ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ทฤษฎีที่ 7

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 18.3k

ความคิดเห็น : 54

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ก.ค. 2561 23:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ทฤษฎีที่ 7
แบบอักษร

- 7 -



ว่าด้วยเรื่องความโสดและทฤษฎีโสด...ผมไม่ได้แอนตี้หรือต่อต้านการมีความรัก(อะไรขนาดนั้น) ผมแค่พอใจและรักการอยู่คนเดียวก็แค่นั้น

ผมแค่มีทฤษฎีอยู่ว่า ถ้าไม่รัก...ก็ไม่เจ็บ ถ้าไม่มีความสัมพันธ์...ก็ไม่ต้องทนทุกข์เพราะความผูกพัน ผมจึงมักเลือกให้คนที่เข้ามานั้นเป็นได้แค่ เพื่อน พี่ หรือน้องเท่านั้น จะเรียกว่าผมสร้างกำแพงกีดกันผู้คนก็เป็นได้ แต่ผมกลัว...กลัวว่าวันนึงถ้าผมได้เผลอให้ใครก้าวผ่านกำแพงนั้นมา...ผมกลัวว่าสุดท้ายแล้ววันนึงเขาจะจากผมไป ทิ้งผมไว้เบื้องหลังกำแพงที่เขาทำให้มันหนาขึ้นกว่าเดิมเพื่อป้องกันใครคนอื่นเข้ามาเพิ่มและมันก็จะป้องกันผมออกไปด้วย หลังกำแพงนี้ที่เขาทำให้ผมไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกเมื่อไม่มีเขา...กำแพงที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่เข้ามาได้...

...ผมจึงเลือกไม่ให้ใครเข้ามาเลยจะดีกว่า...

.

“ยังไม่กลับไปอีกเหรอครับ?”

ผมหรี่ตามองอปป้าตัวสูงโย่งที่อาสาขับรถมาส่งผมที่โรงแรมหลังจากลากบังคับขู่เข็ญให้ผมกลับไปขอโทษขอโพยคุณแม่ทั้งสองเนื่องจากพวกเราเสียมารยาทผุดออกมาโดยไม่ร่ำลา

“ไม่ครับ”

ผมถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย เปลี่ยนชุดเป็นเสื้อกล้ามกางเกงขาสั้นมัดผมเป็นบันลวกๆให้เส้นผมมันตกระหน้าได้พอเกะกะ ในเมื่อคนมันหน้าด้านเข้ามาวุ่นวายในชีวิตผมขนาดนี้แล้ว ไล่ยังไงก็คงหาทางเข้ามาอีกจนได้...ช่างแม่งละกัน ตอนนี้ผมกำลังจะลงมือทำโมเดลมูลนิธิเด็กกำพร้าให้คุณแม่ของพี่เคี้ยง ถ้างานเสร็จเร็วๆเขาจะได้เลิกใช้เป็น1ในข้ออ้างมายุ่งวุ่นวายกับผมสักที

“...”

ผมไม่ตอบแต่เดินผ่านคนหล่อเข้าห้องอาร์ตไป นี่คือเหตุผลที่ผมทำห้องไว้โล่งๆกว้างๆ เพื่อที่ผมจะได้รกมันอย่างเต็มที่ เอาเถอะครับ ถ้าพี่หมออยากอยู่ก็อยู่ไป ทนความรกได้ก็ทนไป ตอนนี้ผมโฟกัสแค่งานก็เท่านั้น

“ทำไมไม่ออกแบบโมเดล3มิติในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ล่ะ? มันประหยัดเวลากว่ามั้ย?”

“...ผมชอบอะไรที่มันจับต้องได้ และผมอยากจะจดจ่อกับงานของผมในทุกๆขั้นตอน”

คนฟังที่เดินตามเข้าห้องอาร์ตมาก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ ผมทรุดตัวนั่งลงกับพื้นที่มีทั้งแผ่นไม้และกระดาษวางเกลื่อนล้อมรอบ ผมชอบสร้างสรรค์ผลงานในสถานที่รกๆแบบนี้นี่ครับ มันเหมือนกับว่างานศิลปะมันไม่มีวันเสร็จสิ้น...ผมอยากดื่มด่ำกับมันไปเรื่อยๆ เพราะแบบนี้ผมถึงชอบงานฟรีแลนซ์ ผมแค่อยากทำอะไรที่ผมอยากทำ ผมไม่ชอบการแข่งขันและการทำงานแข่งกับเวลาสักเท่าไหร่

“โฟร์ทมีแกลอรี่งานภาพของตัวเองมั้ย? รูปสวยๆเต็มเลย”

ผมเงยหน้าจากกระดาษและคัตเตอร์บอร์ดเพื่อมองคุณหมอพูดมากที่เดินสำรวจทั่วห้องผมอย่างตื่นเต้น เกะกะสายตากูจังโว้ย!!

“คืนนั้นก็สำรวจจนทั่วแล้วไม่ใช่เหรอครับ?”

หึ! คืนแรกที่ผมพาเขามานอนที่ห้องก็คงสำรวจที่อยู่อาศัยของผมจนทั่วแล้วนั่นแหละ แหม! ทำมาตื่นเต้น! ก็คงจะสำรวจเยอะแยะอยู่ล่ะ ถึงได้หาแปลนร่างมูลนิธิที่ผมทับถมด้วยเอกสารและแปลนอื่นๆเกือบ10โครงการจนเจอได้

“ก็ภาพมันสวยนี่ครับ พี่เสียดายที่โฟร์ทจะวางมันทิ้งไว้เฉยๆ”

“...”

พี่เคี้ยงชูรูปวาดชายหนุ่มร่างกายเปลือยเปล่าทั้งสองที่กำลังกอดจูบกันอยู่ มัดกล้ามทุกมัดทั้งละเอียดและงดงามสะท้อนแสงและเงาจนคล้ายจะเหมือนมีชีวิตอยู่ตรงหน้าคนมอง

“...เอ่อ...อันนี้เอาแบบมาจากหนัง หรือว่...”

“คนจริงๆ”

ผมไม่ได้มองหน้าคุณหมอแต่กำลังก้มหน้าก้มตาตัดแผ่นโฟมอยู่ นี่ผมจะมีสมาธิทำงานมั้ยล่ะเนี่ย!? ไม่คิดเลยว่าการมีใครอีกคนในห้องมันจะน่ารำคาญได้ขนาดนี้

“งั้นแปลว่า...โฟร์ทก็ต้องเห็นโมเดลผู้ชายสองคนนี้กำลัง...เอ่อ...”

“ก็จนเสร็จนั่นล่ะ”

ผมถอนหายใจหนักๆแล้วเงยหน้ามองคนหล่อในคอนแทคเลนส์สีเทาที่ยิ้มกว้างส่งมายังผม...พี่แม่งจะสดใสเป็นพระถังซัมจั๋งไปไหนวะ...บางทีพี่ก็คล้ายแสงสว่างที่ส่องมายังห้องมืดๆของผม...หมั่นไส้คนแบบนี้จริงๆ

“ฟินมั้ย?”

ผมส่ายหน้าปลงๆแล้วเลิกสนใจคำถามของคุณหมอกวนอารมณ์ไปซะ อยากทำไรก็ทำเถอะ เพราะผมจะไม่ตอบแล้ว! ทำไมไอ้พี่นี่มันว่างจังวะ? กูเห็นไอ้ควีนไม่เห็นจะว่างแบบนี้บ้างเลย ก็หมอเหมือนกันไม่ใช่เหรอวะ?

“...”

“...”

พรึบ

ในขณะที่ผมกำลังจมในภวังค์ความคิดของตัวเอง และไม่ทันที่ผมจะได้เอ่ยท้วงหรือขัดขืนใดๆ คนตัวหอมก็อ้อมมายืนด้านหลังแล้วนั่งยองๆซ้อนหลังผม เอื้อมมือมาดึงหนังยางรัดผมออกก่อนจะใช้มือสางเส้นผมยาวหยักศกออกอย่างเบามือ...นิ้วเรียวยาวของคุณหมอใช้เกี่ยวเส้นผมอย่างบรรจงและทะนุถนอมซะจนผมอดจะใจสั่น ทำได้เพียงนั่งนิ่งมองภาพสะท้อนผนังกระจกบานใหญ่ตรงหน้า...ทำไมต้องยิ้มละมุนมองผมขนาดนั้น?

ตึกตัก ตึกตัก

“...”

“...”

ผมนั่งตัวแข็งนิ่ง ไม่กล้าขยับเขยื้อนตัวกลัวว่าแผ่นหลังจะเสียดสีกับเขามากไปกว่านี้ กลิ่นกายประจำตัวของเขาทำเอาผมหลงเคลิ้มย้อนนึกไปถึงเหตุการณ์บนรถเมื่อตอนกลางวัน...จูบงี่เง่านั่น...จูบที่เกือบจะดูดวิญญาณผมไป

“...”

“...”

พี่เคี้ยงรวบผมที่ตกระเกะกะใบหน้าของผมไปด้านหลังจนหมดแล้วมัดให้เป็นบันสูงๆกันรกหูรกตาให้ผมรำคาญ

“เสร็จแล้วครับ”

ใบหน้าหล่อลืมหายใจที่ดูร้ายขึ้นจากการโมดิฟายชะโงกหน้ามาใกล้ๆแล้วฉีกยิ้มกว้างอ่อนโยนจนหัวใจผมกระตุก

“...ขอบคุณ”

พูดเสร็จผมก็รีบก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองไปไม่อยากเสวนากับใคร หัวใจก็เต้นรัวซะเหมือนผมวิ่งหนีหมาในสระว่ายน้ำ....เป็นอะไรของกูเนี่ยไอ้โฟร์ท!

“ครับ”

กลิ่นหอมจางหายไปพร้อมกับเจ้าตัวที่เขยิบกลับไปยืนดูรูปวาดของผมต่อ...ให้ตายเถอะ! น้ำหอมอะไรเนี่ย เคลิ้มยิ่งกว่าน้ำมันพราย! ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งหลง....กูต้องถามยี่ห้อพี่เค้าแล้วล่ะ!

จ๊อกกกก~

เสียงไรวะ!?!?!?

อ่อ....เสียงท้องผมร้องเอง อายชิบหายยยยย เพราะพอเสียงท้องผมคำรามปุ๊บ ไอ้พี่เคี้ยงก็หันมามองหน้าผมปั๊บ จังหวะซิทคอมชิบหายยย

“หิว?”

หงึกหงัก หงึกหงัก

ผมพยักหน้าอย่างขัดเสียมิได้ ก็ท้องมันกรีดร้องประจานขนาดนี้แล้ว จะให้ผมปฏิเสธอะไรเขาไปได้ล่ะครับ ก็วันนี้ทั้งวันไม่ได้ทานอะไรเลยนี่ครับ ก็ต้องหิวเป็นธรรมดา!

“ออกไปหาอะไรทานกันมั้ยครับ?”

คุณหมอเอ่ยปากชวนและยิ้มน้อยๆ แต่ผมขี้เกียจออกไปข้างนอกแล้วนี่นา จะสั่งอาหารขึ้นมามันก็นานอะครับกว่าเชฟจะบรรจงประดิษฐ์มาแต่ละจาน หิวอะ!

“โฟร์ทจะกินมาม่า”

พูดจบผมก็ผุดลุกขึ้นแล้วเดินดิ่งไปยังห้องครัวทันที นักศิลปินไส้แห้งก็ต้องคู่กับมาม่าสิครับ สะดวก ประหยัดเวลาและยิ่งช่วงอารมณ์อินดี้มันมามันก็ต้องรีบทำงานเร็วๆ ถ้าอารมณ์หายไปก็ไม่อยากทำงานละนี่นา

“ไม่เอา มันไม่มีประโยชน์”

คุณหมอสูติรีบวิ่งมาขวางหน้าผมไม่ให้เดินเข้าครัว เอ๊ะ! จะเอาประโยชน์ก็ไปแดกมื้ออื่นไป๊ มื้อนี้กูรีบโว่ย!

“ผมรีบ”

พูดแล้วก็พยายามดันๆคนตัวหนากว่าให้ขยับพ้นทาง หากว่าพี่ท่านก็ยังคงยืนหยัดที่จะขัดขวางหนทางรักระหว่างกระเพาะและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสหมูสับ

“ไม่เอา”

“นี่!”

ผมเท้าสะเอวอย่างโมโห นี่หิวแล้วนะโว้ย! เดี๋ยวก็งับน่องกระจุยซะเลยนี่! ทำไมต้องมายุ่งชีวิตกูจังวะ?

“เอางี้! อย่าเพิ่งโมโห...”

“...”

“พี่ทำอะไรง่ายๆให้กินละกันนะครับ”

ผมมองคุณหมอผู้พยายามอย่างเอือมๆ ก็เจ้าตัวเคยบอกว่าทำได้แค่หุงข้าวนี่นา กูควรไว้ใจมึงมั้ย?

“...”

แต่ดูจากหน้ามันแล้ว มันคงต้องขัดขวางผมให้เสียพลังงานแน่ๆ

“เอาที่พี่สบายใจละกันครับ”

“ได้เลยครับ รอก่อนนะ”

“ให้เวลาแค่10นาทีนะครับ”

ไม่รอฟังคำตอบหรือเสียงโอดครวญใดๆผมก็สะบัดตัวเดินกลับเข้าห้องอาร์ตไปทำงานอีกที ที่จริงผมเป็นพวกใจเย็น(กับชิ้นงาน)และยอมเสียเวลากับเรื่องไร้สาระนะ เพราะผมเบื่ออะไรที่มันจริงจังมากๆ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน

.

เมื่อผมเงยหน้ามองไปยังประตูก็พบว่ามีควันลอยผ่านซอกประตูเข้ามาในห้องอาร์ตจนผมต้องรีบดีดตัวลุกขึ้นแล้ววิ่งตรงไปยังห้องครัวทันที

“เห้ยย!! อะไรเนี่ย!?”

“เอ่อ...”

ผมรีบเปิดก๊อกน้ำแล้วหาถ้วมารองแล้วสาดไปยังหม้อต้มที่กำลังลุกไหม้อยู่ นี่มึงกะเผาไง่ทีกูเลยเหรอไอ้หม๊ออออ!?!? แล้วทำไมสัญญาณเตือนและสปริงเกอร์ไม่ทำงานวะ!?

ซ่าาาาาาาา!

เมื่อคิดเสร็จ สปริงเกอร์บนเพดานก็ทำงานปล่อยหยดน้ำสาดกระเซ็นดับไฟและควันที่ลอยขาวคลุ้งทั่วห้องครัว...และใช่ครับ ผมเปียกอีกแล้ว!! นี่มันตัวซวยชัดๆ ไอ้หมอ!!!!!!

“...”

“...เอ่อ...พี่แค่จะต้ม...”

หมับ

ผมคว้าแขนคนหล่อตัวเปียกปอนแล้วลากไปยังห้องนอนชั้น2ของตัวเองทันที โมโห! อารมณ์เสีย! ควรจะทำอะไรไอ้หมอนี่ดี!? คุณแม่นะคุณแม่ คิดจะหาสะใภ้ให้ทั้งทีแทนที่จะสวยๆนมตู้มๆ แต่ดันเป็นผู้ชายหุ่นล่ำแสนดีนี่ซะได้! ไอ้พี่นี่มันตัวปัญหาชัดๆน่ะสิครับ!

ตึง!

ผมปิดประตูห้องนอนแล้วลากคนตัวสูงที่ยอมเดินตามอย่างว่าง่ายให้เข้าไปยังวอล์คอินโคลเซ็ทที่เป็นทางผ่านเข้าไปยังห้องอาบน้ำอีกที หยิบผ้าเช็ดตัวและผ้าเช็ดหัวให้คุณหมอที่ยังคงทำหน้างงๆอยู่

“รีบไปอาบน้ำซะ ผมจะลงไปตามแม่บ้านมาเคลียร์ห้องและโทรสั่งข้าวเอง”

“โฟร์ท...”

คุณหมอคว้าแขนผมไว้แล้วพยายามจะก้มหน้าลงมามองหน้าผมใกล้ๆ โดยที่ผมไม่อยากจะมองหน้าเขาเลยสักนิด ทำไมชีวิตว่างๆของกูต้องมีมันด้วยวะ?

“พี่เคี้ยงรีบอาบน้ำเถอะครับ เดี๋ยวไม่สบาย”

ถ้าไม่เคารพ ไม่ติดว่าเป็นเพื่อนแม่ กูถีบมึงตกชั้น34ไปแล้วโว่ย!! ไอ้เคี้ยงเอ้ย!!!

“ไม่เอา...โฟร์ทก็ตัวเปียก อาบด้วยกันมั้ย?”

“= =“

“เดี๋ยวไม่สบายนะ”

ไอ้แก่โรคจิต! ไอ้บ้าหื่นกาม! ทำมาเป็นแอ๊บหวังดีกลัวกูเป็นหวัด! กูรู้ทันมึงโว้ย!! กะจะเคลมกูจริงๆใช่มั้ยเนี่ย!?

“เพนท์เฮาส์มีห้องน้ำ3ห้อง...ราดน้ำห้องที่1 ถูสบู่ห้องที่2 สระผมห้องที่3ยังได้เลย ทำไมร้องมาเบียดกันในห้องเดียวล่ะครับ?”

ผมใช้นิ้วชี้ ชี้ไปที่หัวตัวเองแล้วเคาะก๊อกๆเป็นเชิงสบประมาทไอ้คนเจ้าเล่ห์หน้าใสซื่อ ที่พี่เขาก็เปลอกระตุกยิ้มร้ายส่งมาให้ผมเช่นกัน...มึงเป็นคนยังไงกันแน่เนี่ย!?

“แต่พี่อยากให้อาบด้วย”

ไม่ทันที่ผมจะได้เดินหนีหรือพูดอะไรทั้งนั้น ไอ้พี่หมาก็คว้าเอวผมแล้วลากเข้าห้องน้ำไปด้วยกันทันที

“เห้ย! ปล่อยนะโว้ยย!!!!”

.

.

.

To be continued

Ps : ช่วงนี้อกหัก ชีวิตนอยด์ นอน นี่นอย นี่หน่อย นี่นอยยย~ ฮ่าาาาาา เราพวกฟีลกู๊ดง่า อยากแต่งนิยายฟีลกู๊ด ไม่อยากแต่งตอนอารมณ์ไม่สมบูรณ์เลย

Y.Y

Facebook : I’m Mynt


ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว