เคะแก่ คือ นิพพาน :P

.:: ตอนที่ ๓ ::. เค้าลางแห่งเมฆฝน R 20+ // ครบ ๑๐๐% แล้วค่ะ

ชื่อตอน : .:: ตอนที่ ๓ ::. เค้าลางแห่งเมฆฝน R 20+ // ครบ ๑๐๐% แล้วค่ะ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 49.1k

ความคิดเห็น : 60

ปรับปรุงล่าสุด : 18 เม.ย. 2561 22:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
.:: ตอนที่ ๓ ::. เค้าลางแห่งเมฆฝน R 20+ // ครบ ๑๐๐% แล้วค่ะ
แบบอักษร

__________________________________________

เรื่องเล่าจาก หอคณิกาชาย

__________________________________________

ตอนที่ ๓

เค้าลางแห่งเมฆฝน

ลู่ไป๋หลินจัดม้วนแบบร่างเข้าในกระบอกไม้ไผ่ใหญ่พลางปิดจุกที่ทำจากผ้าห่อด้วยกระดาษน้ำมันกันน้ำแล้วยกขึ้นสะพายบ่นบ่า อีกข้างหนึ่งเป็นห่อสัมภาระง่ายๆ อันประกอบด้วยเสื้อสามชุดและเสื้อคลุมกันลมตัวหนึ่ง เมื่อได้ของครบตามต้องการก็ลงมือตรวจเช็คอีกครั้งแล้วจึงก้าวออกจากประตูห้องมายังโถงกลาง

“เสวียน”

“มาแล้วหรือ?”

“ทำอะไรอยู่หรือ?”

เขาจำได้ว่าวันนี้จะออกเดินทางไปเมืองลั่วตอนยามเฉินมิใช่หรือ ทำไมถึงกลายเป็นวันทำความสะอาดใหญ่ไปได้? ข้าวของมากมายถูกเรียงจัดใส่หีบใบแล้วใบเล่า คนงานยุ่งกันเสียจนมือเป็นระวิง

หรือว่าจ้าวเสวียนจะลืม

หรือว่าเขาเองที่จำผิดวัน

ยิ่งคิดคิ้วเรียวยิ่งขมวดมุ่น ไม่ทันได้คำตอบจากคนที่ยกถ้วยชาขึ้นจิบ เสี่ยวซูจื่อก็วิ่งเข้ามาพลางคำนับเต็มพิธีการ

“เรียนนายท่าน เตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้วขอรับ”

จ้าวเสวียนเพียงพยักหน้ารับก่อนจะวางถ้วยชาลง “ไปกันเถิด”

“ไปไหน?”

“วันนี้จะไปเมืองลั่วมิใช่หรือ?”

เมื่อคืนท่านรองเจ้ากรมยังให้เขางดบทเรียนเพราะกลัวพักผ่อนไม่เต็มที่ แล้วเช้ามากลับลืมได้อย่างไร? จ้าวเสวียนมองดูคนที่บ่าข้างหนึ่งสะพายเชือกป่านหนา อีกข้างหนึ่งสะพายห่อผ้าอย่างไม่เข้าใจ

มือแกร่งเอื้อมกอบกุมมือเรียวสวยนั้นแล้วออกแรงลากให้ตามหลังมา ลู่ไป๋หลินเองก็เดินตามไปอย่างมึนงง ยิ่งพอถึงประตูใหญ่ด้านหน้าเขายิ่งงุนงงมากขึ้นไปอีก รถม้านับสิบคันที่จอดเรียงแถวอยู่ตรงหน้าพร้อมกับบ่าวชายหญิงที่ยืนรออย่างสงบเสงี่ยมอยู่ข้างรถ ไม่นับผู้คุ้มกันจากสำนักคุ้มภัยเลื่องชื่อที่ยืนเข้าแถวอีกนับครึ่งร้อย

ลู่ไป๋หลินรีบรั้งชายแขนเสื้อของจ้าวเสวียนไว้แน่น

“เสวียน”

“ทำไมหรือ?”

“ของพวกนี้ท่านจะเอาไปค้าขายหรือ” เขาหมายถึงสิ่งของในหีบบนรถม้าด้านหลังที่นับคร่าวๆ ด้วยสายตามีราวๆ เจ็ดถึงแปดคันรถเลยทีเดียว จ้าวเสวียนมองตามสายตานั้นก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

“มิใช่”

“อ้อ...ท่านจะส่งไปให้ญาติ!?”

“ญาติของข้าไม่ต้องการสิ่งเหล่านี้”

ลู่ไป๋หลินกระพริบตาปริบๆ ไม่ได้นำไปค้าขาย ไม่ได้นำไปส่งให้ญาติพี่น้อง แล้วเหตุใดจึงมีของมากมายเช่นนี้ ยิ่งคิดคิ้วเรียวสวยยิ่งมุ่นเป็นปมจนคนมองอดไม่ได้จะต้องใช้นิ้วกดลงตรงรอยยับย่นเล็กๆ นั้นแล้วคลึงอย่างแผ่วเบาให้รอยยับนั้นคลายออก จ้าวเสวียนปลดห่อผ้ากับกระบอกไม้ไผ่ด้านหลังของท่านรองเจ้ากรมออกแล้วส่งให้เสี่ยวซูจื่อรับไป

จ้าวเสวียนพอจะเริ่มคาดเดาความคิดของคนข้างกายได้ ชายหนุ่มคลี่ยิ้มบางพลางดึงคนที่ยังไม่ได้สติดีขึ้นไปบนรถม้าคันหรูที่ทำจากไม้เนื้อแข็งสีดำอันหาได้ยากยิ่ง ภายในยังบุผนังผ้าไหมหนานฝู พื้นปูด้วยพรมขนเพียงพอนขาวที่มิอาจประเมินค่าได้ยิ่งทำให้ท่านรองเจ้ากรมยิ่งมึนงงมากขึ้น เขาเคยไปเมืองลั่วมาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง ทุกครั้งเพียงอาศัยม้าดีตัวหนึ่งเท่านั้น ไม่เคยจะไปด้วยขบวนเอิกเกริกราวกับขุนนางผู้แทนพระองค์จักรพรรดิเช่นนี้

จ้าวเสวียนนั่งลงบนตั่งนุ่มแล้วดึงให้ท่านรองเจ้ากรมที่ยังจมอยู่ในห้วงความคิดนั้นนั่งลงบนตัก ใบหน้าคมคายวางเกยลงบนไหล่ลาดแล้วเอื้อมมือโอบรอบเอวบางนั้นอย่างเคยชิน เขาติดนิสัยทำอะไรโดยไม่อธิบายจนชิน แต่พอเห็นว่าแผ่นหลังเล็กนั้นแข็งเกร็งก็อดจะเปิดปากอธิบายไม่ได้

“เส้นทางหลวงผ่านเมืองหนานช่วงนี้ไม่ใคร่สงบนัก”

“หือ?” ลู่ไป๋หลินกระพริบตาปริบๆ

“สองวันก่อนองค์จักรพรรดิมีคำสั่งให้ทัพหลวงไปตรึงกำลังรั้งอยู่เขตเมืองหนาน สถานการณ์ไม่ดีนัก ไปด้วยขบวนใหญ่เช่นนี้ก็พอจะหลบเลี่ยงขอใช้ทางค้าหลวงผ่านเมืองสีได้”

ทางค้าหลวงนั้นไม่ใช่ว่าใครจะใช้ก็ใช้ได้ ผู้ใช้นั้นหากมิใช่ขุนนางขั้นเจ้ากรมทั้งหก ก็ต้องเป็นเชื้อพระวงศ์ระดับสูง หรือต้องเป็นพ่อค้าหลวงเท่านั้น พ่อค้าหลวงต้องขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องมีทรัพย์มากกว่าแสนตำลึงทอง ดังนั้นแม้ว่าทางค้าหลวงจะย่นระยะทางได้มาก แต่ชาวบ้านและพ่อค้าทั่วไปไม่อาจล่วงเข้าไปได้จึงต้องอาศัยอ้อมไปทางเมืองหนานแทน ยิ่งปีก่อนเกิดภัยแล้ง ทำให้มีกลุ่มโจรน้อยใหญ่ปักหลักหากินบนทางหลวงผ่านเมืองหนานไม่น้อย

เห็นทีเหตุการณ์คงบานปลายมากขึ้นกว่าที่ลู่ไป๋หลินเคยรับรู้มา เขาถอนหายใจ แผ่นหลังแข็งเกร็งนั้นผ่อนลงโดยไม่รู้ตัว จ้าวเสวียนปรับองศาเล็กน้อยให้ร่างนั้นอิงแอบแนบชิดกันยิ่งขึ้น

“เห็นที เรื่องเขื่อนจะรอต่อไปไม่ได้”

จ้าวเสวียนเผยรอยยิ้มอ่อนจางนัยน์ตาทอดมองอย่างจนใจอยู่บ้าง

หากเป็นขุนนางคนอื่นคงจะรีบเร่งถวายฎีกาให้กำจัดโจรถ่อยพวกนั้นให้สิ้นซาก แต่ท่านรองเจ้ากรมโยธากลับคิดจะเร่งเรื่องการสร้างเขื่อน เมื่อไม่มีภัยแล้งก็จะไม่เกิดความยากจน เมื่อมีข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ ก็จะไม่มีใครคิดมาเป็นโจรปล้นชิง เป็นการแก้ไขที่ต้นเหตุโดยแท้ สมควรที่จะได้ ‘รางวัล’ อย่างยิ่ง

เขาจูบลงบนใบหูจนคนที่ไวต่อสัมผัสต้องหดคอหนี

“เสวียน”

“หืมม์” ชายหนุ่มส่งเสียงในลำคอขานรับทว่าไม่หยุดรุกราน เขาขบลงบนติ่งหูขาวละเอียดนั้นเบาๆ เรียกเสียงอุทานหวานหูได้อย่างไม่ยากเย็น

“อะ”

“รู้หรือไม่ว่าบนรถม้าก็ทำ ‘เรื่องนั้น’ ได้” จ้าวเสวียนจงใจทำเสียงพร่าพลางกระซิบชิดริมใบหูจนคนที่หดคอหนีจำต้องเบี่ยงหน้าหลบ กลายเป็นซุกไปที่ซอกคอของเขาราวกับเด็กเล็กก็ไม่ปาน

ยิ่งเห็นท่าทางเขาก็ยิ่งอดใจไม่อยู่ จมูกโด่งสันรุกไล่ไปยังพวงแก้มนิ่ม

เพียงแค่สัมผัสคลอเคลีย ตรงส่วนนั้นก็ฮึกเหิมขึ้นมาอย่างไม่อาจห้าม ความแข็งแกร่งที่ดุนดันได้เหมาะเจาะตรงบั้นท้ายยิ่งทำให้ดวงหน้าเล็กซับสีแดงจัด ลู่ไป๋หลินคิดจะผละออกจากอ้อมแขนทว่าเพียงแค่แตะสัมผัสแผ่นอกหนาจ้าวเสวียนก็ครางต่ำในลำคอ

“ซุกซนหรือ”

“คะ...คือ อื้อ!”

คนที่เก็บกดมาทั้งคืนไม่ปล่อยให้ลู่ไป๋หลินได้ปฏิเสธ

จ้าวเสวียนครอบริมฝีปากได้รูปนั้นอย่างนุ่มนวล เรียวลิ้นไล่ลัดเลาะตามรอยแยก มือหนึ่งถูกใช้โอบเอวบาง มือหนึ่งเลื่อนมาเคล้นคลึงปลายคางเรียวเล็กนั้นแผ่วเบา ชายหนุ่มไม่ได้บังคับเข้าไปสัมผัสในโพรงนุ่มทว่าเล้าโลม รอคอยอย่างใจเย็น จนเมื่อลู่ไป๋หลินค่อยๆ เผยอริมฝีปากออก เขาก็ไม่รอช้าที่จะเข้าไปหยอกเย้า

ปลายลิ้นร้อนนุ่มเล็กนั้นถูกเกี่ยวพัน ดูดดุนอย่างอ่อนโยนยิ่ง

จุมพิตของจ้าวเสวียนครานี้พาให้ก้อนเนื้อด้านซ้ายเต้นระรัว แขนเรียวเอื้อมขึ้นคล้องลำคอหนา รับรู้ถึงปลายฝ่ามือเย็นเล็กน้อยที่ประคองท้ายทอยของตนเองก่อนที่ท่านรองเจ้ากรมโยธาจะโต้ตอบจุมพิตนี้ได้อย่างสมศักดิ์ศรี ก่อนที่ร่างทั้งร่างก็อ่อนยวบเมื่อมือหนาที่เคยโอบเอวนั้นเลื่อนมาสัมผัสจุดอ่อนไหว

“สะ...เสวียน”

“หลินเอ๋อร์”

“...อึก”

สายคาดเอวเลื่อนหลุดไปเมื่อใดก็สุดรู้ เพียงแค่ขยับตัวเล็กน้อยก็พาให้สาบเสื้อเปิดอ้าออก เผยให้เห็นจุดสีแดงเข้มที่อยู่บนแผ่นอกราบเรียบ สายลมเจือความเย็นที่พัดผ่านมาทำให้มันหดแข็งขึ้นตามกลไกทางธรรมชาติ รวมกับริมปากบวมแดงและนัยน์ตาปรือปรอยยิ่งขับเน้นให้ภาพนั้นงดงามหาใดเทียม

เมื่อถูกเชิญชวนด้วยทัศนียภาพอันยอดเยี่ยมตรงส่วนนั้นของจ้าวเสวียนก็ยิ่งแข็งเกร็งจนถึงขั้นปวดปร่า ลมหายใจของชายหนุ่มกระชั้นขึ้นไม่น้อย ไม่ว่าจะเห็นอีกกี่ครั้งก็อาจต้านทาน

“หลินเอ๋อร์”

“อื้อ...เสวียน อื้อ!”

ริมฝีปากถูกครอบครองอีกครั้งทว่าครานี้ทวีความรุนแรงตามอารมณ์เสน่หา กลิ่นกายหอมอ่อนๆ ของลู่ไป๋หลินเมื่ออุณหภูมิร่างกายพุ่งสูงขึ้นก็ราวกับเร่งให้มันเจือจางในอากาศ

นิ้วมือแข็งแกร่งเรียวยาวกอบกุมส่วนกลางนั้นแล้วรูดรั้งเป็นจังหวะ

ปลายนิ้วสากจากการจับอาวุธนั้นจ้าวเสวียนจงใจใช้ปัดผ่านปลายยอด เพียงสัมผัสผ่านราวกับผีเสื้อร่างเล็กในอ้อมแขนนั้นสั่นสะท้าน เสียงร้องครางอื้ออึงอยู่ในลำคอ

“รู้สึกอย่างไร?”

“สะ...เสียว”

“หลินเอ๋อร์เก่งจริงๆ”

“อื้อ...อ่ะ...!”

ชายหนุ่มขยับหยอกเย้าจนร่างเล็กนั้นอ่อนดังเทียนลนไฟ

จังหวะที่รูดรั้งเร็วขึ้น ลู่ไป๋หลินก็ยิ่งต้องเม้มริมฝีปากกลั้นเสียงครางน่าละอายไว้ ทว่าในจังหวะสุดท้ายมือร้ายกาจนั้นกลับผละออกไป จ้าวเสวียนจับจ้องไปในนัยน์ตากลมที่ตวัดมองมาอย่างไม่พอใจนั้นอย่างเอ็นดู เขาขบลงบนริมฝีปากที่เม้มแน่นแล้วจึงเผยรอยยิ้มมุมปาก

“จำได้หรือไม่ต้องทำอย่างไร?”

ลู่ไป๋หลินกระพริบตาปริบก่อนจะพยักหน้ารับ

แต่มือเรียวสวยนั้นไม่ได้เข้ากอบกุมความอ่อนไหวของตน กลับสัมผัสลงบนสิ่งชูชันที่ดุนดันอยู่ที่ต้นขา จ้าวเสวียนครางกระฮึ่มในลำคอ สัมผัสอุ่นที่ผ่านเนื้อผ้านี้เปิดประสบการณ์ใหม่ให้เขาอย่างแท้จริง

เมื่อเห็นว่าร่างสูงแข็งเกร็ง ตรงส่วนนั้นยิ่งชูชัน ลู่ไป๋หลินก็เผยรอยยิ้มกว้างขึ้น จะทำให้เสียชื่อรองเจ้ากรมที่อายุน้อยที่สุดได้อย่างไร

นิ้วเรียวสวยขยับรูดรั้ง แสดงผลการศึกษาจนรู้สึกถึงปลายยอดที่เริ่มเปียกชุ่ม ลมหายใจลึกหนักเริ่มถี่กระชั้น จ้าวเสวียนเผยรอยยิ้มหายากแล้วขบกัดลงบนริมฝีปากคนตรงหน้าอย่างหยอกเย้า

“เจ้ากำลังยั่วยวนข้าหรือ?”

“ในตำรากล่าวว่าเป็นการทำให้ลุ่มหลง”

ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ เขากดจมูกลงบนกลุ่มผมนุ่ม แต่แล้วจู่ๆ นักเรียนดีเด่นกลับเงยหน้าขึ้นมาจ้องเขาตาใส

“เสวียนตื่นเถอะ”

“หะ...”

“เสวียน”

“...”

“เสวียน”

“...”

.

.

.

ลู่ไป๋หลินกระพริบตาปริบๆ พลางสำรวจคนที่ตื่นสายกว่าปกติอย่างกังวล มือเรียวสวยนั้นแนบลงบนหน้าผากชื้นเหงื่อ สัมผัสถึงอุณหภูมิที่ติดจะเย็นเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันฉายแววเป็นห่วงอย่างชัดเจน

ท่านเจ้ากรมโยธาส่งข่าวมาว่าจะเร่งยื่นฎีกาให้เร็วขึ้น สองสามวันนี้เขาจึงรีบเร่งเดินทางมาที่เมืองลั่วจนลืมนึกไปเสียสนิทว่าจ้าวเสวียนคงไม่เคยต้องเดินทางตรากตรำแบบนี้ อาจจะป่วยเข้าแล้วก็เป็นได้

ยิ่งคิดลู่ไป๋หลินก็ยิ่งสำนึกผิด

“เสวียน รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่?”

“...”

ท่านรองเจ้ากรมเอ่ยวาจาถามอีกหลายคำถามทว่าคนที่เพิ่งตื่นจากห้วงนิทราแสนหวานกลับไม่ได้ตอบกลับแม้แต่คำเดียว ที่จ้าวเสวียนไม่ได้ตอบกลับ มิใช่เขาไม่ได้ยิน แต่เขาถูกสัมผัสเปียกชื้นที่ส่วนกลางนั้นตีแสกหน้าจนไม่รู้จะเอ่ยวาจาใด ส่วนที่แข็งขึงนั้นยังคงชูชันอย่างรอคอย ยิ่งตอกย้ำให้เขาไม่อาจปฏิเสธได้

คนอย่างจ้าวเสวียน...

คนอย่างข้า...

เก็บกดเรื่องอย่างว่าจนเก็บไปฝัน!

บัดซบ*!*


(๕๐% หลัง)




แม้จะเป็นปลายคิมหันต์แต่ทว่าอากาศของเมืองลั่วกลับราวเข้าสู่วัสสานะเสียแล้ว ไอชื้นในอากาศนั้นเป็นผลมาจากป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ ภูมิประเทศเป็นที่ราบสลับกับเทือกเขา ในต้นยามเหม่ามองไปบนยอดเขายังเห็นหมอกหนาจนไม่อาจมองเห็นสิ่งใดที่ด้านบนนั้นได้

ลู่ไป๋หลินที่มือหนึ่งจับชิ้นถ่าน มือหนึ่งถือแผนที่ยังคงยุ่งง่วนอยู่กับงานตรงหน้า เป็นเช่นนี้ตั้งแต่เข้าเขตเมืองลั่วมาแล้ว โดยที่ไม่รู้แม้แต่น้อยว่า ในคิมหันต์ฤดูก็อาจมี ‘พายุ’ ได้

แน่นอนว่า พายุนี้หาใช่พายุฤดูร้อนทั่วไป

แต่เป็นพายุอารมณ์จากนายท่านที่ยืนนิ่งเอามือไพล่หลังตรงนั้นต่างหาก

เสี่ยวซูจื่อผู้คาดการณ์ได้แม่นยำราวกับเป็นนักพยากรณ์รีบจัดสิ่งของบนรถม้าให้ช้าที่สุด หวังอย่างยิ่งว่านายท่านจะไม่พัดพากระแสอารมณ์จนพังราบเมืองลั่วไปเสียก่อน

และเขายังหวังอีกว่า คุณชายลู่จะรู้ตัวได้ในเร็ววัน

บุรุษหากไม่รู้ปลดปล่อยให้เหมาะสมแล้วนั้นยิ่งทำให้อารมณ์ขุ่นมัว

เป็นที่รู้กันทั่วทั้งแคว้นว่า สิ่งเดียวที่ไม่เคยขาดที่ ‘ตำหนักซื่อซิ่น’ ก็คือ ‘คนงาม’ ไม่ว่าจะยอดบุปผาใดก็ล้วนมีให้เก็บเกี่ยวราวกับดอกหญ้า ไหนเลยที่นายท่านของเสี่ยวซูจื่อจะต้องเก็บกดยาวนานถึงขนาดนี้

ยิ่งมองแผ่นหลังกว้างเหยียดตรงนั้น เสี่ยวซูจื่อก็ราวกับเกิดภาพหลอนเป็นไอสีดำลอยอวลขึ้นรอบกายสูงใหญ่นั้นก็ไม่ปาน


คุณชายลู่...โปรดรู้ตัวในชั่วยามนี้เถิดขอรับ

ทว่าคนที่เสี่ยวซูจื่อเฝ้าภาวนากลับไม่ได้รู้เรื่องใดแม้แต่น้อย

ลู่ไป๋หลินสำรวจสภาพภูมิประเทศรอบกายอีกครั้งหนึ่ง เขียนกำกับในส่วนสำคัญอีกหลายส่วน อ่านอีกรอบจนมั่นใจถึงได้รู้สึกตัวว่ามีนัยน์ตาคมกล้าคู่หนึ่งเฝ้ามองเขาอยู่

“เสวียน?”

“เสร็จแล้วหรือ?”

ท่านรองเจ้ากรมยิ้มรับพลางสาวเท้าเข้ามาใกล้

มือเรียวสวยกางแผนที่ออกแล้วชี้ชวนให้จ้าวเสวียนดูเครื่องหมายต่างๆ ที่เขาทำเอาไว้อย่างกระตือรือร้น ยามที่ลู่ไป๋หลินเอ่ยสนทนาเรื่องเกี่ยวกับการก่อสร้างก็ราวกับกลายเป็นเด็กน้อยก็ไม่ปาน

“นี่คือหมู่บ้านอวี่ เป็นหมู่บ้านที่จะต้องย้ายออกหากทำเขื่อนลงที่นี่”

ไม่เพียงน้ำเสียงที่กระตือรือร้นขึ้นสองส่วน

แม้แต่นัยน์ตายังราวกับมีดาวนับล้านอัดแน่นอยู่ภายใน

จ้าวเสวียนถูกทีท่านี้ดึงดูดจนไม่อาจละสายตาไปทางอื่นได้ แม้ว่าปลายนิ้วเรียวขาวจะน่ามอง แต่นัยน์ตาพราวระยับนี้ทำให้เขาไม่อาจละสายตาได้จริงๆ

หมอกควันดำที่เสี่ยวซูจื่อเห็นเมื่อครู่ก็ถูกท่านรองเจ้ากรมทำลายหายไปโดยไม่รู้ตัว บรรยากาศรอบกายราวกับเปลี่ยนเข้าสู่วสันต์ก็ไม่ปาน

“ท่านเห็นเขาลูกโน้น กับเทือกเขาหนานทางตะวันออกนี้หรือไม่?”

“เห็น”

“ทีแรกข้าเสนอให้ท่านเจ้ากรมฯ ทำเขื่อนทางทิศนั้น ทว่าหากทำเขื่อนขึ้นทางทิศนั้นสามารถรับน้ำจากแม่น้ำเหมยได้ก็จริง แต่ไม่สามารถระบายออกได้ ถ้าไม่ได้มาดูด้วยตนเองคงทำผิดพลาดไปเสียแล้ว”

จ้าวเสวียนยิ้มรับมองสีหน้าที่เปลี่ยนไปมาระหว่างเอ่ยวาจาของลู่ไป๋หลินอย่างเพลิดเพลิน พอพูดจบพวงแก้มขาวสะอาดนั้นก็ราวกับจะพองลมขึ้นเล็กน้อยราวกับเด็กน้อยที่ถูกขัดใจ

เท่านั้นความอดทนของจ้าวเสวียนก็หมดลง

วงแขนแกร่งตวัดเอาร่างบางนั้นเข้ามาในอ้อมแขน

ไวกว่าความคิด...

กว่าจะรู้ตัวเขาก็ก้มลงกัดพวงแก้มนิ่มขาวราวหิมะนั้นเสียแล้ว

“เสวียน!”

น่าแปลก...

ยิ่งเห็นนัยน์ตากลมนั้นถลึงมองอย่างไม่พอใจ จ้าวเสวียนกลับยิ่งพอใจ

“หึหึหึ”

เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ ออกแรงกักขังท่านรองเจ้ากรมไว้ในอ้อมแขน ดึงรั้งร่างน้อยให้แนบชิดจนแผ่นหลังบางนั้นแนบสนิทกับแผ่นอก แค่เพียงเท่านี้ความรู้สึกหงุดหงิดตลอดวันที่ผ่านมาก็จางหายไป

ยิ่งรู้เท่าทันความรู้สึกของตน จ้าวเสวียนยิ่งกอดรัดร่างนั้นแน่นขึ้น

จ้าวเสวียนระบายลมหายใจลึกยาว

เขาลืมไปเสียแล้วว่าการที่ได้อยู่อย่างสบายใจเช่นนี้ครั้งสุดท้ายคือเมื่อใดกัน บางที...อาจจะไม่เคยมีสักครั้งที่ได้หายใจอย่างปลอดโปร่งเช่นนี้เลย? ในห้วงอารมณ์ที่กำลังดำดิ่งสู่ความมืดอันหนาวเหน็บกลับถูกฉุดรั้งกลับมาเพียงเพราะมือเรียวสวยที่กอบกุมมือของเขาเอาไว้

เพียงเท่านั้น...มุมปากได้รูปนั้นยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอบอุ่น

สิ่งที่เขาต้องการ ไม่ได้ยิ่งใหญ่เลยแม้แต่น้อย

“หลินเอ๋อร์”

“หืมม์?”

“เจ้ากับข้าอยู่ที่นี่กัน ไม่กลับเมืองหลวงแล้ว ดีหรือไม่?”

ลืมฐานะ

ลืมเรื่องราว

ลืมผู้คน

แล้วเริ่มต้นใหม่

ลู่ไป๋หลินยิ้มรับ “เช่นนั้นท่านอยู่ที่นี่ รอข้ายื่นฎีกาสร้างเขื่อน จัดการเรื่องไถ่ตัวท่านจนเรียบร้อยแล้วกลับมาอยู่ที่นี่กับท่านดีหรือไม่?” อ้อ...ยังต้องจัดการเรื่องสมรสพระราชทานอีกเรื่องหนึ่ง เขาเพียงคิดทว่าไม่อาจหักใจจะเอ่ยทำลายบรรยากาศดีๆ ในตอนนี้ลงได้

“ได้”

“เช่นนั้น ข้าจะพาท่านไปดูบ้านที่ในเมือง อยู่ทางทิศตะวันออก”

“ดี”

จ้าวเสวียนกดปลายจมูกโด่งสันนั้นลงบนพวงแก้มที่กัดไปเมื่อครู่ กิริยานี้ทั้งรักทั้งถนอม ยิ่งเห็นว่าใบหูขาวนั้นขึ้นสีดอกเหมยเขายิ่งอดที่จะก้มลงไปเชยชิมไม่ได้ จ้าวเสวียนขบเม้มกระดูกอ่อนนั้นพลางส่งเรียวลิ้นหยอกเย้าจนท่านรองเจ้ากรมต้องหดคอหนี

“เสวียน!”

“หึหึหึ”

จ้าวเสวียนหัวเราะในลำคอพลางรุกไล่จนลู่ไป๋หลินต้องเอื้อมมือมาปิดริมฝีปากซุกซนนั้นเอาไว้ นัยน์ตากลมถลึงเสียจนราวกับนัยน์ตากวาง ก่อนที่สัมผัสอุ่นร้อนที่กลางฝ่ามือจะฟาดลงกลางใจจนสมองมึนตื้อไปเสียหมด

“เสวียน! ทะ...ท่าน!”

ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มกว้างขึ้น “เลียที่อื่นข้าก็เลียมาแล้ว”

“ทะ...ท่าน!”

“ไม่เชื่อหรือ...เช่นนั้นคืนนี้ข้าจะเลียให้ทั่วเลยทีเดียว”

“จ้าวเสวียน!!!”

“ฮ่าๆ”

เสียงหัวเราะทุ้มต่ำนั้นดังก้องไปทั่วเทือกเขา

เสี่ยวซูจื่อลอบมองภาพตรงหน้าแล้วรู้สึกราวกับวสันต์ฤดูได้มาถึงแล้วจริงๆ





.:: เรื่องเล่าจาก หอคณิกาชาย ::.





“เจ้าแน่ใจ?”

“พะย่ะค่ะ”

ร่างสูงสง่านั้นเอนกายพิงกับพนักเก้าอี้พลางไล้นิ้วไปที่ขอบถ้วยชาอย่างใช้ความคิด ภายใต้แสงเทียนนวลที่สะท้อนลงบนใบหน้างามราวหยกสลักนั้นยิ่งขับให้หว่างคิ้วที่ขมวดมุ่นนั้นราวกับรอยร้าวที่บังเกิดบนงานศิลปะชั้นเอก

ทุกเส้นไหมทองบนฉลองพระองค์ลายมังกรล้อแสงเทียนนวลจนเกิดรัศมีกระจ่าง ท่าทางของเจ้าเหนือหัวนั้นกดดันหม่ากงกงเสียจนไม่อาจแม้แต่จะหายใจแรงได้

เพล้ง!

ถ้วยชาบรรณาการในพระหัตถ์แตกกระจายจนเป็นเสี่ยง

“ฝะ...ฝ่าบาท!”

“หึ!”

ปึง!

“แม้แต่สมรสพระราชทานก็ไม่ทำให้เจ้าลูกไม่รักดีถอยห่างออกมาได้”

ในบรรดาองค์ชายทั้งห้า

คนที่พระองค์รักและเอ็นดูมากที่สุดก็คือ องค์ชายห้า

คนที่พระองค์ตามใจมากที่สุดคือ องค์ชายสาม

คนที่พระองค์ยอมอ่อนข้อให้มากที่สุดคือ องค์ชายสอง

คนที่พระองค์เข้มงวดมากที่สุดคือ องค์ชายใหญ่

และคนที่พระองค์ละเลยมากที่สุดคือ องค์ชายสี่

ทว่าคนที่พระองค์ภูมิใจมากที่สุดก็คือ องค์ชายสี่เช่นกัน ไม่ว่าจะหน้าตา บุคลิก หรือแม้แต่ความคิด องค์ชายสี่ก็ราวกับถอดแบบพระองค์มาทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่...

ปึง!

ตึง!

ในที่สุดโต๊ะทรงพระอักษรก็ไม่อาจต้านแรงไว้ได้ ไม้เนื้อหนานั้นแตกแยกออกเป็นสองส่วนก่อนจะล้มลง น้ำหมึกเปรอะเปื้อนกองฎีกาจนไม่อาจอ่านเนื้อความบนนั้นได้ ทว่าหม่ากงกงยังคงไม่อาจขยับเขยื้อนได้

โทสะครานี้ขององค์ฮ่องเต้คงไม่อาจขจัดได้โดยง่ายอีกแล้ว*!*

หม่ากงกงผู้รับใช้พระองค์มาตั้งแต่เป็นองค์รัชทายาทมีหรือจะไม่รู้ว่าสถานการณ์นี้เขาควรจะทำตัวเป็นอากาศมากกว่าเอ่ยแสดงความคิดเห็นหรือปลอบประโลม

“หึ!”

พระวรกายสูงใหญ่นั้นยืนขึ้นจนเต็มความสูง

“ในเมื่อลูกจะออกนอกลู่นอกทาง ตัวเราผู้เป็นบิดาคงไม่อาจนิ่งเฉยได้”

ฉลองพระบาทปักมังกรเหยียบลงบนฎีกาหนึ่ง เพียงเท่านั้นฎีกาที่เหล่าราชบัณฑิตสู้อุตส่าห์คัดลอกตัวบรรจงก็ถูกปราณสายหนึ่งฉีกขาดจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

“หม่ากงกง”

“พะย่ะค่ะ”

“คราก่อนเรายังเสียดายอยู่มาก แต่เมื่อถึงขั้นนี้แล้ว...”

“...”

“จัดการไปเสียเถิด”

“พะย่ะค่ะ”







TBC.

โม้ท้ายตอน

จริงๆ เขียนครบตอนแล้วนะคะ แต่รู้สึกไม่ได้ดั่งใจเท่าไหร่

เลยเอามาลงเรียกน้ำย่อยเท่านี้

เสวียนเอ๋อร์นี่จะถูกข้าน้อยแกล้งอยู่เรื่อย ***ยิ้มสะใจ***

ขอเวลาเกลาสำนวนอีกนิด เดี๋ยวจะเอามาลงให้ครบค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

ปล.ข้าน้อยชอบอ่านคอมเมนท์มาก เมนท์เยอะๆ นะคะ ถือว่าเป็นกำลังใจให้กัน :) **คำนับ**



โม้ท้ายตอน (ภาคสอง)

ครึ่งหลังนี่เราปรับแก้จากตอนที่เขียนไว้ครั้งแรกเยอะเลยค่ะ

ตัดไปหลายส่วน ไปๆ มาๆ เลยเหลือสั้นแค่นี้

แถม...คุณแม่ยังเปิดแม่การะเกดดังลั่น

เกือบจะพาหลินเอ๋อร์โล้สำเภามากรุงอโยธยาเสียแล้วหนา

ผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะเจ้าคะ


ขอบคุณทุกท่านที่คอมเมนท์มากเจ้าค่ะ รักอ่ะ!


ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว