เคะแก่ คือ นิพพาน :P

.:: ตอนที่ ๗ ::. ลู่ไป๋หลิน (๓) NC 20+ // ครบ ๑๐๐% แล้วค่ะ // แก้ไขคำผิด

ชื่อตอน : .:: ตอนที่ ๗ ::. ลู่ไป๋หลิน (๓) NC 20+ // ครบ ๑๐๐% แล้วค่ะ // แก้ไขคำผิด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 53.7k

ความคิดเห็น : 36

ปรับปรุงล่าสุด : 11 พ.ค. 2561 07:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
.:: ตอนที่ ๗ ::. ลู่ไป๋หลิน (๓) NC 20+ // ครบ ๑๐๐% แล้วค่ะ // แก้ไขคำผิด
แบบอักษร



// คำเตือน // เนื้อหาในส่วนนี้มีบางส่วนเป็นฉากดึ๊บๆ โปรดใช้จินตนาการ



__________________________________________

เรื่องเล่าจาก หอคณิกาชาย

__________________________________________

ตอนที่ ๗

ลู่ไป๋หลิน (๓)





ตั้งแต่จำความได้จนถึงตอนนี้จ้าวเสวียนได้ยินคำว่า ‘แม้ตายตอนนี้ก็ไม่เสียดาย’ มาหลายครั้ง ทุกครั้งเขาจะแค่นเสียงเยาะคนผู้นั้นในใจเสมอ คนที่คิดแบบนี้ได้นอกจากไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ก็คงเป็นคนไร้ค่าอย่างที่สุด

ทว่าตอนนี้เขากลายเป็นคนไร้ค่าผู้นั้นเสียเอง

“เสวียน...ใส่เข้าไปไม่ได้”

“...”

บัดซบ***!!!***

เขากำลังมีความสุขจนคิดว่า แม้ตายตอนนี้ก็ไม่เสียดาย...!

ท่าทางของลู่ไป๋หลินที่พยายามนำ ‘ส่วนนั้น’ ของเขา เข้าไปยัง ‘ส่วนนั้น’ ของตนเองนั้นเรียกเลือดลมของเขาให้ไหลเวียนไปทั่วร่าง ในหูอื้ออึงเสียจนฟังความเคลื่อนไหวภายนอกหอตำราไม่รู้เรื่องไปชั่วครู่

จ้าวเสวียนทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ

ใจหนึ่งเขาอยากจะเป็นคนจัดการทุกอย่างให้ ทว่าใจหนึ่งก็อยากจะมองดูร่างขาวโพลนนั้นพยายามต่อ จนเมื่อใบหน้าเล็กนั้นเงยขึ้นพลางออกปากเสียงเบา นัยน์ตากลมนั้นเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ท่าทางราวกับเด็กน้อยที่ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจและกำลังโมโหจนต้องร้องไห้ออกมา

“เสวียน...ทำไม่ได้”

“ชู่วว์...ไม่ร้อง”

“แต่...”

ชายหนุ่มก้มลงกดริมฝีปากลงบนหน้าผากเล็กชื้นเหงื่อนั้นหนักๆ

“ไม่เป็นไร”

“แต่...”

“ไม่เชื่อข้าแล้วหรือ?”

จ้าวเสวียนเผยรอยยิ้มหายากเมื่อท่านรองเจ้ากรมพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เขาจูบลงบนกลีบปากสีอ่อนอีกครั้งดึงความสนใจของลู่ไป๋หลินออกไปจากสิ่งที่เขากำลังจะทำต่อจากนี้ เขากลัวจริงๆ ว่าหากเผลอเมื่อไรท่านรองเจ้ากรมจะเอาสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้กับผู้อื่น

ชายหนุ่มดึงแขนเรียวนั้นให้โอบรอบคอพลางใช้แขนอีกข้างช้อนต้นขาขาวนั้นขึ้นจากนั้นจึงถูไถเสวียนน้อยกับช่องทางด้านหลังเบาๆ

“รู้สึกหรือไม่?”

“อะ...อือ...”

“หลินเอ๋อร์”

เสียงทุ้มนั้นต่ำพร่า ความต้องการที่รวมตัวกันที่กึ่งกลางเล่นงานเขาเสียจนปวดหนึบ “จับไว้แน่นๆ” กล่าวจบ องค์รัชทายาทที่ขึ้นชื่อเรื่องมีความอดทนเป็นเลิศก็โยนคำว่า ‘ความอดทน’ ทิ้งไปอย่างไม่ใยดี

“อึก...เสวียน”

“อย่าเกร็ง”

“สะ...เสวียน ให้ข้าใช้ปาก...อื้อ!!!”

พรวด!

“ฮือ...อึก!”

ร่างสูงโปร่งนั้นสั่นไปทั้งร่าง ความคับแน่นที่แทรกเข้ามาทางด้านหลังในคราวเดียวนั้นลึกกว่าทุกครั้งที่เคย มือเรียวสวยนั้นเกาะเกี่ยวรอบคอหนาไว้แน่น เท้าที่สัมผัสพื้นเพียงข้างเดียวนั้นถูกกิริยาเมื่อครู่ทำให้เขาต้องเขย่งส้นเท้าขึ้นแล้วทิ้งน้ำหนักทั้งหมดไปที่จ้าวเสวียน

ไม่ทันที่ลู่ไป๋หลินจะได้ปรับลมหายใจ คนที่ควบคุมอยู่ก็เริ่มขยับ

“สะ...อือ...”

“จับไว้แน่นๆ”

พั่บๆ!

“อึก...อา”

พั่บๆ!

คนที่เก็บกักมากว่าครึ่งเดือนไม่คิดจะออมมือแม้แต่น้อย จ้าวเสวียนดันร่างโปร่งนั้นให้ชิดชั้นตำรามากขึ้นแล้วเริ่มขยับแรงขึ้น เขาถอนกายออกจนเกือบหมดก่อนจะดันกลับเข้าไปทั้งหมดในรวดเดียว เสียงครางหวานที่ดังขึ้นข้างหูราวกับแรงกระตุ้นชั้นดี

“ฮือ...เสวียน...อา...อะ”

“หลินเอ๋อร์”

“สะ...อือ...”

ยิ่งจ้าวเสวียนขยับ ตรงส่วนที่เพิ่งปลดปล่อยของลู่ไป๋หลินยิ่งแนบชิดกับกล้ามเนื้อที่หน้าท้องแกร่ง ส่วนปลายที่เคยสงบจึงค่อยๆ ชูชันขึ้น ยามยอดอกที่แข็งเป็นไตนั้นถูกครอบครองด้วยริมฝีปากอุ่น ร่างสูงโปร่งก็ขยับหยัดเอวรับแรงนั้นอย่างไม่รู้ตัว

การตอบสนองเล็กๆ น้อยๆ นี้กลับปลุกไฟสวาทให้ลุกโชนจนยากจะดับ

“จับไว้”

“อ้ะ!”

จ้าวเสวียนยกต้นขาขาวอีกข้างที่เหลือขึ้น ใช้ท่อนแขนและต้นขาของตัวเองรับน้ำหนักของร่างสูงโปร่งนั้นไว้ทั้งหมดแล้วเปิดฉากรุกโดยที่ไม่คิดจะถามความเห็นของคนรับแม้แต่น้อย

พั่บๆ!

สะโพกแกร่งกระแทกกระทั้นรัวเร็ว

ส่วนปลายที่ถูไถกับกล้ามเนื้อเป็นลอนนั้นยิ่งแข็งตัว

ท่านรองเจ้ากรมไม่อาจเก็บกักเสียงร้องครางไว้ได้อีก

“อ๊า...อะ...อะ”

“ดีหรือไม่?”

“อือ...”

“ตรงนี้”

คนที่คุมตาเดินนั้นสาวเอวกดย้ำจนร่างสูงโปร่งสั่นระริก ส่วนชูชันของลู่ไป๋หลินยิ่งบวมเป่งราวกับจะปริแยก ใบหน้างดงามคมคายก้มลงแนบชิดกับใบหูพลางกระซิบเสียงต่ำพร่า

“ข้าจะทำให้เจ้าไปถึงโดยที่ไม่แตะต้อง ‘มัน’ แม้แต่น้อย”

“อะ...”








เข้ายามอิ๋นสองเค่อ...

แสงเทียนสว่างในหอตำราของกรมโยธาถึงถูกจุดเพิ่มขึ้น ซูกงกงที่รีบควบอาชาจากตำหนักซื่อซิ่นมือหนึ่งหอบห่อเสื้อผ้า อีกมือหนึ่งหอบตะกร้าอาหารเป็นผู้เดียวที่ได้รับอนุญาตเข้าไปด้านใน เข้าไปเพียงชั่วลมหายใจ ท่านกงกงก็ถอยหลังปิดประตูออกมาอย่างรวดเร็ว

จ้าวเสวียนใช้ผ้าอุ่นที่เสี่ยวซูจื่อนำมาให้ทำความสะอาดคราบเปรอะเปื้อนบนร่างของท่านรองเจ้ากรมออกจนหมดก่อนจะถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกคลุมร่างเปลือยเปล่าของคนรักที่กำลังอยู่ในห้วงนิทราอย่างเบามือ

ชายหนุ่มช้อนร่างสูงโปร่งนั้นขึ้นมาในอ้อมแขนแล้ววางลงบนโต๊ะใหญ่อีกตัวที่เสี่ยวซูจื่อเพิ่งเข้ามาปูผ้านวมอุ่นไว้ด้านบน

เขาอดไม่ได้ที่จะกดจูบที่ริมฝีปากบวมช้ำอีกครั้ง

หลินเอ๋อร์ของเขากินอะไรมา ทำไมถึงน่ารักเพียงนี้หนอ...

คนที่อิ่มเอมนั้นขโมยจูบจนพอใจ แล้วจึงหันมามองความเสียหายที่เขาทำไว้กับหอตำราแห่งนี้

ตั้งแต่บนพื้น ไปถึงชั้นหนังสือนั้นราวกับผ่านสนามรบ(รัก)มาก็ไม่ปาน

ตำราบางส่วนที่ถูกท่านรองเจ้ากรมเกาะเกี่ยวจนยับย่นถูกหยิบวางไว้มุมหนึ่ง ตำราอีกส่วนที่เปรอะเปื้อนถูกเขาใช้ลมปราณตัดจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก่อนจะโยนเข้าเตาไฟเป็นเชื้อเพลิง ส่วนพื้นที่เลอะเทอะนั้นเสี่ยวซูจื่อใช้เวลาชั่วอึดใจทำความสะอาดไปแล้ว

จ้าวเสวียนเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นว่านอกจากตำราที่ถูกทำให้เปรอะเปื้อนแล้ว ยังมีกระดาษร่างรวมถึงฎีกาที่เตรียมจะทูลถวายพวกนั้นอยู่ด้วย

“เสี่ยวเสวียน”

เสียงใสที่เอ่ยเรียกแผ่วเบานั้นทำให้คนที่ถือฎีกาอยู่รีบนำหลบไว้ด้านหลังทว่าช้ากว่าท่านรองเจ้ากรมไปก้าวหนึ่ง คนที่หายใจเข้าเป็นงาน หายใจออกเป็นงาน มีหรือจะแยกเงาของฎีกากับตำราไม่ออก

ลู่ไป๋หลินค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง สายตาจับจ้องไปยังเงาเบื้องหลังร่างสูงใหญ่ เสียงเรียกครั้งที่สองนี้จึงแฝงความเคร่งครัดเอาไว้ถึงหกส่วน

“เสี่ยวเสวียน”

“หลิน...เอ่อ...พี่ลู่”

“ฎีกา”

“เอ่อ...คือ”

“เสี่ยวเสวียน”

อ่า...สาบานได้ว่าเขาไม่ได้กลัวพี่ลู่เลยนะ!

แต่ภาพใบหน้าขาวจัด เรือนผมยาวสลวยที่ยุ่งเหยิง แถมเรือนกายเปลือยเปล่าที่คลุมเสื้อคลุมของเขานั้นทำให้จ้าวเสวียนไม่อาจขัดขืนได้ เสี่ยวเสวียนของลู่ไป๋หลินจึงค่อยๆ ส่งฎีกาที่เปรอะคราบอะไรต่อมิอะไรนั้นให้ท่านรองเจ้ากรมอย่างจำยอม

คนที่เหนื่อยจนไม่มีแรงแม้แต่จะกระดิกนิ้วเห็นสภาพฎีกาแล้วก็อดจะมองคาดโทษตัวต้นเหตุไม่ได้

“บอกแล้วใช่มั้ยว่าไม่เอาบนโต๊ะ”

“คือ...”

พูดถึงคำว่า บนโต๊ะ จ้าวเสวียนก็อดจะคิดถึงภาพร่างขาวโพลนที่นอนชันเข่าเปิดเผยส่วนนั้นอยู่บนโต๊ะไม่ได้ เอื้อก! ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอแล้วรีบหลุบสายตาหนีสายตากลมดุนั้นอย่างคนมีชนักติดหลัง

“คราวหน้า...โต๊ะที่ไม่มีฎีกาได้ใช่มั้ย?”

“เสี่ยวเสวียน”

...ไม่ได้ก็ไม่ได้...ไม่เห็นจะต้องดุเขาเลยนี่!

บนโต๊ะไม่ได้ แต่ขอบหน้าต่างเมื่อครู่ก็ไม่เลว

ลู่ไป๋หลินถอนหายใจเฮือกก่อนจะพยายามลงจากโต๊ะใหญ่แต่ถูกจ้าวเสวียนรั้งเอาไว้ได้ทัน

“จะไปไหน?”

“ฎีกานี้พรุ่งนี้ต้องถวายฮ่องเต้”

บางทีเขาก็เริ่มอยากให้คนรักลาออกจากราชการเสียแล้ว ถึงแม้จะเสียดายทีท่ายามเจ้าตัวจดจ่อกับตำราก็เถอะ แต่ปลดปล่อยไปขนาดนั้นยังจะฝืนมานั่งเขียนฎีกานี่เขาไม่เห็นด้วยเลยจริงๆ

“นอน”

“แต่...”

“เหนื่อยจนตาจะลืมไม่ขึ้นอยู่แล้ว” ไม่พูดเปล่า จ้าวเสวียนยังอดคลึงนิ้วใต้นัยน์ตากลมโตที่แดงระเรื่อนั้นด้วยไม่ได้ ลู่ไป๋หลินทำท่าจะเถียงกลับแต่ถูกกลับถูกช้อนร่างวางลงนอนเสียก่อน

“เสี่ยวเสวียน?”

“ข้าจะทำให้เอง”

หือ...**!?

นัยน์ตากลมโตนั้นเบิกกว้างขึ้น

เมื่อกี้องค์รัชทายาททรงกล่าวอะไรนะ?

ใครๆ ก็รู้ว่าองค์รัชทายาทไม่เคยร่วมประชุมเช้าเลยซักครั้ง แล้วพระองค์จะเขียนฎีกาได้อย่างไร? เหมือนว่าจ้าวเสวียนจะอ่านความจากนัยน์ตากลมนั้นได้ ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มเอื้อเอ็นดูพลางสัมผัสกลุ่มผมนุ่มนั้นแผ่วเบา

“ท่านรองเจ้ากรมอย่าได้ดูถูกราชนิกุลเชียว”

“...”

“นอนซะ เสี่ยวเสวียนจะเขียนฎีกาให้พี่ลู่เอง”

พวงแก้มขาวนั้นซับสีแดงระเรื่อ จ้าวเสวียนคงไม่รู้ตัวหรอกว่ายามที่ตนเองใช้คำว่า ‘เสี่ยวเสวียน’ แทนตนเองนั้นช่างน่ารักน่าเอ็นดู คนที่เป็นพี่ใหญ่ของน้องๆ ตระกูลลู่มีหรือจะเอาชนะได้

“อืม...”

มือแกร่งเอื้อมกระชับเสื้อคลุมตัวใหญ่นั้นให้ก่อนจะนั่งลงไม่ไกลนัก

ใต้แสงเทียนสว่าง ใบหน้าได้รูปราวสลักนั้นยิ่งดูยิ่งน่าหลงใหล ลู่ไป๋หลินเองก็ถูกภาพนั้นดึงดูดเสียจนไม่อาจหักใจหลับตาลงได้ คนถูกมองเงยขึ้นมาสบตาครั้งหนึ่งแล้วชะโงกตัวจุมพิตที่หน้าผากเนียนนั้นอย่างอดใจไม่อยู่

“หลับตาเสีย”

“ยังไม่ง่วง...”

“อ้อ...”

ไม่ถึงหนึ่งเค่อ คนที่ยังไม่ง่วงเมื่อครู่กลับหลับสนิทไปเสียแล้ว จ้าวเสวียนที่ยังไม่ได้หุบยิ้มแม้แต่น้อยอดใจที่จะจูบลงบนริมฝีปากนิ่มนั้นไม่ได้

เพียงละสายตาออกจากร่างของคนรัก นัยน์ตาคมกล้าก็กลับคืนสู่ประกายเย็นเยียบ เขาเหลือบมองกระดาษร่างกับฎีกาที่กำลังเขียนครั้งหนึ่ง

บางที...น่าจะได้เวลาที่เขาเข้าประชุมเช้าเสียที

๕๐% ที่เหลืออยู่ตรงนี้ค่ะ

.:: เรื่องเล่าจาก หอคณิกาชาย ::.




“ว่าอย่างไรนะ?”

“อย่าเสียงดังไปสิ”

ขันทีน้อยที่มีหน้าที่ทำความสะอาดท้องพระโรงต่างรีบตั้งใจอกตั้งใจฟังข่าวใหญ่นี้อย่างใจจดใจจ่อ จะให้ไม่ตั้งใจฟังได้อย่างไร อยู่ๆ ท่านหลีกงกง กงกงจากตำหนักซื่อซิ่นก็มายืนแถวอยู่กับท่านกงกงของตำหนักอื่นด้วย เช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?

ย่อมหมายความว่าองค์รัชทายาทจะเสด็จมา!

ตั้งแต่เข้าวังมาและถูกให้ทำหน้าที่ทำความสะอาดท้องพระโรงมากว่าห้าปี พวกเขายังไม่เคยได้เห็นแม้แต่รอยพระบาทขององค์รัชทายาทเลยซักครั้ง บางคนถึงกับลากเอาเรื่องที่จ้าวกุ้ยเฟยทรงพิณเมื่อครั้งก่อนมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย บ้างว่าเป็นลางบอกเหตุ บ้างว่าเป็นเรื่องไร้สาระ

แต่ถึงอย่างไรข่าวนี้ต้องรีบขยาย!

เช้านี้ ท้องพระโรงยังคงเหมือนดั่งทุกวัน ทว่าในความเหมือนนั้น มีความวุ่นวายมากมายปนอยู่ด้วย เหล่านางกำนัลที่มีหน้าที่อยู่ที่ท้องพระโรงต่างรื้อชุดที่ใหม่ที่สุด บ้างอบกลิ่นเครื่องหอมที่คิดว่าจะต้องพระทัยองค์รัชทายาทได้

“ฮัดเช้ย!”

“ฮัดเช้ย!”

“ฮัด...เช้ย!”

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ท้องพระโรงองค์ชายห้า มู่หรงเหว่ยที่แพ้กลิ่นเครื่องหอมก็จามออกติดๆ กันถึงสามครั้ง วันนี้ท้องพระโรงจะถกกันเรื่องน้ำหอมของสตรีหรืออย่างไร กงกงคนสนิทรีบส่งผ้าซับพระพักตร์แล้วไล่เหล่านางกำนัลให้ออกห่างจากเขตที่ประทับแต่พวกนางเพียงแค่ขยับออกไปสองสามก้าวเท่านั้น

“นี่! ถอยไปไกลๆ”

“หลิวกงกงก็อย่าใจร้ายนักเลย”

มู่หรงซิ่วเลิกคิ้วเล็กน้อย ถึงเขาจะออกปากแทนเหล่านางกำนัลเหล่านี้ก็เถอะ แต่กลิ่นหอมพวกนี้ชวนปวดศีรษะเสียจริง เจ้าสี่มาถึงคงมีพายุลงเป็นแน่ หลิวกงกงหลบออกไปแล้วปลดผ้าม่านบางลงอย่างรู้งาน เมื่อไม่มีผู้อื่น มู่หรงเหว่ยก็รีบเข้ามาอ้อนพี่ชายแทบจะทันที

“พี่รอง...”

“ถ้าเป็นเสี่ยวลู่ทำหน้าแบบนี้ก็พอได้อยู่หรอกนะ”

ฎีกาในมือถูกใช้ดันหน้าผากของน้องเล็กเอาไว้ บุรุษตัวโตที่ทำท่าออดอ้อนเลยได้แต่บ่นงึมงำ

“พี่รองใจร้าย ข้าจะไปสู้ท่านรองเจ้ากรมโยธาได้อย่างไรเล่า”

“ตอนเด็กๆ ก็พอสู้ได้นะ”

หมายความว่าเขาโตแล้วขี้ริ้วหรือ*!?*

“ไม่รู้วันนี้พวกนางเป็นอะไรถึงได้อบเครื่องหอมมาราวกับงานชมบุปผา” ต่อให้เป็นงานชมบุปผาก็ไม่มีหญิงใดอบกลิ่นดอกไม้มาเสียจนไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้เช่นนี้

“เจ้าสี่จะมาหรือ”

องค์ชายใหญ่ มู่หรงเค่อที่เพิ่งมาถึงก็ถามขึ้นมาทันที

“พี่สี่จะมาหรือ?”

มู่หรงซิ่วอดจะมองน้องเล็กด้วยสายตาจนใจอยู่เจ็ดส่วนไม่ได้

อืม...เจ้าห้านี่แหละนี่น่าห่วงที่สุด

เรื่องใหญ่ขนาดที่ลือไปถึงท้ายตำหนักร้างตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง แต่คนที่อยู่ในตำหนักใกล้กับท้องพระโรงมากที่สุดกลับนอนหลับไม่รู้ นอนคู้ไม่เห็นเสียอย่างนั้น มู่หรงซิ่วถอนหายใจก่อนจะหันไปคุยกับพี่ใหญ่แทน

“เจ้าสี่แจ้งว่าจะเข้าร่วมประชุมเช้าวันนี้”

“ดี!”

วันนี้พวกเขาพี่น้องจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเสียที

สมควรแล้วที่วันนี้เหล่าขุนนางต่างตบเท้าเข้ามาที่ท้องพระโรงเช้ากว่าเดิมมากจนผิดสังเกต แม้แต่อ๋องเฒ่าว่างงานยังสู้อุตส่าห์มาร่วมด้วย ไม่ถึงหนึ่งเค่อทั่วท้องพระโรงก็แน่นขนัดไปหมด

คนที่มาประชุมเช้าไม่เคยขาดอย่างท่านรองเจ้ากรมโยธามองบรรยากาศตรงหน้าแล้วก็อดสงสัยไม่ได้

“ท่านเจ้ากรม มีคณะทูตมาหรือขอรับ?”

“ยิ่งใหญ่กว่าคณะทูตเสียอีก”

“ขอรับ?”

คิ้วเรียวงามมุ่นเข้าหากัน ...ใครกัน?

“ก็...”

ไม่ทันที่ท่านเจ้ากรมจะได้เฉลย เสียงสนทนาจอกแจกจอแจราวกับที่ว่าราชการแห่งนี้ถูกเปลี่ยนเป็นตลาดกลางเมืองนั้นเงียบลงทันทีที่หม่ากงกง กงกงคนสนิทของโอรสสวรรค์ก้าวเข้ามา

ทว่าเสียงขันทีน้อยที่ทำหน้าที่ประกาศกลับดังขึ้นพร้อมกันทั้งสองฝากฝั่ง

“ฮ่องเต้เสด็จ”

“องค์รัชทายาทเสด็จ”

ฝั่งหนึ่งคือ หลังม่านออกราชการขององค์ฮ่องเต้

ฝั่งหนึ่งคือ หน้าประตูใหญ่ท้องพระโรง

หนึ่งคือ บุรุษผู้เป็นเจ้าชีวิตคนทั้งแผ่นดิน

หนึ่งคือ ว่าที่เจ้าของบัลลังก์มังกรคนต่อไป

ฝีเท้าหนักแน่นของคนทั้งคู่ทำให้บรรยากาศทั่วทั้งท้องพระโรงกว้างกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ขุนนางเล็กที่ไม่เคยชินกับบรรยากาศเช่นนี้ถึงกับกุมหน้าอกหอบหายใจหนักหน่วง

ยามมังกรสองตัวประชันกันเป็นเช่นนี้นี่เอง

นัยน์ตากลมโตของลู่ไป๋หลินเบิกกว้างขึ้นพลางจับจ้องไปยังร่างสูงสง่าที่ก้าวเข้ามาจากทางหน้าประตูใหญ่ อาภรณ์ยังคงเป็นสีดำขลิบม่วง ทว่าเสื้อตัวนอกนั้นกลับปักลายมังกรห้าเล็บอันแสดงถึงฐานันดรองค์รัชทายาทเอาไว้ด้วย เรือนผมสีเข้มถูกรวบเก็บด้วยรัดเกล้าหยก

ชั่วขณะที่เขาลอบพิจารณาอยู่นั่นเอง นัยน์ตาคมกล้ากลับหันมาสบรับพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่เปิดเผยให้เห็นเพียงเสี้ยว ริมฝีปากได้รูปนั้นขยับเป็นคำว่า

‘พี่ลู่’

ลู่ไป๋หลินกระพริบตาปริบๆ ดูเหมือนว่าเมื่อกี้องค์รัชทายาทจะทรงยืดพระอุระขึ้นเล็กน้อยด้วย เหมือนเด็กที่ทำความดีกำลังรอคำชมอย่างไรอย่างนั้น

...

“มาแล้วหรือ?”

สุระเสียงทุ่มต่ำก้องกังวานนั้นแฝงปราณกดดันไว้ถึงสามส่วน องค์ฮ่องเต้ทรงสะบัดชายฉลองพระองค์มังกรแล้วนั่งลงบนบัลลังก์กว้าง ทอดพระเนตรมองโอรสที่เขาละเลยมากที่สุดอย่างประเมินท่าที

“กระหม่อม ‘จ้าวเสวียน’ ถวายบังคมฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี”

“มู่หรงเสวียน”

องค์ฮ่องเต้แค่นเสียงลอดไรฟัน

เด็กอกตัญญูคนนี้กล้างัดข้อกับเขาต่อหน้าขุนนางน้อยใหญ่ถึงเพียงนี้เชียวหรือ! ดวงพระเนตรสบท้ารับกับนัยน์ตาคมกล้าที่มองมาจากด้านล่าง เด็กอกตัญญูคนนี้โตขึ้นแล้วจริงๆ

“หึ! ดี...ดีมาก มู่หรงเสวียน!”

โอรสสวรรค์ทรงพิโรธแล้ว!

เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างมองหน้ากันไปมา เรื่องส่วนพระองค์ขององค์ฮ่องเต้ พวกเขาไม่ควรรับรู้ ยิ่งเป็นเรื่องในเรือนหลังขององค์ฮ่องเต้พวกเขายิ่งรับรู้ไม่ได้! ต่างคนต่างคาดการณ์ว่าจะทรงลงพระอาญาองค์รัชทายาทเช่นไร หรือจะทรงนำความพิโรธนี้ไปใส่บนศีรษะของผู้ใด ทว่าสิ่งที่ทรงตรัสต่อไปนี้กลับอยู่นอกเหนือความคาดหมายของทุกคนไปมาก

“รองเจ้ากรมโยธา ลู่ไป๋หลิน”

เพียงได้ยินสุระเสียงทุ้มต่ำนั้นเอ่ยขึ้น นัยน์ตาคมกล้าของจ้าวเสวียนก็ทอประกายกร้าว บรรยากาศที่กดดันอยู่แล้วยิ่งทวีความกดดันเสียราวกับอยู่ในสนามรบก็ไม่ปาน

หือ...**?

แม้จะยังงุนงงอยู่ไม่น้อย แต่ร่างสูงโปร่งก็ก้าวออกมาพร้อมคำนับเต็มพิธีการแต่โดยดี

“กระหม่อม ลู่ไป๋หลิน ถวายบังคมฝ่าบาท”

“วันนี้วันที่เท่าไหร่”

“วันที่ยี่สิบเดือนเจ็ดพะย่ะค่ะ”

“งานแต่งงานของเจ้ากับเพ่ยอิงคือวันที่สี่เดือนแปดใช่หรือไม่?”

“พะย่ะค่ะ แต่ฝ่าบาท...”

“เราจะทดสอบเจ้า”

“พะย่ะค่ะ?”

ท่านรองเจ้ากรมได้แต่รับคำทว่าสมองกลับไม่เข้าใจแม้แต่น้อย เขากำลังจะเอ่ยปากขอขัดราชโองการ แล้วจู่ๆ องค์ฮ่องเต้จะทดสอบอะไรเขากัน? ไม่ต่างจากขุนนางน้อยใหญ่และเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่ลอบมองหน้ากันไปมาอีกครั้ง นี่นับเป็นเรื่องเรือนหลังของฝ่าบาทหรือไม่ ใครก็ได้ช่วยหาทางให้พวกเขาออกจากตรงนี้ไปที!

“ได้ยินหรือไม่ว่าเราจะทดสอบเจ้า”

“พะย่ะค่ะ แต่ฝ่าบาท...”

“เจ็ดราตรีที่หอคณิกาชาย”

“พะย่ะค่ะ?”

“เจ้าคงรู้ใช่หรือไม่ว่าเราจะทดสอบสิ่งใด”

ไม่รู้ แต่ตอบว่าไม่รู้ไม่ได้*!*

คิ้วเรียวสวยนั้นแทบจะผูกเป็นปม แต่ ‘เรื่องนั้น’ เขาเรียนรู้จากจ้าวเสวียนมาแล้ว ต่อให้ทรงทดสอบเรื่องนั้นจริง เขาก็เชื่อว่าเขาผ่านไปได้แน่ เมื่อถูกถามอีกครั้ง ท่านรองเจ้ากรมจึงตอบออกไปอย่างมั่นใจว่า

...

..

.

“รับด้วยเกล้าพะย่ะค่ะ”






โม้ท้ายตอน

จะเข้าเนื้อหาหลักแล้ว (ที่ผ่านมาไม่ใช่? ***ฮ่าๆ***) 

หลังจากนี้จะเข้มข้นขึ้นนิดนึงค่ะ

เหลือบมองจำนวนหน้าแล้ว ...ว่าแต่ทำไมพอเอามาลงแล้วสั้นงี้ล่ะ

เดี๋ยวเราแก้ตัวให้ในส่วนที่เหลือนะคะ

ขอบคุณสำหรับการติดตามค่ะ

โม้ท้ายตอน (ภาคสอง)

และแล้วก็กลายเป็นนิยายตลก ฮ่าๆ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว