ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 1 เจ้าชาย --100%

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 เจ้าชาย --100%

คำค้น : #Cinderella #sister #ล่า #หัวใจ #แก้แค้น #ดาร์ก #มืดมน

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 908

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 พ.ค. 2561 20:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 เจ้าชาย --100%
แบบอักษร

เจ้าชาย


          อยากรู้จักพี่สาวนางซินอย่างฉันแล้วใช่ไหม หึ! 

          ฉันชื่ออิงกาญจน์ ตรีเกษม มีชีวิตดั่งเจ้าหญิงเพราะแม่เพิ่งแต่งงานใหม่กับเศรษฐีโดยทิ้งพ่อแท้ๆ ของฉันมาอย่างไม่ใยดี เจ้าของสวนดอกไม้เล็กๆ หรือจะสู้เจ้าของโรงแรมชื่อดัง ฉันยืนมองรูปถ่ายขนาดใหญ่ที่ติดอยู่บนชั้นสองด้วยความรู้สึกทั้งมีความสุขทั้งมีความทุกข์ รอยยิ้มสดใสของแม่ที่อยู่ในชุดเจ้าสาวเคียงคู่กับพ่อเลี้ยงของฉันมันเป็นอะไรที่น่าตลกสิ้นดีเพราะอายุของทั้งสองคนรวมกันก็เกือบจะหนึ่งร้อยปีแล้ว

          พ่อเลี้ยงของฉัน กำธร เทพการุณ สามารถเนรมิตทุกสิ่งทุกอย่างที่แม่ต้องการได้ ในขณะที่พ่อทำไม่ได้ ฉันเหยียดยิ้มมองบ้านหลังนี้ด้วยความกระหยิ่มใจ ของที่แม่มี แน่นอนว่าฉันก็ต้องมี

          ฉันเรียนอยู่ม.6ในโรงเรียนต่างจังหวัด หลังจากที่แม่แต่งงานฉันก็ย้ายมาเรียนที่กรุงเทพฯ ในโรงเรียนเอกชนค่าเทอมสูงลิ่ว ชุดนักเรียนของที่นี่สวยและทำให้ฉันดูเหมือนคุณหนูที่เคยเห็นในทีวี ฉันจัดโบว์ที่คอให้เข้าที่ ลูบผมเปียทั้งสองข้าง  ปัดกระโปรง แล้วเดินหิ้วกระเป๋าลงไปที่ห้องทานข้าว

          เช้านี้ทุกคนในบ้านอยู่กันครบ พ่อเลี้ยงที่เตรียมตัวจะไปทำงานนั่งอยู่หัวโต๊ะ น้องสาวของฉันนั่งอยู่ฝั่งซ้าย ตรงข้ามเป็นแม่ที่ได้กลายเป็นคุณนาย นั่งสบายๆ อยู่บ้านไม่ต้องทำมาหากินอะไร ทั้งสามพูดคุยกันอย่างมีความสุข รอยยิ้มประดับบนใบหน้า โดยเฉพาะยัยแก้วเกล้า ที่ยิ้มจนแทบจะเห็นฟันครบทุกซี่ ฉันล่ะหมั่นไส้ไอ้ฟันคู่ใหญ่ๆ ด้านหน้าซะเหลือเกิน ทุกคนชมว่ามันน่ารักเหมือนกระต่าย ในขณะที่ฉันคิดว่ามันเป็นจอบที่พ่อเอาไว้ขุดดิน

          แก้วเกล้าอายุน้อยกว่าฉันสามปี กำลังเรียนอยู่ม.สามในโรงเรียนเดียวกัน ทันทีที่เห็นฉัน เธอก็ยิ้มแฉ่งรีบโบกมือเรียก

          “พี่อิง มากินข้าวสิคะ จะได้รีบไปโรงเรียน”

          ฉันไม่ตอบอะไร เดินไปนั่งที่ประจำของตัวเองแล้วหยิบส้อมกับมีดขึ้นมากินอาหาร เจ้าหล่อนยังไม่ยอมหยุดพูดจ้อ ไม่รู้มีเรื่องอะไรนักหนา แต่ที่ฉันอิจฉาคือเธอสามารถทำให้แม่หัวเราะและยิ้มได้ ฉันเหลือบมองแม่ที่นั่งอยู่ตรงข้าม ตั้งแต่ฉันลงมาแม่ยังไม่ได้พูดกับฉันสักคำ เพราะมัวแต่สนใจลูกสาวคนใหม่

          มีแต่ฉันเท่านั้นแหละที่รู้ว่ามันคือการเสแสร้ง แม่ไม่สนใจใครนอกจากตัวเอง

          ฉันหั่นไส้กรอกแรงๆ ใช้ส้อมจิ้มแรงๆ ยัดเข้าปากแรงๆ

          พ่อเลี้ยงของฉันเป็นคนดีคนหนึ่ง เห็นฉันนั่งเงียบก็ชวนคุยเรื่องเรียน ฉันตอบไปสั้นๆ ถามคำตอบคำ ทำให้แม่หยิกต้นขาตักเตือน แต่ฉันสนที่ไหน  พอกินข้าวเสร็จฉันก็หยิบกระเป๋าลุกออกไปจากโต๊ะ

          ฉันต้องไปโรงเรียนพร้อมกับแก้วเกล้า เมื่อยัยนั่นยังกินไม่เสร็จก็ต้องรอ มันน่าตลกไหมล่ะ ทั้งที่ฉันลงมาทีหลังแต่กินเสร็จก่อน ฉันจึงไปนั่งเล่นโทรศัพท์ราคาแพงที่เพิ่งได้มาอยู่ในสวนข้างบ้านรอ

          ตุ้บ!

          “โอ๊ย!” ฉันเอามือกุมหัวหลังจากโดนอะไรบางอย่างเล่นงานอย่างจัง รู้สึกมึนหัวจนต้องนั่งนิ่งๆ พอหันไปมองทางที่มันกระเดนไปก็เห็นเป็นลูกบาสมีส้มกลิ้งไปกลิ้งมา ฉันหันไปทางกำแพงที่สูงเท่าหัวตามสัญชาตญาณ ตรงนั้นมีผู้ชายที่ตัวสูงกว่ากำแพงยืนอยู่ พอเห็นฉันก็รีบชี้นิ้วสั่ง

          “โทษที ช่วยหยิบลูกบาสให้หน่อย”

          ฉันลูบผมให้เรียบร้อยแล้วเดินไปหยิบลูกบาส แต่ฉันไม่ได้คืนให้ธรรมดา

          ตุ้บ!

          “โอ๊ย! เธอโยนใส่หัวฉันทำไม” ผู้ชายคนนั้นถามด้วยสีหน้าไม่เข้าใจพลางลูบหัวป้อยๆ ฉันเอียงคอเล็กน้อยพลางยิ้มเย็นชา

          “มันมายังไงก็กลับไปยังงั้นแหละ”

          เขาเบิกตากว้าง ใบหน้าโมโหเปลี่ยนเป็นละอาย “มันไปโดนหัวเธอเหรอ ขอโทษจริงๆ ฉันไม่เห็น”

          ฉันแค่นเสียง ผู้ชายคนนี้ชื่อตฤณ เป็นลูกชายคนข้างบ้านที่รวยไม่แพ้พ่อเลี้ยง เขาอายุมากกว่าฉันสี่ปี หน้าตาหล่อเหลา สูง เป็นนักกีฬาของมหาวิทยาลัย เรียนดี เขาทำให้ฉันรู้ว่าผู้ชายเพอร์เฟ็กต์มันเป็นยังไง เขาเอาคางเกยบนกำแพงแล้วมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า แม้สายตาจะไม่ได้จาบจ้วง แต่ก็เป็นการเสียมารยาท ฉันชักสีหน้าใส่ด้วยความไม่พอใจ ฉันรู้ว่าฉันสวย แต่ไม่ชอบให้ใครมาจ้อง

          ยิ่งเป็นผู้ชายหล่อๆ ยิ่งรู้สึกประหม่า ให้ตายเถอะ ฉันชักจะเขินแล้วนะ!

          “เธอเป็นพี่สาวของแก้วใช่ไหม ชื่ออิงสินะ”

          “อืม”

          “ฉันชื่อตฤณ เธอเรียกพี่ตฤณเหมือนแก้วละกัน” เขายิ้ม เป็นรอยยิ้มที่สดใสมาก ฉันถึงกับตะลึงไปเลย ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้ดูดีขนาดนี้ หลายวันที่ผ่านมาฉันเห็นเขาอยู่ไกลๆ ไม่ได้สัมผัสรอยยิ้มอย่างใกล้ชิดแบบนี้ ไม่รู้ทำไมหัวใจฉันถึงได้เต้นแรง ฉันไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน

          ฉันเผลอเอามือกุมหัวใจ

          “เป็นอะไร ลูกบาสทำให้เธอบาดเจ็บเหรอ” เขาถามด้วยสีหน้าร้อนรน ฉันรีบส่ายหน้าราวกับไม่อยากให้เขาเป็นห่วง และไม่รู้เพราะอะไรฉันถึงเชิดหน้าขึ้น เดินหนีเหมือนไม่อยากพูดกับเขา “เดี๋ยวสิเธอ เฮ้! เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

          แก้วเกล้าที่เดินมาทางนี้พอดียิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่ที่อีกฝั่งของกำแพง เธอรีบกระโดดโลดเต้นเป็นจิงโจ้เข้าไปหา

          “อรุณสวัสดิ์ค่ะพี่ตฤณ ยังไม่ไปเรียนหรือคะ”

          ฉันหยุดเท้า หันไปมองสองคนนั้นด้วยความรู้สึกร้อนรุ่มในใจ ภาพที่เห็นเจิดจ้าซะจนน่าอิจฉา พี่ตฤณยิ้มให้แก้วเกล้าอย่างอ่อนโยน ฉันรู้สึกหวงแหน อยากครอบครองรอยยิ้มนั้นคนเดียว ฉันมองไปที่แก้วเกล้า ทำไมผู้หญิงคนนี้ต้องได้ทุกอย่าง ได้ทั้งความรักจากพ่อ ความรักจากแม่ของฉัน แล้วยังจากผู้ชายคนนี้อีก

          “พี่รอไอ้ตาณมันน่ะ” พี่ตฤณตอบแล้วยื่นมือข้ามกำแพงมาลูบหัวแก้วเกล้าท่าทางเอ็นดู ฉันกำหมัดแน่น ไม่เคยรู้สึกอยากตบใครมากเท่านี้มาก่อน

          “พี่ตาณตื่นสายอีกล่ะสิ” แก้วเกล้าหัวเราะคิกคัก ยอมให้เขาลูบหัวเหมือนลูกสุนัขจอมประจบไม่มีผิด ดวงตาเป็นประกายอย่างพึงพอใจ ฉันเลิกคิ้วอย่างครุ่นคิด

          “ใช่ หมอนั่นเล่นเกมทั้งคืน”

          “แย่จังเลย พี่ตฤณต้องสั่งสอนนะคะ”

          “จ้า น้องชายพี่ดีไม่ได้ครึ่งหนึ่งของแก้วเลย” พี่ตฤณบีบแก้มเกล้า “พี่อยากได้แก้วมาเป็นน้องมากกว่าไอ้ตาณอีก”

          “พูดแบบนี้เดี๋ยวพี่ตาณก็น้อยใจหรอก”

          “ปล่อยให้มันน้อยใจไปเถอะ”

          ฉันทนมองภาพเหล่านี้ไม่ไหว เปิดปากด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว “จะไปกันได้หรือยัง”

          แก้วเกล้าสะดุ้ง ราวกับเพิ่งรู้ตัวว่าไม่ได้อยู่กันแค่สองคน เธอหันมาทางฉันด้วยใบหน้าแตกตื่น ร้อนรน และเกรงอกเกรงใจ หน้าตาเหมือนกระต่ายน้อยหวาดผวานั่นทำให้ฉันอยากจะถลกหนังเอาไปย่างกินให้หนำใจ น่ารักก็น่ารักหรอก แต่เห็นแล้วขัดหูขัดตา

          มันคือความริษยาสินะ ฉันน่ะนางมารร้ายชัดๆ

          “ถ้าเธออยากไปเรียนสายวันหลังก็แยกกันไป ไม่ต้องให้ฉันไปพร้อมกับเธอ” ฉันพูดด้วยใบหน้าเรียบเฉย แก้วเกล้ารีบร่ำลาพี่ตฤณแล้ววิ่งมาเกาะแขนฉัน

          “ไม่เอา แก้วอยากไปพร้อมพี่อิง”

          ฉันแสยะยิ้ม “งั้นก็ไปสิ ฉันรอเธอมานานแล้วนะ หัดทำอะไรให้มันเร็วๆ หน่อย” ฉันตำหนิอย่างไม่เกรงใจใคร พี่ตฤณถึงกับปิดปากเงียบ แก้วเกล้ารีบพยักหน้ารัวๆ

          “ได้ค่ะ ต่อไปแก้วจะรีบกินข้าวให้เสร็จไวๆ ขอโทษที่ทำให้พี่อิงต้องรอ ไปค่ะ ไปโรงเรียนกัน”

          ฉันถูกแก้วเกล้าลากไปที่หน้าบ้านซึ่งมีคนขับรถยืนรออยู่ ฉันหันไปมองพี่ตฤณแวบหนึ่ง เขาส่งยิ้มให้ ฉันเพียงแค่มองเฉยๆ แล้วสะบัดหน้าหนี

           เมื่ออยู่กันสองคนฉันก็ถามแก้วเกล้าทันที “เธอชอบพี่ตฤณเหรอ”

          “อ๊ะ! จะบ้าหรือคะพี่อิง เขาเป็นเหมือนพี่ชายของแก้ว แก้วไม่คิดอะไรแบบนั้นหรอกค่ะ” แก้วเกล้าทำท่าเอียงอาย ยัยนี่โกหกเก่งมากเลย ประชด! ดวงตาของฉันเป็นประกายวาบเมื่อนึกอะไรขึ้นได้

          “ถ้าเธอไม่ชอบ งั้นฉันขอนะ”

          “เอ๋?” เธอเลิกคิ้ว

          “ฉันชอบพี่ตฤณ”

          แก้วเกล้าชะงัก ดวงตาเบิกกว้างสั่นระริก ฉันเอียงคอเล็กน้อย

          “ทำไม”

          “เปล่าค่ะ แต่เรายังเรียนมัธยมกันอยู่เลยนะคะ” แก้วเกล้าก้มหน้าหงุด ซ่อนความผิดหวังอย่างอับอายเมื่อถูกฉันรู้ความในใจ

          “เธออยู่ม.3 แน่นอนว่ายังเด็ก แต่ฉันอายุ18แล้ว”

          “แต่ว่า...”

          “ฉันชอบพี่ตฤณ” ฉันบอกแล้วเดินไปขึ้นรถ โดยมีแก้วเกล้าเดินคอตกตามมาเงียบๆ

          เมื่อมาถึงโรงเรียนฉันก็แยกไปหาเพื่อน แม้จะเพิ่งย้ายมาเรียนที่นี่ แต่ฉันก็มีเพื่อนแล้ว แถมยังเป็นกลุ่มใหญ่ด้วย พวกเธอเป็นสาวป๊อบประจำโรงเรียน หน้าตาของแต่ละคนเข้าขั้นดารา อีกอย่างฐานะดีกันทั้งนั้น

          ตอนกินข้าวกลางวันอยู่ที่โรงอาหาร แก้วเกล้าที่เดินมากับเพื่อนน่อมแน้มก็เข้ามาคุยกับฉันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มดีใจ

          “พี่อิงกินอะไรคะ”

          ฉันถอนหายใจ “ถ้าเธอมีตาก็ไม่น่าจะถามฉันนะ”

          แก้วเกล้าหน้าเสีย พวกเพื่อนๆ ของฉันหัวเราะกันใหญ่ ส่วนพวกเพื่อนหน้าจืดๆ ของเธอก็หน้าม้านด้วยกันหมด

          “ไปเถอะแก้ว” เพื่อนของเธอรีบสะกิดชวน แก้วเกล้ายิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้ววางขวดน้ำส้มไว้ข้างจานข้าวของฉัน

          “แล้วเจอกันตอนเย็นนะคะ” เธอบอกแล้วเดินไปกับเพื่อนๆ ได้ยินพวกนั้นกระซิบกันว่า...

          “นั่นใช่พี่เธอจริงๆ เหรอ ทำไมไร้มารยาทขนาดนี้”

          “ใช่ๆ หน้าก็หยิ่ง พูดจาก็ไม่น่าฟัง”

          “วันหลังอย่าเข้าไปทักอีกนะ”

          “ถ้าจะไปทักก็อย่าพาพวกฉันไป น่าอายจะตาย”

          “ใช่!”

          แล้วก็ได้ยินแก้วเกล้าแก้ตัวแทนฉัน “พี่อิงขี้อาย แสดงความรู้สึกไม่ค่อยเก่งน่ะ”

          ฉันส่ายหน้าแล้วกินข้าวต่อ เมนี่ที่นั่งอยู่ข้างๆ หัวเราะแล้วหยิบขวดน้ำส้มไปดู บนนั้นมีกระดาษโพสต์อิทแปะอยู่

          “ตั้งใจเรียนนะคะพี่อิง สู้ๆ” เมนี่อ่านแล้ววางไว้ที่เดิม “น้องสาวเธอเป็นห่วงเธอน่าดูสินะ เธอก็ไม่น่าไปพูดแบบนั้นเลย เดี๋ยวจะกลายเป็นพี่สาวใจร้ายไปเสียเปล่าๆ”

          “ทำไมฉันต้องเสแสร้งทำเป็นชอบยัยนั่นด้วย” ฉันเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ

          “ก็ยัยนั่นเป็นน้องสาวของเธอ ถึงจะไม่ใช่น้องจริงๆ ก็เถอะ แต่ก็ต้องขอบคุณที่ทำให้พวกเรามาเป็นเพื่อนกัน”

          “แต่ก็สะใจดีนะ ฉันล่ะเกลียดขี้หน้ายัยเด็กนั่นมานานละ ชอบทำเป็นอินโนเซ้นต์ ทำเป็นแสนดี ไม่รู้ร้ายเงียบหรือเปล่า เธอต้องระวังตัวดีๆ นะอิง” สตางค์ทำหน้ารังเกียจอย่างเปิดเผย ฉันรู้ว่าเพื่อนในกลุ่มของฉันเกินกว่าครึ่งไม่ชอบแก้วเกล้า ฉันถึงได้คบกับพวกเธอไง

          “ที่มาทักเธอ เพราะเห็นว่าเธอดังกว่าล่ะสิ เพิ่งเข้ามาก็ทำให้หนุ่มๆ สนใจมากกว่า ฉันว่าลึกๆ ยัยนั่นต้องอิจฉาเธอแน่ๆ แต่แกล้งทำเป็นคนดีไปอย่างนั้นแหละ” ฮันนี่บอก

          ฉันแค่นเสียง มีแต่ตัวเองเท่านั้นที่รู้ว่าใครอิจฉาใครกันแน่

          “อยู่ที่บ้านเธอไม่รำคาญเด็กนั่นเหรอ” สตางค์ถาม

          “รำคาญสิ”

          “แย่เนอะ”

          “อืม”

          แล้วพวกเราก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องที่มันน่าสนใจกว่านี้

          วันนี้ครอบครัวเตชะกรรณธรมากินข้าวเย็นที่บ้าน แก้วเกล้าตื่นเต้นออกนอกหน้า รีบวิ่งมาเคาะประตูเรียกฉันเมื่อพวกนั้นมาถึง ฉันปิดคอมเดินออกไป เห็นการแต่งกายที่สวยเหมือนเจ้าหญิงของเธอก็เขม่น แก้วเกล้าชอบแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีขาว ทำให้เหมือนสาวน้อยบริสุทธิ์ที่ไม่เหมาะกับโลกใบนี้ ขณะที่ฉัน... ชอบแต่งสีจัดจ้าน โดยเฉพาะสีแดง ฉันค้นพบว่ายิ่งเธอแต่งสีขาว ฉันก็ยิ่งชอบสีแดง เสื้อผ้าที่ซื้อมาพักหลังๆ มีแต่สีแดง

          เมื่อเห็นฉันเอาแต่มองก็เธอเคอะเขิน “แก้วแต่งตัวไม่ดีหรือคะพี่อิง”

          ฉันมองหน้าเธอแล้วผงกหัว “อืม น่าเกลียด”

          “อ๊ะ! แก้วควรจะไปเปลี่ยนใช่ไหมคะ”

          ฉันผงกหัวอีกครั้ง แก้วเกล้ารีบวิ่งไปเปลี่ยนชุดที่ห้องอย่างเร็วไว ทำให้ฉันแค่นเสียงนึกสมเพช เด็กอะไร ซื่อบื้อชะมัด!

          ฉันเดินลงไปด้านล่าง เห็นครอบครัวเตชะกรรณธรมากันพร้อมหน้า ครอบครัวนี้ก็คือครอบครัวบ้านข้างๆ ที่สนิทสนมกับครอบครัวพ่อเลี้ยงมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ฉันยกมือไหว้ลุงไตรกับป้าดารา ทั้งสองรับไหว้ด้วยใบหน้ามีเมตตา

          “แล้วหนูแก้วล่ะจ๊ะ”

          ฉันชะงักเมื่อป้าดาราถามถึงน้องสาว “กำลังแต่งตัวอยู่ค่ะ”

          “ลูกสาวคนนี้ ไม่รู้จะแต่งไปไหนมากมาย ทำให้ทุกคนหัวเราะแล้ว” พ่อเลี้ยงพูดด้วยใบหน้ายิ้มๆ ไม่ได้มีแววตำหนิอย่างที่ว่าสักนิด

          “หนูแก้วโตเป็นสาวแล้ว ก็ต้องรักสวยรักงามเป็นธรรมดา” ป้าดาราเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอ็นดู “อ๊ะ! นั่นไง มาพอดี”

          แก้วเกล้าที่เปลี่ยนชุดเสร็จเรียบร้อยกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาด้วยใบหน้าหวาดหวั่น ชวนให้คนเอ็นดู ฉันหันไปมองพี่ตฤณทันที เขาหัวเราะแล้วหันไปฟังน้องชายพูดอะไรสักอย่าง แล้วทั้งคู่ก็พร้อมใจกันมองไปที่เธอ

          “สมแล้วที่แต่งตัวนาน อาหารตาพี่จริงๆ” คนที่พูดคือตาณ น้องชายของพี่ตฤณ ผู้ชายคนนี้อายุมากกว่าฉันแค่หนึ่งปี ตั้งแต่เข้ามาเขาก็ไม่ชายตาแลฉันแม้แต่น้อย เอาแต่นั่งเล่นเกมในมือถือ จนกระทั่งแก้วเกล้ามาถึงได้ยอมเลิกเล่นเกม

          ถ้าเดาไม่ผิด หมอนี่ชอบแก้วเกล้า

          “พูดจาอะไรน่ะตาตาณ” ป้าดาราปราม

          “ก็ผมพูดความจริงนี่นา อาหารตาชัดๆ”

          “พี่ตาณอ่า แกล้งแก้วอีกแล้ว” แก้วเกล้าทำหน้าโกรธเคืองแก้วป่อง พี่ตาณเดินไปหยิกแก้มเธอ

“อย่าทำตัวน่ารักมากได้ไหม พี่หวงนะเนี่ย”


Talk : เอ๋ๆ เรื่องนี้ใครเป็นพระเอกน้อ พี่ตฤณใช่ไหม อบอุ่น อ่อนโยน นี่แหละพ่อของลูก >O<

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว