เคะแก่ คือ นิพพาน :P

.:: ตอนที่ ๘ ::. ครวญครางเจ็ดทิวา // ครบ ๑๐๐% แล้วค่ะ

ชื่อตอน : .:: ตอนที่ ๘ ::. ครวญครางเจ็ดทิวา // ครบ ๑๐๐% แล้วค่ะ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 38.8k

ความคิดเห็น : 60

ปรับปรุงล่าสุด : 13 พ.ค. 2561 16:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
.:: ตอนที่ ๘ ::. ครวญครางเจ็ดทิวา // ครบ ๑๐๐% แล้วค่ะ
แบบอักษร




__________________________________________

เรื่องเล่าจาก หอคณิกาชาย

__________________________________________

ตอนที่ ๘

ครวญครางเจ็ดทิวา





“เจ้ามั่นใจแล้วหรือเสี่ยวลู่?”

“มั่นใจขอรับ”

ทำไมลู่ไป๋หลินมั่นใจ แต่เขาไม่มั่นใจเสียเลยเล่า*!*

มู่หรงซิ่วกอดอกมองไปยังท่านรองเจ้ากรมอย่างสงสัย เขายอมรับก็ได้ว่าที่แล่นมาถึงกรมโยธาตั้งแต่เลิกประชุมเพราะอยากรู้ ใช่! อยากรู้ว่าเสี่ยวลู่ไปเอาความมั่นอกมั่นใจนี้มาจากไหน หอคณิกาชาย เป็นสถานที่เช่นไร เชื่อว่าลู่ไป๋หลินก็ยังไม่รู้ความแน่ชัดเลยด้วยซ้ำ

หากถามว่าจะหาตำรานี้ได้จากที่ใด ลู่ไป๋หลินยังจะตอบได้เร็วซะกว่า

แล้วดูเอาเถอะ! น้องชายของเขากลับไม่ออกโรงปกป้องเสี่ยวลู่ซะอีก ดูก็รู้ว่าเจ้าสี่มีแผนในใจ อืม...หรือเขาควรจะนิ่งเฉยดี?

ตึงๆ!

เสียงวิ่งตึงตังจากด้านนอกนั้นดึงความสนใจของทั้งองค์ชายรองทั้งรองเจ้ากรมให้มองไปที่ประตูห้อง เพียงเสี้ยวอึดใจประตูก็ถูกผลักพรวดเข้ามาพร้อมกับร่างของนายท่านลู่ที่ยืนหอบเสียจนตัวโยน

แค่ได้ยินข่าว นายท่านลู่ก็นั่งไม่ติดที่ ยิ่งคิดยิ่งกังวลถึงได้มาหาบุตรชายถึงที่กรมโยธาเช่นนี้ นายท่านลู่เข้าประเด็นโดยไม่คิดแม้แต่จะยืนปรับลมหายใจ

“อาหลิน! ฮ่องเต้จะทดสอบเจ้างั้นหรือ!?”

“บิดา ใจเย็นก่อน”

“ข้ามิใช่เจ้านะ ที่จะถูกทดสอบแล้วยังนั่งทำงานได้อย่างไม่รู้สึกรู้สา”

ฮูหยินลู่เป็นลมแล้วเป็นลมอีก!

ถ้าทดสอบไม่ผ่านมิใช่เพียงจะถูกลงโทษสถานหนัก ตำแหน่งขุนนางในราชสำนักก็คงถูกปลด แม้แต่ชีวิตก็ไม่แน่ว่าจะทรงยอมละเว้นให้ แต่เจ้าลูกอกตัญญูแทนที่จะรีบกลับบ้านไปบอกข่าว กลับมานั่งทำงานอยู่ที่กรมโยธา นี่เขาเลี้ยงบุตรชายมาผิดไปหรือ

ถึงลู่ไป๋หลินจะใจเย็น แต่เช่นนี้เย็นเกินไปหรือไม่

“ฮ่องเต้มิใช่วิปลาศไปแล้วหรือไร! รู้ทั้งรู้ว่าบุตรชายข้าแม้แต่มือสตรียังไม่เคยจับ มุมานะทำงานรับใช้ราษฎรมาตลอด” ถึงหนึ่งเดือนมานี้จะถูกเขาส่งไปฝึกปรือกับยอดคณิกาแห่งหอเซียงอู่ก็เถิด แต่เชื่อได้ว่าลู่ไป๋หลินคงไม่ได้ปฏิบัติจริงเป็นแน่! อยากมากก็แค่ลองแหย่นิ้วดูเท่านั้นกระมัง!

ยิ่งคิดอารมณ์ของนายท่านลู่ดูเหมือนจะยิ่งสูงขึ้น ร่างสูงนั้นร้องเพ้ยขึ้นมาคำหนึ่งอย่างดุดัน

“ทำเช่นนี้เท่ากับไม่เห็นสกุลลู่ของข้าในสายตา!”

“บิดา ใจเย็นก่อน”

อยากจะเย็นอยู่หรอกแต่ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าบุตรชายไม่ได้รับความยุติธรรม!

“บิดาที่ไหนทนเห็นบุตรชายได้รับความลำบากได้บ้าง!”

อืม...มีอยู่ผู้หนึ่งนะ

มู่หรงซิ่วเพียงเอ่ยตอบในใจก่อนจะมองดูพ่อลูกสกุลลู่ถกปัญหานี้ต่อไปอย่างสนุกสนาน ไม่เสียแรงที่เขาสู้อุตส่าห์หลบองครักษ์เงาพวกนั้นเข้ามาหาเสี่ยวลู่ถึงกรมโยธา

“เจ้ามั่นใจเพียงใด!?”

“เอ่อ...”

“เจ้าเก่งกาจถึงขั้นทำให้คณิกาชายครวญครางถึงเจ็ดราตรีเชียวหรือ**!”**

แค่กๆ!

คนพูดกำลังเดือดจัดทว่าคนฟังถึงกับสำลักน้ำลาย ลู่ไป๋หลินไอโขลกพลางเหลือบมองไปทางองค์ชายรองก่อนจะกระแอมไอเสียงหนึ่ง

“บิดา คาราวะองค์ชายรองก่อนเถิดขอรับ”

“หะ!?”

นายท่านลู่อ้าปากตาค้าง ร่างกายเหมือนจะแข็งชาไปเสียทุกส่วน ไอเย็นไร้ที่มานั้นห่อหุ้มร่างกายเสียจนหนาวไปถึงสันหลัง คนถูกพาดพิงที่กำลังดูเรื่องสนุกอยู่ตรงหน้ารีบยกมือโบกไปมาเป็นพัลวัน

“พ่อลูกคุยกันไปเถิด ถือว่าข้าไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้วกัน”

“องค์ชายรอง กระหม่อม...ขอลงพระอาญาด้วยพะย่ะค่ะ”

ไม่ทันที่นายท่านลู่จะได้คุกเข่ามู่หรงซิ่วก็พยุงขึ้นมาเสียก่อน

“นายท่านลู่เกรงใจเกินไปแล้ว”

“หะ...หามิได้พะย่ะค่ะ”

“เช่นนั้นก็พูดคุยกันต่อเถิด”

มู่หรงซิ่วยกมือเชื้อเชิญให้สองพ่อลูกคุยกันอย่างใจกว้างก่อนจะหันไปยืนกอดอกนิ่งๆ ตามเดิม บอกแล้วว่าคิดเสียว่าเขาไม่ได้อยู่ที่นี่ นายท่านลู่ลังเลอยู่ชั่วอึดใจ ทว่าเรื่องนี้ให้เขาจำต้องถามให้แน่ชัด

หากจะโดนพระอาญาก็ให้โดนไปเถิด!

“อาหลิน!”

“...บิดา?”

ดูเอาเถอะ! นัยน์ตากลมโตนี้ถอดแบบจากฮูหยินของเขามาชัดๆ แค่ได้มองก็ใจอ่อนยวบยาบ อย่าว่าแต่สตรีเลย ต่อให้เป็นบุรุษด้วยกัน หากได้สบตากับบุตรชายของเขาแล้วล่ะก็เป็นต้องมนต์สะกดไปทุกราย! แบบนี้ไม่ได้การณ์ เห็นทีว่าคนที่ต้องร้องครวญครางจะกลายเป็นบุตรชายของเขาเสียเอง!

“หนึ่งเดือนที่ผ่านมาเจ้าได้เรียนรู้อะไรบ้าง!?”

“บิดา...”

“ตอบ!”

“หลายสิ่งขอรับ”

“ได้จับมือหรือไม่?”

“จับขอรับ”

“จุมพิตเล่า?”

“ขอรับ”

ท่านรองเจ้ากรมที่ใบหน้ายังคงไม่เปลี่ยนสีทว่าใบหูขาวกลับขึ้นสีแดงจัด มู่หรงซิ่วลอบสังเกตอาการของสหายอย่างสนอกสนใจยิ่ง อืม...ดูท่าทางเจ้าสี่จะไม่ไร้น้ำยาเสียทีเดียว ไม่เลว...ไม่เลว

“ส่วนนั้นเล่าได้เข้าไปหรือไม่?”

“ส่วนนั้น? ส่วนไหนหรือขอรับ?”

นายท่านลู่ไม่ตอบแต่กลับใช้มือหนึ่งทำเป็นวงกลม และใช้นิ้วชี้อีกมือหนึ่งสอดเข้าสอดออกให้ดู ภาพที่จ้าวเสวียนขยับเอวเข้าหาปรากฏขึ้นมาในสมอง เพียงเท่านั้นใบหน้าขาวก็ขึ้นสีแดงจัด

“ว่าอย่างไร?”

“ข...ขอรับ”

“ดี!”

นายท่านลู่กล่าวคำว่า ‘ดี’ นี้ด้วยน้ำเสียงเปี่ยมสุขยิ่งนัก เขาไม่รีรอที่จะถามต่อไปเพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าบุตรชายของเขาจะผ่านการทดสอบ

“ได้กี่ครั้ง?”

แค่กๆ!

“บิดา...นี่อยู่ต่อหน้าองค์ชายระ...”

“ตอบ!”

ลู่ไป๋หลินลอบกลืนน้ำลายลงคอไปอย่างยากเย็น “หลายครั้งขอรับ”

“ดีมาก! ไม่เสียแรง! เจ้าทำดีมากลูกชายข้า!” นายท่านลู่ผู้กำลังหัวเราะอย่างเบิกบานนั้นมิได้รู้เลยว่าถูกมู่หรงซิ่วมองด้วยสายตาสงสารเช่นไร เขามั่นใจเต็มสิบส่วนว่าสิ่งที่ลู่ไป๋หลินเรียนรู้นั้นมิใช่สิ่งที่นายท่านลู่กำลังเข้าใจอย่างแน่นอน

อืม...ตระกูลลู่นี่น่าสนใจดีนะ...

“ข้าจะกลับไปบอกแม่เจ้าให้รู้ จริงสิ! ต้องเตรียมยาสูตรลับ”

“บิดาคือว่าข้า...”

“เจ้าวางใจ บิดาย่อมต้องหายาที่ดีที่สุด ทนที่สุด คึกคักที่สุดมาให้เจ้าอย่างแน่นอน” เมื่อกล่าวจบก็ไม่รอให้บุตรชายได้พูดต่อแม้แต่น้อย พริบตาเดียวบุรุษวัยกลางคนที่ไร้ซึ่งวรยุทธ์ก็สาวเท้าหายไปรวดเร็วพอๆ กับตอนที่เข้ามา

ลู่ไป๋หลินอดที่จะถอนหายใจลึกยาวออกมาไม่ได้

ใบหน้างามที่หม่นแสงลง ทีท่าราวกับเด็กน้อยที่ถูกทอดทิ้งนี้แม้แต่มู่หรงซิ่วยังทนดูไม่ได้ ร่างสูงขยับเข้าไปใกล้ก่อนจะโอบบ่าเล็กนั้นเอาไว้หลวมๆ

“เจ้าจะพูดอะไรหรือเสี่ยวลู่”

“ข้าแค่...”

“เจ้าจะบอกกับบิดาว่าจะไม่เป็นราชบุตรเขยแล้ว?”

“ย่อมต้องเป็นราชบุตรเขย!”

หือ?

มู่หรงซิ่วเป็นฝ่ายที่เลิกคิ้วขึ้นมาแทน

อืม...หมายความว่าเจ้าสี่จะเป็นชู้รัก?

“เจ้าไม่ได้จะบอกบิดาว่าเจ้าจะขัดราชโองการเรื่อง สมรสพระราชทานหรอกหรือ” ท่านรองเจ้ากรมอดที่จะพองลมในแก้มน้อยๆ ไม่ได้ เหตุใดเขาถึงต้องพูดเรื่องนั้นกับบิดาด้วยเล่า เรื่องทาบทามสู่ขอนี่ เขาโตแล้วก็ควรเป็นผู้ออกหน้าจัดการเองได้มิใช่หรือ

“เรื่องสมรสพระราชทาน ย่อมต้องปฏิเสธ แต่เรื่องเป็นราชบุตรเขยยังไงข้าก็คงต้องเป็นอยู่ดี”

“ต้องเป็น?”

“ข้าจะต้องส่งแม่สื่อไปทาบทามที่ตำหนักซื่อซิ่นแน่พี่ซิ่ว”

หือ?

อืม...หรือเจ้าสี่จะเป็นภรรยา*?*

“แล้วเรื่องที่เจ้าจะกล่าวกับนายท่านลู่เล่า?”

“ข้าจะขอยืมเงินบิดาต่างหาก! ท่านเจ้ากรมคลังไม่มีงบประมาณไปเมืองลั่ว อ้างว่า ปีนี้เก็บภาษีได้น้อย แต่เรื่องเขื่อนจะรอได้อย่างไรกัน จริงๆ แล้วบ้านเมืองสงบ งบทางทหารก็ควรลดหย่อนลงบ้าง...”

ท่านรองเจ้ากรมยังไม่หยุดที่จะพูดต่อ อีกทั้งยังหยิบเอาเอกสารที่แจกแจงรายละเอียดการสร้างเขื่อนออกมาให้เขาดูอีกด้วย แต่มู่หรงซิ่วไม่ได้ฟังแม้แต่น้อย

เจ้าเด็กบ้างานนี่...**!





.:: เรื่องเล่าจาก หอคณิกาชาย ::.





หากกล่าวถึงหอคณิกาชายเลื่องชื่อของ ‘แคว้นโฮ่ว’ ไม่มีหอคณิกาใดมีชื่อเสียงไปกว่า ‘หอเซียงอู่’ แห่งนี้อีกแล้ว ไม่ว่าจะลิ้มรสพิณ ภาพ กาพย์ กลอน หรือชิมชมยอดคณิกา เหล่าบุรุษที่เริ่มเรียนรู้เรื่องนั้นล้วนต้องเคยย่างกรายมาลิ้มชิมรสที่นี่เสียทุกคน

ทว่าวันนี้หอเซียงอู่กลับถูกทางการปิดล้อมไว้อย่างหนาแน่น

มิใช่ว่ามีการลงโทษยึดทรัพย์

แต่เป็นเพราะมีราชโองการลงมาจากเบื้องบน!

หม่ากงกง กงกงคนสนิทขององค์ฮ่องเต้จากไปนานแล้ว แต่มามายังเหมือนว่าวิญญาณจะยังไม่กลับเข้าร่าง นางมองราชโองการในมืออย่างเลื่อนลอย ในศีรษะอื้ออึงจนฟังสิ่งรอบข้างโดยไม่รู้ศัพท์

ปิดหอเซียงอู่ เจ็ดวัน...ก็ปิดไปเถิด!

แต่นี่ให้นางนำยอดคณิกาเจ็ดคนมาอุ่นเตียงคุณชายลู่!

จะคุณชายลู่คนไหนได้ คนแซ่ลู่ใช่ว่ามีเกลื่อนเมืองเสียทีไหนกัน ย่อมต้องเป็นคุณชายลู่ ลู่ไป๋หลิน รองเจ้ากรมโยธาที่ทำให้แม่สื่อทั้งแคว้นหลั่งน้ำตาไปเมื่อเดือนก่อนอย่างไรเล่า

มิใช่แค่แม่สื่อที่หลั่งน้ำตา

นางก็หลั่งน้ำตาเช่นกัน!

เพราะเห็นแก่เงินก้อนใหญ่ที่นายท่านลู่นำมากองให้ตรงหน้า นางถึงส่งยอดคณิกาอันดับหนึ่งไปให้ ใครเล่าจะคิดว่า หนึ่งเดือนต่อมา ยอดคณิกากลับตายลงอย่างปริศนา แม้แต่ศพก็ไม่มีเหลือ เหล่าเด็กรับใช้ก็ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าได้ยินเสียง ‘อาเซียง’ ของนางครวญครางติดต่อกันนับสิบวัน จากนั้นก็ไม่มีใครพบอาเซียงอีกเลย

แม้แต่ใบหน้าของคุณชายลู่พวกเขาก็ไม่เคยได้เห็น

‘เป็นเพียงการทดสอบคุณชายลู่เท่านั้น’

เสียงกระซิบของหม่ากงกงที่ดังขึ้นยามมอบราชโองการให้นางนั้นกระตุ้นความโกรธขุมหนึ่งให้ลุกโชนขึ้นมาในอก

ยังจะต้องทดสอบอะไรอีกเล่า!

แม้แต่ยอดคณิกายังตายคาเตียง องค์หญิงเพ่ยอิงมิต้องซ่อมแซมตั้งแต่คืนแรกหรอกหรือ! ไม่รู้ว่าองค์ฮ่องเต้คิดการณ์ใดถึงได้ให้คุณชายลู่มาทดสอบลีลาอีกถึงเจ็ดราตรี! นางได้แต่แค่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน หายใจเข้าลึกและหายใจออกจนหมดปอดถึงสิบครั้งกว่าที่ใจจะสงบลง

ได้...ยอดคณิกาชายใช่หรือไม่…หึ!

“หลงจู๊กง!!! หลงจู๊กง!!!”

“ขอรับ! ขอรับ! นายหญิง”

“นำเงินจำนวนนี้ไปซื้ออันธพาลมาเจ็ดคน! ขอคนที่กักขฬะที่สุด! เลวร้ายที่สุด! โหดเหี้ยมที่สุด! อ้อ...พวกที่มีคดีข่มขืนได้ยิ่งดี!”

“แต่ว่า...”

“จำไว้ว่าเรื่องนี้ต้องทำให้เป็นความลับมากที่สุด!”

“ขอรับ”

หลงจู๊กงโกยตั๋วแลกเงินที่มามาทุ่มทุนควักออกมาแล้วรีบไปจัดการอย่างรวดเร็ว ดูก็รู้ว่าคราวนี้คงถึงคราวเคราะห์ของคุณชายลู่เป็นแน่! ลับร่างของหลงจู๊กง บุรุษสองคนในเครื่องแบบชุดดำขลิบขอบสีม่วงก็ได้แต่ยืนถอนหายใจอยู่ที่มุมหนึ่งของหลังคาหอเซียงอู่

กล้าวางแผนให้อันธพาลเจ็ดคนมาแตะต้องคุณชายลู่นี่ ไม่รู้ว่าต้องใช้กี่ชีวิตถึงจะสยบเพลิงพิโรธขององค์รัชทายาทได้

...เห็นทีจะเป็นคราวเคราะห์ของหอเซียงอู่แห่งนี้มากกว่า...

๕๐% ที่เหลืออยู่ตรงนี้ค่ะ





เสียงหวีดหวิวของสายลมวันนี้ดูจะดังกว่าทุกวัน

ยามจันทราลอยเด่นอยู่กลางนภาเช่นนี้ ยิ่งคล้ายกับว่า ณ สถานที่แห่งนี้จะเกิดโศกนาฏกรรมขึ้นในอีกไม่ช้า มิใช่เพราะภายนอกกำแพงสูงถูกทางการตรึงกำลังไว้อย่างหนาแน่น แต่เป็นเพราะบุรุษทั้งเจ็ดคนที่หลงจู๊กงพากลับมาที่หอเซียงอู่นี้ต่างหาก

เหล่าคณิกาแห่งหอเซียงอู่ต่างมองไปยัง ‘ห้องสุขสำราญ’ ชั้นบนสุดอย่างเข็ดขยาด ถึงแม้พวกเขาจะเป็นบุรุษ แต่บุรุษที่รวมตัวอยู่ที่แห่งนั้นต่อให้เป็นเทพแห่งสงครามก็ยังครั่นคร้าม คนที่สุขใจที่สุดคงจะเป็นมามาของหอเซียงอู่แห่งนี้กระมัง

ร่างกลมป้อมของนางยืนชะเง้อคอยืดยาวอยู่หน้าประตูใหญ่

เสียงบดเบียดของรถม้าที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบพาให้เนื้อตัวของนางสั่นระริกไปด้วยความยินดี นางขอดูหน่อยเถอะว่า คุณชายลู่ที่ทำให้ยอดคณิกาตายคาเตียงมีหน้าตาเช่นไร

เมื่อรถม้าขนาดกลางที่ไม่มีความหรูหราสะดุดตาแต่อย่างใดนั้นหยุดลง มามาก็รีบถลาเข้าไปรับรองแทบจะทันที ทว่ายามที่นางได้เห็นคนในรถม้าถนัดตา ก็ราวกับถูกน้ำเย็นสาดเสียจนแข็งค้างไปทั้งร่าง

“รบกวนมามาแล้ว”

นางถูกน้ำเสียงนุ่มทุ้มทั้งสุภาพ ทั้งอ่อนโยนสะกดเสียจนหาเสียงของตนแทบไม่เจอ

“มามา?”

“ม...มิได้เจ้าค่ะ”

นัยน์ตากลมโตเรียบนิ่งทว่าแฝงความเฉียบขาดดั่งเช่นขุนนาง ผิวขาวละเอียดราวกับหยกมันแพะนั้นดูก็รู้ว่าต้องเรียบเนียนนุ่มมือเพียงใด ผิวพรรณเช่นนี้อย่าว่าแต่ยอดคณิกาเลย แม้แต่นารีใดก็ไม่อาจจะเทียบเคียงได้!

“เชิญคุณชายลู่เจ้าค่ะ”

“รบกวนมามาแล้ว”

นางถอยเปิดทางให้ร่างสูงโปร่งนั้นเดินเข้าไปได้อย่างสะดวก ยิ่งมองนางก็ยิ่งฉงนสงสัย บุรุษที่แสนสุภาพงดงามราวกับเทพเซียนผู้นี้ คือ คุณชายลู่จริงๆ น่ะหรือ!?

นี่น่ะหรือคือ ท่านรองเจ้ากรมโยธาที่สตรีทั่วแคว้นต่างใฝ่ฝันถึง

นี่น่ะหรือคือ บุรุษผู้พิชิตยอดคณิกาเสียจนตายคาเตียง

อาเซียง...เจ้าตายใต้ดอกโบตั๋น เป็นผีก็สำราญแล้ว!

แล้วบุรุษเช่นนี้จะรับมือกับเจ็ดยอดสังหารได้อย่างไร!?

กว่านางจะคิดได้ว่า นางเตรียมบุรุษเช่นใดไว้ให้ ประตูของห้องสุขสำราญก็ปิดลงเสียแล้ว…

ถึงลู่ไป๋หลินจะไม่เคยไปเยี่ยมเยือนหอคณิกาใด แต่บุรุษที่อยู่รายรอบตัวของเขาล้วนต่างเคยบอกเล่าประสบการณ์ต่างๆ นานาที่พบเจอมาอย่างออกรส


‘ยอดคณิกาแห่งหอเซียงอู่ไม่มีใครเกินได้’

‘แม้แต่สตรียังต้องหลบลี้’

‘เอวเล็กบาง บั้นท้ายงามงอน’

‘วาจาอ่อนหวาน ศิลปะแขนงใดก็ล้วนแตกฉาน’

ไม่รู้ว่าเขามาผิดที่ หรือ บุรุษเหล่านั้นถูกสุรามอมเมาเสียจนตามืดบอดไปเสียแล้ว ที่ใดคือ องค์เอวเล็กบาง? ยอดคณิกาทั้งเจ็ดตรงหน้าเขา แม้จะอยู่ในชุดยาวกรุยกรายทว่าก็ไม่อาจปกปิดช่วงเอวหนาเอาไว้ได้

“แกรึ คุณชายลู่”

ที่ใดคือ วาจาอ่อนหวาน? เสียงที่ถามเขาเมื่อครู่ คลับคล้ายมหาโจรเสียมากกว่า ยิ่งชายร่างใหญ่ทั้งเจ็ดเอ่ยวาจาพลางเดินล้อมกรอบเข้ามา ยิ่งทำลายมโนภาพของลู่ไป๋หลินไปเสียจนไม่อาจกู้กลับมาได้อีก

“ผิวขาวเสียยิ่งกว่าสตรีเสียอีก”

“วี้ดวิ้ว...คนงาม”

“เป็นของดีจริงๆ ฮ่าๆ”

ข้าถูกคนพวกนั้นหลอกเอาอีกแล้ว*!*

พวกแก้มนิ่มพองขึ้นน้อยๆ อย่างขัดใจ เจ็ดวันเจ็ดคืนที่ต้องอยู่กับบุรุษตัวเหม็นทั้งเจ็ดนี่ องค์ฮ่องเต้ช่างสรรหาเรื่องทรมานเขาเสียจริง!

“พวกท่านเป็นยอดคณิกาแห่งหอเซียงอู่งั้นหรือ?”

“ใช่แล้ว ข้าคือยอดคณิกาที่จะปรนเปรอท่านจนถึงใจ”

“ฮ่าๆ มามะๆ คนดี พวกเราจะรองรับท่านอย่างดี”

“ได้ลิ้มรสท่านรองเจ้ากรมคนงามนับเป็นบุญของพวกข้าเสียจริง”

“ขอข้าจับดูเสียหน่อยเถอะ จับแล้วผิวงามนี้จะแตกหักลงหรือไม่ ฮ่าๆ”

ปึ่ก!

“อั่ก!”

ไม่ทันที่มือหยาบกร้านจะถึงผิวขาวละเอียด มือข้างนั้นกลับไร้ความรู้สึกไปเสียก่อน ด้ามพัดด้ามหนึ่งนั้นฟาดลงอย่างไร้เสียงทว่ากลับทำลายส่วนเส้นเอ็นจนขาดสะบัด บุรุษที่หมายจะแตะต้องผิวขาวละเอียดได้แต่ร้องครางอย่างไร้เสียง ส่วนบุรุษอีกหกคนที่เหลือต่างถอยไปด้านหลังอย่างระวังภัย

ไม่มีผู้ใดเห็นว่าบุรุษที่มีใบหน้าดุดันด้านหลังของท่านรองเจ้ากรมคนงามเข้ามาได้อย่างไร แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของพวกเขานั้น จัดบุรุษแปลกหน้าที่ไม่ได้รับเชิญผู้นั้นไปในหมวด บุคคลอันตรายเรียบร้อยแล้ว

บุรุษผู้นี้ พวกเขามิอาจล่วงเกินได้!

“พี่ลู่ เป็นอย่างไรบ้าง?”

“เสี่ยวเสวียน? มาได้อย่างไร?”

“ข้าจะปล่อยให้พี่ลู่รับการทดสอบลำพังได้อย่างไรเล่า”

เมื่อครู่หากไม่กลัวว่าภาพลักษณ์ของเขาที่เพียรสร้างมาจะถูกทำลายลง เขาจะตัดแขนเจ้าโจรชั่วนั่นให้ขาด คนของหอเซียงอู่กินดีหมีหัวใจเสือที่ใดมากันถึงกล้าให้พี่ลู่ของเขาอยู่ร่วมกับเจ็ดสังหารพวกนี้!

มือหนึ่งของจ้าวเสวียนรั้งร่างสูงโปร่งนั้นให้เข้ามาอยู่ในอ้อมแขน อีกมือหนึ่งสะบัดพัดคลี่ออกแล้วโบกลมอ่อนๆ ให้อย่างเอาใจใส่

“ร้อนหรือไม่?”

อากาศอบอ้าวก่อนที่ฝนจะตกหนักเช่นนี้พี่ลู่ไม่ค่อยชอบนัก

“หากเหนียวตัว ข้าจะบอก ‘พวกมัน’ ให้ไปต้มน้ำให้”

“เจ้าเป็นตัวบัดซบตัวใด พวกเราเป็นถึง อั่ก!”

จ้าวเสวียนแค่นเสียงเยาะขึ้นครั้งหนึ่ง

เขาโจมตีโดยที่ไม่ได้ละสายตาไปจากคนรักแม้แต่น้อย คนพวกนี้ควรค่าให้เขาชายตามองด้วยหรือ โดยนิสัยพื้นฐานแล้ว เขาก็ไม่ใช่คนที่ใจดีนัก โดยเฉพาะยามที่เขาสนทนาอยู่กับพี่ลู่ด้วยแล้วนั้น เขาจะไม่ยอมให้ใครเอ่ยขัดแม้แต่นิดเดียว

“ร้อนหรือไม่?”

เขาถามอีกครั้งพลางใช้มือที่ซัดหนึ่งในเจ็ดสังหารจนกระอักเลือดเมื่อครู่ซับเหงื่อเม็ดเล็กบนหน้าผากขาวอย่างเบามือ กิริยาทั้งทะนุถนอม ทั้งอ่อนโยน ต่างจากบุรุษที่ซัดฝ่ามืออย่างไร้ความปราณีเมื่อครู่ราวกับเป็นคนละคน

เจ็ดสังหารทั้งหมดต่างหลบวูบไปที่มุมหนึ่งของห้องเมื่อจ้าวเสวียนดึงให้ลู่ไป๋หลินไปนั่งยังตั่งนุ่ม

“เจ้ามานี่”

“ขะ...ข้า?”

จ้าวเสวียนไม่ได้ตอบแต่หนึ่งในเจ็ดสังหารที่ถูกเรียกด้วยสายตาก็รีบถลันเข้ามาทันที ท่าทางกักขฬะเมื่อแรกเจอนั้นหายวับไปเมื่อใดก็ไม่มีใครทราบ แต่ภาพร่างสูงใหญ่ที่ถึงขั้นเรียกได้ว่า เอวหนาร่างหมี คุกเข่าคลานเข้ามารับพัดจากมือของจ้าวเสวียนแล้วกลายร่างเป็นดั่งนางกำนัลในท้องพระโรงที่คอยโบกพัดอย่างสงบเสงี่ยมนั้นอดทำให้ลู่ไป๋หลินเลิกคิ้วขึ้นไม่ได้

“เสี่ยวเสวียน?”

“หืมม์?”

“นี่คือคณิกาชายหรือ?”

“อ้อ...”

ชายหนุ่มเหลือบตามองไปยังกลุ่มเจ็ดสังหารคราหนึ่ง

ไม่รู้ว่าเขาจะลงโทษหรือให้รางวัลมามาแห่งหอเซียงอู่นี้ดี จะลงโทษที่กล้าจ้างเจ็ดสังหารมารอรับลู่ไป๋หลิน จะให้รางวัลที่ทำให้หอคณิกาเป็นสถานที่ที่ท่านรองเจ้ากรมไม่คิดจะย่างกรายอีกเป็นครั้งที่สอง

“มิใช่หรือ?”

แน่นอนว่าเขาต้องตอบว่า “ใช่”

“ฮื่อ...คำคนนี่ เชื่อไม่ได้จริงๆ”

“ใช่” ชายหนุ่มก้มลงจูบลงบนเรือนผมนุ่ม “แต่พี่ลู่เชื่อคำเสี่ยวเสวียนได้”

“แน่นอน”

ท่านรองเจ้ากรมคลี่ยิ้มกว้างรับจนคนมองอดใจที่จะสัมผัสกลีบปากนุ่มนั้นไม่ได้ จ้าวเสวียนไม่ใส่เจ็ดสังหารที่กำลังอ้าปากตาค้างแม้แต่น้อย ชายหนุ่มล้มตัวลงนอนบนตักนุ่มแล้วหลับตาลงอย่างสบายอกสบายใจ

“พวกเจ้าที่เหลือ”

“ขะ...ขอรับ!!!”

“คราง”

“ห้ะ?”

นัยน์ตาคมกร้าวนั้นลืมขึ้นก่อนจะเอ่ยซ้ำอย่างใจเย็น

“คราง”

“...”

“ทำอย่างไรก็ได้ ครางให้ครบเจ็ดคืน”

“ขอรับ!!!”

ลู่ไป๋หลินหลุดขำพรืดเมื่อเห็นหน้าตาของยอดคณิกาปลอมทั้งหก เสียงหัวเราะนี้ทำให้มือแกร่งนั้นอดที่จะหยิกปลายจมูกเล็กอย่างเอื้อเอ็นดูไม่ได้ “พี่ลู่ทนฟังเสียงของเจ้าพวกนั้นซักชั่วยามแล้วกัน”

“หือ? แล้วเราจะไปไหนกันหรือ?”

มิใช่ว่าเขาต้องอยู่ที่นี่ให้ครบเจ็ดคืนหรืออย่างไร?

“ข้าจะพาท่านไปพบกับท่านแม่”

“อ้อ...”

เดี๋ยวนะ! ท่านแม่ของจ้าวเสวียน มิใช่ จ้าวกุ้ยเฟยหรอกหรือ!?

ใบหน้างามเคร่งเครียดขึ้นในพริบตา

“พี่ลู่ไม่อยากเจอท่านแม่ของข้าหรือ?”

“มิใช่”

“แล้วเหตุใดถึงทำหน้าตาเช่นนี้เล่า?”

“เสี่ยวเสวียน...ข้ายังไม่ได้ติดต่อแม่สื่อเลย”

เป็นจ้าวเสวียนที่หัวเราะเสียงดังขึ้นมาแทนที่ แขนแกร่งรวบเอวบางนั้นเข้ามาชิดใกล้พลางซุกซบใบหน้าคมคายลงบนหน้าท้องแบนราบ พี่ลู่ของเขาน่ารักเช่นนี้แล้วเสี่ยวเสวียนจะไปไหนได้อีก

บางทีทั้งสองคนก็ควรจะเห็นใจมหาโจรทั้งเจ็ดที่กำลังจับไม้สั้นไม้ยาวอยู่ที่มุมห้องบ้าง พวกท่านกำลังรักกันหวานชื่น แต่พวกเขากำลังต้องร้องครางทั้งคืน ...ไม่น่าเลย ไม่น่าเห็นแก่เงินพวกนั้นเลย...

“อะ...อา...”






โม้ท้ายตอน

แอบหนีงานมาเขียนนิยายค่ะ พิมพ์ในนี้ แล้วอัพเลย

เดี๋ยวพรุ่งนี้มาอ่านทวน + แก้ไขอีกครั้งค่ะ

แก้ไขแล้วค่ะ มีลงเพิ่มอีกนิด คืนนี้ลงส่วนที่เหลืออีก ๕๐% ค่ะ

โม้ท้ายตอน(ภาคสอง)

อื้ม...นี่คือนิยายตลกใช่มั้ยเนี่ย ฮ่าๆ


ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว