เคะแก่ คือ นิพพาน :P

.:: ตอนที่ ๕ ::. ลู่ไป๋หลิน (๑๐๐%)

ชื่อตอน : .:: ตอนที่ ๕ ::. ลู่ไป๋หลิน (๑๐๐%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 38.3k

ความคิดเห็น : 47

ปรับปรุงล่าสุด : 03 พ.ค. 2561 19:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
.:: ตอนที่ ๕ ::. ลู่ไป๋หลิน (๑๐๐%)
แบบอักษร





__________________________________________

เรื่องเล่าจาก หอคณิกาชาย

__________________________________________

ตอนที่ ๕

ลู่ไป๋หลิน






“บุรุษที่ยืนอยู่ข้างเจ้าอย่างไรเล่า”

เมื่อเอ่ยวาจาไปแล้วไต้ซืออวี้กวงก็ได้แต่ยืนมองลูกศิษย์คนโปรดกับองค์รัชทายาทที่เขาสั่งสอนมาหลายปีอย่างเห็นใจ

ทว่าเห็นใจก็ส่วนเห็นใจ แต่เรื่องนี้เขาไม่อาจไม่ยื่นมือเข้ามาได้ เบื้องบนมีคำสั่งลงมาแล้ว เขาที่เห็นลู่ไป๋หลินมาตั้งแต่ยังเยาว์ รักและเอ็นดูไม่ต่างจากบุตรหลานร่วมสายโลหิตจะทนมองให้บุตรหลานต่างแซ่ผู้นี้เดินทางเข้าสู่หายนะได้อย่างไรกัน

อีกทั้งท่านรองเจ้ากรมหนุ่มผู้นี้ยังเป็นหนึ่งในสิ่งที่ ‘คนผู้นั้น’ เตรียมไว้ให้เป็นกำลังสำคัญขององค์รัชทายาท เป็นแขนขาที่ไม่อาจเสียไปได้

ย้อนคิดไปแล้วเขาเองก็มีส่วนที่ผลักดันวาสนาของลู่ไป๋หลินและองค์รัชทายาทด้วยเช่นกัน เขายังจำได้ดีว่าวันนั้นนัยน์ตาขององค์รัชทายาทที่จับจ้องมีประกายเช่นไร

ประกายนั้นประกอบด้วยความใคร่รู้สองส่วน ความชื่นชมสามส่วน และอีกห้าส่วนคือความหลงใหล

ถึงเขาและคนผู้นั้นจะระแวดระวังเท่าไหร่ แต่ก็ไม่อาจฝืนชะตาฟ้าลิขิตได้

เพียงแต่ไม่คิดเลยว่า สมรสพระราชทานจะกระตุ้นให้องค์รัชทายาทที่ไม่สนใจสิ่งใด และไม่สนใจสร้างฐานอำนาจของตนเกิดลุกขึ้นมาคัดง้างกับพระบิดา คิดแล้วไต้ซืออวี้กวงก็อดจะยกมือขึ้นลูบเคราสีขาวเงางามของตนอย่างคนใช้ความคิด

บางทีนี่อาจเรียกได้ว่า ได้ลาภในคราวเคราะห์ ก็คงได้กระมัง

จ้าวเสวียนหลับตาลงครั้งหนึ่ง

เขาพยายามกันทุกคนที่สามารถทำลายแผนการครั้งนี้ของเขาไว้จนเรียกได้ว่าไร้ที่ติ แต่เขากลับไม่คาดคิดถึงคนที่น่าจะตายไปแล้วผู้นี้! เขาลืมไปได้อย่างไรว่าคนผู้นี้นอกจากจะเป็นพระอาจารย์ของเขาแล้ว ยังเป็นอาจารย์ของลู่ไป๋หลินอีกด้วย

เขาก้าวพลาด

ลืมหมากนอกสายตาตัวนี้ไปเสียสนิท!

อดีตเจ้ากรมโยธา ‘อวี้กวง’ หรือจะยอมตายตั้งแต่ห้าปีที่แล้วได้อย่างไร

ชายหนุ่มขบกรามแน่น มือแกร่งยกขึ้นโบกเบาๆ คราหนึ่ง

ฉับพลันนั้นเหล่าชายชุดดำคลิบขอบสีม่วง อันเป็นหนึ่งในหน่วยองครักษ์ที่ติดตามมาอย่างเงียบเชียบก็เปิดเผยตนขึ้น ไม่ถึงหนึ่งเค่อ ผู้คนในศาลเจ้าริมน้ำเหมยถูกกันให้ออกห่างไปไกลถึงหนึ่งลี้

แม้แต่ไต้ซืออวี้กวงก็ยังถูกเชิญออกไปด้วย

รอบด้านที่เคยวุ่นวายก็พลันเงียบสนิท แสงไฟจากโคมที่ประดับอยู่รอบศาลเจ้าแกว่งไหวตามแรงลม อากาศในช่วงปลายคิมหันต์นั้นยังคงร้อนอบอ้าวแต่จ้าวเสวียนกลับรู้สึกราวกับเข้าสู่เหมันต์

ถึงแม้นายท่านจะไม่เปลี่ยนสีหน้าทว่าเสี่ยวซูจื่อที่ยืนรอรับใช้อยู่ไม่ไกลก็สัมผัสได้ถึงความกดดันที่อวลอยู่รอบกายสูงใหญ่นั้นได้

จ้าวเสวียนหายใจเข้าลึกคราหนึ่งก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับคนที่ยังคงนิ่งเงียบมาตั้งแต่เมื่อครู่ ท่านรองเจ้ากรมไม่ได้มีสีหน้าตื่นตกใจอีกแล้ว แต่เป็นใบหน้าเรียบเฉยจนไม่อาจคาดเดาได้

สีหน้าเช่นนี้ของลู่ไป๋หลินทำให้เขายิ่งกังวลใจมากขึ้น

“หลินเอ๋อร์”

เขาเอื้อมมือหวังจะกอบกุมมือเรียวสวยนั้นทว่าลู่ไป๋หลินกลับถอยหลังห่างออกไปก้าวหนึ่ง

“หลินเอ๋อร์ เรื่องนี้...”

จ้าวเสวียนเพิ่งเข้าใจเดี๋ยวนี้เองว่า ‘ความกลัว’ เป็นเช่นไร!

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่กว่าเขาจะเข้ามาชิดใกล้กับลู่ไป๋หลินได้ มีหรือที่จะยอมให้ทุกอย่างจบลงอย่างง่ายดายเพียงนี้! ร่างสูงใหญ่นั้นก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวหนึ่ง และไม่ปล่อยให้ท่านรองเจ้ากรมได้ถอยหนี แขนแกร่งตวัดรั้งร่างสูงโปร่งนั้นให้เข้ามาอยู่ในอ้อมแขน


“อย่าคิดจะหนีห่างจากข้า**!”**

เสียงทุ้มต่ำนั้นตวาดก้อง

ทั้งที่ตวาดอย่างดุดันแต่เขากลับไม่อาจปกติความกลัวที่เกิดขึ้นได้ สมรสพระราชทานแล้วอย่างไร... บุรุษแล้วอย่างไร... เขาไม่ใส่ใจเรื่องพวกนี้แม้แต่น้อย

ดังนั้นคนของเขาก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจเช่นกัน!

ลู่ไป๋หลินถูกเสียงทุ้มต่ำนั้นดึงสติกลับมาได้อย่างครบถ้วน คิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากันเล็กน้อยยามที่รู้ว่าตนเองตกอยู่ในอ้อมแขนอบอุ่น จะขยับอย่างไรก็ขยับไม่ได้

“องค์รัชทายาทกำลังทำอะไรหรือพะย่ะค่ะ!?”

คำราชาศัพท์เหล่านี้ระคายหูของจ้าวเสวียนไม่น้อย

น้ำเสียงที่ตอบกลับจึงเจือความไม่ชอบใจลงไปในวาจาดื้อดึงนี้ด้วย

“กอดเจ้า”

“ไม่ทราบว่าพระองค์จะทรงตอบเรื่องที่กระหม่อมรู้อยู่แล้วทำไมหรือพะย่ะค่ะ?”

ใบหน้างดงามขององค์รัชทายาทก็ก้มลงมาประชิดแล้ว...กัดที่ริมฝีปากช่างเจรจาของคนในอ้อมแขน ไม่ลืมที่จะเอ่ยบอกให้ท่านรองเจ้ากรมรับรู้ไว้ด้วยว่าที่ทำไปเมื่อครู่คือ

“กัดปากเจ้า”

คนถูกกัดตวัดสายตากลมมององค์รัชทายาทอย่างคาดโทษ

“พระองค์จะทรงบอกเรื่องที่กระหม่อมรู้อยู่แล้วทำไมหรือพะย่ะค่ะ?”

ทีแรกท่านรองเจ้ากรมก็คิดจะปั้นหน้านิ่งเฉยต่อไปอีกซักสองเค่อ ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างดงามขององค์รัชทายาทนั้นหม่นลง อีกทั้งนัยน์ตาคมกล้าที่ทอแสงอ่อนราวกับเด็กสำนึกผิดก็ไม่อาจบังคับมุมปากได้อีก

แค่เพียงเท่านั้น…

อารมณ์ขุ่นมัวของจ้าวเสวียนเมื่อครู่สลายหายไปอย่างรวดเร็ว

ความกลัวที่เคยกัดกินในอกจนขมปร่าก็กลับคืนสู่ความหวานล้ำ

“เจ้าไม่โกรธหรือ?”

ลู่ไป๋หลินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

โกรธ*…?*

ต้องเรียกว่าเหนือความคาดหมายของเขาไปมากกว่า

เขารู้ว่า จ้าวเสวียน อาจมิใช่เป็นคณิกาชาย แต่ก็คิดไปว่าเป็นเพียงคุณชายตระกูลใดตระกูลหนึ่งเท่านั้น

ตลอดเจ็ดปีที่รับราชการเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น เขาไม่ได้ทำงานโดยเปล่าเสียหน่อย เรียกได้ว่า ‘ใกล้ชาดเปื้อนแดง’ กระมัง ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเคยเป็นเช่นไรมาก่อน หากอยู่ในราชสำนักก็จะค่อยๆ ถูกสิ่งรอบกายหล่อหลอมจนเปลี่ยนเป็นอีกคนหนึ่ง หรืออาจจะติดนิสัยใดนิสัยหนึ่งจากในที่นั้น

เขาเองก็เป็นหนึ่งในผู้คนที่ติดนิสัย ไม่ค่อยจะดีนั้นออกมา

นอกจากท่านรองเจ้ากรมโยธาที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ผู้นี้จะขึ้นชื่อว่าเป็นกระดูกชิ้นใหญ่ที่ทุกคนในราชสำนักขยาดจะเคี้ยวแล้ว เขายังเป็นคนที่ช่างสังเกตจนเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่ช่างจับผิดมากที่สุดผู้หนึ่งด้วย

...คณิกาชายที่ไหนจะอ่าน*‘ขงจื้อ’ ?*

หนังสือไม่ได้แบ่งชนชั้น แต่ชนชั้นต่างหากที่เป็นผู้เลือกหนังสือ

ดังเช่นเหล่าบัณฑิตจึงเลือกตำราหลักการปกครองมากกว่าตำราพิชัยสงคราม นักปราชญ์จึงเลือกตำราหลักปรัชญามากกว่าตำราแพทย์ และหนังสือที่จ้าวเสวียนเขาหยิบออกมาอ่านบ่อยมากที่สุดก็เป็น หนังสือจำพวกปรัชญาทางสายกลางอีกด้วย

คิดถึงตรงนี้ลู่ไป๋หลินก็อดจะเหลือบมองไปยังบุรุษตรงหน้าไม่ได้

“พระองค์อยากให้กระหม่อมโกรธหรือพะย่ะค่ะ?”

จ้าวเสวียนก้มลงกัดริมฝีปากบางนั้นอีกครั้ง “ไม่”

“เช่นนั้นก็ปล่อยกระหม่อมเถิดพะย่ะค่ะ”

“ไม่”

ไม่เพียงเอ่ยวาจาปฏิเสธแต่ชายหนุ่มยังกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นอีกด้วย

“กระหม่อมเป็นขุนนาง...”

ลู่ไป๋หลินที่พยายามอธิบายกลับถูกเสียงทุ้มต่ำนั้นเอ่ยแกมดุขึ้นทันควัน

“เจ้าเป็นคนของข้า”

“เป็นขุนนางของราชสำนักพะย่ะค่ะ”

“เป็นคนของข้า”

“เป็น...อื้อ!”

มือแกร่งนั้นช้อนอยู่ด้านหลังท้ายทอยของลู่ไป๋หลินขณะที่ริมฝีปากงามบดเบียดเข้าหากลีบปาก มองจากมุมของเสี่ยวซูจื่อดูเหมือนว่านายท่านจะทรงพิโรธเสียแล้ว ท่าทีวางอำนาจเฉกเช่นองค์ชายและเชื้อพระวงศ์ทั่วไปที่เสี่ยวซูจื่อเห็นจนชินตาจึงทำได้เพียงหลุบตาก้มหน้าลงต่ำ

เรื่องของนายท่าน รู้ให้น้อยที่สุดเป็นดีที่สุด

สงสารก็แต่คุณชายลู่ ทั้งที่ถูกหลอก ยังต้องมารองรับเพลิงพิโรธนี้อีก

ทว่ามีเพียงลู่ไป๋หลินเท่านั้นที่รู้ว่าจุมพิตนี้หาได้มีแต่ความขัดเคืองใจเพียงอย่างเดียว ยังเจือแววอ้อนวอน ร้องขออยู่ด้วย เรียวลิ้นแกร่งที่ล่วงล้ำเข้ามาเกี่ยวพันรุกไล่เสียจนเขาไม่มีเวลาไปคิดเรื่องอื่น ยิ่งหลบหลีกก็ยิ่งถูกรุกไล่ ในที่สุดแม้แต่น้ำลายก็ถูกปล่อยให้ไหลออกมาข้างมุมปาก

“อึ่ก”

สุดท้ายลมหายใจก็ถูกช่วงชิงไปจนเกือบหมด

ยามที่จ้าวเสวียนถอนริมฝีปากออกท่านรองเจ้ากรมก็ทำได้เพียงเกาะเกี่ยวบ่ากว้างนั้นไว้ ริมฝีปากบางบวมขึ้นเล็กน้อยจนคนมองอดใจที่จะกดจูบซ้ำเบาๆ อีกครั้งไม่ได้

“ไม่มีขุนนางที่ไหนจูบกับองค์รัชทายาทเช่นนี้หรอกนะหลินเอ๋อร์”

ถูกล่ะ ยิ่งเป็นขุนนางที่เป็นบุรุษกับองค์รัชทายาท

นับได้ว่าพวกเขาเป็นผู้บุกเบิกเลยทีเดียว

แต่ฟังประโยคนี้แล้วท่านรองเจ้ากรมอดจะมุ่นคิ้วไม่ได้

“ใช่กระหม่อมที่ยื่นปากไปกัดปากพระองค์ก่อนตั้งแต่เมื่อไหร่!”

“เรียกจูบ เรียกจุมพิต ไม่ใช่กัด”

ไม่ทันที่ลู่ไป๋หลินจะได้ต่อคำใบหน้างดงามของจ้าวเสวียนก็ยื่นเข้ามาใกล้ นัยน์ตาคมวาววับส่อเจตนาเสียชัดเจนจนเขาต้องยกมือขึ้นกั้น

ไม่จูบปาก จูบมือก็ได้

จ้าวเสวียนหลุดหัวเราะเสียงเบาเมื่อถูกเจ้าของมือถลึงตามองคาดโทษ

“อย่าเพิ่งซุกซนได้หรือไม่พะย่ะค่ะ?”

ชายหนุ่มนิ่งคิดเล็กน้อย ฉวยโอกาสตอนที่ท่านรองเจ้ากรมลดแนวป้องกันลงแล้วจู่โจมกัดแก้มนิ่มใสนั้นทีหนึ่ง

“!!!”

ชายหนุ่มหัวเราะเสียงดัง แทนที่เขาจะกลัวนัยน์ตาวาวดุของคนในอ้อมแขนกลับรู้สึกว่าลู่ไป๋หลินที่ทำหน้าตาดุดันเช่นนี้กลับน่ามองไปอีกแบบ ความคิดที่ว่าลู่ไป๋หลินจะไม่น่ามอง ไม่น่าดู คงเป็นไปไม่ได้แล้วที่จะเกิดขึ้นกับจ้าวเสวียนในชีวิตนี้

“เจ้าก็คือเจ้า ข้าก็คือข้า ยศถาบรรดาศักดิ์พวกนั้นไม่ต้องนำมาใช้เวลาเราอยู่ด้วยกัน”

“ศีรษะของกระหม่อมยังจะอยู่บนบ่าได้อีกหรือพะย่ะค่ะ?”

“ย่อมต้องอยู่บนบ่า เพราะถ้าไม่อยู่บนนี้ แล้วจะใช้ตรงนี้” จ้าวเสวียนไล้กลีบปากสีอ่อนนั้นเบาๆ “ดูแลข้าได้อย่างไร?” เขาเอ่ยวาจาส่อความนัยน์ทว่าคนฟังกลับไม่เข้าใจแม้เศษเสี้ยว

“ดูแลพระองค์?...ท่านซูจื่อน่าจะทำได้ดีกว่านะพะย่ะค่ะ”

คิ้วกระบี่ขมวดมุ่น แค่ฟังก็ทำให้ขนลุกเกรียว

ถ้าเสี่ยวซูจื่อจะ...น้องชายของเขาจริงล่ะก็...

เขาจะบั่นศีรษะ แล้วใช้ม้าแยกร่าง จากนั้นแขวนชิ้นส่วนทุกชิ้นไว้ทุกประตูเมือง! ไม่ให้ใครเอาเป็นเยี่ยงอย่างได้! ไอสังหารที่แผ่ออกจากร่างสูงใหญ่ทำเอาแม้แต่องครักษ์ที่ความรู้สึกช้าที่สุดยังหนาวสันหลังขึ้นมาจนจิตเกือบตก ส่วนเสี่ยวซูจื่อนั้นถอยออกไปอยู่หลังแนวองครักษ์ได้ครู่หนึ่งแล้ว

ใครใช้ให้เขารับใช้นายท่านมาตั้งแต่ยังเยาว์เล่า!

ไม่ต้องอยากรู้หรอกว่านายท่านปล่อยจิตสังหารมาเพราะเหตุใด

ขอแค่คนที่เป็นเป้าหมายไม่ใช่เขาก็พอ!

“หึ”

จ้าวเสวียนส่งสายตาพิฆาตไปยังคนสนิทอีกครั้งพลางแค่นเสียงขึ้นจมูกคราหนึ่งแล้วกดริมฝีปากลงบนหน้าผากขาวของคนในอ้อมแขนเพื่อปลอบประโลมจิตใจอันเจ็บช้ำ ไม่ลืมที่จะสำทับท่านรองเจ้ากรมอีกประโยคว่า

“ทีหน้าทีหลังอย่าได้พูดจาเหลวไหลอีก”

แม้จะไม่เข้าใจว่าเรื่องใด แต่ลู่ไป๋หลินก็รับคำอย่างว่าง่าย “พะย่ะค่ะ”

“เลิกใช้ราชาศัพท์พวกนั้นด้วย”

“พะย่ะค่ะ”

“หลินเอ๋อร์”

“พะย่ะค่ะ”

“ข้าบอกให้วางเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์ลงอย่างไรเล่า!”

เขาไม่ยอมให้รอยร้าวแม้เพียงปลายเข็มมาถ่างระยะห่างความสัมพันธ์ของเขากับหลินเอ๋อร์ แค่เขาละเลยอดีตพระอาจารย์ก็ถือว่าเขาได้ก้าวพลาดครั้งใหญ่แล้ว ดังนั้นทุกเรื่องต่อจากนี้เขาจะยิ่งเดินหมากให้รัดกุมยิ่งขึ้น

แต่องค์รัชทายาทลืมไปเสียสนิทว่า คนในอ้อมกอดของพระองค์นี่แหละที่พระองค์ไม่ควรมองข้ามมากที่สุด

ลู่ไป๋หลินนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าขึ้นลงสองสามครั้ง

“ได้!”

ไม่ทันที่จ้าวเสวียนจะได้ยิ้มออก กระดูกเคี้ยวยากแห่งท้องพระโรงก็เอ่ยต่อ

“กระหม่อมจะไม่ใช้คำราชาศัพท์กับพระองค์ แต่เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน พระองค์ควรเรียกกระหม่อมว่า ‘พี่ลู่’ เช่นกัน”

“พี่ลู่?”

“องค์รัชทายาท...คงไม่ลืมว่าพระองค์เพิ่งจะสิบแปดชันษานะพะย่ะค่ะ กระหม่อมปีนี้ก็ยี่สิบสามแล้ว ในเมื่อไม่มีบรรดาศักดิ์ขวางกั้น เราก็ควรนับพี่นับน้องให้ถูกต้อง”

“...”

“หากไม่ทรงเห็นด้วย เช่นนั้น...”

แล้วองค์รัชทายาทจะเหลือทางเลือกอื่นใดอีกเล่า นอกจาก...

“ได้!”

จ้าวเสวียนเหลือบมองคนในอ้อมแขนคราหนึ่ง นัยน์ตากลมนั้นวาวขึ้นเล็กน้อย อีกทั้งยังเอียงใบหูขาวจัดนั้นมาทางเขาเสียด้วย

“พี่ลู่”

“แม้จะไม่เต็มใจนัก แต่สำหรับครั้งแรกถือว่าดีมาก เสี่ยวเสวียน

พูดแล้วลู่ไป๋หลินยังเอื้อมมือไปตบลงบนบ่าหนั่นแน่นนั้นอีกสองครั้งด้วย ทีท่าดุจพี่น้องในยุทธภพก็ไม่ปาน เขาปล่อยให้ *‘เสี่ยวเสวียน’*ได้ทำใจให้คุ้นชินสักครู่หนึ่งก่อนที่จะเริ่มรุกต่อ

“กลับเมืองหลวงกันเถิด”

“คืนนี้?”

“เสี่ยวเสวียนไม่เชื่อฟังพี่แล้วหรือ?”

จ้าวเสวียนมุ่นคิ้ว เขาเริ่มคิดได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่ก็ไม่รู้ว่าตรงไหนที่ไม่ถูก พอถูกถามขึ้นอีกครั้งหนึ่งเขาจึงตอบรับไปอย่างไม่เต็มเสียงนัก

“ได้...กลับเมืองหลวงคืนนี้”

“ดีมาก”

“แล้วหลิน...เอ้อ...พี่ลู่จะกลับเมืองหลวงไปทำอะไร?”

หากเรื่องไม่เร่งด่วนเขายังอยากอยู่เที่ยวเล่นอีกซักสองสามเดือน

“ถวายฎีกาเรื่องการสร้างเขื่อน”

ก็ไม่เห็นต้องเร่งรีบถึงเพียงนี้ “จากนั้นเล่า?”

“แน่นอนว่าต้องไปปฏิเสธสมรสพระราชทานอย่างไรเล่า!”

“เช่นนั้นก็กลับกันเดี๋ยวนี้เลย!”

เรื่องเร่งด่วนเช่นนี้มีหรือที่จ้าวเสวียนจะห้ามปราม เขายกมือขึ้นทำสัญลักษณ์ให้เสี่ยวซูจื่อครั้งหนึ่งก่อนจะหันมากอดรัดคนในอ้อมแขนให้แน่นขึ้น มีอีกเรื่องสำคัญที่เขาอยากถามเช่นกัน

“แล้วเรื่องการศึกษา ‘เรื่องนั้น’ เล่า พี่ลู่อยากเรียนบนรถม้าหรือไม่?”

อ่า...เขาจะได้สานต่อความฝันในครั้งนั้นเสียที!

เขาถามแต่ไม่ได้คำตอบ เพราะท่านรองเจ้ากรมไม่ได้สนใจสิ่งที่เขาถามไปเลยซักนิดแต่กลับก้มหน้าก้มตาผูกบางสิ่งที่เอวของเขา เมื่อผูกได้ดั่งใจก็ผละออกจากอ้อมกอดแล้วใช้สายตาสำรวจอย่างพึงพอใจไม่น้อย

เมื่อจ้าวเสวียนหยิบมันขึ้นมาดูถึงพบว่าเป็น กระพรวนทองเหลืองที่...เอ่อ...ค่อนข้างจะธรรมดามาก

“ตอนนี้เป็นกระพรวนธรรมดาเช่นนี้ก่อน กลับไปแล้วพี่จะเปลี่ยนให้เจ้าใหม่” กล่าวจบท่านรองเจ้ากรมก็หมุนตัวก้าวยาวๆ จากไปทางไต้ซืออวี้กวง ทิ้งให้องค์รัชทายาทยืนงุนงงอยู่ตรงนั้น

กว่าที่พระองค์จะทรงทราบความหมายของมัน ก็ตอนเทศกาลหยวนเซียวอีกหลายเดือนต่อมานั่นเอง...







------ ต่อตรงนี้ค่ะ ----

.:: เรื่องเล่าจาก หอคณิกาชาย ::.








เสี่ยวซูจื่อกำลังพบกับปัญหาใหญ่...

ตั้งแต่เข้าวังมาเป็นขันทีตอนอายุสิบสองปีจนถึงป่านนี้ก็ล่วงมากว่ายี่สิบแล้ว หากนับเวลาที่เขามาเป็นข้าบาทขององค์ชายสี่ก็เข้าปีที่สิบห้า ยี่สิบกว่าปีของการเป็นขันที สิบห้าปีของการรับใช้นายท่าน ไม่เคยมีสักครั้งที่เขามีปัญหาที่แก้ไม่ตกเช่นนี้

ซูกงกง แห่งตำหนักซื่อซิ่นนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้ใหญ่ ตรงหน้าเป็นสมุดบันทึก ‘การสำราญ’ ขององค์รัชทายาทที่...ว่างโล่ง

ว่างมามากกว่าครึ่งเดือนแล้ว หมอหลวงก็ส่งทั้งยาบำรุง อีกทั้งยังกำชับหนักหนาว่าองค์รัชทายาทต้องทรง ‘ปลดปล่อย’ อย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อเจ็ดวัน ทว่านับตั้งแต่กลับจากเมืองลั่วก็ไม่ทรงเรียกผู้ใดเข้าไปปรนนิบัติ อีกทั้งยังเหมือนว่าจะทรงพิโรธเขาอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

สามวันมานี้เขาพยายามทบทวนการกระทำของตนเองตลอดที่ผ่านมาอย่างถี่ถ้วนก็ไม่พบว่าจะมีสิ่งใดทำให้ระคายเคืองเบื้องบาทได้

ยิ่งคิด ซูกงกงยิ่งมืดแปดด้าน

ยิ่งคิด ซูกงกงยิ่งนั่งไม่ติดที่ จนต้องสาวเท้าออกเดิน

เสียงหัวเราะสดใสกังวาลของเหล่านางกำนัลน้อยที่ดังเข้ามาใกล้ดึงสายตาของเสี่ยวซูจื่อให้หันไปมอง เมื่อพวกนางเห็นว่าผู้ที่อยู่กลางทางเดินเป็นใคร ก็พากันย่อกายอย่างอ่อนช้อย

“คาราวะ ซูกงกงเจ้าค่ะ”

“ไม่ต้องมากพิธี มีอะไรไปทำก็ไปทำเถิด”

หนึ่งในสามของนางกำนัลวัยกำดัดตรงหน้านั้นโดดเด่นไม่น้อย ดวงหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ผิวขาวลออนวล เอวบางร่างน้อยน่าทะนุถนอม เสี่ยวซูจื่ออดจะค้นหารายชื่อของนางในสมองขึ้นมาไม่ได้

...รู้สึกจะชื่อ...ลี่เหมยเหมย...

“ลี่เหมยเหมย”

“เจ้าคะ”

โอ้...ยามนางหันมากิริยาก็นิ่มนวลราวภาพวาด

คนนี้ใช้ได้

เสี่ยวซูจื่อพยักหน้าเพียงเล็กน้อย ลี่เหมยเหมยก็รีบสาวเท้าเข้ามาใกล้พลางย่อกายลงอย่างอ่อนน้อม ใครในตำหนักซื่อซิ่นไม่รู้บ้างว่า ซูกงกง เป็นใคร... หากอยากอุ่นแท่นบรรทมองค์รัชทายาทก็จำต้องผ่านสายตาของคนผู้นี้เสียก่อน ทว่านางกำนัลน้อยที่บรรจงย่อกายนั้นกลับลืมไปว่าตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา ซูกงกงก็มิใช่มะพลับนิ่มที่นางจะดูแคลนได้

“ซูกงกง มีอะไรให้ข้าน้อยรับใช้หรือเจ้าคะ?”

“ยามเซินไปพบเจียกูกู”

“ข้าน้อยทราบแล้วเจ้าค่ะ”

เสี่ยวซูจื่อทอดสายตามองตามแผ่นหลังบอบบางนั้นแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ

*ข้าจำใจหรอกนะ...*เพราะหากองค์รัชทายาทไม่ได้ปลดปล่อยอย่างพอเหมาะจะไม่ดีต่อพระวรกาย หึ! เขาแค่นเสียงขึ้นจมูกคราหนึ่ง เป็นอีกาอยากกลายร่างเป็นหงส์เสียจนใจจะขาด แต่เขาก็เข้าใจพวกนางอยู่ไม่น้อย กวาดสายตามองไปทั่วแผ่นดินนี้ไม่มีใครงามเกินนายท่านของเขาได้อีกแล้ว

ดูเถิด...

พระวรกายสูงใหญ่ ไหล่หนาผึ่งผาย

โครงหน้าชัดเจน งดงามราวสลัก

วรยุทธ์ยอดเยี่ยมหาใครเทียม

พิณ หมาก กาพย์กลอนล้วนเชี่ยวชาญ

อีกทั้งยังแตกฉานปรัชญา เป็นผู้รอบรู้ผู้หนึ่งที่หาได้ยากในแผ่นดิน

อ้อ...จะมีคนผู้หนึ่งที่พอจะทัดเทียมนายท่านของเขาได้อยู่ นั่นประไรเล่า! พูดถึงผู้ที่พอทัดเทียมกับนายท่านของเขาได้ ท่านผู้นั้นก็มาเยือนถึงประตูวงจันทร์ตำหนักซื่อซิ่นเลยทีเดียว

“คาราวะ องค์ชายรอง ไม่ทราบว่าองค์ชายรองจะเสด็จมา ข้าน้อยจึงมิได้ไปต้อนรับ ขอทรงลงพระอาญาด้วยพะย่ะค่ะ”

ผู้มาใหม่เผยรอยยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อยพลางโบกมือไปมาอย่างไม่ถือสา

“ไม่เจอกันเกือบสองเดือน ซูกงกงเห็นข้าเป็นคนอื่นคนไกลไปแล้วหรือ?”

“หามิได้พะย่ะค่ะ”

เสี่ยวซูจื่อค้อมกายลงอีกเล็กน้อย องค์ชายทุกพระองค์ต่างทรงรักใคร่ปรองดองดุจครอบครัวสามัญชน หาได้มีใครคิดแก่งแย่งชิงอำนาจไม่ นี่นับเป็นความโชคดีอย่างที่สุดอย่างหนึ่งของชีวิตในวังหลวงนี้เลยทีเดียว

“เจ้าสี่ล่ะ?”

“อยู่ที่ศาลาท้ายตำหนักพะย่ะค่ะ กระหม่อมจะนำทางไปเอง”

“อ้อ...เหตุใดไปอยู่ที่นั่นเล่า?”

มู่หรงซิ่วเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพลางถามต่อ “อารมณ์ไม่ดีหรือ?”

“พะย่ะค่ะ”

“เสี่ยวลู่เล่า?” เจ้าสี่ยอมให้ห่างกายด้วยหรือ*?*

“คุณชายลู่ติดงานที่กรมโยธาพะย่ะค่ะ”

“อ้อ...”

มู่หรงซิ่วพยักหน้ารับเล็กน้อย เช่นนั้นจะพบกับเจ้าสี่เขาต้องระวังไม่ให้ไปแตะโดนเกล็ดย้อนเข้าเสียแล้ว อืม...นับตั้งแต่ลู่ไป๋หลินกลับมาถวายฎีกาก็หลายสิบวันเข้าไปแล้ว น้องเขาไม่อึดอัดจนจุกอกตายไปแล้วหรือ แต่เมื่อครู่เหมือนว่าเขาจะได้ยินซูกงกงเรียกนางกำนัลน้อยให้ไปเตรียมตัวปรนนิบัติเจ้าสี่อยู่นี่ คิดถึงตรงนี้มู่หรงซิ่วก็อดจะเหลือบมองไปยังซูกงกงไม่ได้

“ซูกงกงคงมิได้จะส่งใครเข้าไปในห้องเจ้าสี่หรอกนะ?”

“พะย่ะค่ะ”

“จะส่งเข้าไปหรือ?”

“พะย่ะค่ะ จะปล่อยให้ทรงอดทนเช่นนี้ไม่ดีต่อพระวรกายพะย่ะค่ะ”

องค์ชายรองทรงหยุดนิ่งมองซูกงกงอย่างเห็นใจครู่หนึ่ง

“ซูกงกงได้เตรียม ‘ที่นอน’ ไว้หรือยัง?”

“พะย่ะค่ะ? ที่นอน?”

เสี่ยวซูจื่อผู้ไม่รู้ความนัยน์ได้แต่ถามกลับอย่างสงสัย ส่วนคนที่ทิ้งความนัยน์ไว้ก็มิได้อธิบายต่อแต่อย่างใด

ที่นอนนี้จำต้องเลือกเฟ้นอย่างดี แม้ขันทีมิได้มีลูกหลาน แต่ก็เป็นที่นอนสำหรับพักผ่อนระยะยาวก็ควรจะใช้เวลาเลือกหาอยู่บ้าง อืม...บางทีซูกงกงเองก็มิใช่คนอื่นคนไกล ดังนั้นเขาจะซื้อที่ดินดีๆ ซักผืนไว้ให้แล้วกัน

หรือว่าเขาควรจะส่งเคราะห์นี้ให้ไปแก้ไขที่ต้นเหตุดี?

อืม...

มู่หรงซิ่วพยักหน้าขึ้นลงเล็กน้อย

“วันนี้เสี่ยวลู่เข้าเวรที่กรมโยธา”

“พะย่ะค่ะ?”

อยู่ๆ ประโยคที่ไม่เกี่ยวข้องกับบทสนทนาก่อนหน้าก็ออกจากปากขององค์ชายรองมาอย่างไม่ที่มาที่ไป คนฟังอย่างเสี่ยวซูจื่อจึงได้แต่กระพริบตาปริบๆ ขณะที่มู่หรงซิ่วเหยียดมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา

“ซูกงกงก็จำที่ข้าพูดไว้แล้วกัน”







โม้ท้ายตอน

เอาสายสุขนิยมมาเขียนนิยายมันก็จะหวานๆ สุขๆ หน่อย

ส่วนที่เหลือเดี๋ยวหลังวันที่ ๒ เราจะรีบกลับมาปั่น กลับมาลงให้นะคะ

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามค่า

ฮื่อ...ส่วนเรื่องไสๆ ตอนที่ ๖ ก็น่าจะมาแล้วค่ะ

รับเสื่อไปปูที่รถม้า ซักผืนมั้ยคะ? ฮ่าๆ



โม้ท้ายตอน (ภาคสอง)

ตอนหน้าไสๆ ค่ะ แฮ่กๆ ***หัวเราะ***

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว