ขอให้แหวกป่าอ้อยด้วยรอยยิ้มมุมปาก *.^

บทที่ 2 ผมไม่ชอบพูดซ้ำ | 35%

ชื่อตอน : บทที่ 2 ผมไม่ชอบพูดซ้ำ | 35%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.7k

ความคิดเห็น : 25

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ธ.ค. 2561 19:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 ผมไม่ชอบพูดซ้ำ | 35%
แบบอักษร

2

ผมไม่ชอบพูดซ้ำ

การทำงานวันแรกของมิรินทร์ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีไม่มีปัญหา (ถ้าไม่นับว่าเจ้านายเป็นปัญหาน่ะนะ) 

วันนี้พี่ริศายังไม่ได้ให้เธอทำอะไรยากมาก นอกจากรับผิดชอบงานเล็กๆ น้อยๆ ตามคำสั่ง อย่างการพิมพ์จดหมาย คีย์ข้อมูล นำเอกสารไปยื่นแผนกต่างๆ วิ่งไปส่งของให้เมสเซนเจอร์ หรือพิมพ์อีเมลตอบคู่ค้าต่างประเทศตามบรีฟ ซึ่งเอาจริงๆ เธอคิดว่าหน้าที่นี้ไม่ได้ต้องการคนที่มีความสามารถเฉพาะด้านอะไรมากนัก เน้นหนักไปทางถึกและทนเช่นเธอมากกว่า เพราะเป็นงานจุกจิกที่อาศัยความขยันและความละเอียดรอบคอบเป็นสำคัญ เรียกให้สั้นก็ ‘GB’ ที่มาจาก ‘เจเนอรัลเบ๊’ นั่นเอง  

ปกติเวลาเลิกงานคือห้าโมงครึ่ง แต่เพราะมิรินทร์ต้องอยู่ชดเชยตามคำสั่งที่เจ้านายลั่นวาจาไว้ เธอจึงนั่งพิมพ์ร่างจดหมายอันเป็นงานในส่วนของวันพรุ่งนี้รอเวลา ส่วนสาริศากลับไปแล้วเนื่องจากติดธุระสำคัญ

เมื่อช่วงเช้าหลังออกจากห้องเย็น พี่ริศาก็ซักใหญ่ว่าเธอไปสะกิดโดนปุ่มไหนของเจ้านายหนุ่มเข้าจึงโดนแกล้งเอาได้ เธอเองก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง เพราะน่าจะสะกิดไปหลายปุ่มอยู่เหมือนกัน ไม่งั้นเขาคงไม่นึกอยากดื่มกาแฟขึ้นมากะทันหันขนาดนั้น ทำเป็นต้องการกาเฟอีนด่วนในสิบห้านาที แต่พี่ริศาเพิ่งมาเฉลยกับเธอว่าปกติเขาดื่มกาแฟช่วงสาย ซ้ำยังลงไปซื้อเองได้ไม่ต้องพึ่งใคร แล้วนี่ทำไมโยนมาให้เธอ แต่เอาเถอะ! เป็นหน้าที่ก็ต้องทำ

กระทั่งเข็มนาฬิกาบอกเวลาเคารพธงชาติ มิรินทร์ก็เร่งจัดการงานให้เสร็จโดยไว เซฟไฟล์ ปิดคอมพิวเตอร์ เช็กสวิตช์ไฟให้เรียบร้อย พร้อมเก็บข้าวของเตรียมกลับบ้าน ถึงขั้นสะพายกระเป๋าและลุกขึ้นยืนจัดกระโปรงแล้ว 

แต่พอเห็นปลายฉัตรเปิดประตูออกมาพอดิบพอดีเธอก็นั่งลงคืนทันที ยังไม่กลับตอนนี้ก็ได้ อย่างน้อยก็รอให้เขาไปก่อนคงจะเป็นอะไรที่สะดวกใจกว่า ยกเว้นว่า...

“กลับได้แล้วครับ” 

นั่นเป็นประโยคคำสั่งใช่ไหม 

“...ค่ะ” เธอตอบรับสั้นๆ อย่างลูกน้องที่เชื่อฟังเจ้านายเสียเต็มประดา เดินตาม โดยทิ้งระยะห่างจากเขาหลายก้าว 

เรื่องที่เขาไม่ใช้ลิฟต์วีไอพีสำหรับผู้บริหารนั้นคาใจจนมิรินทร์เผลอหลุดปากถามสาริศา แล้วก็ได้คำตอบว่าเจ้านายไม่อยากแบ่งชนชั้นหรือสร้างสิทธิพิเศษมากนัก เนื่องจากมีพนักงานที่สแกนบัตรเข้างานไม่ทันมักชอบอ้างเรื่องรอลิฟต์นานกับฝ่ายบุคคลอยู่บ่อยครั้ง เขาจึงอยากทำให้ดูเป็นตัวอย่างว่าหากจัดสรรเวลาดีๆ ก็ไม่มีปัญหา และนั่นเองที่ทำให้เธอนึกชื่นชมเขาอยู่ในใจลึกๆ (ป.ล. ลึกมากกก)

ระหว่างรอลิฟต์ หญิงสาวอาศัยจังหวะนี้ลอบสังเกตเจ้านายหนุ่มจากทางด้านหลัง เขาดูดีตั้งแต่เส้นผมจดปลายเท้า ผมเผ้าจัดเป็นทรงด้วยแวกซ์เงางาม ตามเสื้อผ้าแทบไม่มีรอยยับ ตอนนั่งทำงานนี่ได้ขยับตัวบ้างไหม ทำไมเนี้ยบกริบขนาดนี้ ดูรองเท้าหนังนั่นสิ เงาวับเชียว 

แล้วคนด้านหลังก็เผลอยื่นหน้าออกมาเล็กน้อย ทำจมูกฟุดฟิดเหมือนหมา กะจะดมว่าเขาใส่น้ำหอมกลิ่นอะไร แต่ยังไม่ทันได้กลิ่น ชายหนุ่มก็หันกลับมามองเธอเสียก่อน

เขารู้สึกไม่ปลอดภัย คล้ายกำลังโดนเธอนินทาในใจยังไงอย่างงั้น

พลันนั้นมิรินทร์ก็รีบดึงหน้าให้เป็นปกติ พร้อมเสตาหนีไปมองหลอดไฟบนเพดาน ทำไม่รู้ไม่ชี้ แล้วลิฟต์ก็มาพอดี แต่ที่ไม่ดีคือไม่มีใครมากับลิฟต์เลย

“เข้ามาสิครับ” ชายหนุ่มเรียกขณะกดลิฟต์รอคนที่ยืนทำท่ายึกยัก

หญิงสาวละล้าละลังเล็กน้อย ก่อนก้าวเข้าไปยืนชิดที่มุมหนึ่งของลิฟต์กว้าง เบียดเรือนร่างติดผนังเย็นเยียบของลิฟต์เอาไว้ เหตุการณ์เมื่อเช้าไหลวนเข้ามาตอกย้ำซ้ำอีกครั้งให้ได้อาย 

ปลายฉัตรมองภาพสะท้อนเลือนรางบนผนังมันวาวของประตูลิฟต์แล้วแอบขำในใจ ทำไมเธอทำท่าเหมือนกลัวเขาขนาดนั้น มันควรเป็นเขารึเปล่าที่กลัวเธอ ผู้หญิงอะไร ไม่มีมารยาทแล้วยังปากจัดอีก 

มิรินทร์กระชับกระเป๋าสะพายใบเก่งเข้ามาปิดเรือนกายส่วนหน้า รับรู้ได้ว่าเขากำลังมองสำรวจเนื้อตัวเธอผ่านผนังลิฟต์ ถึงจะไม่ได้สวยมาก แต่ก็สวยพอไปวัดไปวาได้ สวยในระดับที่ทำวินมอเตอร์ไซค์หน้าปากซอยแซวได้บ่อยๆ 

“อะไรคะ?” เมื่อห้ามใจไม่ไหวก็เผลอถามออกไปอย่างลืมตัว    

“ที่นี่ไม่มียูนิฟอร์ม ไม่ได้เคร่งเรื่องการแต่งตัว พรุ่งนี้คุณแต่งสบายๆ กว่านี้มาก็ได้ แต่ยังไงก็ขอให้สุภาพ ดูมีคลาสหน่อย” เห็นเธอแต่งตัวแบบนี้แล้วพานให้นึกถึงนักศึกษา เชิ้ตขาวเข้าคู่กับกระโปรงดำ ซ้ำใบหน้าหวานใสยังดูอ่อนวัยซะไม่มี

“ได้เหรอคะ?”

“ผมไม่ชอบพูดซ้ำ”

คนฟังสะดุดใจเล็กน้อยก่อนพยักหน้าช้าๆ ยอมรับในชะตากรรม ทำไมเขาชอบตอกหน้าด้วยถ้อยคำที่ทำให้รู้สึกจุกอยู่ร่ำไป ไหนพี่ริศาบอกว่าเขาเป็นคนสบายๆ ไม่เห็นจะสบายเลยสักนิด ตีลังกากลับหัวคิดก็มองไม่เห็นความสบายๆ มีแต่ผู้ชายเนี้ยบจัด เธอทำอะไรก็ดูเหมือนจะขัดหูขัดตาเขาไปเสียทุกอย่าง

กระทั่งเสียงสวรรค์ดังขึ้นช่วยชีวิต มิรินทร์ก็พุ่งตัวออกจากลิฟต์ไปในทันทีที่ประตูแยกออก ไม่บอกไม่กล่าวเจ้านายที่ยืนมองอย่างอึ้งๆ หน้าตึงกับความไร้มารยาทของพนักงาน

 คนที่เร่งรีบจนลืมกล่าวลาเพิ่งรู้ตัว เธอหยุดชะงักก่อนจะหันหลังกลับมาสวัสดีโดยไว

“เอ่อ...” คำว่า ‘กลับก่อนนะคะ’ ถูกกลืนลงคอ

ก็ใครจะคิดว่าเขาจะเอาอกแน่นๆ มารับไหว้ขนาดนี้ สวัสดีแบบใกล้ชิดเหลือเกิน

ปลายฉัตรแทบผงะที่จู่ๆ เธอก็หยุดแบบไม่ให้สัญญาณ ซ้ำยังหันกลับมาในจังหวะที่เขาซึ่งเดินตามหลังอยู่ไม่ทันตั้งตัว ปลายคางเกือบแตะกับหน้าผากเธอ ส่วนมือเธอก็ประนมอยู่บนอกเขา 

ช็อกกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนผละออก มองหน้ากันแบบประดักประเดิด ก่อนชายหนุ่มจะเป็นฝ่ายถามเพื่อดึงสถานการณ์

“คุณ...กลับยังไง”

“เอ่อ...กะ...กลับบีทีเอสค่ะ” มิรินทร์เหลือบมองหน้าคนถามแวบหนึ่ง ก่อนหลุบตาลงพื้นแล้วตอบออกไป ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ ก็กลายเป็นคนพูดติดอ่างไปได้ 

“อ๋อ...ครับ” เขาตอบรับสั้นๆ แล้วเดินผ่านหน้าเธอไปสแกนบัตรเพื่อออกจากอาคาร ไม่หันกลับมาอีกเลย

ทิ้งเธอให้ยืนงงกับคำถามซักไซ้แต่กลับตอบรับแบบขอไปที แล้วยังเดินหนีไปหน้าตาเฉย สาบานว่าเธอไม่เคยคิดเข้าข้างตัวเองถึงขั้นฝันว่าเขาจะไปส่งกัน ด้วยมันไม่เหมาะสมและแทบไม่มีทางเป็นไปได้ แต่อย่างน้อยเขาก็ควรจบบทสนทนาด้วยอะไรที่ชัดเจนกว่านี้ไหม ทำไมมาปล่อยเธอค้างคากับคำพูดคำจาห้วนสั้นแบบนี้

ระหว่างเดินไปยังสถานีรถไฟฟ้าที่อยู่ห่างออกไปประมาณสิบเสาไฟฟ้า ในระยะเสาที่สี่เธอก็เริ่มรู้สึกเหมือนถูกสะกดรอยตาม มิรินทร์เหลียวหลังไปมองก็ไม่พบใครน่าสงสัย ทุกคนดูปกติอยู่ในอิริยาบถของตัวเอง เธอจึงเดินต่อ พอผ่านเสาที่ห้าก็ยังรู้สึก คราวนี้จึงหยุดนิ่งแล้วหันกลับมาทั้งตัว 

ชัวร์! พอเธอเดินมันก็เดิน พอเธอหยุดมันก็หยุด

เออ...นี่สินะ หญิงงามหมาก็ต้องตามเป็นธรรมดา 

สบตากันอยู่สักพัก เจ้าสี่ขาก็เดินเข้ามาใกล้ ส่ายหางดี๊ด๊า ก่อนจะนั่งลงยันสองขาตรงหน้าเธอ จ้องขึ้นมาตาแป๋ว

หญิงสาวมุ่นคิ้วขณะสบตามัน แล้วมองไปรอบๆ เพื่อหาว่าใครเป็นเจ้าของ เพราะเห็นว่ามีปลอกคอ แต่พอไม่พบใครที่มองมาเธอก็วกสายตากลับมาจ้องที่ดวงตาใสเปล่งประกาย มันเอียงหัวซ้ายขวาอย่างน่าเอ็นดู

มิรินทร์เบิกตากว้างขึ้นเป็นคำถามว่าอะไร ทำไมทำเหมือนรู้จักกัน เธอเพิ่งมาทำงานวันแรก มั่นใจว่ายังไม่ได้ผูกมิตรกับเจ้าถิ่นแถวนี้สักตัว

ลูกหมาตัวสีขาวผงกหัวขึ้นสามที ส่งสายตาออดอ้อนและยังคงขยับหางไม่หยุด คนมองยิ้มมุมปาก รู้ดีว่าตนเสน่ห์แรงกับสัตว์สี่ขา เธอโน้มหน้าแล้วก้มตัวลง ยันมือไว้ที่หน้าขา ก่อนจะเริ่มคุยกับลูกหมาน่ารัก

“จะเอาอะไรฮะ รู้จักกันเหรอ” 

แล้วมันก็เห่าตอบเธอ หญิงสาวจึงยิ้มกว้างให้กับความแสนรู้ หูสองข้างของมันตั้งขึ้น มีลายสีน้ำตาลพาดทับเป็นวงตรงส่วนที่เป็นดวงตาสองข้าง มองแล้วน่ารักเหมือนหมาใส่แว่น 

มิรินทร์ใช้เวลาทักทายเพื่อนใหม่ ถามชื่อ ถามหาเจ้าของ ถึงมันไม่ตอบแต่ก็มีปฏิกิริยาเป็นอาการกระตือรือร้น 

ไม่ได้รู้เลยว่าการกระทำทั้งหมดอยู่ในสายตาของใครบางคน คนที่นั่งอยู่ในรถสปอร์ตคูเปคันสีขาววาววับ

ปลายฉัตรมองผู้ช่วยเลขาฯ ที่กำลังคุยกับหมาข้างทางระหว่างเขาจอดติดไฟแดง แปลกใจที่เธอคุยได้เป็นเรื่องเป็นราวขนาดนั้น แล้วเจ้าสี่ขานั่นก็ดูร่าเริงพอตัว 

มองจากมุมนี้...ก็เป็นภาพน่ารักดี ผู้หญิงที่เป็นมิตรกับลูกหมา แต่เป็นภัยกับมนุษย์ป้า 

ปี๊นนน...

ชายหนุ่มสะดุ้ง ดึงสายตากลับมาวางไว้ที่พวงมาลัยซึ่งมีโลโก้ห่วงวงกลมซ้อนกันสี่วง ก่อนจะเริ่มออกรถทันทีเมื่อพบว่าไฟเขียวมาหลายวินาทีจนพี่กระบะคันหลังบีบแตรไล่เสียงดังลั่น นึกขำตัวเองที่มัวแต่มองลูกหมาเพลิน...





---------------------------

ขอแหมมมมมมมมมมมม... ยาวๆ ไปถึงดาวพลูโต

มองหมาหรือมองม่านคะทั่น เอาดีๆ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว