facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เด็กสาวที่เฝ้าใฝ่ฝันถึงชีวิตธรรมดาแสนสงบสุข เพื่อความอยู่รอดจึงจำต้องเข้าสู่สำนักเซียน ชีวิตที่แต่เดิมเรียบง่ายจึงกลับตาลปัตรไปหมด ความลับบางอย่างที่ถูกผนึกเอาไว้มาเนิ่นนานกำลังจะปรากฏออกมาแล้ว...

ตอนที่ 32 ท่านอาจารย์ผู้ใจกว้าง

ชื่อตอน : ตอนที่ 32 ท่านอาจารย์ผู้ใจกว้าง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 32 ท่านอาจารย์ผู้ใจกว้าง
แบบอักษร

            ระหว่างที่พูดคุยกัน นกอินทรีที่พวกเขาโดยสารมาก็ค่อยๆ ร่อนลงพื้นอย่างมั่นคงที่ด้านหน้าของผาที่สูงตระหง่าน

            ฝูเอ่อร์ไต้ปัดมือบนหน้าผาเบาๆ ทันใดนั้นก็ปรากฏเป็นปากถ้ำที่สูงสองจ้างและกว้างสามจ้างขึ้น  เขาผายมือเป็นการเชิญให้จูจูและอิ๋นจื่อจางเข้าไป

            ถ้ำของปรมาจารย์หยวนอิงนั้นถือว่ามีการตกแต่งที่เรียบง่าย แต่ยังไงก็ไม่เท่าการตกแต่งถ้ำของป้าวฝาหู่ ภายในทั้งสี่ด้านของถ้ำล้วนใช้ผลึกสีม่วงในการตกแต่ง ด้านบนฝังด้วยหินอาทิตย์เก้าสี ทำให้แสงภายในทั้งสว่างและสดใส

            เมื่อเดินผ่านทางเดินที่ทอดยาวด้านหน้ามาก็พบกับตำหนักใหญ่ โหยวเชียนเริ่นนั่งอยู่ในตำแหน่งสูงสุด เขานั่งพิงอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ที่ปูด้วยหนังของเสือขาว มีเด็กอีกสี่คนที่สวมชุดสีเทาคอยปรนนิบัติอยู่ ช่างน่าเกรงขามจริงๆ

            ฝูเอ่อร์ไต้เดินไปข้างหน้าและคำนับพร้อมกับพูดว่า “คารวะท่านอาจารย์ ศิษย์น้องอิ๋นมาถึงแล้วขอรับ”

            โหยวเชียนเริ่นลืมตาขึ้น ส่งเสียงหึในลำคอพลางพูดว่า “ข้ามีชีวิตมากี่ร้อยปี เพิ่งเคยรู้ว่าการจะพบหน้าลูกศิษย์ต้องรอถึงสองวัน!”

            เขาพยายามที่จะวางท่าของอาจารย์ แต่ก็จนปัญญาที่มุมปากและรอยยิ้มในดวงตานั้นเปิดโปงเขาจนหมด

            เขาพอใจมาก! ลูกศิษย์ใหม่ทำให้เขามีหน้ามีตาจริงๆ ภายในหนึ่งเดือนสามารถเพิ่มพลังจากระดับเจ็ดเป็นระดับเก้าได้ เขาเพียงคนเดียวก็สามารถจัดการผู้ฝึกพลังระดับแปดสามคนและผู้ฝึกพลังระดับเก้าอีกสองคนและชนะได้อย่างสวยงาม ตอนนี้ทั้งสำนักต่างชมว่าเขาสายตาเฉียบแหลม รับลูกศิษย์ที่เป็นอัจฉริยะ และระดับความเร็วในการพัฒนายังไม่เป็นสองรองใคร

            ลูกศิษย์ที่เขารับมาต่างโดนเด่นขึ้นเรื่อยๆ จะไม่ให้เขารู้สึกจิตใจเบิกบานได้อย่างไร?!

            สำนักอื่นๆที่อยู่ใกล้ๆ เช่น สำนักถ่งจั้ง สำนักโพ่ฉาน และพวกตาแก่สำนักอื่นๆ หากรู้ว่าเขารับลูกศิษย์แบบนี้เป็นศิษย์เอกแล้ว ต้องอิจฉาเขาจนตาร้อนแน่

            โหยวเชียนเริ่นยิ่งคิดก็ยิ่งพอใจ เกือบจะกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ไหว

            เมื่อเผชิญหน้ากับอาจารย์ที่แสร้งตำหนิเขาแบบนี้ อิ๋นจื่อจางก็ขี้เกียจจะแกล้งทำเป็นกลัวและไม่ได้แก้ตัวอะไร เขาเดินขึ้นไปโขกหัวลงกับพื้นเพื่อคารวะอาจารย์ตามพิธีด้านหน้า ส่วนจูจูนั้นที่เป็นลูกศิษย์ของเจิ้งฉวน ตามกฎแล้วก็เป็นลูกศิษย์ของโหยวเชียนเริ่นด้วยเช่นกัน ดังนั้นนางจึงเดินตามอิ๋นจื่อจางไปแล้วทำแบบเดียวกัน

            โหยวเชียนเริ่นพอใจได้ครึ่งนึง พลันเหลือบไปเห็นจูจู อารมณ์ดีของเขาก็ถูกขัดลงกลางคัน โบกมือแบบอารมณ์ไม่ดีว่า “ลุกขึ้นแถอะ”

            ต้องโทษเจ้าบัดซบเจิ้งฉวน! รับลูกศิษย์อะไรไม่รับดันไปรับลูกศิษย์ที่ไร้ประโยชน์ ถ้าหากว่าคนอื่นรู้เข้าว่าเขามีลูกศิษย์ที่ไร้ประโยชน์สุดๆ เพิ่มมาคนหนึ่งล่ะก็ คงหัวเราะจนฟันหลุดเป็นแน่

            “เจ้ามานี่!” โหยวเชียนเริ่นไม่สนใจจูจู กวักมือเรียกอิ๋นจื่อจาง  เขาขานรับและเดินขึ้นไปด้านหน้า

            เขาตรวจสอบสีหน้าของอิ๋นจื่อจางอย่างละเอียด และนำพลังของตนส่งไปที่ร่างกายของเขาโคจรจนครบรอบหนึ่ง โหยวเชียนเริ่นขมวดคิ้วพลางพูดว่า “ไม่นานมานี้เจ้าใช้ยาจู้จีหรือ?”

            อิ๋นจื่อจางตกตะลึง ตอบด้วยใบหน้านิ่งๆ ว่า “ขอรับ”

            ผู้ที่ยืนอยู่ด้านล่างอย่างฝูเอ่อร์ไต้ตกใจอย่างสุดขีด เข้าใจความหมายของอาจารย์ในทันที อิ๋นจื่อจางใช้ยาจู้จีที่ไม่ได้รับมาจากเขา เด็กหนุ่มที่ไม่มีภูมิหลังคนหนึ่ง จะเอายาจู้จีมาจากไหน? มิน่าล่ะถึงได้พัฒนาพลังได้รวดเร็วขนาดนี้!

            เขาไม่เสียดายที่จะใช้ยาจู้จีในเวลานี้ แสดงว่าเขาต้องมีอยู่ในมือมากกว่าหนึ่งเม็ด บรรดาลูกศิษย์ระดับผู้ฝึกพลังที่ครองครองยาจู้จีนั้น แค่มือเดียวก็นับได้จนหมดแล้ว แต่ถ้ามีสองเม็ดหรือมากกว่านั้น เกรงว่าจะมีเพียงอิ๋นจื่อจางที่อยู่ตรงหน้าคนนี้เท่านั้น

            ฝูเอ่อร์ไต้เป็นญาติห่างๆ กับเจ้าสำนักฝูอวี้ ขนาดมีความสัมพันธ์เป็นญาติกัน ในปีนั้นกว่าจะได้ยาจู้จีมาสักเม็ดก็ยังต้องเสียแรงไปไม่น้อย เมื่อคิดถึงความ ‘ฟุ่มเฟือย’ ของอิ๋นจื่อจางแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะอิจฉาและแปลกใจ

            จูจูนั้นไม่เข้าใจอยู่แล้วว่ายาจู้จีคืออะไร นางเบิกตามองไปทางซ้ายทีขวาทีอย่างงุนงง

            โหยวเชียนเริ่นครุ่นคิดเพียงแวบเดียว ก็เข้าใจว่าในทันทีว่าทำไมอิ๋นจื่อจางถึงใช้ ‘ยาแรง’ เพื่อพัฒนาระดับพลัง  แต่ว่าเขาไม่ได้ตำหนิอิ๋นจื่อจางเหมือนที่ป้าวฝาหู่ทำ แต่กลับพูดว่า “การที่พวกเราบำเพ็ญเพียรเพื่อจะมีชีวิตอมตะนั้นเป็นเรื่องที่เหนือฟ้า ไม่ควรจะมีความหวาดกลัว ต้องมีปณิธานและความกล้า หากมัวแต่ห่วงหน้าพะวงหลังจะทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมาไม่ดีพอ ระดับจู้จีจะยังไม่เห็นชัด แต่ในอนาคตถ้าเจ้าไปถึงระดับเจี๋ยตัน เจี๋ยอิง พื้นฐานของการบำเพ็ญตบะที่ดีคือการมีศีลธรรมในจิตใจ ศีลธรรมไม่มั่นคง ความคิดไม่มุ่งมั่นจะถูกจิตมารกลืนกินเอาได้ง่ายๆ และจะล้มเหลวตอนสุดท้าย พูดเรื่องนี้กับเจ้าตอนนี้ดูจะเร็วเกินไป ยาฟื้นฟูพลังขวดนี้ให้เจ้าเอาไปแล้วกัน  ก่อนการแข่งขันของศิษย์สายนอกในสำนัก เจ้าก็พักรักษาตัวให้ดี ให้พลังมั่นคง รอจนการแข่งขันของศิษย์สายนอกของสำนักเสร็จสิ้นค่อยคุยเรื่องระดับจู้จี”

            อิ๋นจื่อจางพยักหน้าพลางพูดว่า “ศิษย์เข้าใจแล้ว” และยื่นมือไปรับขวดยาเล็กๆ ขวดนั้นมา

            การที่ปรมาจารย์หยวนอิงยื่นมือช่วยเหลือนั้นก็ถือว่าใจกว้างมาก ยาขวดนั้นอย่างน้อยก็น่าจะมียาอยู่ประมาณยี่สิบถึงสามสิบเม็ด จูจูคิดถึงการที่ตัวเองทำอาหารให้จิงจี๋เหรินทุกวันแลกกับหินวิญญาณยังแลกยามาได้แค่สามเม็ด ในใจก็รู้สึกไม่ยุติธรรม

            โหยวเชียนเริ่นยิ้มพลางตบบ่าอิ๋นจื่อจางและพูดอย่างอ่อนโยนว่า  “เจ้าเก่งมากแต่ว่าเจ้าต้องจำไว้ว่าเจ้าเป็นศิษย์ที่มีอาจารย์ อาจารย์ของเจ้าเป็นอันดับหนึ่งของที่นี่ หากมีใครมาหาเรื่องอย่างไม่มีเหตุผลไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ก็ขอให้มาหาข้า เด็กน้อยอย่าเอาแต่ฝืนอยู่คนเดียว”

            “ขอรับ” ผู้ที่อยู่ในที่นั้นต่างก็ดูออกว่า โหยวเชียนเริ่นรักและทะนุถนอมลูกศิษย์แสนล้ำค่าคนนี้จริงๆ อิ๋นจื่อจางเองก็รู้สึกอบอุ่นใจ

            จูจูได้แต่แอบแลบลิ้นอยู่เงียบๆ ตอนนี้ถึงเพิ่งจะมาพูดแล้วตอนแรกไปทำอะไรอยู่ล่ะ?

            “ศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าลงเขาไปฝึกตนที่โลกภายนอก ส่วนศิษย์พี่รองและศิษย์พี่สาม ก็กักตนบำเพ็ญตบะ ค่อยพามาให้เจ้ารู้จักทีหลังก็แล้วกัน คัมภีร์ที่ข้าเคยให้เจ้าไว้ก่อนหน้านี้ถ้ามีตรงไหนไม่เข้าใจก็ให้มาถามข้า เนื้อหาในคัมภีร์เจ้าต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ ข้าถึงจะถ่ายทอดอาคมอื่นๆ ให้ ตอนนี้เจ้าไปพักก่อนเถอะ ฝูเอ่อร์ไต้เจ้าไปจัดการที่อยู่ให้เขา”

            ตั้งแต่ต้นจนจบโหยวเชียนเริ่นก็เหมือนกับฝูอวี้ คือไม่สนใจจูจูแม้แต่น้อย

            โชคดีที่จูจูไม่ค่อยใส่ใจเรื่องนี้ สิ่งที่นางต้องการมีเพียงมีกิน มีใช้ มีคนคอยดูแลยามแก่เฒ่าก็พอแล้ว ผู้ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับนางจะมีท่าทีต่อนางอย่างไรนั้น นางก็ไม่สนใจ

            ฝูเอ่อร์ไต้เป็นคนที่มีจิตใจดีงาม ถึงแม้ว่าโหยวเชียนเริ่นจะไม่ได้กล่าวถึงจูจูเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ยังหาที่พักที่ไม่เลวให้กับนางอย่างกระตือรือร้น เขาจัดที่พักของนางให้อยู่ละแวกเดียวกับที่พำนักของอาวุโสเจิ้งฉวน ด้านหนึ่งเป็นสวนสมุนไพรกว้างใหญ่ อีกด้านก็เป็นบ่อน้ำบริสุทธิ์ของหุบเขาที่นั่นมีกลิ่นอายของพลังปราณมากกว่าถ้ำของโหยวเชียนเริ่นด้วยซ้ำ

            ยาวิเศษนั้นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากกับสำนัก ดังนั้นถึงแม้จะเป็นปรมาจารย์ระดับหยวนอิง ก็ยังต้องเก็บสถานที่ที่ดีที่สุดเอาไว้ปลูกสมุนไรที่ใช้ทำยา เพราะจะทำให้ผลิดยาที่มีคุณภาพสูงได้มากยิ่งขึ้น

            จูจูมองบ้านพักที่ทำจากไม้ไผ่เล็กๆ อย่างประณีต หนึ่งแถวมีสามห้อง ด้านข้างก็ยังเป็นภูเขา อีกด้านก็เป็นบ่อน้ำ ในใจก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก ชั่วขณะนั้นนางคิดว่าอนาคตของนางจะต้องสวยงามแน่ๆ บ้านพักของอิ๋นจื่อจางนั้นอยู่ใกล้กับยอดเขาที่โหยวเชียนเริ่นอยู่ อยู่ข้างหน้าผาพอดี และระยะทางก็ห่างจากบ้านของจูจูไม่ไกลนัก เดินลงมาตามทางนิดเดียวก็เป็นบ้านของจูจูแล้ว

            อิ๋นจื่อจางเป็นผู้ฝึกพลังระดับเก้า ถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถเหาะเหินเดินบนอากาศได้ แต่ว่าหากใช้คาถาก็เล็กๆ น้อยๆ การขึ้นๆ ลงๆ นั้นก็ง่ายมาก

            เมื่อจัดหาที่พักของทั้งสองเรียบร้อยแล้ว ฝูเอ่อร์ไต้ก็คิดว่าเจิ้งฉวนน่าจะกลับมาจากการตรวจสอบห้องปรุงยาแล้ว จึงแนะนำให้จูจูไปคารวะเจิ้งฉวน

            ในใจของจูจูมีความรู้สึกว่าไม่สมัครใจ แต่ก็ไม่ไปไม่ได้ นางลังเลอยู่สักครู่ ก็ได้ยินอิ๋นจื่อจางพูดว่า “ข้าเองก็อยากไปคารวะอาจารย์เจิ้งฉวนเช่นกัน”

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว