facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เด็กสาวที่เฝ้าใฝ่ฝันถึงชีวิตธรรมดาแสนสงบสุข เพื่อความอยู่รอดจึงจำต้องเข้าสู่สำนักเซียน ชีวิตที่แต่เดิมเรียบง่ายจึงกลับตาลปัตรไปหมด ความลับบางอย่างที่ถูกผนึกเอาไว้มาเนิ่นนานกำลังจะปรากฏออกมาแล้ว...

ตอนที่ 37 ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย

ชื่อตอน : ตอนที่ 37 ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 37 ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย
แบบอักษร


ในที่สุดอิ๋นจื่อจางและจูจูก็ได้ลงหลักปักฐานที่หุบเขาอิงปั้งมาได้สามเดือนแล้ว

ช่วงสองสามวันนี้อิ๋นจื่อจางบำเพ็ญตบะเพียงลำพัง นี่ถือเป็นโอกาสดีของจูจู ดังนั้นนางจึงหยิบเอาเบ็ดตกปลาขึ้นมาและไปตกปลาที่บ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์

บ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์นั้นอยู่ติดกับพื้นที่ที่เป็นเหมือนเส้นเลือดของภูเขาญาณศักดิ์สิทธิ์ กลางบ่อน้ำมีปลากว่าสิบชนิด รสชาติสดใหม่ของมันนั้นสามารถทำให้คนที่กินรู้สึกอยากจะกินให้ไม่เหลือ เวลาว่างๆ จูจูมักจะชอบมาตกปลาที่นี่

แสงแดดที่อบอุ่นสาดส่องมาบนร่างกาย ลมเย็นๆ บนภูเขาต่างพัดเข้ามาเป็นระยะ กลิ่นหอมของสมุนไพรที่ใช้ปรุงยาต่างลอยมาจากทุกทิศ จูจูรู้สึกสบายเหมือนได้นอนกลิ้งไปมาบนพื้นหญ้า

ในตอนที่นางกำลังมีความสุข เคลิบเคลิ้มกับบรรยากาศอยู่นั้น ด้านหลังก็มีเสียงฝีเท้าของคนเดินเข้ามา จูจูนั่งหลังตรงพลางหันมองไปทางด้านหลัง ปรากฏว่าเป็นลูกศิษย์สายในที่มีหน้าที่ดูแลห้องปรุงยา เฉิงขุยเปิ่นนั่นเอง

พวกเขาเคยพบกันหลายครั้งแล้ว ครั้งแรกเป็นตอนที่เขานำยามาส่งให้อิ๋นจื่อจางและนางที่หุบเขาเริ่มต้น ครั้งที่สองเขาเป็นคนมารับลูกศิษย์ของหุบเขาอิงปั้งที่หุบเขาฮุ่ยลู่ ตอนที่เผชิญหน้ากับพวกหุบเขาโอวหยวนที่กำลังยั่วยุ เขาไม่เพียงแต่ไม่กล่าวอย่างยุติธรรม แต่กลับบอกให้อีกฝ่ายเปลี่ยนสถานที่ลงมืออย่างจงใจ หลังจากมาที่มาหุบเขาอิงปั้ง ทั้งสองบังเอิญเจอกันในถ้ำของเจิ้งฉวนอยู่หลายครั้ง ทั้งสองก็ยังคงไม่ชอบขี้หน้ากันเหมือนเดิม

เมื่อไม่มีใครอยู่รอบตัว เฉิงขุยเปิ่นก็มองนางด้วยสายตาที่น่ากลัว สายตาเหมือนกับกำลังคิดว่าจะลงมือกับนางอย่างไรดี

ตามที่นางได้ยินข่าวมาเล็กๆ น้อยๆ นั้น ก็เข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไมเฉิงขุยเปิ่นถึงไม่ชอบนาง เขาคิดว่านางไปแย่งที่การเป็นศิษย์เอกของเจิ้งฉวน

แต่ว่าเจ้าคนนี้ก็ไม่คิดเสียบ้างว่า อาจารย์ไม่ได้บอกว่าจะรับศิษย์เอกแค่เพียงคนเดียวเสียหน่อย หากเขามีความสามารถก็ต้องช่วงชิงได้อยู่แล้ว จะมาโกรธเกลียดนางเพื่ออะไรกัน? พิลึกคนจริงๆ

จูจูมองออกไปไกลๆ ตรงสวนสมุนไพรก็เห็นลูกศิษย์กำลังเพาะปลูกสมุนไพรอยู่ ก็ผ่อนคลายลง ใกล้ๆ นี้มีคนอยู่ เขาคงไม่กล้าลงมืออะไรกับนาง!

เฉิงขุยเปิ่นใช้สายตาที่แสดงออกว่ารังเกียจมองมาที่นาง พลางพูดว่า “ท่านอาจารย์กำชับให้พรุ่งนี้เช้าเจ้าต้องตักน้ำที่สะอาดหนึ่งถังจากบ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ไปส่งที่ถ้ำของท่านอาจารย์โหยว รีบไปรีบกลับอย่าช้า” พูดเสร็จก็หันหลังเดินจากไปโดยไม่หันกลับมาอีก

จูจูถอนหายใจออกมา  นางผ่อนกายลงบนพื้นหญ้าอย่างผ่อนคลาย สัญญาณเตือนภัยสลายหายไป

แต่ไม่รู้ทำไม ในใจของนางกลับมีความรู้สึกว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น

การไปส่งน้ำพุศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่ใช่เรื่องที่นางไม่เคยทำมาก่อน แต่ว่าทุกครั้งนางมักจะขอให้อิ๋นจื่อจางช่วย  เส้นทางที่ไปนั้นค่อนข้างลำบาก แล้วยังต้องหิ้วน้ำหนึ่งถังไปด้วย สำหรับนางนั้นถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ลูกศิษย์ธรรมดานั้นไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะเข้าไปในบริเวณถ้ำของปรมาจารย์โหยวได้ ดังนั้นถึงแม้จูจูคิดจะหาคนช่วยจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก หากเรื่องเล็กๆ แค่นี้ยังไปรบกวนเผยกู่ก็ดูจะเกินไป ไม่แน่พรุ่งนี้นางคงต้องตื่นเช้าหน่อยแล้วพยายามด้วยตนเอง

เช้าวันนั้น ท้องฟ้าเพิ่งจะเผยสีขาวออกมาแค่เล็กน้อย จูจูก็เริ่มปีนขึ้นไปบนยอดภูเขาพร้อมกับน้ำหนึ่งถังทันที

เส้นทางที่ใช้เดินไปนั้น ยิ่งเดินขึ้นไปก็ยิ่งเดินได้ยากขึ้น เพราะเป็นทางเดินบันไดหินที่สามารถเดินได้คนเดียว ทั้งสองด้านต่างเป็นหน้าผาที่สูงชัน จูจูจับรั้วกั้นพลางเดินขึ้นไปทีละก้าวทีละก้าว ก้อนเมฆนั้นก็ลอยผ่านเท้าของนางไป เมื่อใช้สายตามองไปก็มองไม่เห็นว่าด้านล่างสุดของหน้าผาเป็นอย่างไร มองเห็นเพียงแค่ก้อนเมฆก้อนใหญ่ที่สวยงามเท่านั้น เหมือนกับแดนสวรรค์ที่ทำให้คนรู้สึกสดชื่น

ในขณะที่ยืนอยู่ท่ามกลางทะเลหมอกนั้น นางกลับรู้สึกคุ้นเคยกับความรู้สึกนี้มาก แต่นางก็กลับคิดไม่ออกว่านางเคยไปอยู่ระหว่างทะเลหมอกแบบนี้ที่ไหน ดังนั้นจึงส่ายหน้าไล่ความคิดและเดินต่อไป

เส้นทางนี้มองดูแล้วปกติมาก แต่จริงๆ แล้วกลับมีม่านอาคมอยู่มากมาย ถ้าหากนางไม่ได้นำแผ่นป้ายบอกฐานะของตัวเองมาด้วย แน่นอนว่าไม่มีทางเข้ามาได้ และไม่ปลอดภัยแน่นอน

จูจูเดินได้ทีละสามก้าวก็หยุดพัก ในใจรู้สึกถึงความเย็นพัดเข้ามาระลอกหนึ่ง เหมือนกับว่าอันตรายกำลังใกล้เข้ามา นางหันมองรอบด้านอย่างระวังภัย เงาสีดำขนาดเล็กโฉบลงมาจากบนฟ้า

จูจูตัวสั่นไปทั้งตัว สายตามองจ้องเงาดำที่ขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ตรงมาทางตนเอง นางไม่ใช่ไม่คิดว่าอยากจะหนี แต่เงาดำนั้นเคลื่อนไหวรวดเร็วเกินไป!

คือแร้งเทพห้ากรงเล็บ ในที่สุดจูจูก็ดูออกว่าสิ่งที่บินเข้ามานั้นคืออะไร ภายในใจปรากฏคำเรียกขึ้นมันออกมาโดยไม่รู้ว่ามาจากไหน แร้งเทพห้ากรงเล็บ จะงอยปากแข็งเหมือนเหล็กกล้า สามารถทำลายเขตแดนพลังได้!

มิน่าล่ะมันถึงผ่านม่านอาคมป้องกันของที่นี่เข้ามาอย่างง่ายดาย เพราะม่านอาคมที่นี่ไม่สามารถป้องกันสัตว์ปีกเทพที่มีพลังในการทำลายเขตอาคมได้

นางรู้สึกเจ็บปวดที่ช่วงอก จูจูร้องกรีดร้อง เมื่อก้มหน้าลงมองก็เห็นจะงอยปากที่ทั้งแหลมคมและยาวดั่งดาบของมันแทงเข้ามาตรงตำแหน่งหัวใจของนาง ดวงตาของนางมืดสนิท มือของนางจับเจ้านกวิปริตที่ลงมือกับนางแบบไม่มีสาเหตุไว้ ร่างกายโอนเอน และร่วงตกลงจากราวกั้นลงไปที่หน้าผาสูงนับร้อยจ้าง

อาจาง…จูจูก่อนที่จะตกลงไปในความมืดมิด นางร้องเรียเขากออกมาด้วยเสียงอันเบา เบาเหมือนเสียงถอนหายใจ แม้แต่นางยังฟังคำพูดของตัวเองไม่ถนัดก่อนจะร่วงลงไป

ในตอนนั้นเอง เจิ้งฉวนนั่งอยู่ในห้องสมาธิของตนเองจ้องไปที่ไม้คนยาบนกำแพง อารมณ์บนใบหน้าของเขาเปลี่ยนแปลงไปมาพลางพูดพึมพำกับตัวเองว่า “ข้าไม่เคยคิดจะทำร้ายนาง เป็นนางเองที่ประมาทเลินเล่อ…..เจ้าอย่าโทษข้าว่าเห็นคนตกอยู่ในอันตรายแล้วไม่ช่วย ….อย่าโทษข้า เป็นเพราะซูหลิง เฉิงขุยเปิ่นร่วมมือกันทำร้ายนาง ข้าจะแก้แค้นให้นางเอง!”

เจิ้งฉวนอธิบายไปพลางเน้นย้ำไปพลาง เขาพูดซ้ำไปซ้ำมา ทันใดนั้นก็เอามือปิดหน้าร้องไห้ออกมาในความเงียบงัน เขานึกเสียใจแล้ว! แต่ว่าเด็กคนนั้นคงจะโชคร้ายมากกว่าดี

เพราะว่าเขาปล่อยให้ความเกลียดชังครอบงำ เขาจึงจงใจละทิ้งโอกาสที่จะช่วยนาง ตอนนี้จะพูดอะไรก็สายเกินไปแล้ว!

เขาไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับ ‘นาง’ ที่ฝากฝังจูจูไว้กับเขาได้อย่างไร  และยิ่งไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับตัวเองอย่างไร ทำไมเขาถึงได้กลายเป็นคนเลือดเย็นไร้ยางอายแบบนี้!

น่าเสียดายที่มันสายเกินไปแล้ว เสียใจตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว!

อิ๋นจื่อจางเองก็บำเพ็ญตบะอยู่ในถ้ำตัวเอง ทั้งร่างกายและจิตใจอยู่ในสภาวะว่างเปล่า และไม่รู้ว่าเขาได้ยินเสียงเรียกเบาๆ ว่า ‘อาจาง’ ดังมาจากไหน ร่างกายของเขาสั่นไหว ทันใดนั้นก็ลืมตาขึ้นมา

จูจู! ในโลกนี้มีเพียงคนเดียวที่เรียกเขาแบบนี้! รึว่านางเกิดเรื่อง?!

หัวใจของอิ๋นจื่อจางเหมือนถูกบีบคั้น จนเหมือนไม่อาจจะหายใจ เขาไม่สนใจเรื่องอื่นๆ กระโดดออกมาห้องทำสมาธิและไปที่หลังบ้าน และกระโดดไปทางหน้าผานั่น

บ้านของจูจูอยู่ใต้หน้าผา อิ๋นจื่อจางเข้าไปในบ้าน ภายในเงียบสงบแม้แต่เงาของสิ่งมีชีวิตก็ไม่มี สิ่งของทุกอย่างยังถูกวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย  เหมือนกับว่าเจ้าของของมันจะกลับมาได้ทุกเมื่อ

อิ๋นจื่อจางสาวเท้าอย่างรวดเร็วออกมาจากบ้าน พลางตะโกนเสียงดัง “จูจู…” เสียงตอบกลับเขามีเพียงเสียงสะท้อนที่มาจากในภูเขาเท่านั้น

ลมที่พัดผ่านร่างกายของเขาในยามเช้าแบบนี้ ทำให้เขารู้สึกได้ทันทีถึงความหนาวเย็นที่ทะลุเข้าไปยังกระดูก

ภายในตำหนักสูงตระหง่านที่ไกลออกไป หินผลึกใสตั้งอยู่ใจกลางห้องโถงตำหนักในม่านอาคมที่ลึกลับ ภายในของมันมีจุดสีแดงของเลือดหยดเล็กๆ ลอยอยู่ แต่ทันใดนั้นหยดเลือดก็พลันเปล่งแสงสว่างเจิดจ้าราวกับเปลวเพลิง สาดส่องทั้งห้องจนแดงฉานดุจทะเลเพลิง

บรรดาหินผลึกใสที่อยู่รอบๆ นอกม่านอาคมก็ส่องแสงสีทองออกมาเช่นกัน ทำให้เกิดเสียงดังต่ำๆขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เด็กสาวสองคนสวมชุดสีขาวที่เฝ้าอยู่หน้าตำหนักต่างตกใจกับเหตุการณ์นี้ ตอนที่จะออกไปเรียกคนอื่น แต่แค่หันกลับไปก็เห็นหญิงสาวสวมชุดสีแดงของไท่จื่อเฟย รูปร่างสวยงามราวกับนางสวรรค์ได้เดินมาถึงหน้าตำหนักแล้ว

หญิงสาวที่สวมชุดสีขาวต่างผ่อนคลายลง รีบคุกเข่าทำความเคารพพลางพูดว่า  “ถวายบังคมไท่จื่อเฟยเพคะ”

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว