facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เด็กสาวที่เฝ้าใฝ่ฝันถึงชีวิตธรรมดาแสนสงบสุข เพื่อความอยู่รอดจึงจำต้องเข้าสู่สำนักเซียน ชีวิตที่แต่เดิมเรียบง่ายจึงกลับตาลปัตรไปหมด ความลับบางอย่างที่ถูกผนึกเอาไว้มาเนิ่นนานกำลังจะปรากฏออกมาแล้ว...

ตอนที่ 26 ความรู้สึกของเจ้าข้ายินดีรับ

ชื่อตอน : ตอนที่ 26 ความรู้สึกของเจ้าข้ายินดีรับ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 26 ความรู้สึกของเจ้าข้ายินดีรับ
แบบอักษร


“พูดมาเลย พูดมาเลย” เผยกู่นั้นขอแค่ได้กินอาหารที่จูจูทำทุกวันก็พอ ข้อแม้อะไรจูจูก็เสนอมาได้เลย

จูจูคิดพลางถามว่า “มีของอะไรที่สามารถปกปิดพลังของเซียนให้คนอื่นมองไม่ออกว่าเขามีพลังระดับเท่าไหร่ไหม?”

ป้าวฝาหู่แปลกใจ “เจ้าต้องการของแบบนี้ไปทำไมกัน?” นางก็ไม่มีพลังอะไรอยู่แล้วนี่นา?

“ให้อิ๋นจื่อจางใช้?” เผยกู่คิดออกในทันที

จูจูพยักหน้า

ป้าวฝาหู่และเผยกู่ต่างเป็นคนฉลาด คิดไม่นานก็รู้จุดประสงค์ของนางได้ในทันที นางอยากให้คนที่ซูจิงส่งมาดูไม่ออกว่าอิ๋นจื่อจางมีพลังอยู่ในระดับใด ถ้าหากว่าพวกเขายังคิดว่าอิ๋นจื่อจางเป็นผู้ฝึกพลังระดับขั้นที่เจ็ด พวกเขาก็จะชะล่าใจ ถึงเวลานั้นอิ๋นจื่อจางก็จะชนะได้อย่างไม่ต้องสงสัย

ป้าวฝาหู่ตอบว่า “เจ้าเชื่อมั่นขนาดนั้นเลยหรือ ว่าศิษย์พี่อิ๋นจื่อจางของเจ้าเขาจะสามารถทะลวงขึ้นไปเป็นระดับแปดได้?”

“เขาทำได้แน่” จูจูตอบ ท่านยายของนางคิดว่าอิ๋นจื่อจางเป็นที่พึ่งให้นางได้ แน่นอนว่านางเองก็มีเหตุผลของนาง และช่วงหนึ่งปีที่รู้จักกันมา ทำให้นางเชื่อมั่นในตัวอิ๋นจื่อจางเป็นอย่างมาก แค่เชื่ออิ๋นจื่อจาง ก็มีเนื้อให้กินแล้ว!

ป้าวฝาหู่และเผยกู่ต่างสบตากัน ล้วงเอากำไลข้อมือที่ทำมาจากเชือกถักและร้อยด้วยเหรียญทองแดงออกมาจากแขนเสื้อส่งให้จูจูพลางพูดว่า “ใส่อันนี้เอาไว้ ปริมาณของเหรียญทองแดงจะสามารถควบคุมพลังที่แสดงออกมาภายนอกได้ จะทำให้ไม่มีพลังเหมือนเจ้าเลยก็ยังได้ แต่ว่าสามารถหลอกได้แค่ผู้ที่ระดับต่ำกว่าปรมาจารย์หยวนอิงเท่านั้นนะ”

จูจูดีใจเป็นอย่างมาก รับกำไลนั้นมาด้วยสองมือและเก็บไว้อย่างระมัดระวัง นี่ดีกว่าที่นางคิดเอาไว้มาก ถ้าหากว่าทำให้คนอื่นมองพลังไม่ออก ก็จะทำให้คนอื่นเกิดสงสัยเอาได้ แต่ตอนนี้สามารถควบคุมได้ด้วยว่าจะให้เห็นแค่ระดับไหน ทำให้เขาเหมือนมีพลังระดับขั้นที่เจ็ด ก็สุดยอดแล้ว

นี่เป็นคืนสุดท้ายที่พวกนางจะต้องอยู่ที่หุบเขาเริ่มต้น ตั้งแต่ที่นางได้รับหยกก้อนนั้นมาจากอิ๋นจื่อจาง เดือนนี้ทั้งเดือนนางก็ไม่เคยฝันร้ายอีกเลย นอนหลับฝันดีทุกคืน แต่ช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้นางนอนพลิกไปพลิกมาอย่างไรก็นอนไม่หลับ สุดท้ายก็ลุกขึ้นมาไปนั่งเหม่ออยู่ที่บันไดหินด้านหน้าของเรือนพัก

นางกังวลสถานการณ์ของอิ๋นจื่อจางในตอนนี้ ทั้งวันนางพยายามห้ามตัวเองไม่ให้คิดถึงเรื่องนี้ แต่ว่าพอตกดึกที่นางต้องอยู่คนเดียวแล้ว ก็ทำให้อดคิดไม่ได้

“เจ้าก็นอนไม่หลับหรือ?”ประตูห้องอีกบานหนึ่งภายในเรือนเปิดออก เยว่หลิงเอ๋อร์โผล่ศีรษะออกมาทักทายนางด้วยความสงสัย

“อือ” จูจูพยักหน้า ในเรือนหลังนี้ คนเดียวที่นางรู้สึกเฉยๆ ด้วยก็คือเยว่หลิงเอ๋อร์

เยว่หลิงเอ๋อร์เห็นนางมีปฎิกิริยาตอบสนองก็ถือโอกาสเดินมานั่งข้างๆ นางพลางพูดว่า “ข้ากังวลมากเลย ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะถูกคัดไปหุบเขาไหน เจ้าน่ะดีแล้ว ยังไงก็ต้องไปหุบเขาอิงปั้ง และยังได้ผู้อาวุโสเจิ้งเป็นอาจารย์อีก” ในประโยคนั้นก็แสดงออกถึงความอิจฉาอย่างปิดไม่มิด

“มีอาจารย์ที่ดีก็ยังไม่เท่าไหร่ นางยังมีศิษย์พี่ที่ดีอีก เพื่อนางกระทั่งมีปัญหากับหัวหน้าหุบเขาโอวหยวนอย่างอาวุโสซูจิงก็ยังยอม” หลินชิงปอและเยว่หลิงเอ๋อร์ต่างคิดเช่นเดียวกัน เมื่อได้ยินเสียงว่ามีคนอยู่ จึงออกมาร่วมวง

ในใจของนางกังวลไม่สงบ พอเห็นจูจูก็ยิ่งมีอารมณ์ นังเด็กผู้หญิงหน้าตาน่าเกลียดนี่วาสนาดีเหลือเกิน ไม่เพียงแต่มีศิษย์พี่และอาจารย์ที่ดี ยังประจบประแจงสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้ดูแลของหุบเขาเริ่มต้นทั้งสองไว้ได้ วันๆ ได้กินแต่อาหารดีๆ และไม่ต้องฝึกพลัง

ทุกคนก็คือคนเหมือนกัน แต่ทำไมวาสนาถึงต่างกันเช่นนี้? พอทุกวันคิดมาถึงตรงนี้ หลินชิงปอก็อดที่จะโมโหขึ้นมาไม่ได้

เยว่หลิงเอ๋อร์ตอบกลับไปว่า “วันนั้นพวกเราเห็นชัดๆ ว่าซูหลิงเป็นคนลงมือก่อน เจ้าอย่าพูดเหมือนจูจูเป็นคนก่อเรื่องได้ไหม”

หลินชิงปอมองอย่างเหยียดหยามพลางพูดว่า “ใช่ๆๆๆ นี่เป็นความผิดของซูหลิง พวกสอพลอ!”

เยว่หลิงเอ๋อร์กระโจนขึ้นมาอย่างโกรธๆ พลางพูดว่า “เจ้าว่าใคร?”

“พวกเจ้าไม่ต้องทะเลาะกันแล้ว รู้จักกันมาก็ช่วงหนึ่งแล้ว หลังจากพรุ่งนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เจอกันอีกไหม” เสียงของเลี่ยวหย่งฉีแทรกขึ้น

หลินชิงปอยิ้มเย็นๆ ไม่พูดอะไร พวกนางแท้ที่จริงแล้วก็ไม่ถือว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันสักนิด โดยเฉพาะเลี่ยวหย่งฉีที่ชอบแสร้งทำเป็นคนดีและทำเป็นพี่ใหญ่

เลี่ยวหย่งฉีทำท่าห้ามปรามพวกเขาอย่างร้อนใจพลางพูดกับจูจูว่า “ได้ยินว่าผู้อาวุโสซูส่งลูกศิษย์มามากมายมาหาเรื่องศิษย์พี่อิ๋นจื่อจาง บอกว่าแค่รอให้เขาออกจากหุบเขาเริ่มต้น ก็จะมาท้าเขาประลอง”

“ศิษย์พี่อิ๋นเก่งขนาดนั้น ไม่มีทางแพ้แน่ๆ” เยว่หลิงเอ๋อร์ตาเป็นประกายขณะพูด

            ถึงแม้ว่าอิ๋นจื่อจางจะอยู่ที่หุบเขาเริ่มต้นเพียงไม่กี่วันก็ต้องไปที่ผาเหรินหมิ่นเพื่อสำนึกผิด แต่เพราะชื่อเสียงของเขาที่จัดการผู้ฝึกพลังระดับห้าขึ้นไปแปดคนด้วยตัวคนเดียว และยังได้รับชัยชนะ ทำให้ชื่อเสียงของเขายิ่งโด่งดัง หลายๆ คนต่างเลื่อมใสเขา เยว่หลิงเอ๋อร์เองก็เป็นหนึ่งในนั้น

            เลี่ยวหย่งฉีถอนหายใจพลางพูดว่า “ศิษย์น้องเยว่ ผู้ที่จะมาท้าประลองในครั้งนี้ต่างมีแต่ผู้ฝึกพลังระดับเก้าที่ประสบความสำเร็จ ศิษย์น้อง เจ้าไม่ลองโน้มน้าวศิษย์พี่อิ๋นจื่อจางดูล่ะ ท่านปู่ข้ากับหานหยวนศิษย์เอกของอาวุโสซูจิงรู้จักกันอยู่ น่าจะประนีประนอมกันได้ แค่เรื่องเข้าใจผิดเล็กน้อยทำไมจะต้องทำให้มันกลายเป็นการผูกความแค้นกับอาวุโสซูด้วยละ? ว่ากันว่าอาวุโสซูเป็นคนที่มีโอกาสจะบรรลุเป็นเซียนระดับหยวนอิงคนที่สองในสำนักมากที่สุดเชียวนะ…”

            ถ้าหากว่านางสามารถจัดการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้ ไม่เพียงแค่อิ๋นจื่อจางจะยอมรับนาง ท่านปู่ของนางก็จะได้หน้ากับหานหยวนและคนที่หุบเขาโอวหยวน และหากซูจิงจำชื่อตระกูลเลี่ยวของนางได้ ในอนาคตก็จะมีเรื่องดีๆ จนนับไม่ถ้วน เรื่องที่ได้ประโยชน์ทั้งสองด้านแบบนี้ นางจะไม่ยินดีทำได้อย่างไร?

            จูจูแทบไม่ต้องคิดก็ส่ายหน้าพลางพูดว่า “ศิษย์พี่เขาไม่มีทางไปหรอก” อิ๋นจื่อจางมีนิสัยที่หยิ่งทะนงมาก จะยอมไปยอมรับผิดกับเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร? โดยเฉพาะเรื่องที่พวกเขาไม่ได้ผิดตั้งแต่แรก

            เลี่ยวหย่งฉีขมวดคิ้วพลางพูดว่า “ศิษย์น้องลองไปปรึกษากับศิษย์พี่อิ๋นแล้วค่อยว่ากันดีกว่า ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาใช้อารมณ์ พูดกันตามตรงแล้วเรื่องนี้ก็มาจากเจ้า ทำไมจะต้องลากศิษย์พี่อิ๋นมาตกอยู่ในอันตรายด้วย?”

            จูจูรู้สึกว่าตัวเองและเลี่ยวหย่งฉีพูดกันคนละภาษา นางลุกขึ้นปัดกระโปรงแล้วพูดว่า “ข้าง่วงแล้ว ไปนอนก่อนละ พวกเจ้าค่อยๆ คุยกันก็แล้วกัน”

            เมื่อกลับมาถึงห้องปิดประตู ก็ได้ยินเสียงของหลินชิงปอที่ดังมาจากด้านนอกเบาๆ ว่า “เป็นแค่คนไร้ประโยชน์ ไม่รู้ว่าถือสิทธิ์อะไร?”

            นางเองก็ไม่รู้ว่านางถือสิทธิ์อะไร นางรู้แค่ว่าถ้าหากเรื่องนี้เกิดขึ้นอีกครั้ง นางก็จะเลือกแบบเดิม อิ๋นจื่อจางไม่มีทางยอมให้ใครมารังแกนาง นางเองก็ไม่ต้องการให้ใครมารังแก นางยินยอมที่จะยอมรับผลลัพธ์ที่ตามมาพร้อมกับอิ๋นจื่อจาง ดูแล้วอิ๋นจื่อจางก็ยินยอมเช่นกัน แค่นั้นก็พอแล้วนี่?

            จูจูพลิกตัวไปมาบนเตียง ตัดสินใจจะนอนหลับ พรุ่งนี้จะทำอาหารชุดใหญ่เพื่อรอให้อิ๋นจื่อจางออกมากิน!

            เช้าวันรุ่งขึ้น ลูกศิษย์ใหม่ทุกคนที่อยู่ที่หุบเขาเริ่มต้นต่างไปรวมตัวกันที่แท่นไท่เสวียน เพื่อรออาวุโสทั้งห้าส่งคนมาเลือกลูกศิษย์ นอกจากพวกที่รู้อยู่แล้วว่าจะได้อยู่หุบเขาไหน ทุกคนที่เหลือต่างก็ตื่นเต้นกันหมด

            จูจูไม่ได้ไปร่วมครึกคริ้นในครั้งนี้ นางขอลากับจินว่านเลี่ยงไว้ก่อนแล้ว รออิ๋นจื่อจางออกมาค่อยไปรายงานตัวที่หุบเขาอิงปั้งด้วยกัน พวกเขาทั้งสองคน คนหนึ่งก็คือศิษย์เอกของปรมาจารย์ระดับหยวนอิง คนหนึ่งก็คือศิษย์เอกของผู้อาวุโสระดับเจี๋ยตัน คนอื่นจึงไม่สนใจอะไร

            นางวุ่นอยู่ในครัวของเผยกู่เพียงคนเดียวอยู่นาน ทำอาหารทั้งหมดแปดอย่างส่งไปที่ถ้ำของป้าวฝาหู่ที่ผาเหรินหมิ่น หลังจากนั้นก็เก็บไว้ให้อิ๋นจื่อจางที่กำลังบำเพ็ญตบะอยู่ในถ้ำหิน

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว