ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 13 เผชิญหน้าอีกครั้ง --100%

ชื่อตอน : ตอนที่ 13 เผชิญหน้าอีกครั้ง --100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 02 มิ.ย. 2561 10:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 13 เผชิญหน้าอีกครั้ง --100%
แบบอักษร

ตอนที่ 13 เผชิญหน้าอีกครั้ง


          ตอนที่ฉันลากกระเป๋าเดินทางออกมาพ่อที่กำลังจะเข้าไปในสวนรีบเดินเข้ามาหา

          “จะไปไหนน่ะอิง มีกระเป๋าด้วย”

          ฉันหยุดยืนตรงหน้าพ่อ “หนูจะลงไปกรุงเทพฯ”

          พ่อเบิกตากว้าง “ลงไปทำไม หรือว่าแม่เป็นอะไร”

          ฉันมองสีหน้ากังวลของพ่อแล้วแค่นเสียง “แม่น่ะหรือจะเป็นอะไร แม่ก็มีความสุขดีนั่นแหละค่ะ”

          พ่อมีสีหน้าที่คลายกังวล ก่อนจะขมวดคิ้ว “แล้วลูกจะลงไปทำไม”

          ฉันเม้มปากแน่น ก่อนจะตอบเสียงแข็ง “ไปงานแต่งงานค่ะ”

          “งานแต่งงานของเพื่อนเหรอ แล้วทำไมอิงไม่บอกพ่อก่อนหน้านี้ล่ะ ทำไมไปปุ๊บปั๊บแบบนี้”

          ฉันได้รับการ์ดเชิญที่แม่ส่งมาให้ตั้งแต่อาทิตย์ก่อน แต่ไม่ได้บอกพ่อเพราะไม่อยากให้ท่านรับรู้เรื่องไม่น่าสบายใจเหล่านั้น

          “หนูเพิ่งตัดสินใจได้น่ะค่ะ ตอนแรกว่าจะไม่ไป แต่เกิดเปลี่ยนใจกะทันหัน” ฉันเดินไปที่รถ เอากระเป๋าวางไว้ที่เบาะข้างคนขับแล้วเดินอ้อมไปขึ้นอีกฝั่ง

          “จะไปกี่วันล่ะ”

          “สองสามวันค่ะ ฝากดูแลอิงฟ้าด้วยนะคะพ่อ” ฉันมองพ่ออย่างไว้วางใจ พ่อยิ้มรับ

          “ไม่ต้องห่วง พ่อจะดูแลหลานให้เอง ไปเถอะ”

          “ค่ะ แล้วหนูจะซื้อของมาฝากนะคะ”

          “เดินทางปลอดภัยนะลูก ขับรถดีๆ ง่วงก็หาโรงแรมนอนก่อนนะ” พ่อบอกอย่างเป็นห่วง ฉันยกมือไหว้แล้วยิ้มน้อยๆ

          “ค่ะ” ฉันสตาร์ตรถแล้วขับออกไปจากสวนอิงอร

          สวัสดีทุกคน คิดถึงนางมารร้ายคนนี้หรือเปล่า...

          งานแต่งงานถูกจัดขึ้นที่โรงแรมเทพการุณ บรรยากาศชื่นมื่น ดูโอ่อ่ายิ่งใหญ่และแพงสมกับฐานะของเจ้าบ่าวเจ้าสาว แขกเหรื่อก็มีแต่คนมีหน้ามีตาในสังคม นักข่าวมากันเยอะแยะ ถือว่าเป็นงานช้างงานหนึ่ง

ฉันก้าวเข้ามาในงานด้วยใบหน้าเรียบเฉย ชุดเดรสสายเดี่ยวสีแดงบนร่างทำให้ฉันโดดเด่นเกินใคร แขกเหรื่อหันมามองด้วยความสนใจ พอเห็นว่าฉันเป็นใครก็เข้ามาทัก แต่ฉันไม่สนใจ เดินไปหาคู่บ่าวสาวที่นั่งรอรับน้ำสังข์อยู่ตรงกลางเวที พ่อแม่เจ้าบ่าวเบิกตากว้าง เจ้าบ่าวเจ้าสาวหน้าเปลี่ยนสีเหมือนเห็นฉันพกอาวุธมาด้วย แม่ที่ยังคงเป็นแม่ของแก้วเกล้ารีบเดินเข้ามาหาฉัน

          “ไหนแกบอกว่าจะไม่มาไง”

          “น้องสาวแต่งงานทั้งที หนูจะไม่มาได้ยังไงล่ะคะ”

          แม่เบ้ปากแล้วเดินจูงมือฉันไปหาคนพวกนั้น

          “ยัยแก้ว ดูสิว่าใครมา” แม่พูดเสียงดังแล้วจับฉันไปยืนอยู่ข้างเจ้าสาว ชุดสีขาวของเธอดูดับสนิทเมื่อเจอชุดสีแดงของฉัน พอเห็นสีหน้าของเจ้าสาวก็รู้สึกว่าตัดสินใจถูกต้องแล้วที่มา หลายปีที่ฉันไม่อยู่เธอคงมีความสุขมาก ตรงกันข้ามกับฉันที่ขมขื่นทุกวินาทีที่มีชีวิตอยู่

          เจ้าสาวสวมชุดไทยประยุกต์สีขาว เครื่องประดับสวยหรูเป็นทองคำขาวและเพชรอีกหลายกระรัต ดูสวยงามสมกับเป็นดาวเด่นของงานวันนี้ ส่วนเจ้าบ่าวสวมชุดสูทสีขาว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทั้งคู่เหมาะสมกันอย่างกับ ‘ผีเน่ากับโลงผุ’

          ตอนนั้นหัวใจของฉันเจ็บหนึบ เหมือนถูกอะไรบางอย่างกดทับเอาไว้ ทุกคนที่นี่อาจจะลืมฉันไปแล้วทันทีที่ฉันจากไป แต่สำหรับฉัน... ตรงข้ามกันทุกอย่าง เพียงแค่วูบเดียวที่คิดถึง ความเจ็บปวดก็ถาโถมเข้าใส่เหมือนพายุ ฉันบอกไม่ได้ว่าฉันรักพี่ตฤณมากแค่ไหน แต่รู้ว่าความเจ็บปวดที่มีมันมากมายจนชาตินี้ทั้งชาติไม่อาจข่มตานอนหลับได้สนิท

          สิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่... ยังคงเป็นความทรงจำที่เลวร้าย

“ไง” ฉันทักเธอ แก้วเกล้ายกมือไหว้อย่างมีมารยาท ฉันจึงหันไปไหว้พ่อกับแม่ของพี่ตฤณ และไม่ลืมที่จะไหว้เจ้าบ่าวด้วย พี่ตฤณปิดปากเงียบ รับไหว้โดยไม่พูดอะไร แต่สายตาของเขาคอยวนเวียนอยู่ที่ฉันตลอด

          “ไม่นึกว่าเธอจะมา” ป้าดาราจีบปากจีบคอ สายตาขับไล่เต็มที่เหมือนฉันเป็นปีศาจร้าย สายตาเอ็นดูที่มีเมื่อหลายปีก่อนกลายเป็นฝุ่นควันที่แทบมองไม่เห็น

          “ต้องมาสิคะ ถ้าไม่มีคนเชิญหนูคงไม่มาหรอก”

          ป้าดาราหันขวับไปมองพี่ตฤณทันที เขาไม่ได้มองแม่ เอาแต่มองฉัน แก้วเกล้าเห็นแบบนั้นก็เม้มปากแน่น ฉันอยากจะหัวเราะดังๆ ซะจริง

          “หนูเป็นคนเชิญพี่อิงมาเองค่ะ” แก้วเกล้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาหวิว

          “หนูแก้ว!” ป้าดาราทำหน้าตกใจและก็ไม่พอใจเป็นอย่างมาก

          ฉันยิ้มอย่างร้ายกาจ เธอเชิญเพราะคิดว่าฉันจะไม่มา เธอตั้งใจเยาะเย้ยฉันสินะ แก้วเกล้าดูเหมือนจะอ่านใจฉันออก เธอรีบปฏิเสธความคิดของฉันทันที

          “แก้วไม่ได้ตั้งใจเยาะเย้ยพี่อิงนะคะ แก้วแค่อยากให้พี่แสดงความยินดีกับเราสองคน”

          แล้วทำไมต้องทำหน้าเหมือนเห็นผีตอนที่เห็นฉันล่ะ คิดว่าฉันจะหวาดกลัวสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ กลายเป็นเต่าหัวหด ไม่กล้าเผชิญหน้าสินะ ใช่ ฉันเป็นแบบนั้น แต่ตอนที่คิดว่าพวกเธอจะมีความสุขกัน ฉันก็ทนไม่ไหวจนต้องวิ่งมาเผชิญความเจ็บปวด ให้พวกเราไม่มีความสุขกันทุกคน

          เธอยิ้มแห้งๆ “แก้วไม่คิดว่าพี่อิงจะแต่งชุดแดงมา ยังชอบสีแดงเหมือนเดิมเลยนะคะ”

          “หนูขอรดน้ำสังข์ให้น้องสาวหน่อยนะคะแม่” ฉันพูดกับแม่แล้วเดินไปรับหอยสังข์จากผู้หญิงที่คอยเตรียมเอาไว้ให้ เจ้าสาวหน้าเสียเมื่อฉันทำเหมือนไม่ได้ยินที่เธอพูด

          ฉันรดน้ำสังข์ให้พี่ตฤณโดยไม่พูดอะไร รู้สึกได้ว่าเจ้าบ่าวอึดอัด พ่อแม่ของเขามองหน้ากันอย่างกระวนกระวาย ช่างภาพคอยกดถ่ายรูปรัวๆ ฉันยิ้มให้เขา เขาเป็นฝ่ายหลบสายตาไปก่อน ฉันแค่นเสียงแล้วขยับไปรดให้แก้วเกล้า จังหวะนั้นฉันก้มหน้าลงต่ำ อวยพรเสียงเบาด้วยใบหน้ามีเมตตา

          “ฉันขอให้เธอมีแต่ความทุกข์ ชีวิตคู่พังพินาศ อะไรที่หวังไว้ไม่สมหวังสักอย่าง” แก้วเกล้าเงยหน้ามองฉันด้วยความตกใจ ดวงตาสั่นระริกหวาดหวั่น เธอจะหวังให้ฉันอวยพรให้เธอสุขสมหวังเหรอ ไม่มีทาง! “ครองคู่ได้ไม่นานก็ต้องจากกัน ไม่ใครก็ใครต้องตายไปคนหนึ่ง และขอให้เธอไม่มีทายาท อยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายไปตลอดชีวิต”

                “พี่อิง...” เธอมองฉันด้วยใบหน้ารู้สึกผิดและเจ็บปวดอยู่ลึกๆ

                    “ขอให้เธอมีแต่ความเจ็บปวด... อยู่ไม่สู้ตาย เหมือนตกนรกทั้งเป็น” ฉันยืดตัวขึ้น ยื่นหอยสังข์ให้เพื่อนเจ้าสาว แล้วเดินเชิดๆ ออกไปจากงานท่ามกลางสายตาโล่งอกของใครหลายๆ คนที่หวาดกลัวว่าฉันจะอาละวาดทำลายงานอันชื่นมื่น ฉันมองภาพที่ทั้งคู่กอดกันโชว์อยู่ข้างหน้าก็เจ็บจนแทบหายใจไม่ออก หลังจากนั้นน้ำตาก็ไหลออกมา ฉันสูดลมหายใจลึก พยายามกลั้นเอาไว้ นี่ก็สามปีแล้ว แต่ฉันยังคงเจ็บปวด

          ทำเหมือนเข้มแข็ง จริงๆ แล้วอ่อนแอเหลือเกิน

          ซินเดอเรลล่าที่สูญเสียทุกอย่าง กลับได้รับความรักจากเจ้าชาย ขณะที่นางร้ายอย่างฉันต้องเจ็บปวดอยู่ฝ่ายเดียว

          “อิง”

          ร่างฉันหันไปตามแรงกระชาก ฉันเงยหน้าขึ้น มองเจ้าของร่างสูงด้วยความตกใจ เหมือนเวลาหยุดหมุน... ฉันกับเขาสบตากันเงียบๆ ปล่อยเวลาให้ผ่านไปช้าๆ...

          พี่ตฤณยังเหมือนเดิม ใบหน้ายังคงความอบอุ่นอ่อนโยนไม่เปลี่ยนแปลง ดูดีเป็นผู้ใหญ่สมชายตรี รับรองได้ว่าคงมีผู้หญิงหลายคนมาทอดสะพานให้เหมือนตอนที่เรารักกันหรือตอนที่ฉันรักเขา ทว่าแตกต่างกันที่ท่าทีของเขาที่ดูมีลับลมคมในราวกับมีเรื่องราวมากมายแสนแปดที่ต้องเก็บเอาไว้คนเดียว ดวงตาที่เคยเป็นประกายละมุนดูมืดมนไม่น้อย ฉันอยากเข้าข้างตัวเองว่าเขาไม่มีความสุขในตอนนี้ก็เพราะฉัน นั่นแสดงว่าเขายังแคร์ฉันอยู่ การปรากฎตัวของฉันในวันนี้ทำให้หัวใจของเขาสั่นไหว

“อิง...” เขาเรียกฉันอยู่แบบนั้น ฉันเม้มปากแน่น ปัดมือเขาออก

          มาหาฉันตอนนี้มันก็สายไปแล้ว หัวใจที่ยับเยินของฉันไม่สามารถทำให้มันกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้

          ฉันเจ็บเหมือนจะขาดใจลงตรงนี้ แต่ต้องทำเป็นไม่รู้สึกอะไร

          “อิง!”

          “ฉันยังไม่ได้อวยพรให้พี่สินะ ว๊า! แย่จัง ฉันมัวแต่ตื่นเต้นดีใจกับน้องสาว” ฉันเช็ดน้ำตาแล้วยิ้มให้เขา พี่ตฤณมองฉันด้วยสายตาที่ยากจะเข้าใจ ทั้งเจ็บปวดและสงสาร ฉันน่ะหรือน่าสงสาร อะไรกัน... คนอย่างฉันไม่เคยน่าสงสารสักครั้ง “ขอให้พี่... หาความสุขในชีวิตไม่เจอ”

          เขาเม้มปากแน่น

          “ไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันไม่ได้มาเพื่อทำลายงานแต่งของพี่ ฉันมาอวยพรจริงๆ อวยพรด้วยความเต็มใจ รักกันให้นานๆ นะคะ รักกันจนถึงวันที่พวกพี่ต้องพังพินาศ”

          “อิง” ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความละอาย

          “อ๊า~ ตายแล้ว! ฉันควรจะอวยพรให้พี่มีแต่ความสุข ขอให้ความรักของพี่มั่นคงยืนยาว ขอให้พวกพี่ครองรักจนถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร… แต่ขอโทษนะคะ ฉันทำไม่ลงจริงๆ” ฉันยิ้ม แล้วสะบัดหน้าเดินจากไป

          “อิง!”

          ฉันยกมือขึ้นโบกให้เขาโดยไม่หันกลับไปมอง น้ำตาไหลไม่ขาดสาย แต่สายสัมพันธ์ของพวกเราขาดสะบั้นไปตั้งนานแล้ว

          ฉันเดินเหม่อไปเรื่อยๆ ลืมแม้กระทั่งว่าจอดรถไว้ที่ไหน

ในที่สุดฉันก็ไปเจอพวกเขา...

          ตัดสินใจถูกหรือผิดกันล่ะ นอกจากความสะใจก็ยังได้ความเจ็บปวดกลับมา

“อ๊ะ!” ฉันสะดุ้งเมื่อจู่ๆ ก็มีรถวิ่งมาตัดหน้า ประตูรถหรูถูกเปิดออก เจ้าของร่างสูงในชุดสูทสุภาพสีเทาก้าวลงมา ฉันผงะถอยหลังด้วยความตกใจ เผลอยกแขนกอดตัวเองด้วยความหวาดกลัว เขาเดินมาหาฉันด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตาเต็มไปด้วยความขมขื่น

          พี่ตาณยังคงเจ็บปวด... เหมือนกับฉัน

          “ฉันผิดหวังมากนะ ฉันคิดว่าเธอมาเพื่อทำลายงานแต่งของสองคนนั้นเสียอีก” เขาเหยียดยิ้ม งานวันนี้ไม่ใช่แค่ฉันคนเดียวที่ทุกข์ทน เขาเองก็เหมือนกัน

          “ทำไมฉันต้องทำแบบนั้น”

          “เพราะมันคือวิถีของนางร้าย” ฉันมองเขาอย่างเฉยชา แล้วเดินเลี่ยงไปทางอื่น เขาจับแขนฉันไว้ ฉันเบิกตากว้าง รีบสะบัดออก ก่อนจะถอยห่างไปไกล พี่ตาณหรี่ตาลง “เธอจะกลับมาทำไม ถ้าไม่ได้ต้องการมาแย่งพี่ตฤณคืน”

          “ผิดหวังเหรอ ถ้าคุณอยากให้งานแต่งนี้พังก็ทำเองสิ” ฉันมองเขาอย่างท้าทาย กล้าไหมล่ะ กล้าทำลายผู้หญิงที่เขารักหรือเปล่า

          เขาเลิกคิ้ว “เธอกลับมาทำไม?”

          “ฉันแค่มาอวยพร”

          “แค่นั้นเหรอ” เขาทำหน้าไม่เข้าใจ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มยังคงเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย เขาขยับเข้ามาใกล้ ฉันก้าวถอยหลัง เนื้อตัวสั่นเทาเล็กน้อย

          “ฉันจะกลับมาทำไมแล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณ อย่ามายุ่งกับฉัน!”

          “เธอเรียกฉันว่าคุณเหรอ” เขาทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกได้ ก่อนจะแค่นเสียง “กับฉันเธอเรียกคุณ แต่กับพี่ตฤณเธอยังเรียกพี่เหมือนเดิม”

          “อยากให้ฉันเรียกพี่งั้นเหรอ” ฉันมองเขาเหมือนเป็นตัวตลก

          “เธอจะเรียกอะไรก็ช่าง แต่เธอจะกลับไปง่ายๆ แบบนี้เหรอ” เขาทำหน้าไม่เข้าใจ คาดหวังให้ฉันอาละวาดอยู่แน่ๆ

          ฉันยิ้มเยาะคนตรงหน้าอย่างสมเพช “คุณยังรักยัยแก้วอยู่สินะ รักทั้งๆ ที่เธอกลายเป็นพี่สะใภ้ของคุณแล้วอย่างนั้นเหรอ”

          พี่ตาณชะงัก ก่อนจะทำหน้าบึ้ง

ฉันแค่นเสียง “โง่จริงๆ”

          “แล้วเธอล่ะ หมดรักพี่ตฤณแล้วหรือไง”

          “ฉันหมดรักจากเขา ตั้งแต่วันนั้นแล้ว” ฉันจ้องหน้าเขา พยายามข่มความเจ็บปวดเอาไว้ บางทีฉันก็ไม่เข้าใจโชคชะตา ทำให้ฉันมีความสุข แล้วแย่งมันไปให้กับผู้หญิงที่ถูกกำหนดให้เป็นนางเอกของเรื่อง นางร้ายต้องเจ็บปวดตอนท้ายเรื่องเสมองั้นเหรอ “เขาทำให้ฉันเจ็บ ยัยแก้วทำให้ฉันเจ็บ ทุกคนทำร้ายฉัน ทั้งที่ฉันไม่ได้ผิดอะไร”

          พี่ตาณเบิกตาโตเล็กน้อย ก่อนจะซ่อนความตื่นตระหนกเอาไว้

          “ทำไมฉันต้องเป็นนางมารร้าย ในขณะที่นางมารร้ายตัวจริงกลายเป็นนางเอก ยัยแก้วเป็นนางเอกที่น่ารังเกียจที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมา” พี่ตาณปิดปากเงียบ ฉันหัวเราะก่อนจะร้องไห้ออกมา “ทำไมไม่ด่าฉัน ฉันกำลังด่าที่รักของคุณอยู่นะ”

          “แก้วไม่ใช่ที่รักของฉัน” เขาบอกพลางหลุบตาลง “ไม่ใช่แล้ว... ไม่ใช่...”

          นั่นน่ะสินะ... ตัวร้ายสองคนต่างก็เจ็บปวดเหมือนกัน แต่สาบานเลยว่าเขาดีกว่าฉันมาก อย่างน้อย... เขาก็ไม่อดสูเท่าฉัน เรายืนอยู่อย่างนั้นเป็นนานสองนาน ก่อนที่ฉันจะหัวเราะอย่างบ้าคลั่งเหมือนคนบ้า

“ฮ่ะๆ ยัยนั่นเป็นนางฟ้านางสวรรค์ ขณะที่ฉันเป็นนางมาร” ฉันเช็ดน้ำตาลลวกๆ แล้วยิ้มให้เขา ผู้ชายที่เคยรังเกียจฉัน ไม่สิ ตอนนี้เขาก็ยังคงรังเกียจ รังเกียจทุกเวลา ทุกขณะ... “สิ่งที่ฉันได้รับ มันสมควรแล้วใช่ไหม”

          “อิง... ที่เธอหายไป...” เขาทำท่าจะพูดอะไรสักอย่าง

          “ฉันจะกลับแล้ว” ฉันแทรกขึ้นแล้วหันหลังให้เขา ไม่อยากอยู่กับเขานานไปกว่านี้ ได้ยินเสียงเท้าของเขาขยับฉันจึงรีบเดินหนีไป “อย่าตามมานะ!”

          เขาไม่ได้ตามมา ฉันเม้มปากแน่นขณะยกมือกุมอกตรงตำแหน่งหัวใจ ความเจ็บปวดที่ได้รับ มันสมควรแล้วใช่ไหม?

          ‘ฉันเกลียดเธอ! ไม่มีผู้ชายคนไหนรักนางมารร้ายอย่างเธอได้ลงคอหรอก!’

          **ฮึก!**เขาไม่เคยเห็นค่าของฉัน ไม่เคยเลย...


ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว