริ้วรอยเหี่ยวย่นตามวัยอันร่วงโรยของหัวหน้าแม่บ้านอย่างป้าแก้วยกขึ้นทาบอก เบิกตากว้างมองภาพตรงหน้าอย่างตกใจ

“ตายแล้ว นี่มันอะไรกันคะคุณชาย”

“ไม่มีอะไรครับป้า เดี๋ยวยังไงรบกวนฝากปิดประตูด้วยนะครับ”

“ได้ค่ะคุณชาย ว่าแต่นั่น…” หญิงสูงวัยหัวหน้าแม่บ้านพยักหน้ารับ ก่อนจะลดสายตาลงมองร่างบางที่สะอึกสะอื้น ก้มหน้าก้มตา ไม่กล้ามองใครอยู่ในอ้อมกอดคุณชายอันเป็นที่รักของเธอด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสงสัยระคนเป็นห่วง

“ไม่จำเป็นหรือถ้าผมไม่สั่ง อย่าให้ใครขึ้นไปบนห้องผมเด็ดขาดนะครับ”

น้ำเสียงเรียบเย็นว่าจบ นักรบก็จัดการลากคนในอ้อมแขนให้เดินตามเข้าไปในตัวบ้าน ทันทีที่ร่างสูงของคุณชายประจำตระกูลนิธิปวงศกรหายลับเข้าไปในตัวบ้านพร้อมร่างบางที่ไม่คุ้นหน้า บรรดาแม่บ้านต่างก็รีบกรูกันเข้ามาล้อมหัวหน้าแม่บ้านอย่างรวดเร็ว

“หยุดความสงสัยทั้งหมดเอาไว้ แล้วไปนอนกันได้แล้ว เดี๋ยวฉันจัดการส่งคุณๆ เขาเอง”

“โธ่,ป้า!”​ 

หญิงสูงวัยเอ่ยดักขึ้นอย่างรู้เท่าทันความคิด ก่อนจะรีบหมุนตัวไปหาสองหนุ่มร่างสูงอันคุ้นเคยที่ยืนกอดอกคุยกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ข้างๆ ประตูรถคันหรูของเจ้าของคฤหาสน์แห่งนี้ โดยไม่สนเสียงโอดครวญของอีกสองสาวใช้

“ผมเป็นห่วงพี่จิณณ์ว่ะเฮีย”

“เป็นห่วงแล้วจะทำอะไรได้วะ เฮียพามาบ้านใหญ่แบบนี้ แปลว่าเฮียเอาจริง”

“หมายความว่ายังไงคะ คุณเลโอ” และบทสนทนาของชายหนุ่มทั้งสองก็ทำเอาคนที่เพิ่งเดินมาต้องขมวดคิ้วเป็นปมแน่น อดไม่ได้จะเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“ป้าแก้ว…”

“คุณๆ อย่าคิดจะปิดบังป้ากันนะคะ ป้ารู้จักคุณชายของป้าดี ท่าทางแบบนั้นไม่ธรรมดาแน่ๆ ใช่ไหมคะ” ท่าทางราวกับจงเกลียดจงชังและเคียดแค้นแบบนั้น มันเกินกว่าจะบอกว่าไม่มีอะไรแน่ๆ

“โธ่, ป้าครับ” ควันวิ่งถลาเข้าไปกอดรอบเอวของหญิงสูงวัยอย่างออดอ้อน พลางซบดวงหน้าหล่อเหลาที่ดูเหมือนจะมีบางอย่างในใจและเหนื่อยล้ากว่าทุกๆ ครั้งที่เจอ ให้มือเรียวที่เหี่ยวย่นยกขึ้นตีบนท่อนแขนแกร่งเบาๆ

“ไม่ต้องมาอ้อนเลยค่ะ บอกมาเลยนะคะ ว่าคุณคนนั้นเป็นใคร”

“เฮ้อ, คงปิดไม่ได้แล้วสินะครับ” เลโอถอนหายใจอย่างจำนน มองหญิงสูงวัยที่พยักหน้าเป็นเชิงตอบรับ

“เขาคือคุณจิณณ์ จิรนนท์ ทายาทคนเดียวของตระกูลฐานนันท์ญาครับ”

“คุณพระช่วย! ตายจริง” และคำบอกเล่าของเลโอก็ทำเอาป้าแก้วหลุดร้องอุทานอย่างตกใจ ยกมือขึ้นทาบอก พลางส่ายหน้าไปมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ

ท่าทางอากัปกิริยาเหล่านั้นที่ทำให้เลโอพยักหน้าขึ้นลง ยืนยันอีกครั้งว่าสิ่งที่เขาพูดไปทั้งหมดคือความจริง ก่อนดวงหน้าหล่อที่ฉายแววเหนื่อยอ่อนจะหันไปมองทางระเบียงห้องนอนตรงชั้นสองอย่างรู้สึกสงสารจับใจ

“นั่นล่ะครับ คือเหตุผลว่าทำไมเฮียถึงได้เป็นแบบนั้น”


.

.

.


“คุณ…จะพาผมไปไหน” พยายามบิดคลายข้อมือเรียว หวังให้มันหลุดจากคีมเหล็กที่บีบแน่นจนเจ็บร้าวไปหมด ราวกับกระดูกจะแหลกคามือของอีกคน

สองแก้มขาวเนียนยังคงขึ้นสีระเรื่อไม่หยุด ซ้ำยังลามไปทั่วผิวขาวราวกับน้ำนมอย่างรู้สึกเขินอาย เพราะร่างกายเกือบจะเปลือยเปล่าที่ปรากฏให้คนแปลกหน้ามากมายได้มองเห็นรอยประทับตราชวนให้ขายหน้าเป็นที่สุด

“ที่นี่มัน…”

จิณณ์หลุดเสียงแผ่วเบาคล้ายกระซิบ นัยน์ตาเรียวเบิกกว้างแทบทันที เมื่อช้อนขึ้นมองไปรอบๆ บริเวณที่เขาถูกคนใจร้ายบังคับฉุดลากให้เดินผ่าน

คงเพราะก่อนหน้านี้จิณณ์เอาแต่ก้มหน้าก้มตา ไม่ได้มองว่าตนเองถูกคนใจร้ายพาไปที่ไหน และเมื่อตั้งสติได้นัยน์ตาเรียวก็กวาดมองไปรอบๆ พร้อมหยาดน้ำตาที่คลอรื้นรอบหน่วยตาเรียวด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย

แม้ว่ากาลเวลาจะล่วงเลยผ่านไปนานสักแค่ไหน แต่จิณณ์ก็จำได้ดี

จำได้ดีว่าที่แห่งนี้คือ…

“บ้านของผม”

“หึ บ้านของมึงเหรอ ของมึงงั้นเหรอ”

ขายาวหยุดชะงัก หันกลับมามองคนข้างตัวช้าๆ นักรบแค่นเสียงหัวเราะออกมาอย่างนึกสมเพชกับประโยคที่คล้ายจะเหม่อลอย เสียงทุ้มย้ำซ้ำๆ พลางลงแรงบีบที่ข้อมือเรียวหนักขึ้นกว่าเดิม พร้อมทั้งเลื่อนมืออีกข้างบีบคางมนแน่นจนใบหน้าหวานต้องเหยเก หลุดเสียงร้องออกมาอย่างเจ็บปวด

“นี่มันบ้านของกู!” น้ำเสียงห้วนที่ตวาดลั่นทำเอาจิณณ์สะดุ้งเฮือก ก่อนจะถูกอีกคนเปลี่ยนจากบีบข้อมือเรียวมาเป็นจับที่ต้นแขนขาวแน่น พลางมองด้วยสายตาวาวโรจน์อย่างน่ากลัว

“บ้านที่พ่อมึงโกงไปจากครอบครัวกูไง!”

นักรบตวาดใส่หน้าอีกคนเสียงดังลั่น จับไหล่บางเขย่าไปมาอย่างแรงจนตัวสั่นคลอน ก่อนจะผลักจนร่างบางหงายหลังล้มลงไปกองอยู่กับพื้น จิณณ์นิ่วหน้าร้องโอดครวญออกมาด้วยความเจ็บปวด เพราะแรงกระแทกอย่างแรงตรงบริเวณด้านหลัง

“ไม่จริง ไม่จริง ผมไม่เชื่อ ฮึก พ่อผมไม่มีทางทำแบบนั้น” ดวงหน้าหวานสะบัดไปมา กลีบปากบางบ่นพึมพากับตัวเองเบาๆ เมื่อสมองเริ่มประมวลผลประโยคข้างต้นที่ได้ยินเสร็จอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง

บ้านที่เคยเป็นของเขา มันไม่ใช่ของเขาอีกต่อไป

ไหนคุณพ่อเคยบอกว่าบ้านหลังนี้มันเป็นของขวัญวันเกิดของเขายังไงล่ะ

ไหนคุณพ่อบอกว่ามันเป็นสิ่งที่มาจากน้ำพักน้ำแรงและความพยายามของคุณพ่อยังไงล่ะ

แต่ทำไม…ทำไมคนใจร้ายคนนี้ถึงบอกว่าบ้านหลังนี้ไม่ใช่ของเขาล่ะ

“มึงต้องเชื่อ เพราะมันคือความจริง ความจริงที่ว่าพ่อมึงเอาทุกอย่างไปจากกู เอาทุกอย่างไปจากครอบครัวกู!”

ยิ่งเห็นคนตรงหน้าพึมพากับตัวเองคล้ายคนละเมอ ความร้อนในใจก็ยิ่งปะทุแน่นจนต้องลงไปฉุดอีกคนให้ขึ้นมาสบตากัน ก่อนจะบีบไหล่บางแน่นเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกเจ็บปวดและทรมานที่มันฝังอยู่ในใจของเขามาเกือบยี่สิบปี ให้ทายาทคนเดียวของต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดได้รับรู้

“ในเมื่อพ่อมึงไม่ยอมโผล่หัวออกมารับกรรมที่ก่อเอาไว้” กระชากร่างบางที่ยังคงนิ่งค้างเหมือนทบทวนเรื่องราวที่ได้ยิน กว่าจิณณ์จะรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ถูกเหวี่ยงให้ล้มลงนอนราบบนเตียงนอนกว้างเต็มแรง ตามมาด้วยเสียงของบานประตูที่ถูกกระแทกปิดเสียดังลั่น

นักรบหมุนปลายเท้าไปที่ตู้เสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินกลับมาพร้อมของบางอย่างในมือ ขาเรียวถูกกระชากลงมาปลายเตียง ก่อนจะถูกล็อกด้วยโซ่เส้นยาวในมือของคนตัวสูง จิณณ์ดิ้นไปมาทั้งผลัก ทั้งทุบตีไปบนเรือนร่างกำยำ เสียงหวานร้องลั่นอย่างหวาดกลัวกับการกระทำอันแสนป่าเถื่อน ไร้ความเป็นคนแบบนี้

“อย่านะคุณ อย่า ฮึก…คุณจะทำแบบนี้กับผมไม่ได้นะ ฮึก…แบบนี้มันกักขังหน่วงเหนี่ยวกันชัดๆ คุณจะทำแบบนี้กับผมไม่ได้”

“ทำไมจะไม่ได้ กูก็กำลังทำอยู่นี่ไง”

“ฮึก อย่า”

“ตอนแรกกูตั้งใจว่าจะปรานีมึงกับครอบครัวมึง” มือหนาบีบปลายคางมนแน่น บังคับให้อีกคนแหงนขึ้นมองสบกับแววตาวาวโรจน์ ก่อนจะกดเสียงต่ำลอดผ่านไรฟันที่กัดกันแน่น

“แต่ในเมื่อมึงเลือกที่จะหนี งั้นต่อจากนี้เป็นต้นไปก็ถึงเวลาที่มึงต้องชดใช้ความผิดของพ่อมึงจริงๆ สักที” ว่าจบ นักรบก็ผลักร่างบางให้นอนราบลงกับเตียงนอน ก่อนจะตามลงไปทาบทับจนจิณณ์หมดหนทางหนีอีกต่อไป

การที่จิณณ์เลือกหนีออกไปกับมาร์ควันนี้ มันเป็นเหมือนชนวนจุดประกายความโกรธทั้งหมดของนักรบให้ระเบิดออกมา ซึ่งแน่นอนว่าคนที่ต้องรองรับอารมณ์และความโกรธทั้งหมดนั้น คงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากร่างบางที่นอนสะอื้นอยู่บนเตียงอย่างจิณณ์

“ผะ…ผมบอกคุณแล้วไง ฮึก…ว่าผม ฮือ…ไม่ได้หนี คุณก็ไม่เชื่อ ฮือออ คนใจร้าย”

“ทำไมกูต้องเชื่อมึงห้ะ! ตระกูลฐานนันท์ญาไม่เคยมีใครเชื่อถือได้อยู่แล้ว รวมทั้งตัวมึงด้วย!” รวบข้อมือเรียวที่ประทุษร้าย ทุบตีแผ่นอกกว้างของตนอย่างท้าทายขึ้นไปกดไว้เหนือศีรษะ ดวงหน้าหล่อโน้มลงไปใกล้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยดน้ำตามากมาย

“อยากจะรู้นัก ถ้าพ่อมึงรู้ว่าร่างกายของมึงต้องมาป่นปี้ เพราะคนของตระกูลนิธิปวงศกรอย่างกู มันจะเป็นยังไง จะขาดใจตายไปเลยหรือเปล่า” สิ้นประโยคอันแสนสะเทือนใจ ดวงหน้าหวานก็เบี่ยงหลบหนีลมหายใจอุ่นๆ ที่รินรดทั้งน้ำตา พลางกัดริมฝีปากแน่น กลั้นเสียงสะอื้นไม่ให้หลุดดังไปมากกว่านี้

จิณณ์ไม่อยากให้คนใจร้ายรู้ ว่าเขาอ่อนแอแค่ไหนกับสิ่งที่อีกคนพูดออกมา

ท่าทางที่ทำให้คนด้านบนหัวเราะในลำคอ ก่อนดวงหน้าหล่อจะโน้มลงไปขบกัดที่ใบหูขาวเต็มแรง แล้วกระซิบบอกเสียงแหบพร่า

“อยากหนีใช่ไหม เอาเลยสิหนีไปเลย หนีไปอีก” เสียงทุ้มเว้นวรรคนิด ก่อนจะว่าต่อด้วยประโยคที่ทำให้หัวใจของจิณณ์กระตุกวูบ

“แต่คราวนี้มันคงจะยากหน่อยนะ เพราะกูจะทำให้มึง…ไม่มีแม้แต่แรงที่จะลุกออกจากเตียงได้เลยล่ะ




---


เฮียรบช่างฉลาดและร้ายกาจมาก!

เฮียอย่าทำน้องงงงง!!!


ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว