ขอให้แหวกป่าอ้อยด้วยรอยยิ้มมุมปาก *.^

บทที่ 4 รบกวน! | 100%

ชื่อตอน : บทที่ 4 รบกวน! | 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.9k

ความคิดเห็น : 22

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ธ.ค. 2561 19:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4 รบกวน! | 100%
แบบอักษร

ดวงตาคู่หวานใสวางไว้ที่เสี้ยวหน้าคมคายของชายผู้ซึ่งกำลังยืนอภิปรายอยู่หน้าจอโพรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งฉายภาพกราฟเส้นแสดงผลกำไรในไตรมาสที่ผ่านมา ไหล่ตั้งตรงภายใต้เสื้อสูทสีเข้มนั้นดูมั่นคง ท่าทางการพูดของเขาฉะฉาน มีความมั่นใจอยู่ในน้ำเสียงเต็มเปี่ยม จังหวะจะโคนหนักแน่นแต่ไม่แข็งกระด้าง

ไฟในห้องประชุมถูกหรี่ลงจนสลัว มิรินทร์ซ่อนตัวอยู่ในความมืดนั้น อาศัยมันช่วยพรางตาไว้ไม่ให้ชายหนุ่มรับรู้ว่าเธอกำลังแอบมองเขาอยู่จากมุมหนึ่ง

เธอชื่นชมเขาในมุมแบบนี้ 

คนที่ตั้งใจทำอะไรมากๆ มักมีเสน่ห์ที่อธิบายไม่ได้ เวลาได้อยู่ใกล้ๆ และมองเห็นความตั้งใจนั้นมันชวนให้รู้สึกดี

และความรู้สึกนี้ก็ตอกย้ำให้รู้ว่าเธอชอบเขาไปแล้วจริงๆ

มิรินทร์เพิ่งจะยอมรับกับตัวเองเมื่อเช้านี้ ในวินาทีที่เป็นยิ่งกว่าความอับอาย ถ้าไม่ใช่ผู้ชายที่แอบชอบเธอก็อาจไม่ได้รู้สึกแย่ขนาดนั้น แต่เพราะมันไม่ใช่ และไม่ว่าใครต่างก็ต้องอยากดูดีที่สุดในสายตาคนที่แอบชอบทั้งนั้น แล้วเธอก็ดันโชคร้าย... 

พอคิดมาถึงตรงนี้ ดวงตาสีน้ำตาลก็หม่นแสงลง ปลงกับตัวเอง

...คงทำได้แค่แอบชอบไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเลิกชอบไปเองละมั้ง ฟังดูน่าสงสารและเป็นนางเอกจัง รู้สึกสวยงามเหมือนมีดงดอกไม้สีหวานบานขึ้นมาเป็นฉากหลังอย่างกับในเอ็มวีเพลง

แต่มิรินทร์คงไม่รู้ว่าแม้เธอจะอยู่ที่ปลายหางตา ทว่าปลายฉัตรก็รับรู้ได้ถึงแววตาของเธอ ซึ่งกำลังรบกวนเขาอย่างที่ไม่ควรจะเป็น เขาไม่ชอบให้มีอะไรมาสะกิดหรือทำให้เสียสมาธิระหว่างประชุม มันทำให้หงุดหงิด

สะดุดอยู่หลายจังหวะระหว่างกำลังพูดถึงแพลนการเปิดตัวบูติกนาฬิกาสาขาใหม่ เน้นให้บริการลูกค้ากลุ่ม Luxury รวมมัลติแบรนด์ชั้นนำไว้ภายใต้คอนเซปต์ความหรูหราอย่างมีระดับ เน้นสร้างความประทับใจในการบริการสุดเอกซ์คลูซิฟ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินงาน

“ผมอยากให้เราโฟกัสไปที่ Customer Experience Management เป็นหลัก พยายามสร้างประสบการณ์ระดับพรีเมียมให้ลูกค้าได้สัมผัสถึงความพิเศษ เราจะเน้นสร้าง Value ที่แตกต่างให้กับแบรนด์ ทำยังไงเขาถึงจะเลือกเราและต้องเป็นเราเท่านั้นที่ให้สิ่งนี้กับเขาได้ นั่นหมายความว่ามันต้องมากกว่าแค่การบริการในระดับทั่วไป ต้องเอกซ์คลูซิฟและเน้นให้เป็น Personalize มากขึ้น”

“...ทำยังไงเขาถึงจะเลือกเราและต้องเป็นเราเท่านั้น...” มิรินทร์พึมพำคนเดียวในมุมมืด

ปลายฉัตรกดรีโมตเปลี่ยนสไลด์ หยุดพูดและมองไปรอบๆ ห้อง ก่อนหันกลับมาสนใจที่หน้าจอใหญ่อีกครั้ง

“โดยเราจะทำการตลาดแบบโฟกัสที่กลุ่มเป้าหมายหลัก อย่างที่ทราบกันดีนะครับว่าทุกวันนี้ ลูกค้ามีช่องทางการซื้อที่หลากหลายขึ้น ทั้งทางออนไลน์ พรีออร์เดอร์ หรือจะบินไปซื้อเองถึงชอป แต่ว่าส่วนใหญ่ลูกค้ากลุ่มนี้มักเป็นกลุ่มระดับกลางที่มีกำลังซื้อไม่มาก คนกลุ่มนี้จะมี Price Concern คือจะค่อนข้างกังวลเรื่องราคา ซึ่งจะไม่ใช่ Core Target ของเราโดยตรง” เขาอธิบาย พร้อมเปิดสถิติแสดงฐานข้อมูลของลูกค้ากลุ่มหลักให้ดู

“ดังนั้นบูติกใหม่ของเราจะพุ่งเป้าไปที่ลูกค้ากลุ่ม Top Spender เป็นหลัก ซึ่งเป็นกลุ่มที่มียอดการจับจ่ายค่อนข้างสูง และแน่นอนว่าเป็นลูกค้าที่มี Brand Loyalty สูงเช่นกัน ดังนั้นโจทย์ที่เราต้องทำก็คือ รักษาเขาไว้ให้ดีที่สุด” 

Brand Loyalty ความภักดีในแบรนด์ แล้วอย่างเธอนี่เรียกว่าภักดีต่อเขาได้ไหม ขนาดโดนเขากลั่นแกล้ง ตักเตือน ใช้งานยิบย่อย แถมยังล้อเลียนอย่างหนักเมื่อเช้า ทำไมเธอยังชอบเขาขนาดนี้ก็ไม่รู้

“ลูกค้ากลุ่มนี้จะไม่มีปัญหาเรื่องราคา แต่จะคาดหวังว่าจะได้รับ Service ที่ดีและพิเศษ ผมเลยอยากให้เราพุ่งเป้าไปที่การบริการ ให้ความสำคัญเรื่องการเทรนพนักงานขาย ซึ่งต้องไม่ใช่แค่พนักงานขายธรรมดา เพราะต้องยอมรับว่าลูกค้าที่วอล์กอินเข้ามาส่วนใหญ่มักจะมีข้อมูลในใจอยู่แล้ว พวกเขาจะเล็งรุ่น เปรียบเทียบ หาข้อมูลกันมาประมาณหนึ่ง ซึ่งเราก็ต้องเข้าใจว่าเดี๋ยวนี้มันไม่ได้ยาก การเข้าถึงข้อมูลกลายเป็นเรื่องง่ายแค่ไม่กี่คลิก เซิร์ชก็เจอในเว็บไซต์ ดังนั้นพนักงานของเราก็จะไม่ได้มีหน้าที่แค่แนะนำสินค้าให้ลูกค้าอย่างเดียว เราต้องให้อะไรที่มากกว่านั้น”

‘ให้อะไรที่มากกว่านั้น’ มิรินทร์พยายามคิดตาม

“เราจะอัปเกรดให้เป็น Sale Executive เพิ่มความรู้และประสบการณ์ให้กับพนักงานของเรา ทำยังไงให้เขาเข้าใจถึง Branding Culture ไม่ใช่แค่ท่องสโลแกนของแต่ละแบรนด์ได้ แต่ต้องเข้าใจลึกลงไปถึงสตอรีของแบรนด์ต่างๆ อย่างที่เรารู้กันนะครับ นาฬิกาข้อมือสำหรับผู้ชายถือเป็นเครื่องประดับชิ้นหลักเลยก็ว่าได้ สำหรับบางคนไม่ใช่แค่ใส่ไว้ดูเวลา แต่มันเป็นสิ่งที่สื่อถึงรสนิยม ฐานะ เพิ่มความมั่นใจ บางคนมองเป็นของสะสม หรือบางคนอาจมองเป็นเรื่องของการลงทุน” ชายหนุ่มอธิบาย พร้อมยกข้อมือขึ้นมาเพื่อโชว์นาฬิกาเรือนหรูที่เขากำลังสวมอยู่ 

“อย่างวันนี้ผมใส่ ROLEX มา” เขาว่าแล้วรั้งแขนเสื้อเพื่อให้ทุกคนมองเห็นได้ชัดเจน ตัวเรือนเป็นเอเวอร์โรสโกลด์ประกอบหน้าปัดลายเกลียวสีน้ำตาลประดับมาร์กเกอร์ชั่วโมงคั่นไว้อย่างมีดีไซน์ สายเป็นหนังจระเข้ตัดเย็บอย่างประณีต คงความคลาสสิกด้วยสัญลักษณ์มงกุฎ ROLEX สลักจากทอง 18 ct

มิรินทร์แอบเบ้ปากอยู่คนเดียว รู้สึกได้ถึงความแพงและเลอค่า เธอจึงกระซิบถามราคาจากพี่ริศาที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ครั้นรู้ว่าเกือบเจ็ดแสนก็อ้าปากหวอ 

“มันสื่อถึงอะไร ทำไมต้อง ROLEX พนักงานของเราจะต้องรู้มากกว่าแค่ว่า มันเป็นรุ่นอะไร ขนาดตัวเรือนเท่าไหร่ วัสดุอะไร กลไก ดีไซน์ อะไรพวกนี้เป็นพื้นฐานมากๆ แต่สิ่งที่ผมต้องการก็คือ พวกเขาต้องเข้าใจความเป็นแบรนด์ และสามารถส่งต่อสิ่งเหล่านี้ไปยังลูกค้าได้ รู้ว่า Positioning ของ ROLEX คืออะไร รู้ว่าแบรนด์วางตัวเองไว้ให้เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการประสบความสำเร็จ จากสโลแกนของแบรนด์ที่ว่า A crown for every achievement”

สำเนียงดี! มีบางคนแอบกรี๊ดในใจ บวกคะแนนความอินเตอร์ให้อีก 10 คะแนนค่ะ

“จากโลโก้ที่เป็นรูปมงกุฎ สื่อให้เห็นว่า ROLEX เป็นเหมือนรางวัลชีวิตของคนที่ทำงานจนประสบความสำเร็จ มองแล้วเกิดความภาคภูมิใจในช่วงชีวิต ในโมเมนต์ที่ผ่านมา มีคุณค่าทางจิตใจ เราจะเห็นได้ว่าพรีเซนเตอร์ส่วนใหญ่ที่ทางแบรนด์เลือกใช้มักเป็นคนที่ประสบความสำเร็จระดับโลกทั้งนั้น”

“นี่แหละครับ พนักงานของเราจะต้องมีความเข้าใจแบรนด์ อินในระดับหนึ่ง แนะนำได้ เปรียบเทียบได้ ให้ข้อมูลเชิงลึกได้ รู้ว่าลูกค้าคนไหนเหมาะกับอะไร ต้องให้ลูกค้าสัมผัสได้ถึงความเชี่ยวชาญและความเซียนในตัวพนักงานของเรา เราจึงจะลงทุนกับการเทรนนิงพนักงาน ยังไงผมฝากคุณสิตาดูเรื่องการเทรนนิงด้วยนะครับ อัปเดตให้ผมด้วย แล้วก็อีกเรื่อง...พวกการจัดกิจกรรมพิเศษ เอกสิทธิ์ต่างๆ ยังไงเดี๋ยวเราสรุปอีกทีนะครับ วันนี้ผมขอพูดกว้างๆ ก่อน” แล้วเขาก็ชะงักไป คล้ายจะพูดต่อแต่ก็ไม่พูดอะไร หยุดไปแค่นั้น จนหลายคนในห้องประชุมเริ่มมองหน้ากันเลิ่กลั่ก 

ครั้นเห็นว่าเกิดเดดแอร์ ปลายฉัตรก็รีบดึงตัวเองกลับมา

“แล้วก็เรื่อง Mystery Shopper ที่เราจ้างให้เข้ามาลองทดสอบการบริการเพื่อเช็กมาตรฐานและวัดระดับเพื่อปรับปรุงนั้น จากเดิมที่เป็นปีละครั้ง ยังไงผมขอให้ถี่เป็นไตรมาสละครั้งแล้วกันนะครับ ฝากคุณบุริมด้วย”

มิรินทร์เบิกตากว้างขึ้นเมื่อเขาหันมาทางเธอ หันไปที่คุณบุริมสิ หันมาทางเธอทำไม แล้วก็อย่าจ้องมาแบบนั้นได้ไหม ใจมันสั่น

ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงรัศมีสายตาแม้เธอจะอยู่ในแสงสลัวก็ตามที เขาพยายามปัดความน่ารำคาญนั้นให้พ้น แล้วกลับมาสนใจที่งานตรงหน้าต่อ

ซึ่งหน้าที่หลักของผู้นำเช่นเขาคือการกำหนดทิศทางในภาพรวม ส่วนกิจกรรมทางการตลาดและเนื้องานที่ต้องทำนั้นจะเป็นหน้าที่ของแต่ละฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบ โดยจะต้องกลับไปทำการบ้านและเตรียมมานำเสนอในการประชุมครั้งถัดไป

“ส่วนเรื่องแฟลกชิป บูติก โมโนแบรนด์ที่เราจะเปิดโพรเจกต์ต่อไป ไว้ยกยอดเป็นครั้งหน้านะครับ” เขายอมรับว่าเสียสมาธิจนต้องยกประเด็นสุดท้ายเลื่อนไปไว้ในการประชุมครั้งถัดไปอย่างเสียไม่ได้ ไม่รู้ทำไมแค่เธอมองมาก็รู้สึกเหมือนมีคลื่นรบกวนตลอดเวลา 

“งั้น...ในส่วนนี้มีใครมีคำถามไหมครับ” เป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาจะถามเสมอ

ปลายฉัตรจัดเป็นผู้บริหารที่ให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของลูกน้องพอประมาณ ชายหนุ่มมั่นใจในตัวเองก็จริง...แต่ก็พร้อมรับฟังคนรอบข้าง ด้วยเชื่อในระบบการทำงานเป็นทีม เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม แสดงความคิดเห็น จะเห็นด้วยหรือคัดค้านก็ย่อมได้ แต่ต้องมีเหตุผล อย่ากล่าวลอยๆ 

ซ้ำเขายังสามารถถกเถียงได้อย่างมีหลักการ เห็นด้วยและกล่าวชื่นชมกับไอเดียน่าสนใจ ไม่ใช่ตั้งท่าจะยิงทิ้งลูกเดียวเฉกเช่นผู้บริหารบางคนที่ชอบวางอำนาจเหนือกว่า

ตลอดสายวันนั้นห้องประชุมจึงเต็มไปด้วยบรรยากาศของการระดมความคิดอย่างเข้มข้นจริงจัง ชายหนุ่มมักนัดประชุมบ่อยๆ เพื่ออัปเดตความคืบหน้าของงานในส่วนต่างๆ แต่เขาจะใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด ไม่ยืดเยื้อ แต่เน้นเนื้อๆ เพื่อให้ทุกคนที่อยู่ในห้องประชุมนั้นไม่รู้สึกเบื่อหน่ายจนพลอยทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง 

กระทั่งให้ฝ่ายต่างๆ นำเสนอแพลนงานในส่วนที่รับผิดชอบจนหมดและสรุปปิดการประชุม ชายหนุ่มก็รีบเดินออกจากห้องไปด้วยอารมณ์ที่ไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่ ซ้ำก่อนออกไปเขายังหันมามองผู้ช่วยเลขาฯ ด้วยสายตาชนิดหนึ่ง 

ซึ่งมิรินทร์รีบเสหนีทันที ก็เมื่อกี้มันมืดเธอจึงกล้ามองเขาได้เต็มตาขนาดนั้น พลันพอไฟสว่างเธอก็รีบกลบเกลื่อน แต่เกือบจะไม่ทัน 

ก็แอบมองเขามาตั้งนานหลายชั่วโมง มันก็เคลิ้มจนเผลอลืมตัวไป...



---------------------------

น่อวววว พอเข้าโหมดทำงานละหล่อเลยยยย

วันนี้งดเรียกอิทั่น

ขอยาดเรียก 'คุณทั่น' เป็นเวลา 1 วัน

แปะภาพหลักฐาน (สวยเน้อออ เห็นละอยากรูดดดด.......ทรัพย์ทั่นจัง)




พอดีกำลังอินเรื่องนาฬิกา สงสัยช่วงที่ผ่านมาดูข่าวยืมเพื่อนมาเยอะไป 555+ จริงๆ ในบทนี้จะมีศัพท์เทคนิคที่เป็นศัพท์ทางการตลาดประมาณนึง ซึ่งเราจะไม่ใส่เชิงอรรถนะคะ เพราะมีเหตุผลส่วนตัวว่าเวลาอ่านนิยายที่มีเชิงอรรถแล้วต้องเลื่อนลงไปอ่านคำอธิบาย สำหรับเรามันทำให้อารมณ์สะดุด นี่ก็เลยคิดเองเออเองจากความรู้สึกของตัวเองว่า อยากเล่าให้มันกลืนไปกับเรื่อง เราอาจไม่ได้อธิบายความหมายโต้งๆ ได้ทุกคำ แต่ก็พยายามใส่บริบทแวดล้อมให้พอเดาได้ พอเข้าใจแหละเนอะ :)

(ปล. ความรู้ในวิชาการตลาดนั้น เคยเรียนมาบ้าง แต่ก็ลืมแล้ว ถ้ามีจุดไหนผิดท้วงได้เด้อ นี่คืนอาจารย์ไปหมดแล้ว มารื้อใหม่ตอนนี้ก็แบบ...เอาพอให้เขียนนิยายได้ ไม่ได้ลงดีเทลลึกอะไร ขอบคุณกูเกิ้ล ชีตเชิดที่เคยเรียนชั่งกิโลขายไปหมดแล้ว​)

ตัดภาพไปที่คนอ่าน : เออ เอาเหอะ ทำไรก็ทำ แค่อยากรู้ว่าเมื่อไหร่เค้าจะได้กันนนน 555+ ตัลหลกกกก ชั้นรู้นะ!!!



ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว