ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 5 – ทางเลือก

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 – ทางเลือก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 16k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 12 พ.ย. 2561 15:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 – ทางเลือก
แบบอักษร

ตอนที่ 5 – ทางเลือก



“อือ ทางนี้ไม่มีปัญหา กูเอาอยู่…เออไม่เป็นไร เดี๋ยวกูจัดการเอง มึงดูทางนั้นไปเหอะคงวุ่นวายกว่ากูเยอะ…ได้ ไว้ไม่ไหวจริงๆ กูจะบอกแล้วกัน”

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะตรงบานประตูห้องทำให้คนที่กำลังคุยโทรศัพท์และง่วนอยู่กับเอกสารบัญชีมากมายบนโต๊ะทำงานตรงหน้าตวัดตาคมขึ้นมอง ก่อนจะเอ่ยตอบออกไปเสียงเรียบเป็นเชิงอนุญาตคนที่อยู่อีกฝั่งของบานประตูห้องทำงาน

“เข้ามา”

“เออ เข้าใจแล้ว…ไว้มีอะไรกูจะติดต่อไปใหม่” นักรบกรอกเสียงบอกปลายสายอีกครั้งอย่างเร็วๆ แล้วกดวาง แผ่นหลังกว้างทิ้งตัวลงพิงพลางเท้าศอกทั้งสองข้างกับที่วางมือบนเก้าอี้ทำงาน ตาคมมองร่างบางที่เดินเข้ามาพร้อมถาดกาแฟและขนมในมือด้วยท่าทีสบายๆ

“เอ่อ…ผมเอากาแฟกับขนมมาให้ครับ เผื่อว่าคุณจะอยากทานรองท้อง”

ไร้ซึ่งเสียงตอบรับจากคนที่เอาแต่นั่งนิ่งมองกันด้วยสายตาเรียบ จิณณ์หลุบตาลงต่ำ วางถาดในมือลงบนที่ว่างของโต๊ะทำงาน ก่อนจะเดินอ้อมไปปิดผ้าม่านที่เวลาบ่ายแก่ๆ แบบนี้แสงแดดสาดส่องเข้ามาจนกลัวว่าคนที่มัวแต่นั่งทำงานไม่ยอมลุกขึ้นปิดจะร้อนเอา

หมับ

“อ๊ะ! คุณนักรบ”

“อะไร” นักรบเอ่ยถามเสียงเสียงเรียบ วงแขนแกร่งกระชับเอวบางของคนบนตักที่ส่ายหน้าไปมาให้เข้ามาแนบชิดกันมากขึ้นกว่าเก่า

เพียงแค่มองสบตากับดวงตาคู่คม ภาพเหตุการณ์ตอนที่ลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองนอนกอดก่ายอีกฝ่ายเสียแน่นเมื่อเช้านี้ก็ไหลย้อนกลับเข้ามา ให้จิณณ์รู้สึกเหมือนเลือดในร่างกายทุกส่วนมันไหลขึ้นมารวมกันอยู่บนใบหน้า จนริมฝีปากบางต้องเม้มเข้าหากันแน่น ความร้อนผ่าวแผ่ซ่านไปทั่วทั้งดวงหน้านวล

“คิดถึงเรื่องเมื่อเช้าอยู่หรือไง” จะบอกว่าคนในอ้อมกอดอ่านง่ายหรือเขามันเป็นพวกเดาคนทางเก่งดีล่ะ ซึ่งนักรบแค่มองดวงหน้าหวานที่แดงระเรื่อก็รู้เท่าทันความคิดทุกอย่างแล้ว

“ปะ…เปล่าครับ”

“เหรอ แต่เหมือนหน้ามึงจะไม่ได้ว่าอย่างนั้นนะ” น้ำเสียงฟังดูกระด้างไม่ได้ไพเราะเหมาะจะเอ่ยล้อให้เขิน ทว่า กลับเรียกเสียงครางฮื่อขึ้นจมูกจากจิณณ์ได้เป็นอย่างดี

คนอะไรใจร้ายแล้วยังจะชอบล้อกันอีก

“ทำงานเสร็จแล้วหรือไง ถึงได้ว่างเอาขนมมาให้กูน่ะ”

“ครับ”

“แน่ใจ?” ดวงหน้าหวานขยับขึ้นลงแทนคำตอบ ทั้งที่ยังคงก้มหน้าไม่กล้าสบตากับเจ้าของตักแกร่งเท่าไหร่นัก

“แต่กูว่ายังไม่หมด”

“ครับ? อื้อออ”

นักรบหัวเราะหึในลำคอ ก่อนริมฝีปากหนาจะประกบจูบลงบนกลีบปากบางอย่างรวดเร็ว ลิ้นร้อนสอดเข้ามาในโพรงปากหวานแทบทันที โดยที่จิณณ์ไม่ทันตั้งตัว มือเรียวทั้งสองข้างยกขึ้นประท้วง ผลักอกแกร่งเบาๆ แต่ก็ต้องยอมสยบนิ่งเพราะดวงตาคู่คมที่สะกดผ่านจูบร้อนแรงและท่อนแขนแกร่งที่โอบกระชับแน่น

เปลือกตาสีมุกปิดลงช้าๆ ปล่อยให้คนเชี่ยวชาญเก็บเกี่ยว กวาดหยาดน้ำหวานสีใสจากเรียวลิ้นเล็กอย่างเอาแต่ใจ ฝ่ามือร้อนลูบไล้แผ่นหลังบางต่ำลงไปเรื่อยๆ จนถึงสะโพกมน ลงแรงบีบ เคล้นคลึงก้อนเนื้อนุ่มเบาๆ ผ่านเนื้อผ้าจนจิณณ์ต้องบิดเร่าหลุดร้องเสียงหลงอย่างห้ามไม่ได้

“อ๊ะ!”

“อื้มส์” เสียงทุ้มครางต่ำในลำคออย่างพอใจ ก่อนจะขบกัดกลีบปากล่าง ดึงยืดเบาๆ อย่างหยอกล้อแล้วคลายออกจนเกิดเสียงดังชวนอาย

“จะขาดงานสำคัญไปได้ไง จริงไหม”

“ฮื่อ”

“หึ ไม่ต้องมาหน้าแดง เสร็จแล้วก็ลงไปจัดการช่วยพวกข้างล่าง อย่าให้กูรู้นะว่ามึงอู้ไม่ยอมทำงาน ไม่งั้นมึงโดนดีแน่” กระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ เอ่ยสั่งเสียงแหบพร่าหลังผละออกจากริมฝีปากบางพร้อมกับคลายอ้อมแขน ให้คนบนตักได้ลุกขึ้นแล้ววิ่งออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

สองขาเรียวพาตัวเองมาหยุดหายใจอย่างเหนื่อยหอบอยู่ในห้องครัวทันทีที่คนตัวสูงปล่อยให้เขาเป็นอิสระ แนวฟันสวยกัดริมฝีปากล่างของตัวเองแน่น รู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วทั้งหน้า นึกโกรธตัวเองที่เผลอไผลไปกับรสจูบของร่างสูง จนใจเต้นแรงอย่างน่ากลัวเหลือเกินว่ามันจะหลุดออกมาด้านนอก

นานนับนาที ก่อนจิณณ์จะสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ รวบรวมสติที่กระเจิงไปให้กลับมา ร่างบางหมุนตัวไปหยิบเครื่องดื่ม แก้วและขนมต่างๆ ที่วางเรียงรายกันอยู่ในครัวออกมาจัดแบ่งใส่ชามเตรียมเอาไว้เพื่อไปให้บรรดาลูกน้องที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาทำงานกันอยู่ในอู่

“ของว่างมาแล้วครับ”

“พี่จิณณ์ ~ มาได้ทันเวลาพอดีเหมือนรู้ใจ กำลังหิวเลยครับ” ควันผละออกจากหน้ากระโปรงรถมาช่วยรับของในมือจากเจ้าของเสียงใสที่มาพร้อมรอยยิ้มหวาน ชนิดที่ว่าทำเอาบรรดาช่างในอู่ทั้งหลายถึงกับใจละลายจนแทบหายเหนื่อยจากการทำงานกันเลยทีเดียว

“หิวก็ทานเยอะๆ นะ ต้องการอะไรเพิ่มอีกก็บอกได้เลยครับ เดี๋ยวผมไปยกออกมาให้”

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวพวกผมจัดการกันเองดีกว่า ไม่ต้องลำบากคุณจิณณ์หรอกครับ” คอปเตอร์รีบโบกมือเป็นพัลวัน บอกปัดคนที่ยิ้มหวานอย่างนึกเกรงใจ แค่ทุกวันนี้ที่คุณจิณณ์คอยทำอาหารให้กิน ยกของว่างมาให้แถมยังซักเสื้อผ้ากับทำความสะอาดอู่ให้ พวกเขาก็เกรงใจไม่รู้จะเกรงใจยังไงแล้ว

“ไม่ลำบากเลยครับ ผมเต็มใจ อีกอย่างถ้าผมไม่ทำงานขึ้นมาก็โดนดุเอาอีกน่ะสิครับ”

“ไม่หรอกครับพี่จิณณ์ เฮียรบแกไม่ใช่คนดุอะไรขนาดนั้นนะครับ” จิณณ์ได้แต่มองหน้าคนพูดแล้วส่งยิ้มแหยไปให้กับประโยคของควัน

ขนาดไม่ดุยังทำเอาเขาไม่กล้าขยับตัวหรือขัดใจเท่าไหร่เลยนะเนี่ย

“แค่โหดมากถึงมากที่สุดต่างหากล่ะครับ”

“กูจะฟ้องเฮีย”

“เรื่องของมึงสิ”

“ไอ้ควัน!”

“แล้วนั่นปากพี่จิณณ์ไปโดนอะไรมา ทำไมมันบวมๆ แบบนั้นล่ะ” ควันยักคิ้วข้างหนึ่งใส่เพื่อนตัวเองอย่างกวนๆ ก่อนจะเอียงคอมองคนที่ยืนยิ้มหวานอย่างสงสัยพลางหยิบขนมมาคาบไว้ในปาก

“นั่นสิครับ เมื่อเช้ายังดีๆ อยู่เลยนี่นา”

“เอ่อ…คือ…คือว่า”

“อ๋อ ~ ฮ่าๆ เข้าใจแล้วครับ ไม่ต้องอธิบายหรอก” ท่าทางอึกอักดูลำบากใจกับริ้วแดงระเรื่อที่ค่อยๆ ปรากฏบนแก้มขาว ทำเอาควันหัวเราะร่าออกมาอย่างเข้าใจโดยที่จิณณ์ไม่ต้องเอ่ยปากตอบหรืออธิบายแต่อย่างใด

เห็นคุณจิณณ์หายเข้าไปในห้องทำงานของเฮียนักรบตั้งนานสองนาน ไอ้เราก็นึกว่ามีเรื่องอะไรกันอีกหรือเปล่า ที่ไหนได้ มีคนแอบหาเรื่องรังแกคนน่ารักของพวกเขานี่เอง

ร้ายว่ะ เฮียใครวะ

คนฟังได้แต่ส่งยิ้มเผล่ รู้สึกเขินอายอย่างบอกไม่ถูก ก่อนรอยยิ้มบางจะค่อยๆ คลายลง เพราะดวงตาคู่คมของร่างสูงที่เพิ่งก้าวเข้ามาสมทบ มาร์คไล่สายตามองทั่วทั้งดวงหน้าหวานของจิณณ์ ก่อนจะหยุดอยู่ที่ริมฝีปากบางบวมเจ่อ แววตาที่เคยอ่อนโยนวาวโรจน์ขึ้นทันที

แค่เพียงเห็นหน้าอีกฝ่าย พลันประโยคที่มาร์คเคยพูดกับเขาเมื่อวานก็แล่นเข้ามาในห้วงความคิดอีกครั้ง ให้จิณณ์ต้องเม้มริมฝีปากแน่นอย่างนึกลำบากใจไม่น้อย

“อ้าวไอ้มาร์ค มาๆ มากินของว่างนี่มา คุณจิณณ์อุตส่าห์ยกมาให้” คอปเตอร์กวักมือเรียกก่อนจะโอบคอแกร่ง ลากให้หนุ่มลูกครึ่งน้องใหม่ไฟแรงของอู่มารวมกลุ่มกินของว่างจากนางฟ้าขวัญใจประจำอู่ โดยที่เจ้าตัวไม่ทันสังเกตสายตาเหวี่ยงๆ ดูไม่สบอารมณ์ของคนที่คาบขนมในปากเลยแม้แต่น้อย

ควันมองหน้าเพื่อนตัวเองสลับกับคนที่มันกอดคอพาเดินมาด้วยแล้วก็ลอบถอนหายใจอย่างระอา นี่ถ้าไม่ติดว่ามันเป็นช่างและนักแข่งมือหนึ่งที่ต้องลงแข่งรถในสนามให้เฮียนักรบละก็ เขาอยากจะขอกระทืบมันหนักๆ สักทีเหมือนกันนะ โทษฐานที่ทำเขาหงุดหงิดและขัดใจกับไอ้อาการไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรกับชาวบ้านเขาบ้างเลย

เข้าใจไหมโว้ย! เพื่อนมึงไม่ชอบขี้หน้าไอ้เด็กใหม่นี่

“งั้นเดี๋ยวผมขอตัวก่อนนะครับ มีอะไรเรียกได้เลยนะครับ” เห็นว่าหมดหน้าที่ของตัวเองแล้วจิณณ์เลยเอ่ยบอกบรรดาชายหนุ่มที่กำลังกินของว่างกันอยู่ ก่อนจะหมุนปลายเท้าเดินกลับไปยังห้องครัว

“แล้วนั่นมึงจะไปไหน? ไอ้ควัน!”

ไล่แผ่นหลังบางที่หายลับเข้าไปในห้องครัวของอู่ไม่นาน คอปเตอร์ก็เป็นอันต้องเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย เมื่อไอ้เพื่อนหน้าหล่อจัดการโยนขนมในมือเข้าปากจนหมด จากนั้นมันก็หันมาคว้าแก้วเครื่องดื่มไปถือไว้ในมือ แถมยังตั้งท่าเตรียมจะหมุนตัวไปที่ไหนสักแห่ง

“เรื่องของกู” เป็นคำตอบที่ชัดเจน จับใจคนฟังแบบที่คอปเตอร์เองก็อดไม่ได้ ต้องคว้าเศษขนมที่เหลือในจานมาปาใส่แผ่นหลังแกร่งของมันอย่างรู้สึกหมั่นไส้

กวนตีนได้ดีไม่มีใครเกินมันเลยจริงๆ

“มึงจะไปไหนก็รีบไปเลยนะ ไอ้เพื่อนเวร” คนโดนไล่แค่ไหวไหล่นิดอย่างไม่ยี่หระกับเสียงกระฟัดกระเฟียดหัวเสียของเพื่อนตัวเอง ควันยกแก้วใสในมือขึ้นดื่มพลางยักคิ้วอย่างกวนๆ เป็นการตอบแทนเศษขนมที่ได้

ไม่วายจะเหลือบหางตาไปมองคนที่ยังคงถูกไอ้คอปเตอร์โอบลำคอไว้แน่น ริมฝีปากหนากระตุกยิ้มหยันใส่ไปหนึ่งที จากนั้นก็ก้าวยาวๆ ไปยังทิศทางเดียวกันกับที่ร่างบางของจิณณ์หายลับเข้าไป

“แฮ่!”

“โอ๊ะ! ควันตกใจหมดเลยครับ” จู่ๆ น้ำเสียงขี้เล่นก็ดังขึ้นขัดความเงียบพร้อมกับดวงหน้าหล่อเหลาดูขี้เล่นโผล่เข้ามา ทำเอาจิณณ์ที่กำลังง่วนอยู่กับงานในครัวตกใจสะดุ้งโหยง ร่างบางพรูลมหายใจพลางลูบแผ่นอกบางอย่างโล่งใจเมื่อเห็นดวงหน้าหล่อที่คุ้นเคย

“ฮ่าๆ ขอโทษครับ ผมไม่คิดว่าพี่จะขวัญอ่อนขนาดนี้”

“โธ่, ก็ควันเล่นเข้ามาเงียบๆ แบบนี้ ผมก็ตกใจสิครับ”

“โอ๋ๆ ไม่แกล้งแล้วครับ ไม่แกล้งแล้ว”

“แล้วนี่กินขนมอิ่มแล้วเหรอ หรือว่าอยากได้อะไรเพิ่มอีกหรือเปล่า บอกผมได้เลยนะ”

“เปล่าหรอกครับ ผมแค่จะแวะมาดู เผื่อพี่จิณณ์มีอะไรให้ผมช่วย” วางแก้วบนเคาน์เตอร์พลางเท้าคางมองนางฟ้าขวัญใจประจำอู่ที่ส่ายหน้ายิ้มๆ ปฏิเสธความช่วยเหลือจากเด็กหนุ่มตรงหน้า

“งานบ้านงานครัวผมทำได้ครับ ไม่รบกวนควันหรอก”

“พี่ทำเป็นด้วยเหรอครับ” ถามออกไปซื่อๆ ด้วยความสงสัยไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งอะไรแอบแฝง แต่ทว่านัยน์ตาเรียวที่ดูหม่นลงของคนฟังทำเอาควันต้องรีบว่าต่อ

“ผมไม่ได้จะว่าอะไรนะพี่ คือ…เอ่อ เอ่อ แบบจะว่าไงดีอ่ะ คือผิวพรรณแบบพี่ดูไม่ค่อยเหมาะกับอะไรแบบนี้เลยนะครับ”

“แล้วผมเหมาะกับอะไรละครับ”

“ไม่รู้ดิพี่ จะให้ว่ายังไงดีล่ะ คือพี่จิณณ์ดูเป็นคนที่ไม่น่าจะเคยทำงานหนักหรือผ่านความลำบากอะไรแบบนั้นมาก่อนเลยอ่ะ” …ก็เฮียนักรบแกบอกมาแบบนั้นนี่หว่า

พอเห็นหน้าหงอยๆ เหมือนลูกหมาตัวน้อยของคนตรงหน้าแล้ว ควันก็ได้แต่แอบต่อท้ายประโยคตัวเองในใจคนเดียว

“ลำบากกว่านี้ผมก็ผ่านมาแล้ว แค่นี้ถือว่าเล็กน้อยครับ”

“ผมรู้นะครับว่าพี่กำลังลำบาก แต่ผมอยากให้พี่อดทน อดทนนะครับเพื่อตัวพี่เอง” รอยยิ้มเจื่อนของร่างบางตรงหน้ากับแววตาเศร้า เปลี่ยนน้ำเสียงและสีหน้าของคนขี้เล่นให้จริงจังขึ้นทันที

ว่ากันว่าดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ งั้นควันก็หวังให้คุณจิณณ์เข้าใจความหมายของสายตาที่เขาต้องการจะสื่อ ถึงแม้จะช่วยอะไรไม่ได้มากแต่ก็เป็นทางเดียวที่ควันจะสามารถปกป้องร่างบางตรงหน้าเอาไว้เท่าที่คนอย่างเขาจะทำได้

“ขอบคุณนะครับที่เป็นห่วงผม” และจิณณ์เองก็เข้าใจความหวังดีที่สื่อออกมาจากดวงตาคมคู่นั้นเป็นอย่างดี

“ยินดีครับผม! แต่ก่อนอื่นเลย เรามาเคลียร์เรื่องนึงกันก่อนดีกว่า” จู่ๆ โทนเสียงที่ถูกเปลี่ยนกะทันหัน ทำเอาจิณณ์ปรับอารมณ์ตัวเองไม่ทันต้องขมวดคิ้วฉับมองคนพูดอย่างมึนงง

“ผมเรียกพี่จิณณ์ว่าพี่มาตั้งนานก็เพราะอยากสนิทกับพี่ แต่พี่ดันแทนตัวเองว่าผมตลอดแบบนี้ แล้วมันจะไปสนิทกันได้ที่ไหนล่ะครับ”

“อ้าว แล้วจะให้ผมทำยังไงละครับ”

“ก็แทนตัวเองว่าพี่ไงครับ พี่อย่างเดียวพอไม่ต้องมาผงมาผมอะไรหรอก วู้ว ~ ห่างเหินจะตาย” หน้าตามุ่ยๆ ที่ขัดกับมาดเข้มบนหน้าของควันทำเอาจิณณ์หลุดยิ้มขำอย่างนึกเอ็นดู ดวงหน้าหวานเอียงมองพลางถามด้วยน้ำเสียงอ่อน

“แต่ว่าแบบนั้นมันจะดีเหรอครับ”

“ดีดิพี่ ดีมากด้วย ดีมากสุดๆ เลยนะขอบอก แล้วก็ไม่ต้องใช้คำที่สุภาพหรือเป็นทางการอะไรกับผมทั้งนั้นแหละพี่ อยู่กับผมน่ะชิลๆ สบายๆ ไม่ต้องเครียดเข้าใจป่าว”

“แต่คุณนักรบจะดุเอานะครับ”

“โหย เดี๋ยวผมเคลียร์เอง โอเคนะครับ ห้ามปฏิเสธไม่งั้นผมงอนจริงๆ ด้วย”

“โอเคๆ พี่เข้าใจแล้วก็ได้” คนโดนสั่งรับคำอย่างเข้าใจ ริมฝีปากบางระบายยิ้มกว้างอย่างนึกเอ็นดู ยอมรับว่าอยู่กับเด็กหนุ่มคนนี้แล้วจิณณ์รู้สึกผ่อนคลายและสบายใจไม่น้อย สาเหตุคงเพราะเจ้าตัวพยายามทำตัวให้เป็นกันเองกับเขานั่นแหละ

“ดีมากครับผม แบบนี้แหละดีแล้ว น่ารักที่สุดเลยพี่เนี่ย”


.

.

.


มือหนาวางปากกาลงบนโต๊ะทำงาน แผ่นหลังกว้างเอนลงทิ้งตัวบนพนักเก้าอี้ทำงาน พลางยกมือขึ้นนวดขมับทั้งสองข้างเพื่อคลายความเมื่อยล้าจากการทำงานหลายชั่วโมง ตาคู่คมเหลือบมองแก้วกาแฟและขนมในจานที่พร่องลงไปกว่าครึ่ง ก่อนจะเค้นเสียงหัวเราะขึ้นจมูกเมื่อนึกถึงคนที่เอามันมาเสิร์ฟ

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“เข้ามา”

“เฮีย! เกิดเรื่องแล้ว” สิ้นเสียงบอกอนุญาต ควันก็หุนหันผลักบานประตูห้องทำงานเปิดเข้ามาอย่างรวดเร็วพร้อมน้ำเสียงที่ดูร้อนรนเล็กน้อย แต่ทว่ายังพอจะควบคุมสติตัวเองเอาไว้ได้

“มีอะไรไอ้ควัน หน้าตาตื่นมาเชียวมึง”

“พวกที่สนามแจ้งมา ว่ามีคนคิดจะวางระเบิดสนามเราครับ” คิ้วหนาขมวดเข้าเป็นปม มองหน้าน้องชายคนสนิทของตัวเองเป็นเชิงถาม ให้ควันได้รีบว่าต่อ

“แต่ยังดีที่คนของเราไหวตัวทัน เจอตัวมันก่อนจะได้ลงมือ”

จะเอากับกูให้ได้เลยสินะพวกมึง

“เลโอรู้เรื่องหรือยัง”

“เฮียเลโออยู่ที่สนามแล้วครับ”

“เออ เดี๋ยวกูเข้าไปดู” นักรบถอนลมหายใจเฮือกใหญ่อย่างนึกเบื่อหน่ายกับวิธีการของพวกลอบกัด โครงหน้าหล่อเหลาขยับขึ้นลงเป็นเชิงรับรู้ ก่อนจะหยัดกายยืดขึ้นยืนจนเต็มความสูงเกือบร้อยเก้าสิบ ช่วงขายาวพาตัวเองก้าวเดินนำน้องชายคนสนิทลงไปด้านล่าง

“เฮ้ย! พวกมึง” เสียงทุ้มโทนต่ำตะโกนลั่น เป็นสัญญาณบอกให้บรรดาลูกน้องทั้งหลายในอู่รวมไปถึงร่างบางอย่างจิณณ์วางมือจากงานทุกอย่าง

“กูจะเข้าสนาม พวกที่ไม่มีเวรอยู่เฝ้าสนามคืนนี้เสร็จแล้วจะแยกย้ายกันกลับเลยก็ได้ แต่ถ้าใครอยากเข้าสนามก็ค่อยตามไปทีหลัง”

“ครับเฮีย!”

“ส่วนมึง อยู่เฝ้าอู่ ปิดอู่ให้เรียบร้อย กูไม่อยู่อย่าคิดที่จะหนีไม่งั้นมึงโดนดีแน่จิณณ์” ไม่ลืมจะหันไปกำชับร่างบางที่เพิ่งเดินออกจากครัวเสียงแข็งจนเจ้าของชื่ออย่างจิณณ์เม้มปากแน่น ช้อนตามองคนใจร้ายก่อนจะพยักหน้ารับคำสั่งนั้นอย่างเกร็งๆ เพราะตอนนี้ดูเหมือนเขาจะกลายเป็นจุดศูนย์รวมสายตาของช่างในอู่

“เฮียจะไม่เอาพี่จิณณ์ไปสนามด้วยจริงๆ เหรอวะ” น้ำเสียงดูกังวลใจของควัน หยุดร่างสูงที่กำลังสอดตัวเข้ารถสปอร์ตคันหรูเอาไว้

“พี่จิณณ์? นี่มึงสนิทกับมันขนาดนั้นแล้ว?”

“ช่างผมเถอะน่าเฮีย ว่าแต่เฮียจะไม่เอาพี่จิณณ์ไปด้วยจริงๆ เหรอ”

“เออ ต้องจัดการเรื่องพวกที่มาก่อกวนสนามกับเรื่องระเบิดอีก เอามันไปก็วุ่นวายเปล่าๆ ให้อยู่นี่แหละดีแล้ว” ตาคมหันกลับมามองสีหน้าจริงจังของน้องชายคนสนิท ก่อนจะมองเลยไปหาร่างบางที่ยังยืนเก้ๆ กังๆ เหมือนทำอะไรไม่ถูกอยู่หน้าประตูทางเชื่อมห้องครัว

“เฮียไม่กลัวพี่จิณณ์หนีเหรอวะ”

“มันไม่กล้าหรอก”

“แต่ว่า…”

“ถ้ามันวุ่นวายมากนัก มึงก็อยู่เฝ้ามันที่นี่แหละ ไม่ต้องเข้าสนาม”

“เอางั้นเหรอเฮีย มันจะดีเหรอวะ”

นักรบถอนหายใจอย่างนึกเอ็นดูในตัวน้องชายคนสนิท ยังจะมีหน้ามาถามอีกว่าจะดีเหรอ ทั้งที่หน้ามันโคตรจะแสดงออกว่ากังวลสุดๆ ไม่บอกก็รู้ว่ามันคงจะทั้งอยากไปดูเรื่องระเบิดที่สนาม ทั้งเป็นห่วงไอ้คนที่เขาจับตัวมาแน่ๆ

“เออ เอาตามนี้แหละ ยังไงก็มีไอ้เลโออยู่แล้ว เดี๋ยวเรื่องที่สนามกูกับมันจัดการเอง มึงเข้าไปก็คงทำอะไรไม่ได้มาก อยู่นี่ดูมันไปก็แล้วกัน”

“เอางั้นก็ได้ แต่เฮียต้องโทรมาบอกผมด้วยนะ ห้ามลืมเด็ดขาดเลยนะเฮีย”

“เออๆ กูรู้แล้วน่า แม่งตกลงใครเป็นลูกน้องใครเป็นเจ้านายกันแน่วะ สั่งกูจังนะมึง” นิ้วชี้แกร่งผลักหน้าผากคนที่ทำตาละห้อยใส่หนึ่งทีจนหลายหลัง จากนั้นก็หมุนตัวลงสอดร่างสูงของตัวเองเข้าไปนั่งประจำที่ฝั่งคนขับอย่างรวดเร็ว

“ผมแค่เป็นห่วง” พอโดนดุเข้าหน่อย ไอ้คนที่ดูขี้เล่นก็มุ่ยหน้าว่าน้ำเสียงหงอยๆ น้อยใจเจ้านายตัวเองเบาๆ ก็คนมันเลือกไม่ได้นี่หว่าจะให้ทำไงอ่ะ เป็นห่วงไปหมดทั้งสนาม ทั้งเฮียนักรบแล้วก็พี่จิณณ์ด้วย

“เออๆ ดูมันดีๆ นะมึง” ดวงหน้าหล่อหลุดยิ้มขำ ส่ายหน้าไปมาอย่างนึกหน่ายใจกับนิสัยทำตัวเหมือนเด็กของควัน พลางพยักพเยิดหน้าไปทางด้านในของอู่

“คร้าบผม”

ไล่หลังรถสปอร์ตคันหรูของเจ้านายร่างสูงไม่นาน ควันก็กลับมาตรวจเช็กความเรียบร้อยรอบอู่เพื่อความแน่ใจอีกครั้ง การเจอระเบิดในสนามแข่งรถขนาดใหญ่ของเมืองที่มีระบบคุ้มกันความปลอดภัยแน่นหนาขนาดนั้นได้ ย่อมเป็นสัญญาณเตือนได้อย่างดีว่าพวกมันเริ่มลงมืออย่างจริงจังแล้ว

ปึก!

“อั่ก!”

ตุบ

ร่างสูงของควันที่หมายจะเอื้อมมือไปกดปิดประตูอู่ทรุดฮวบ ล้มลงกับพื้น เมื่อถูกฟาดด้วยไม้หน้าสามจากทางด้านหลังโดยไม่รู้ตัว

“ควัน…” แว่วเสียงโอดครวญเบาๆ พร้อมเสียงเหมือนอะไรบางอย่างหล่นกระทบพื้นดังมาจากทางด้านหน้าอู่ เรียกให้จิณณ์ที่ทำความสะอาดห้องครัวต้องรีบผละออกมาดู  

“อ้าว คุณมาร์คมีอะไรหรือเปล่าครับ ผมนึกว่าคุณกลับไปแล้วซะอีก” เอ่ยถามร่างสูงที่ยังอยู่ในชุดหมีประจำอู่ด้วยความประหลาดใจ

“แล้ว นะ…นั่น ควันนี่ครับ น้องเป็นอะไร ทำไมนอนแบบนั้นละครับ” นัยน์ตาเรียวหรี่ลงมองร่างสูงอันแสนคุ้นเคยของเด็กหนุ่มจอมขี้เล่นที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นด้านหลังมาร์คอย่างสงสัย

“คุณจิณณ์ยังจำที่ผมถามคุณเมื่อวานได้ไหมครับ”

“เรื่องอะไรครับ”

“เรื่องที่จะพาคุณหนีไปจากที่นี่”

“จะ…จำได้ครับ ทะ…ทำไมเหรอครับ” จิณณ์เผลอกลั้นหายใจ ก้าวถอยหลังหนีอย่างลืมตัว เมื่อคนตัวสูงตรงหน้าขยับเข้ามาใกล้พลางเอ่ยถามด้วยแววตาจริงจังและดูดุดันกว่าทุกครั้ง

“นี่อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายของคุณก็ได้นะครับที่จะหนีไปจากที่นี่ จะลองเสี่ยงมันดูไหมขึ้นอยู่ที่คุณจะตัดสินใจ”

“มะ…หมายความว่ายังไงครับ”

“ตอนนี้มีเวลาไม่มาก แต่ผมอยากให้คุณจิณณ์ตัดสินใจ” ตาคมมองร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นอู่แล้ววกกลับมาที่ดวงหน้าหวานอีกครั้ง

เดิมทีมาร์คตั้งใจจะอาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังวุ่นวายกับเรื่องที่เกิดขึ้นในสนามแข่งรถ พาคุณจิณณ์หนีออกไปเงียบๆ แต่เพราะไอ้ควันมันดันเสนอหน้าเข้ามาขอดูแลร่างบางที่อู่ด้วยตัวเองซะก่อน ทุกอย่างเลยผิดแผนไปหมดและเพื่อให้จัดการอะไรๆ ได้ง่ายขึ้น เขาเลยตัดสินใจฟาดมันด้วยไม้หน้าสามจนสลบคาพื้นอู่แบบนั้น

“คุณมีเวลาตัดสินใจแค่นาทีเดียวเท่านั้น คิดให้ดีนะครับ ตอนนี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคุณ” จิณณ์เม้มปากแน่นอย่างคิดไม่ตก ตาเรียวมองร่างไร้สติของควันที่นอนสลบอยู่บนพื้นอู่ สลับกับดวงหน้าหล่อเจ้าของประโยคคำถามเรียบๆ ทว่า บีบรัดหัวใจเขาได้เป็นอย่างดี

ถามว่าอยากหนีไปไหม แน่นอนว่าใครที่ตกอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกันกับเขาก็ย่อมจะอยากหนีออกไปให้พ้นความโหดร้ายพวกนี้ด้วยกันทั้งนั้น ยิ่งมีคนที่พร้อมจะยื่นมือเข้ามาช่วยแบบนี้ด้วยแล้ว ใครบ้างจะไม่ยอมรับความช่วยเหลือนั้นไว้

“ว่ายังไงครับ”

“ผม…”

“คุณจิณณ์ครับ ไม่มีเวลาแล้วนะครับ” น้ำเสียงเร่งเร้าต้องการคำตอบ เรียกนัยน์ตาเรียวที่ฉายแววสับสนให้ช้อนขึ้นมองสบกับดวงตาคู่คมของมาร์คเพียงครู่ ก่อนมันจะเลื่อนลงมองร่างของคนที่นอนสลบอยู่บนพื้นอีกครั้ง

‘ถ้าคิดจะหนีก็หนีไป หนีให้ได้ หนีให้พ้น อย่าให้กูจับได้อีกเป็นครั้งที่สองล่ะ…เพราะถ้ากูจับมึงได้เมื่อไหร่…กูไม่ปล่อยมึงไว้แน่’

ฉับพลัน ดวงหน้าหล่อที่มีแววโกรธแค้นและสายตาวาวโรจน์แทบตลอดเวลาของนักรบก็ฉายแทรกเข้ามาในห้วงความคิดอันแสนสับสน ให้จิณณ์ได้ขบเม้มริมฝีปากบางของตัวเองแน่นกว่าเก่าจนได้กลิ่นคาวเลือดคลุ้งไปทั่วทั้งปาก

“ผม…คงหนีไปไม่ได้หรอกครับ”

ไม่หรอก

ไม่ใช่หนีไม่ได้ แต่ไม่มีทางหนีพ้นต่างหาก

จิณณ์มั่นใจ ต่อให้หนีไปไกลแค่ไหนยังไงสุดท้ายแล้วผู้ชายนิสัยร้ายกาจคนนั้นต้องตามหาตัวเขาจนเจอแน่ๆ และหลังจากนั้นเรื่องราวมันคงจะเลวร้ายกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้แน่

“ทำไมครับ ทั้งๆ ที่ผมหาทางช่วยคุณหนีออกไปได้ ทำไมคุณถึงไม่หนี จะทนอยู่ให้มันทำร้ายคุณทำไมกัน!”

“!!!”

ดวงตาเรียวที่เบิกกว้างกับการก้าวถอยหลังด้วยท่าทางหวาดกลัวของจิณณ์เรียกสติให้มาร์ครู้ตัวว่าเผลอขึ้นเสียงใส่อีกคนโดยไม่ตั้งใจ ฝ่ามือหนายกขึ้นลูบหน้าตัวเองแรงๆ เพื่อสงบสติ

“ผมขอโทษครับคุณจิณณ์”

“ไม่เป็นไรครับ”

“แต่ผมอยากให้คุณหนีจริงๆ”

“ผมคงหนีไม่ได้หรอกครับคุณมาร์ค ถ้าผมหนีคุณจะเดือดร้อนเอาได้ที่เข้ามาช่วยผม ไหนจะควันอีก น้องเลือดออกเยอะขนาดนั้นอันตรายนะครับ” จิณณ์ส่ายหน้าน้อยๆ ให้คนที่แววตาและน้ำเสียงดูอ่อนลงมาก

“แค่นี้มันไม่ตายหรอกครับ ไอ้นี่มันหัวแข็ง”

“แล้วถ้าเกิดเป็นล่ะครับ” จิณณ์เว้นวรรคนิด มองสบสายตากับคนตรงหน้าอย่างต้องการจะสื่อความหมาย ก่อนจะว่าต่อ

“ถ้าน้องเป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไงละครับ อย่างน้อยที่ผ่านมาควันก็ดีกับผมมาก” แม้จะไม่ได้ช่วยอะไรมากก็ตาม แต่ทุกอย่างที่ควันทำและทุกคำที่เจ้าตัวพยายามจะสื่อตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมันบอกกับจิณณ์ว่าน้องจริงใจแค่ไหน แล้วแบบนี้จะให้เขาทิ้งน้องไปได้ยังไงกัน

หากน้องเป็นอะไรไป เขาคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต

“แต่ไม่ว่าคุณจิณณ์จะเลือกทางไหนผลลัพธ์มันก็เหมือนกัน ยังไงถ้าตื่นขึ้นมาไอ้ควันก็ไม่มีทางปล่อยผมไว้แน่ เพราะฉะนั้น…ไปกับผมเถอะนะครับ”

แม้จะรู้คำตอบดีว่าคุณจิณณ์ไม่มีทางหนีไปกับเขาแน่ๆ แต่มาร์คก็อยากจะลองเสี่ยงดูอีกสักครั้งเผื่อคนตรงหน้าจะเปลี่ยนใจยอมไปจากที่นี่ ไปจากเงื้อมมือของผู้ชายอย่าง ‘นักรบ นิธิปวงศกร’

เขายอมเดือดร้อน ขอแค่คุณจิณณ์ปลอดภัยก็พอ

“ขอบคุณมากนะครับคุณมาร์ค ที่ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยผม แต่ถ้าคุณอยากช่วยจริงๆ ผมรบกวนช่วยพาผมไปที่ที่หนึ่งหน่อยได้ไหมครับ แค่แป๊บเดียวจริงๆ แล้วผมจะรีบกลับมา”

“ก็ได้ครับ” มาร์คได้แต่ถอนหายใจหนักๆ อย่างจำนน สายตาคุณจิณณ์ที่มองกลับมามันชัดเจนและหนักแน่นมาก ไม่ว่ายังไงเจ้าก็ไม่คิดที่จะหนีตามที่เขาเสนอทางเลือกให้แน่ๆ

“ขอบคุณมากนะครับ”

“งั้นเรารีบไปกันเถอะครับ ก่อนที่พวกนั้นจะเคลียร์เรื่องในสนามเสร็จ”

“เอ่อ…”

“ครับ?” ช่วงขายาวที่เตรียมหมุนตัวออกจากอู่เป็นต้องชะงักค้าง คิ้วหนาของหนุ่มลูกครึ่งเลิกขึ้นนิด หันกลับมามองคนที่ยืนส่งสายตาอ้อนวอนแกมขอร้องบางอย่างมาให้ด้วยความสงสัย

“ก่อนไปผมขอ…ทำแผลให้ควันก่อนได้ไหมครับ แค่ห้ามเลือดเอาไว้ก็ยังดีนะครับ”

“โอเคครับ งั้นคุณจิณณ์ไปเอาอุปกรณ์ทำแผลมา เดี๋ยวผมแบกมันไปตรงนั้นเอง คุณจะได้ไม่ลำบาก”

“ครับๆ ขอบคุณมากนะครับคุณมาร์ค” สิ้นคำอนุญาต จิณณ์ก็รีบหมุนตัว วิ่งกลับเข้าไปภายในห้องรับรองของอู่อีกครั้ง ปล่อยให้มาร์คได้แต่มองตามแผ่นหลังบางที่หายลับไปด้วยรอยยิ้มเอ็นดู

ดวงตาคู่คมมองคนบนพื้นที่ตอนนี้ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยเลือดสีแดงสดจากฝีมือของเขา ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ช่วงขายาวขยับก้าวเข้าไปใกล้เพื่อช่วยพยุงร่างของควันที่สลบอยู่ขึ้นมาวางลงบนเก้าอี้นอนข้างๆ

“หึ ถ้าไม่ใช่เพราะคุณจิณณ์ขอร้อง กูไม่มีทางช่วยมึงหรอกนะ ไอ้ควัน”




---


น้องควันคือความน่ารักของโลกใบนี้ ~ 

ว่าแต่เฮียรบ เป็นไรกับเค้าอ่ะเดี๋ยวกอด เดี๋ยวหอม เดี๋ยวจูบ


ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว