facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เด็กสาวที่เฝ้าใฝ่ฝันถึงชีวิตธรรมดาแสนสงบสุข เพื่อความอยู่รอดจึงจำต้องเข้าสู่สำนักเซียน ชีวิตที่แต่เดิมเรียบง่ายจึงกลับตาลปัตรไปหมด ความลับบางอย่างที่ถูกผนึกเอาไว้มาเนิ่นนานกำลังจะปรากฏออกมาแล้ว...

ตอนที่ 22 งานอดิเรกพิเศษของอาจารย์

ชื่อตอน : ตอนที่ 22 งานอดิเรกพิเศษของอาจารย์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 22 งานอดิเรกพิเศษของอาจารย์
แบบอักษร

            จูจูจะหัวเราะก็ไม่ออกร้องไห้ก็ไม่ได้พลางมองไปที่ป้าวฝาหู่ที่มีท่าทางเหมือนกำลังอยู่ในสนามรบ  ราวกับว่ากินเข้าไปแล้วจะเจอยาพิษและนี่ไม่ใช่อาหารธรรมดาๆ เขาถูกเผยกู่หลอกให้กินอาหารที่รสชาติเหมือนยาพิษมาหลายปี ถึงต้องรอบคอบในสิ่งของที่เผยกู่นำมา

            “เอ๋?” ป้าวฝาหู่ยิ่งเคี้ยวดวงตาก็ยิ่งเป็นประกาย เนื้อหนูเงินถูกนำเข้าปากไม่หยุด และระดับความเร็วยังเร็วกว่าครั้งแรกไม่น้อย  ไม่ทันธูปหมดดอกอาหารตรงหน้าก็หมดลง ผลวูซูตุ๋นหนูเงินถูกเขากินจนเกลี้ยง แต่ก็ยังไม่เท่าเผยกู่ที่กินจนไม่เหลือสักหยด

            “เยี่ยม ฮ่าๆ เยี่ยม ผลวูซูตู๋นหนูเงินจานนี้รสชาติไม่เลว” ป้าวฝาฮู่เลียริมฝีปากตัวเอง ในใจรู้สึกพอใจมาก กี่ปีมาแล้ว ที่เขาไม่ได้กินอาหารรสชาติดีๆ แบบนี้ ต่อมรับรสของเขาเกือบจะโดนเผยกู่ทำให้เสียไปเสียแล้ว ในที่สุดก็ได้กินอาหารรสชาติที่คนควรจะกินสักที!

            เผยกู่เชิดหน้า พลางตอบอย่างหยิ่งๆ ว่า “ข้าบอกเจ้าตั้งนานแล้วว่าคัมภีร์ของข้ามีเล่มเดียวในโลกและไม่อาจจะเทียบได้ เจ้ากลับไม่เชื่อ เป็นยังไงล่ะ วันนี้ยอมรับหรือยัง?”

            ป้าวฝาหู่บิดขี้เกียจ ส่งเสียงหึในลำคอพลางพูดว่า “ยอมรับครึ่งนึงก็แล้วกัน คนอย่างเจ้าต่อให้เกิดใหม่อีกสิบครั้งก็ทำอาหารไม่อร่อยเท่านี้ จานนี้นังหนูคนนั้นเป็นคนทำล่ะสิ” พูดขณะที่กวักมือเรียกให้จูจูเข้าไปพลางพูดว่า “มานี่สิเด็กน้อย”

            เผยกู่ไม่ยอมรับพลางพูดว่า “นั่นเป็นเพราะคัมภีร์ที่ข้าเขียนเขียนออกมาได้ดีต่างหาก! เป็นอย่างไร กินวูซูตุ๋นหนูเงินไปแล้ว เจ้า…รู้สึกดีขึ้นบ้างไหม”

            “โรคเก่านานแล้ว จะเห็นประสิทธิภาพไวขนาดนี้ได้อย่างไร แต่เพราะรสชาตินี้ทำให้ข้ารู้สึกสบายขึ้นมากเลย” ป้าวฝาหู่ยิ้มขณะพูด ยื่นมือสอดเข้าไปในอกเสื้อ และส่งโล่สีทองขนาดเท่าฝ่ามือให้จูจูพลางพูดว่า “เด็กน้อย ป้ายโล่สีทองอันนี้ถือว่าเป็นการขอบคุณเจ้าแล้วกัน เจ้าแม้กระทั่งพลังระดับหนึ่งก็ยังฝึกไม่ได้ ให้ของอย่างอื่นไปก็ไม่มีประโยชน์ ป้ายโล่สีทองอันนี้มีพลังปราณผนึกไว้ภายใน แค่เจ้านำมันติดตัวไว้ เวลาเจ้าตกอยู่ในเหตุการณ์อันตรายโดนคาถาเวทมนตร์โจมตีมันจะช่วยคุ้มครองเจ้าได้ ศัตรูที่เป็นพวกผู้ฝึกฝนเจ้าก็ไม่ต้องกังวลอีก แต่พลังของมันมีจำกัด ใช้ได้มากที่สุดแค่สามครั้ง”

            ใช้ได้สามครั้งก็ถือว่าไม่เลวแล้ว นางไม่ใช่คนแบบอิ๋นจื่อจางนะที่ชอบหาเรื่องทะเลาะกับคนอื่น!

            จูจูคิดไม่ถึงว่าการทำอาหารแค่หนึ่งจานจะสามารถแลกกับของวิเศษได้ จึงรีบขอบคุณเป็นการใหญ่

            ป้าวฝาหู่มองนางสักพักแล้วพูดอย่างแปลกๆ ว่า “ข้าจำได้ว่าสำนักของเราไม่รับลูกศิษย์ที่อายุไม่ถึงสิบปีและไม่มีพื้นฐานมาก่อนนี่…” จูจูถึงแม้จะดูยังเด็กมาก แต่ก็อายุสิบสามปีแล้ว  บนร่างกายไม่มีกลิ่นอายของพลังปราณเลยสักนิด ดูแล้วน่าจะไม่เคยฝึกมาก่อน คนแบบนี้เข้ามาในสำนักญาณศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร?

            เผยกู่ยิ้มพลางพูดว่า “นางชื่อจูจู เป็นศิษย์เอกของเจิ้งฉวนแห่งหุบเขาอิงปั้ง ก็ถือว่าเป็นศิษย์น้องหญิงของข้าและเจ้า เจ้าสำนักและอาวุโสหุบเขาต่างๆ ก็เคยลองทดสอบนางมาแล้ว นางไม่มีทั้งรากวิญญาณและยังเป็นคนที่ชีพจรไร้ประโยชน์อีกด้วย แต่ว่าพลังสัมผัสของนางไวมาก เมื่อวานอ่านคัมภีร์ของข้า วันนี้ก็สามารถทำผลวูซูตู๋นหนูเงินได้  ยังไงก็ถือว่าเป็นอัจริยะฟ้าประทาน”

            แค่ทำอาหารได้ก็ถือว่าเป็นอัจริยะฟ้าประทานหรือ? ป้าวฝาหู่ไม่คิดเช่นนั้น แต่ว่ากลับเดาออกว่าเผยกู่พานางมาด้วยจุดประสงค์อะไร หนึ่งคือมาเพื่อลบคำสบประมาทของเขา และยืนยันว่าเนื้อหาในคัมภีร์ของตัวเองเป็นความจริง สองคือเพื่อช่วยให้เขาได้ใกล้ชิดกับปรมาจารย์เจิ้งฉวนแห่งหุบเขาอิงปั้งมากขึ้น ไม่แน่ว่าจะสามารถคิดค้นยาที่รักษาอาการบาดเจ็บของเขาได้

            โดยเฉพาะช่วงปีนี้ที่เผยกู่พยายามศึกษาคิดค้นการทำอาหารจากสมุนไพรและสัตว์เทพ แต่ทว่าไม่มีอะไรที่สามารถรักษาอาการบาดเจ็บและฟื้นฟูร่างกายของเขาให้กลับมาดีเหมือนเดิมได้

            ป้าวฝาหู่รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของเผยกู่  แต่ก็ไม่กล้าหวังมากเกินไป เขานิสัยเย่อหยิ่ง และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเอ่ยปากขอร้องให้ใครช่วย โดยเฉพาะการสานสัมพันธ์กับจูจูเพื่อให้นางไปประจบประแจงปรมาจารย์เจิ้งฉวนให้ตัวเอง ดังนั้นเมื่อเขารับรู้ได้ถึงจุดประสงค์ของเผยกู่  จึงมีท่าทางเย็นชาต่อนางไม่น้อย

            เผยกู่และเขารู้จักกันมาหลายปี เผยกู่เห็นท่าทางเขาเป็นแบบนี้ ก็ถอนหายใจอยู่ภายในใจอย่างเงียบๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าจูจูก็ไม่อยากพูดอะไรมาก บรรยากาศจึงเงียบไปชั่วขณะ

            จูจูคิดถึงฉากที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ ดูแล้วป้าวฝาหู่จะไม่ค่อยชอบซูจิง ศัตรูของศัตรูก็คือมิตร ต้องคิดหาวิธีให้พวกเขามาเป็นที่พึ่งให้ได้  ในหนึ่งเดือนนี้นางถือว่าเป็นคนในปกครองของพวกเขา หุบเขาเริ่มต้นมีผู้อาวุโสระดับจู้จีอยู่หกคนที่รับผิดชอบ หนึ่งในนั้นคือจินว่านเลี่ยง แล้วยังมีป้าวฝาหู่ และเผยกู่ หากนางและพวกเขามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน อย่างน้อยครึ่งนึงก็ยืนอยู่ฝั่งนาง หากมีใครอยากจะคิดบัญชีกับนางคงยากสักหน่อย

            พอไปถึงหุบเขาอิงปั้ง มีอาจารย์ของอิ๋นจื่อจางหนุนหลัง ถึงแม้ว่าเจิ้งฉวนจะไม่ค่อยชอบขี้หน้านางแต่ก็คงไม่ถึงกับปล่อยให้ใครมารังแกนางง่ายๆ นี่เป็นเรื่องของหน้าตา เจิ้งฉวนยอมเสียหน้าได้ แต่โหยวเชียนเริ่นไม่มีทางยอมเสียหน้าให้ใคร

            จูจูกลอกตาไปมา เปิดปากพูดว่า “ศิษย์พี่ป้าว ท่านช่วยข้าสักหนึ่งเรื่องได้หรือไม่?”

            การพูดคุยกับคนที่ภูมิใจว่าตนเองแข็งแกร่ง แสดงท่าทีออกมาว่าอ่อนแอต้องการการปกป้องนั้นถือว่าเป็นวิธีที่ไม่เลว

            ป้าวฝาหู่หลงกลตามคาด เขาถามอย่างสงสัยว่า “อะไร?”

            “สองสามวันก่อนตอนที่ข้าเข้ามาในสำนักญาณศักดิ์สิทธิ์ ไม่ทันระวังทำให้ซูหลิงหลานสาวของอาวุโสซูจิงไม่พอใจ ตระกูลของนางร้ายกาจมาก ข้ากลัวว่า…”จูจูแกล้งทำเป็นติดขัด

            ป้าวฝาหู่ดูภายนอกเป็นคนหยาบกร้านแต่จริงๆ แล้วเป็นคนจิตใจละเอียดอ่อน แค่ฟังเท่านี้ก็เข้าใจ ส่งเสียงหึในลำคอพลางยิ้มแล้วพูดว่า “เจ้าเห็นข้ากับอาวุโสซูจิงไม่ถูกกัน แล้วจะให้ข้าออกหน้าแทนเจ้าหรือ?”

            “ไม่ใช่อย่างนั้นศิษย์พี่ ท่านซูจิงนั้นเป็นผู้อาวุโส ข้าจะมีพละกำลังอะไรไปสู้กับเขา? ข้าแค่คิดว่า ถ้าหากว่าศิษย์พี่ทั้งสองได้ยินข่าวอะไร ก็รบกวนเตือนพวกเราสักหน่อย ข้าและศิษย์พี่อิ๋นจื่อจางจะได้คิดวิธีรับมือได้” จูจูเสนอคำร้องขอที่น้อยมาก ท่าทางของนางกระตุ้นความเป็นวีรบุรุษในตัวของป้าวฝาหู่และเผยกู่  ทั้งสองตบที่หน้าอกของตนเอง แสดงออกว่า ในหุบเขาเริ่มต้นนี้ นางและอิ๋นจื่อจางจะปลอดภัย

            จูจูได้ที่พึ่งเพิ่มมาอีกสองคน ทำให้วางใจ ในขณะนั้นนางนึกขึ้นได้ถึงเรื่องที่เลี่ยวหย่งฉีเคยพูดเอาไว้ จึงอยากจะใช้โอกาสนี้ถามไถ่นิสัยใจคอของเจิ้งฉวน

            ป้าวฝาหู่และเผยกู่มองหน้ากัน ในใจก็รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา

            “อาวุโสเจิ้งน่ะไม่มีอะไรหรอก  เพียงแต่ว่ามีงานอดิเรก….อ่า…เล็กๆ น้อยๆ” หน้าดำๆ ของป้าวฝาหู่ดูเหมือนจะเปลี่ยนเป็นสีแดง เขาหลบตาจูจู

            “งานอดิเรกอะไร?” จูจูถามออกไปตรงๆ

            “เจ้าเป็นสตรี อย่าถามอะไรมากจะดีที่สุด ดูแล้วตาเฒ่าซูจิงก็ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ได้ยินว่าที่เขาให้หลานสาวมาเข้าสำนักก็เพื่ออยากให้เป็นศิษย์ของเจิ้งฉวน หลานสาวของเขาถือว่าเก่งมาก ตอนนี้แม้อายุยังน้อย แต่พอผ่านไปอีกสักหลายปี…เขาก็คงไม่กลัว…” เผยกู่พูดค่อนข้างคลุมเครือ

            ป้าวฝาหู่ส่งเสียงหึในลำคอพลางพูดว่า “ไม่แน่นะเขาอาจจะคิดว่าใช้โอกาสนี้ ใช้หลานสาวของตัวเองเพื่อสานสัมพันธ์กับปรมาจารย์เจิ้งฉวน ดูยังไงก็ไม่เสียเปรียบ แล้วได้ยินว่าหลานสาวของเขาก็มีความสามารถทางด้านการปรุงยา ช่วงสองสามปีนี้ปรมาจารย์เจิ้งฉวนก็ลงภูเขาไปจัดการปัญหาของตัวเอง แต่ก็ไม่เคยได้ยินข่าวว่าเขาทำอะไรลูกศิษย์หญิงในสำนัก คิดดูแล้วเขาน่าจะรู้จักแยกแยะอยู่บ้างล่ะนะ”

จูจูรู้สึกเป็นทุกข์ พวกท่านช่วยพูดอะไรที่เข้าง่ายหน่อยได้ไหม?

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว