ขอให้แหวกป่าอ้อยด้วยรอยยิ้มมุมปาก *.^

บทที่ 1 เดี๋ยว! | 65%

ชื่อตอน : บทที่ 1 เดี๋ยว! | 65%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.6k

ความคิดเห็น : 25

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ธ.ค. 2561 19:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 เดี๋ยว! | 65%
แบบอักษร

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน หญิงสาวยืนงงอยู่ครู่ใหญ่กลางลิฟต์กว้าง

ช็อกค่ะ! เบียดท่านประธานขึ้นลิฟต์แบบหน้าด้านๆ ยังไม่พอ นี่แอบด่ายัยป้าชุดแดงให้เขาได้ยิน แล้วยังมีหน้าไปล้มใส่พร้อมกระตุกเนกไทรัดคอเขาอีก รับแล้วรับเลยใช่ไหม บริษัทคงไม่มีนโยบายไล่พนักงานออกตั้งแต่วันแรกหรอกใช่ไหม

“ม่าน!”

คนถูกเรียกสะดุ้งอย่างรุนแรง สายตาแปรเปลี่ยนจากว่างเปล่ามาโฟกัสที่สาริศา หน้าตาเหลอหลาขณะขานรับ “คะ?” 

“เป็นอะไร ทำไม ตื่นเต้นเหรอ” เลขาฯ สาวถามพลางกวักมือเรียกให้เดินตามมา 

ก่อนพาไปที่โต๊ะทำงานซึ่งตั้งอยู่หน้าห้องท่านประธานที่มีประตูไม้สีเข้มขนาดใหญ่ ให้ความรู้สึกคล้ายประตูโรงหนังก็ไม่ปาน ที่ข้างบานประตูแปะป้ายสลักชื่อเจ้าของห้องไว้ชัดเจน

เธอวางกระเป๋าสะพายลงบนโต๊ะทำงานอีกตัวที่อยู่ข้างๆ โต๊ะของสาริศา ก่อนจะตั้งใจฟังคำสั่งจากรุ่นพี่

“ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้น” สาริศาแซวเมื่อเห็นสีหน้าตื่นๆ ของหญิงสาว “ปะ เดี๋ยวพี่พาไปดูก่อนว่าในชั้นนี้มีอะไรบ้าง” เอ่ยชวนและพาเด็กในสังกัดเดินไปยังโซนที่เป็นห้องพักเบรก มีมุมครัวขนาดเล็กสำหรับเตรียมเครื่องดื่มและขนมไว้ต้อนรับแขก “ของในตู้เย็นนี่ ถ้าไม่มีโพสต์อิตแปะไว้ ม่านกินได้เลยนะ หรือมีอะไรก็เอามาแช่ได้”

เริ่มอธิบายจากเรื่องทั่วไปก่อนเพื่อลดความประหม่าและระยะห่างระหว่างกัน ครั้นเห็นอีกคนพยักหน้าจริงจังก็แอบขำด้วยความเอ็นดู 

“ส่วนถัดไปริมกระจกตรงนั้นเป็นห้องน้ำ เลี้ยวซ้ายนะ ถ้าเลี้ยวขวาจะเป็นที่นั่งพัก แต่ไม่ค่อยมีใครไปนั่งหรอก มีแต่พี่ศรี ป้าแม่บ้านน่ะ ชอบแอบไปงีบ ไม่ก็เปิดวิทยุฟังเพลงฟังหวย นี่เล่นหวยป้ะเนี่ยเรา”

“ไม่ค่ะ ขนาดลอตเตอรี่ยังไม่เคยซื้อเลย” คนถูกถามส่ายหน้าทันที เธอไม่ได้เกิดมาเพื่อการเสี่ยงโชคทุกชนิด คิดว่าทำงานหาเงินชัวร์กว่า ไม่ต้องเสียเวลาลุ้นด้วย

สาริศาหัวเราะ แนะนำต่อว่าถัดไปจากห้องท่านประธานคือห้องประชุมขนาดใหญ่และห้องที่เอาไว้รับรองแขกหรือลูกค้าคนสำคัญ ส่วนอีกด้านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเป็นของอีกบริษัทหนึ่ง ซึ่งกั้นผนังมิดชิดปิดปรับปรุงมาหลายเดือนแล้ว

“บางทีพี่ก็เหงานะ กว่าจะมีมนุษย์ผ่านมาชั้นนี้ทีก็วันละคนสองคน เจอหน้าบ่อยสุดก็คุณฉัตรกับพี่ศรีนี่แหละ ม่านมาก็ดี พี่จะได้มีเพื่อนคุย วันๆ คุยแต่กับลูกในท้อง ไม่รู้รำคาญแม่มันยัง” เธอบ่นพร้อมกับลูบท้องที่นูนขึ้นเล็กน้อยด้วยรอยยิ้ม

“กี่เดือนแล้วคะเนี่ย” 

“สี่เดือนกว่าแล้ว ท้องแรกน่ะ มองไม่ออกเลยเนอะ คนก็ชอบทักว่าอ้วน ไม่ได้อ้วนย่ะ ฉันท้อง!” 

หญิงสาวหัวเราะให้กับท่าทางเป็นกันเองของสาริศา ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อยที่เธอดูใจดีกว่าวันสัมภาษณ์พอควร 

พิจารณาดูคร่าวๆ สาริศาเป็นผู้หญิงที่ไม่ได้สวยมากแต่น่ามอง ท่าทางคล่องแคล่ว มั่นใจและดูดี มีออร่าบางอย่างที่ชวนให้วางใจได้ว่าถ้าอะไรตกมาถึงมือเธอคนนี้แล้วละก็ เธอสามารถจัดการให้เรียบร้อยเสร็จสรรพได้เป็นอย่างดีแน่นอน 

หลังจากพาทัวร์รอบชั้นก็กลับมานั่งคุยกันถึงรายละเอียดงานที่โต๊ะส่วนตัว เนื่องจากสาริศากำลังตั้งครรภ์จึงอยากได้ผู้ช่วยมาแบ่งเบางานเพื่อไม่ให้หนักหน่วงจนกระทบสุขภาพครรภ์นัก อีกทั้งอาจต้องขอให้รับช่วงต่อในตอนที่เธอลาคลอดอีกประมาณห้าเดือนข้างหน้าด้วย 

พลันนั้นเสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะของเลขานุการสาวก็ดังขึ้นขัดบทสนทนา เธอรับและตั้งใจฟัง ก่อนวางสายแล้วหันมาบอกคนที่ยังนั่งงงอยู่ว่า

“ท่านประธานเรียกพบค่ะคุณผู้ช่วย” 

หายงงในทันที พร้อมสติก็หายไปด้วย หน้าตาอ้ำอึ้งเหมือนโดนบังคับให้กินอาหารที่ไม่ชอบ

“เอาไปค่ะ ออกมาแล้วเดี๋ยวเราค่อยมาคุยสโคปงานกันอีกที” สาริศาว่าพลางยื่นแฟ้มเล่มบางซึ่งเป็นประวัติพนักงานใส่มือเธอ

“พี่ริศาล่ะคะ”

“น่า...ไม่ต้องกลัวหรอก คุณฉัตรน่ะทำฟอร์มไปแบบนั้นแหละ แต่จริงๆ ไม่มีอะไร เดี๋ยวทำไปเรื่อยๆ ก็ชิน คุณเขาแค่อยากสัมภาษณ์ก่อนเริ่มงาน ถามอะไรก็ตอบไป สบายๆ ไม่ต้องเกร็ง เชื่อพี่” 

ค่ะ! น้องเชื่อพี่...ถ้าในกรณีที่มันไม่มีเหตุการณ์ในลิฟต์นั่น

หญิงสาวกอดแฟ้มไว้แนบอก เดินไปหยุดอยู่หน้าประตูบานใหญ่ สูดหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปหอบใหญ่ ก่อนปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์พร้อมความประหม่าออกมาช้าๆ 

มือบางผลักประตูบานใหญ่เข้าไป อากาศในห้องเย็นเฉียบจนเธอรู้สึกหนาว ค่อยๆ ก้าวเข้าไปกลางห้อง ลังเลว่าควรยืนตรงไหนดี ก็เขาไม่เอ่ยอนุญาตอะไรสักคำ ยังคงก้มหน้าอ่านเอกสารอย่างคร่ำเคร่ง เธอเองก็ไม่รู้ว่าควรขัดจังหวะไหม จึงทำได้แค่ยืนรอ ระหว่างนั้นก็ตั้งใจว่าจะเอ่ยขอโทษต่อเหตุการณ์ในลิฟต์ก่อนหน้า

ทว่าพอเขาเงยขึ้นมาสบตา เธอก็ได้แต่อ้าปากค้าง คำขอโทษที่คิดไว้กระเด็นหายไปในทันควัน ก็นัยน์ตาท่านประธานนั้น...ดุดันเกิ๊น 

ชายหนุ่มแบมือข้างหนึ่งออก บอกในทีว่าต้องการสิ่งใด คนมาใหม่จึงขยับเข้าใกล้โต๊ะทำงานกว้างสีดำด้าน ยื่นแฟ้มเอกสารส่งให้เขา ก่อนถอยเท้าออกไปยืนในระยะห่างจากโต๊ะเกือบๆ สามก้าว 

ท่านประธานหนุ่มไล่สายตาอ่านประวัติของพนักงานใหม่อย่างละเอียด เชื่องช้ากินเวลาหลายนาที 

ส่วนเธอที่ยืนเป็นผีไร้ตัวตนก็ได้แต่กวาดตามองไปรอบๆ ในมุมร้อยแปดสิบองศาเท่าที่ลูกตาจะสามารถเก็บภาพได้ ห้องทำงานของเขาค่อนข้างใหญ่ ตกแต่งด้วยโทนสีดำเข้ากันกับเฟอร์นิเจอร์เนื้อไม้สีน้ำตาลเข้ม ที่ผนังด้านหนึ่งมีตู้กระจกบิลต์อินเก็บนาฬิกาหรูคอลเล็กชันต่างๆ ซึ่งเป็นสินค้าแบรนด์ไฮเอนด์ที่บริษัทเน้นนำเข้า เปิดโคมไฟประดับจนดูเลอค่าขึ้นมา ทั้งตู้นั่นคาดว่าคงหลายสิบล้าน แพงทุกอณู หรูหราทุกกระเบียดนิ้ว

ระหว่างนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นมอง กระแอมในลำคอสองสามทีเพื่อดึงความสนใจเธอกลับมา

“มิรินทร์  มาศภาคิน” เขาอ่านทวนชื่อเธอช้าๆ จำได้แม่นเพราะได้ฟังเธอท่องวนเป็นสิบรอบเมื่อวันนัดสัมภาษณ์

“ค่ะ” เจ้าของชื่อพยักหน้าเล็กน้อย 

ส่วนชายหนุ่มอาศัยจังหวะนี้ลอบสังเกตเธอดีๆ เต็มสายตา ผมยาวประบ่าของเธอเป็นสีน้ำตาลดาร์กช็อกโกแลต ไม่ตรงทว่าก็ไม่หยักศก ดูยุ่งเป็นลอนคลายนิดๆ ปลายโค้งงุ้มเข้าอย่างเป็นธรรมชาติ ใบหน้าหวานใส ไม่รู้ได้แต่งหน้ามาไหม แต่ก็ดูมีสีสันไม่จืดชืด หน้าตาดูเรียบร้อยไม่มีพิษมีภัย แต่ภายใน...ไม่น่าใช่ เขาไม่ได้อคติหรือคิดไปเอง แต่ตัดสินจากประสบการณ์ตรงในลิฟต์ ประโยคที่เธอบ่นอุบอิบยังชัดเจนในความทรงจำ 

‘หืม...ป้า! นั่นก้นเหรอที่กระแทกมา นึกว่ากะละมังซักผ้า!’

คนถูกมองเม้มปากอย่างไม่มั่นใจ เขาจะมองอีกนานไหม ช่วยพูดอะไรสักอย่างทีเถอะ มันอึดอัด!

“อายุยี่สิบสาม?” ชายหนุ่มโพล่งขึ้นราวกับอ่านใจเธอออก ก่อนหยุดไป ไล่สายตาไปมองวันเดือนปีเกิดของเธอ “อ้อ...จะยี่สิบสี่ เพิ่งจบไม่ใช่เหรอครับ แล้วเกือบสองปีที่เพิ่มมานี่หายไปกับอะไร” เรียนช้าหรือสอบตกซ้ำชั้น

“เหตุผลส่วนตัวค่ะ” เธอตอบเสียงเรียบ ไม่ค่อยโอเคกับคำถามละลาบละล้วงและสายตาจาบจ้วงบางอย่างจากเขา 

คิ้วเข้มเลิกขึ้น ในหัวนึกไปถึงคำว่า ‘เสือก’ ใบหน้าคมคายจึงตึงเล็กน้อย แอบตัดสินไปแล้วว่าเธออาจเป็นคนประเภทก้าวร้าวจากภายใน 

มิรินทร์เริ่มรู้ตัวว่าเขาไม่พอใจกับคำตอบตัดบทของตน ซึ่งบางเรื่องก็ไม่ได้เป็นความลับอะไร แต่ก็ไม่จำเป็นต้องบอกให้รู้ไง มันไม่ได้เกี่ยวกับงาน

เพราะเรียนจบช้ากว่าคนอื่นไปเกือบสองปีนี่ละ เป็นเหตุผลที่ใบสมัครของเธอถูกเขี่ยลงตะกร้า กี่ที่ๆ ก็เงียบฉี่ มีที่ใจดีโทร. มาบอกว่าขอบคุณที่สนใจแต่เราได้พนักงานแล้ว 

ค่ะ! ดีใจด้วย 

พอรู้ว่าที่นี่เรียกสัมภาษณ์เธอจึงตื่นเต้นยกใหญ่ เตรียมตัวเตรียมใจมาอย่างดี รู้ว่าความสามารถอาจสู้คนอื่นไม่ได้ แต่ถ้าถามถึงความอยากได้งานนั้น เธอคิดว่ามีมันมากจนชนะทุกคนแน่ๆ ฉะนั้นก็แค่พยายามแสดงความอยากได้งานสุดฤทธิ์ให้ฝ่ายบุคคลรับรู้ ซึ่งก็ดูจะได้ผลเป็นอย่างดี เพราะคนที่ได้รับเลือกให้มายืนในจุดนี้ก็คือเธอเอง

ยืนอยู่หน้าท่านประธานที่เมื่อเช้าก็ดูหล่อดี แต่ตอนนี้ไม่ค่อยหล่อแล้ว

คนโดนนินทากระแอมกระไอขึ้นมาเหมือนคันคอ พอเธอเงยหน้าขึ้นสบตาครู่หนึ่ง เขาก็เริ่มสาธยายกฎเบื้องต้นที่เธอควรทราบเกี่ยวกับการทำงานร่วมกัน ใบหน้าหล่อเหลานั้นจริงจังเป็นการเป็นงาน

มิรินทร์พยายามจดจำและคิดตามทุกถ้อยคำที่เขาเอื้อนเอ่ย แต่มีหลายครั้งที่เผลอสบตาคนพูดอย่างลืมตัว และทุกครั้งที่สายตาประสานกันราวกับความคิดของเธอนั้นจะสะดุดไปด้วย นัยน์ตาใสจึงรีบหลุบลงต่ำและพยายามเก็บจำเนื้อความที่เขากำลังอธิบาย 

“ทวนให้ผมฟังซ้ำสิครับว่าคุณจำอะไรได้บ้าง” หลังพูดทุกอย่างจบเขาก็ตบประโยคที่เกินความคาดหมายมาให้เธอ

ยากละ! 

“เอ่อ...ต้องตรงต่อเวลา อย่ามั่ว ถ้าไม่รู้อะไรให้ถาม ห้ามตัดสินใจเองโดยพลการ ตรวจทานเอกสารให้แม่นยำ ความถูกต้องเป็นสิ่งจำเป็นมาก เก็บงานให้เป็นระบบระเบียบ คุณ...เอ่อ...ท่านไม่ชอบคนมักง่าย เรียกหาอะไรต้องได้ ถ้าด่วนหมายความว่าต้องได้ภายในสิบนาที ล็อกคอมพิวเตอร์ทุกครั้งที่ห่างโต๊ะ รู้ว่าอะไรพูดได้พูดไม่ได้ รักษาความลับของบริษัทให้เป็น แล้วก็...เอ่อ...แต่งตัวให้เรียบร้อย...ค่ะ” ข้อสุดท้ายนั้นเธอคิดขึ้นเองสดๆ ร้อนๆ พลั้งปากพูดออกไปเนื่องจากจำไม่ได้แล้วว่าเขาพูดอะไรอีกบ้าง ก็ร่ายมาตั้งเยอะ

“แค่นี้?”

“คือ...” อันที่จริงเธอเป็นคนความจำดีพอควร ทว่าต้องไม่ใช่ในภาวะบีบคั้นเช่นยามนี้

“อันดับแรก คุณควรตั้งใจฟังผมให้มากกว่านี้”

“...ค่ะ” ครั้นนึกไปถึงคำแนะนำของพี่เลขาฯ หน้าห้อง เธอก็เอ่ยออกไปอย่างไม่รู้จะทำยังไง “ขอโทษด้วยนะคะ”

“ครับ เชิญ” เขาผายมือไปทางประตูอย่างสุภาพ ก่อนจะก้มอ่านเอกสารต่อเสียดื้อๆ

ปล่อยให้เธอที่ยื่นมือรอรับแฟ้มประวัติคืนยืนเก้ๆ กังๆ เมื่อมั่นใจว่าเขาไม่คืนให้เธอก็ค้อมหัวเล็กน้อย หมุนกายหมายจะเดินออกไปในทันที

“นี่เจ้านายหรือเจ้าที่ แรงได้อีก!” มิรินทร์บ่นพึมพำเบาๆ เพียงคนเดียว มั่นใจว่าเบาในระดับที่เขาไม่มีทางได้ยิน

“เดี๋ยว!” เสียงทุ้มทรงอำนาจดังขัดจังหวะการเดินของหญิงสาวให้หันกลับไปมองด้วยสีหน้าแตกตื่น

“คะ?” ขานรับ เสียวสันหลังวาบ เขาคงไม่ได้ยินใช่ไหม ทำไมทำเหมือนรู้ 



--------------------------

กดอัปเลเวลให้ม่านนนนน

เดี๋ยวไม่ทันอิทั่น

มันก็จะประมาณๆ นี้

อ่านแล้วเป็นไง ดีมั้ย

กระซิบบอกฟีดแบ็กกันบ้างเด้อ อยากรู้

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว