facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เด็กสาวที่เฝ้าใฝ่ฝันถึงชีวิตธรรมดาแสนสงบสุข เพื่อความอยู่รอดจึงจำต้องเข้าสู่สำนักเซียน ชีวิตที่แต่เดิมเรียบง่ายจึงกลับตาลปัตรไปหมด ความลับบางอย่างที่ถูกผนึกเอาไว้มาเนิ่นนานกำลังจะปรากฏออกมาแล้ว...

ตอนที่ 14 อาจารย์ที่น่าหนักใจ

ชื่อตอน : ตอนที่ 14 อาจารย์ที่น่าหนักใจ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 14 อาจารย์ที่น่าหนักใจ
แบบอักษร

            โดยปกติแล้วการที่อิ๋นจื่อจางทำร้ายร่างกายหลานสาวของซูจิง และคนรับใช้ตระกูลซูนั้น ควรจะมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นไม่น้อยถึงจะถูก แต่ว่าผ่านไปหนึ่งคืนแล้ว ก็ยังไม่มีใครมาถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยิ่งไม่มีใครมาตามตัวอิ๋นจื่อจางและจูจูอีกด้วย นอกจากบรรยากาศภายในเรือนพักที่แปลกๆ แล้ว ก็ดูเหมือนว่าไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นมาก่อน

            ประตูห้องของซูหลิงปิดสนิทอยู่ ช่วงกลางวันเหมือนจะมีคนมาหา นอกจากเรื่องนี้แล้วก็ไม่มีข่าวอะไรอีก เลี่ยวหย่งฉีพยายามเงี่ยหูฟัง สุดท้ายก็แน่ใจว่า ตระกูลซูคงจะไม่อยากให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไป

            ไม่ว่าตระกูลซูจะคิดว่าตัวเองโชคร้ายเอง หรือคิดว่าแก้แค้นสิบปีก็ยังไม่สายนั้น แต่ไม่ว่าอย่างไรเรื่องที่พวกเขาไม่ต้องการจะฉีกหน้าอิ๋นจื่อจางตรงๆ นั้นก็เป็นเรื่องจริง นี่เป็นข้อยืนยันแล้วว่าทางสำนักญาณศักดิ์สิทธิ์มีท่าทีอย่างไร คิดไปแล้วก็จริงอยู่ ระหว่างอัจฉริยะที่ถูกปรมาจารย์ระดับหยวนอิงรับเป็นลูกศิษย์ กับแค่หลานสาวของอาวุโสระดับเจี๋ยตันคนหนึ่ง แน่นอนว่าสำนักต้องถือหางอิ๋นจื่อจางอยู่แล้ว

            หากเป็นด้านผลประโยชน์แล้ว ใครถูกผิดนั้นไม่สำคัญ ไม่ต้องพูดถึงว่าซูหลิงเองก็เป็นฝ่ายผิด แต่ถึงแม้นางจะมีเหตุผล แต่ถ้าหากว่าปรมาจารย์ระดับหยวนอิงลำเอียง แล้วจะมีใครทำอะไรได้อีกเล่า?

            และผู้ที่รับจูจูเป็นลูกศิษย์อย่างอาวุโสเจิ้งฉวนเอง ฐานะในสำนักของเขาก็ใช่ว่าจะต่ำต้อยเสียเมื่อไหร่!

                เลี่ยวหย่งฉียิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเสียใจ หากรู้ว่าเรื่องจะเป็นแบบนี้ ตอนนั้นนางคงจะออกหน้าช่วยเหลือจูจูมากกว่านี้เป็นแน่ ดูจากที่อิ๋นจื่อจางเป็นห่วงจูจูขนาดนั้น ไม่แน่ว่าอาจจะทำให้เขายอมรับไมตรีจากนาง ก่อนหน้านี้เพื่อช่วยเหลือพี่ชายของนางก็ทำผิดต่อทั้งสอง โอกาสที่จะแก้ไขความสัมพันธ์อยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ นางกลับทำพลาดอีกครั้ง

            เลี่ยวหย่งฉีคิดทบทวนไปมาแล้วตัดสินใจว่าการที่จะใกล้ชิดอิ๋นจื่อจางได้นั้นต้องเริ่มลงมือที่จูจูก่อน ตอนเช้านางจึงไม่ฝึกพลัง และแอบเดินตามจูจูไป เพื่ออยากจะหาโอกาส ‘แก้ไขความเข้าใจผิด’

            ฟ้ายังไม่ทันสว่างจูจูก็ตื่นขึ้นวิ่งเข้าไปในป่าเล็กๆ เก็บผักป่าและเห็ดป่า เมื่อวานนี้ตอนที่เดินกลับมากับอิ๋นจื่อจางนั้น นางมองเห็นอยู่ไม่น้อย

            ในภูเขานั้นเต็มไปด้วยกลิ่นของต้นไม้ใบหญ้า ในขณะที่นางอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใบหญ้าเช่นนี้ ทำให้นางรู้สึกสบายทั้งกายและใจ นางชอบที่ที่เต็มไปด้วยพืชพรรณแบบนี้เป็นอย่างมาก เพราะทุกๆ อย่างทำให้นางรู้สึกคุ้นเคย ราวกับว่าได้ยินเสียงลมหายใจของพวกมัน แม้กระทั่งยังไม่ได้ชิมก็สามารถรู้ได้ทันทีว่ารสชาติจะเป็นอย่างไร มีอายุเท่าไหร่ รวมทั้งถ้าเอามาใช้แล้วจะมีสรรพคุณเช่นไร

            ยิ่งไปกว่านั้น ยังทำให้นางรู้สึกได้ว่ามีอีกคนเดินตามนางมา……

            เมื่อคืนนี้จูจูรู้อยู่แล้วว่าอิ๋นจื่อจางอยู่ใกล้ๆ ไม่ใช่ว่านางโชคดีหรือทั้งสองมีจิตสื่อถึงกันได้ แต่เป็นเพราะฟ้าประทานให้นางมีประสาทสัมผัสที่ไวกว่าคนอื่น ความสามารถด้านนี้นางชนะผู้บำเพ็ญอีกคนที่อยู่ในป่าแน่ๆ และยิ่งอยู่ในป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าเช่นนี้ด้วยแล้ว สัมผัสของนางก็ยิ่งไวขึ้น แล้วยิ่งผู้ที่เดินตามมาไม่ได้อำพรางร่องรอยของตัวเองด้วย

                “ผักป่าพวกนี้กินได้ไหม?” เลี่ยวหย่งฉีเดินตามจูจูที่กำลังสาละวนเด็ดผักและผลไม้ ก็อดไม่ได้ที่จะมองอย่างดูถูกนิดๆ

            ด้วยความฉลาดของนางก็เดาได้ไม่ยากว่าจูจูเก็บพวกนี้ไปเพื่อจะกลับไปทำอาหาร แล้วในอาหารมื้อนี้ก็ต้องมีส่วนของอิ๋นจื่อจางด้วย หรือว่าจูจูจะใช้การทำอาหารจับอิ๋นจื่อจาง? !

                เมื่อเดินตามนางมาสักพัก ทั้งสองก็อยู่ไกลจากเรือนพักอยู่พอสมควร เลี่ยวหย่งฉีจึงทนไม่ไหวถามออกไปและยังตั้งใจเลือกหัวข้อที่นางสนใจเป็นหัวข้อในการสนทนา

            จูจูนำใบไม้เล็กๆ ที่มีเส้นใยสีม่วงเข้มเก็บใส่ไปในตระกร้า และพยักหน้าพลางพูดว่า “กินได้”

            เมื่อคืนอิ๋นจื่อจางจัดการกับซูหลิง เลี่ยวหย่งฉีนั้นรู้ดี ดังนั้นนางจึงไม่มีทางหาเรื่องจูจูแน่นอน จูจูเห็นคนที่มาใหม่ว่าคือนางก็วางใจลง

            แต่ยังไงนางก็ไม่อยากจะพูดคุยกับผู้หญิงคนนี้ ดังนั้นจึงตอบเพียงสั้นๆ

            “ศิษย์น้องเจ้ารู้จักพืชดีขนาดนี้ ถึงว่าทำไมอาวุโสเจิ้งถึงได้สนใจเจ้า เดิมทีข้าได้ยินว่าอาวุโสเจิ้งรับเจ้าเป็นศิษย์ ก็รู้สึกกังวลใจจริงๆ นะ…เจ้าเป็นเพียงเด็กหญิงตัวคนเดียว เฮ้อ…”เลี่ยวหย่งฉีทำท่าลังเล พูดไม่ชัดเจนเพื่อดึงดูดให้เหยื่อสนใจ

            จูจูมองหน้านางแต่กลับไม่ตอบอะไร เลี่ยวหย่งฉีอดไม่ได้ที่จะโมโห เจ้าเด็กผู้หญิงโง่เง่านี่ทำไมไม่ถามนางว่านางกังวลใจเรื่องอะไร?

            “ข้าต้องรีบกลับไปทำอาหารเช้า ไปก่อนล่ะ” ในที่สุดจูจูก็พูดประโยคที่ยาวๆ ขึ้นมาหนึ่งประโยค หลังจากนั้นก็ไม่รอให้เลี่ยวหย่งฉีมีปฏิกิริยายาตอบกลับอะไร ก็หยิบตระกร้าหันหลังเดินจากไป

            ทุกครั้งที่พบกันเลี่ยวหย่งฉีจะทำเย่อหยิ่งกับจูจูอยู่ตลอด อยู่ๆ มาทักทายนางแบบนี้ คนโง่ยังรู้เลยว่ามีจุดประสงค์ ส่วนเรื่องที่นางพูดค้างไว้ จูจูก็สงสัย แต่ถ้าไม่รีบกลับไปทำอาหารไปส่งให้อิ๋นจื่อจางล่ะก็ มีหวังเขาต้องบิดหูนางอีกเป็นแน่

            ส่วนเรื่องที่เลี่ยวหย่งฉีกังวล ค่อยถามคราวหลังก็ได้ ยังไงหนึ่งเดือนนี้นางก็ต้องอยู่ที่หุบเขาเริ่มต้น ยังไม่ได้ไปอยู่กับอาวุโสเจิ้งฉวน

            เลี่ยวหย่งฉีกลับไปมือเปล่าอีกแล้ว มองจูจูที่เดินห่างออกไปในใจก็เปลี่ยนไป นางลดตัวลงไปทำความรู้จักกับจูจู ได้แต่ยอมอดทน แต่ทำไมเจ้าเด็กนั่นถึงได้ความรู้สึกช้าเช่นนี้?

            ทำไมอิ๋นจื่อจางต้องเอาคนโง่ๆ แบบนี้มาอยู่ข้างกาย แถมยังปกป้องนางด้วยนะ? เสียสติไปแล้วแน่ๆ !

                จูจูก็กลับมาถึงเรือนพักอย่างรวดเร็ว นางลงมือฆ่าไก่ล้างผักอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็ทำเสร็จ กลิ่นอาหารลอยออกไป ทำให้หญิงสาวที่อยู่ในเรือนพักคนอื่นๆ จิตใจวอกแวก แม้แต่ฝึกพลังตอนเช้ายังไม่มีกะจิตกะใจจะฝึกต่อ

            จูจูยกเส้นขึ้นและนำน้ำแกงไก่ใส่ลงไปในกล่องอีกชั้น ดับไฟเก็บของแล้วเดินไปที่เรือนพักของอิ๋นจื่อจาง หลินชิงปอและเยว่หลิงเอ๋อร์ไม่ยอมออกมาข้างนอก เพราะเมื่อคืนได้เห็นฝีมือของอิ๋นจื่อจางแล้ว พวกนางจึงไม่กล้าออกมาหาเรื่องจูจูอีก

                เมื่อคืนนี้จูจูทั้งจงใจและไม่จงใจให้ซูหลิงลงมือ ความจริงแล้วก็เพื่อจุดประสงค์นี้ จากปฏิกิริยาที่พวกนางแสดงออก ทำให้รู้ว่ามีแค่เยว่หลิงเอ๋อร์เท่านั้นที่นิสัยไม่เลว นอกนั้นก็ไม่ใช่คนดีอะไร ถ้าจะทำให้พวกนางวุ่นวายเพียงเล็กน้อย ก็ไม่สู้ทำให้พวกนางพรั่นพรึงไปเสียแต่แรกเลยดีกว่า ในหนึ่งเดือนหลังจากนี้ นางจะได้อยู่อย่างสบายหน่อย

            ภายในเรือนของอิ๋นจื่อจางก็มีห้องพักอยู่ห้าห้อง ต่างมีคนอยู่ครบหมดแล้ว จูจูเดินเข้าไปในเรือนพัก ก็รู้สึกว่ามีสายตาแปลกๆ หลายคู่จ้องมาที่นาง

            อิ๋นจื่อจางได้กลิ่นหอมของอาหารจึงหยุดฝึก และเปิดประตูให้จูจูเดินเข้าไป น้ำแกงไก่และเห็ดถูกเขากินหมดลงภายในพริบตา เขามองไปที่จูจูที่กินไปได้ไม่ถึงครึ่งและพูดกับนางว่า “พรุ่งนี้ทำมากกว่านี้หน่อย ชามแค่นี้ เอามาอุดฟันยังไม่พอเลย”

            ปกติเจ้าก็กินปริมาณเท่านี้! จูจูปฏิเสธอยู่ภายในใจ แต่ใบหน้ากลับพยักหน้าอย่างว่าง่าย

            จูจูเพิ่งจะกินเสร็จก็มีเสียงระฆังดังลอยมาจากด้านนอก อิ๋นจื่อจางดึงให้จูจูลุกขึ้นพลางพูดว่า “ไปที่แท่นไท่เสวียนกันก่อนเถอะ ค่อยกลับมาเก็บของ”

            เมื่อวานจินว่านเลี่ยงได้กำชับซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบแล้วว่า วันนี้ท่านเจ้าสำนักจะมาอบรมพวกศิษย์ใหม่ที่แท่นไท่เสวียน ให้พวกเขาไปให้ตรงเวลา

            ลูกศิษย์คนอื่นๆ ต่างค่อยๆ ทยอยออกมาจากเรือนพัก เมื่อเห็นอิ๋นจื่อจางและจูจูอยู่ด้วยกันในใจก็รู้สึกแปลกๆ เด็กหนุ่มหนึ่งในนั้นผู้มีดวงตาดอกท้อแสนงดงามพูดด้วยเสียงอู้อี้ออกมาหนึ่งประโยคว่า “นึกว่าเป็นหญิงสาวสวยราวกับนางสวรรค์อะไรพวกนี้เสียอีก…”

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว