ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

4 เหลี่ยมเจ้าบ่าว

ชื่อตอน : 4 เหลี่ยมเจ้าบ่าว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ก.พ. 2561 13:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
4 เหลี่ยมเจ้าบ่าว
แบบอักษร

4

พอรุจีลงมาจากชั้นสองเมื่อเวลาแปดโมงกว่าทำให้แสงชัยต้องหันมองนาฬิกาและกะพริบตา

“ลูกสาวป๊าตื่นเช้าในวันอาทิตย์”

ลูกสาวทำเสียงกระเง้ากระงอด “ป๊าอย่าล้อรุสิคะ ก็รุบอกแล้วว่าสองวันนี้จะไปถ่ายรูปกับคุณภาคี ถ้าไม่เป็นเพราะช่างภาพเขานัดตอนเช้าเพราะแสงสวยล่ะก็รุก็ไม่ตื่นหรอก

“เพราะช่างภาพหรือเพราะคุณภาคกันแน่”

หญิงสาวสะบัดหน้า บิดาหัวเราะ ครั้นแล้วก็ถามอย่างเอาใจว่าจะกินอะไรรองท้องหรือเปล่า เมื่อวานนี้เธอกับภาคีไปถ่ายรูปพรีเวดดิ้งกันมาแล้วหนึ่งหน พอบอกว่าอยากได้สองแนวคือเรียบหรูกับสบาย ๆ ช่างภาพก็ได้สถานที่เป็นตึกโบราณในย่านถนนเจริญกรุง แสงตอนบ่ายทำให้ดูย้อนยุคสวยแบบคลาสสิก เหมือนคุณชายกับคนรักซึ่งเป็นหญิงสาวจากตระกูลผู้ดี

เธอไม่ได้พูดเองหรอกนะ ช่างภาพบอก

ได้รูปมาเป็นน้ำจิ้มนิดหน่อยก็ต้องส่งไปให้แก๊งเพื่อนดูเพราะตามจิกเป็นไก่หิว โดยเฉพาะอรดา พอเห็นก็กรี๊ดกร๊าด จากที่คิดว่าจะอวดศักดาชาวโลก กลายเป็นความขัดเขินแทน ไม่รู้เพราะอะไร ยิ่งเห็นหนุ่ม ๆ ที่เคยหยอกกันมาแสดงความเห็นเชิงตัดพ้อแล้วหวั่นไหว

แต่ความเกรงใจว่าที่เจ้าบ่าวมีมากกว่า ไม่กล้าเปิดเผยขนาดนั้น เพราะเท่าที่ดูรูปมา รอยยิ้มเป็นของหายากสำหรับเขาไปเสียนี่ ความจริงเธออยากได้อะไรเปรี้ยวกว่านี้ เป็นต้นว่าเจ้าหญิงเจ้าชายกับม้าตัวสวย หรือไม่ก็ คู่รักบิ๊กไบค์ แต่เห็นหน้าเจ้าบ่าวแล้วก็ปลงตก รักพอเพียง ยอมถ่ายด้วยก็ดีขนาดไหนแล้ว

โชคดีของรุจีอย่างหนึ่งก็คือ บรรดาหนุ่ม ๆ ที่เธอปฏิเสธต่างก็ยอมรับและมายินดีแต่โดยดี หวังว่าคงไม่มีใครวางแผนลักพาตัวเธอไปเพราะความแค้นหรอกนะ ถึงจะติดละครแต่ไม่ชอบถูกปล้ำแบบนางเอกซะหน่อย

‘พรุ่งนี้เจอกันสักเก้าโมงนะครับ คราวนี้จะเป็นคอนเซปต์คู่รักเดินทางแบบสบาย ๆ’ ช่างภาพร่างอ้วนบอกสถานที่ รุจีตาเหลือกพอได้ยินว่าเป็นใต้ทางด่วน อีกฝ่ายหัวเราะบอกให้เชื่อมือว่าจะถ่ายให้เหมือนเป็นทุ่งในต่างประเทศเลยทีเดียว

เสียงแตรรถปลุกรุจีตื่นจากความคิด วันนี้เธอสวมเดรสสีขาวสลับฟ้าลายดอกไม้กับรองเท้าผ้าใบ อุปกรณ์เสริมมีหมวกสาน ผ้าพันคอ กระเป๋าทรงสีเหลี่ยมโบราณ และกระเป๋าสาน ไม่รู้จะเดินทางกันแบบไหน เอาไปให้หมดเลยแล้วกัน

ภาคีลงจากรถ ก้าวยาว ๆ เข้ามา รุจีกะพริบตา อุ้ย!

วันนี้ชายหนุ่มสวมเสื้อยืดสีน้ำเงินกับกางเกงยีน

นี่เป็นครั้งแรกหรือเปล่านะที่เธอเห็นเขาใส่อะไรที่นอกเหนือจากเสื้อเชิ้ตกับกางเกงสแล็กส์ ก็เมื่อวานเป็นคุณชายแถมใส่สูทเลยยิ่งเนี๊ยบ พอวันนี้ดูราวกับคนละคน

“ป๊าสวัสดีครับ”

รุจียังเคลิ้ม ไม่เลวแฮะ ใส่กางเกงยีนแล้วดูเด็กลง ดูดีเป็นบ้า ทิ้งมาดผู้บริหารเหลือแต่ผู้ชายมาดแมนคนหนึ่งเท่านั้น ให้เต็มสิบเลย

“ไปเลยไหม”

“ค่ะ”

รถแล่นไปสักพัก รุจีมองภาคี ชายหนุ่มก็มองกลับ “ทำไมเหรอ”

“วันนี้คุณภาคีใส่กางเกงยีน” เธอพูดยิ้ม ๆ พาให้ใบหน้าขาวนั้นฉาบยิ้มเขินเล็กน้อย

“ความจริง ผมไม่ค่อยได้ใส่กางเกงยีนนานแล้วนะ”

ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ เขายอมปรับเปลี่ยนเพื่อถ่ายภาพกับเธอ พอคิดเช่นนี้แล้วหัวใจมันพองคับอก เอ้า เปลี่ยนใจแล้ว เต็มร้อยไปเลยก็ได้ มีบ้านขายบ้านมีรถขายรถ ยอม!

แน่ละ คราวนี้เสียงกรี๊ดจากแก๊งเพื่อนดังกว่าเดิมอีก โดยเฉพาะภาพที่ภาคีอุ้มเธอและใบหน้าใกล้กันแค่คืบ รอยยิ้มเหมือนคู่ที่ปลูกต้นรักมานาน แต่เพื่อนสุดที่รักคงไม่รู้หรอกว่า ตอนที่ถ่ายน่ะเธอเขินขนาดไหน

มันเป็นอีกบทหนึ่งในความทรงจำที่แสนประทับใจของรุจี

พอถึงวันแต่งงานจริง รุจีอยากไปบีบคอซินแสที่ให้ฤกษ์งานแต่งซะให้ดับดิ้น มีอย่างที่ไหน ยกน้ำชาตอนตีสาม จะบ้าเหรอ ยกน้ำชาหรือล่าท้าผีกันแน่ เพราะนั่นแปลว่าเธอต้องตื่นตั้งแต่ก่อนตีสอง ซึ่งปกติแล้วเวลานี้เธอเพิ่งจะเข้านอนด้วยซ้ำ และจะให้นอนตั้งแต่สี่ทุ่มมันก็ไม่หลับ สรุปคือ รุจีงีบไปชั่วโมงกว่าเท่านั้นก็ถูกป๊าปลุก

ช่างแต่งหน้าไม่ง่วงหรือไงนะ ภาคีด้วย ป๊าอีก พี่ภัทร พี่อรรถสามีพี่ภัทร ขนาดน้องหยกหลานสาวเจ้าบ่าวเธอก็ยังมา แอบเห็นเธอหาวหวอดอยู่เหมือนกัน เพื่อนในแก๊งก็มาพร้อมคำบ่นกระปอดกระแปด งานนี้อรดาโดนเป็นเป้าระบาย

“ออ งานแกขอเลยนะ อย่าได้เอาฤกษ์กลางดึกแบบนี้ ประเภทต้องมาพิธีโดยไม่มีแสงอาทิตย์นี่ฉันรับไม่ได้”

“อย่าบ่นเลยน่า ก็แค่วันเดียวเอง” วลีรักษ์พูดไปก็หาวไป

พิธียกน้ำชาแบบจีนระหว่างสองครอบครัวเป็นไปโดยเรียบง่าย ตอนที่รุจีชอบที่สุดไม่ใช่วินาทีที่ภาคีถือดอกไม้มารับเธอไปทำพิธี แต่เป็นช่วงเวลาที่อยู่ต่อหน้าบุพการีทั้งสอง ตอนถ่ายรูปรวม เขาจับมือเธอ รุจีรู้สึกราวกับมีกระแสอุ่น ๆ ไหลเชื่อมสู่หัวใจ ไม่รู้เพ้อเจ้อไปเพราะความง่วงหรือเปล่า

ต่อจากพิธียกน้ำชาก็ถึงฤกษ์เข้าบ้านเจ้าบ่าว เพื่อน ๆ ขอตัวกลับไปก่อนเพื่อจะเตรียมตัวมางานเลี้ยงตอนเย็น พอไหว้พระเสร็จสิ้นก็กินข้าวเช้าด้วยกัน รุจีรู้สึกเหมือนมีผึ้งบินหึ่ง ๆ ในสมองที่มึนตื้อ ไม่รับรู้บทสนทนาเท่าไหร่ คนรับใช้ยกกาแฟมาให้ ถึงเวลานี้กินทั้งไร่จะเอาอยู่หรือเปล่าเพราะง่วงเหลือเกิน พอนั่งนิ่งเมื่อไหร่ตาจะปิด ศีรษะจะทำมุมราบกับพื้นโลกท่าเดียว น้องหยกหายตัวจากวงสนทนาไปสักพักแล้ว คาดว่าคงไปแอบหลับแน่ รุจีอยากจะไปด้วยแต่รอบตัวมีแต่ผู้ใหญ่ แถมคนข้างตัวคือเจ้าบ่าว แต่ โอย ง่วง...

“ให้แล้วไม่รับคืนนะครับเถ้าแก่”

แสงชัยหยอดมุก ไพบูลย์หัวเราะร่วน “ต้องบอกภาคสิ ไม่ใช่บอกผม”

ภาคีได้แต่ยิ้ม ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายคุยกันอย่างออกรสออกชาติ เท่าที่รับรู้ แสงชัยเป็นคนอารมณ์ดี ก็ไม่แปลกใจที่ลูกสาวจะสดใสร่าเริงแม้จะไม่มีแม่

“ไม่ต้องห่วง แม่ครัวที่นี่เยอะแยะ”

รุจีได้ยินแว่ว ๆ ว่าป๊าขายเธอโดยอธิบายคุณสมบัติว่าเธอไม่เป็นงานบ้านงานเรือนสักกะผีก อย่างน้อยก็ยกน้ำชาได้นะป๊า เธอคิดแต่ไม่มีแรงเถียง เอนตัวพิงพนักโซฟา เท้าคางยันศีรษะเอาไว้ไม่ให้สัปหงก แต่แล้วก็ถ่านหมดกลายเป็นหนุนต่างหมอนจนได้

“รุ...”

กำลังเคลิ้มก็เสียงเรียกข้างหู เธอปรือตา เห็นหน้าภาคีลอยอยู่ใกล้ ๆ “ไปนอนในห้องไหม”

รุจีพยักหน้า ลุกขึ้นและเดินตามที่ภาคีจับจูงไปเหมือนต้องมนต์ ได้ยินเสียงใครสักคนพูดตามหลังว่าเป็นเพราะต้องตื่นเช้า พาน้องไปนอนก่อน แต่สมองไม่รับรู้แล้ว

ห้องพักผ่อนมีโซฟาที่ปรับเป็นที่นอนได้ ภาคีเอาหมอนอิงมาวางซ้อนให้พอดี อีกใบส่งให้กอด

“หลับไปก่อนเดี๋ยวใกล้เวลางานเย็นผมจะมาปลุก”

ไม่รู้ว่าตัวเองตอบไปว่าอะไร แต่พอเอนกายขนานพื้นโลก หลับตา รุจีก็เข้าสู่นิทราโดยพลัน ไม่ทันเห็นว่าภาคียิ้มอย่างเอ็นดู

          งานเลี้ยงตอนเย็นจัดที่โรงแรม แขกทยอยกันมา ระหว่างรอการต้อนรับก็ได้ชมภาพของบ่าวสาวที่ฉายบนจอไปพลาง โดยมีเสียงชื่นชมและความคาดไม่ถึงจากพนักงานของภาคีที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นเจ้านายตนเองในอิริยาบทน่ารัก ๆ เช่นนี้ ออแกไนเซอร์ของงานบริการเพิ่มรูปถ่ายจากพิธียกน้ำชาในสไลด์โชว์ด้วย จนได้เวลาภาคียกแขนให้รุจีเกาะและพาเดินเข้าไปในงาน เสียงปรบมือชื่นชมเกรียวกราว

ขนาดเหนื่อยและเพลียแต่รุจีก็ยังตื่นเต้น แทบไม่รู้สึกตอนที่ภาคีจับมือเธอให้ตัดเค้ก

“มือเย็น” เขาบอก เธอยิ้ม เขินสุดชีวิต ก็มันตื่นเต้นนี่นา คนตั้งเยอะ แต่ทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น ถึงตอนนี้รุจียอมรับในความเป็นผู้ใหญ่ของภาคีเป็นอย่างมาก เขาคอยกระซิบบอกว่าจะทำอะไรต่อไป เช่นตอนตัดเค้ก แทนที่จะตัดสองชิ้นแล้วยกไปให้บุพการีสองฝ่ายสองเที่ยว ก็ปรับเป็นให้รุจีถือไปให้พ่อของเขา ส่วนเขาถือไปให้ป๊าของเธอ ลดความไม่ถนัดในการที่คนสองคนต้องถือจานเล็กเพียงใบเดียว พิธีกรชื่นชมว่าน่ารักและเรียกเสียงปรบมือได้อีกระลอก

ภัทรานั่งอยู่กับอรรถและหยก โต๊ะเดียวกับผู้เป็นพ่อของคู่บ่าวสาว เธอรู้สึกถูกชะตากับน้องสะใภ้ อาจจะด้วยเพราะหน้าตาน่ารักและรวมไปถึงความเป็นผู้ใหญ่ใจดีของแสงชัยด้วย

ไพบูลย์ตักเค้กมาชิม

“อร่อยไหมคะคุณตา” หยกชะโงกหน้ามาถาม

“อร่อย เอาสิ”

“หยก นั่นเค้กของคุณตานะ อยากจะกินเดี๋ยวค่อยไปตักเอาสิ เสียมารยาท” ภัทราปรามลูกสาว

“เปล่านะคะ หยกแค่ถามเฉย ๆ” เธอปฏิเสธ ครั้นแล้วก็ก้มหน้าหงุดเพราะถูกสายตาดุของผู้เป็นแม่จ้องเขม็ง

“เดี๋ยวภัทรไปห้องน้ำก่อนนะคะ” ภัทราหยิบกระเป๋า ลุกจากโต๊ะ แต่พอเดินไปได้สองสามก้าวก็ย้อนกลับมา ก้มตัวกระซิบอะไรบางอย่างกับผู้เป็นพ่อ ไพบูลย์มองตามทิศทางที่เธอชี้ แววตาเปี่ยมสุขเคร่งขรึมทันที

“เดี๋ยวพ่อจัดการเอง” ไพบูลย์ลุกออกจากโต๊ะ

“อะไรกันเหรอคะ” คนอายุน้อยสุดถามอีกตามเคย

ภัทรากำลังจะดุลูกสาว แต่อรรถแตะแขนตัดจังหวะ “ช่างเถอะหยก ดูนี่ดีกว่า บ่าวสาวจะขอบคุณแขกในงานแล้ว” หยกชักคิ้วเล็กน้อย แต่รอดตัวจากการโดนแม่เจ้าระเบียบตำหนิ น้าภาคกับน้าสะใภ้ยืนคู่กันบนเวทีซึ่งยกสูงจากพื้นไม่มาก

“อยากจะให้คุณภาคีกับคุณรุจีกล่าวขอบคุณกับแขกในงานสักเล็กน้อยครับ”

พิธีกรยื่นไมค์ให้ เจ้าบ่าวดูหล่อสะอาดในชุดสีขาวเช่นกัน รอยยิ้มจาง ๆ ไม่ทำให้รู้สึกว่าเป็นการวางฟอร์ม ตรงข้ามกลับทำให้เขาดูสง่าและนุ่มลึกสมวัย บรรดาแก๊งเพื่อนรุจีกระซิบกระซาบชื่นชมไม่หยุดปาก          

          “ขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมางานนะครับ ขอบคุณป๊ามากครับ ผมสัญญาว่าจะดูแลลูกสาวป๊าให้ดีที่สุด”

          มือที่เกาะกุมมือรุจีนั้นอบอุ่นละลายความเย็นกระด้างจากการตื่นเต้น กระแสนั้นไหลสู่หัวใจ แม้เป็นคำสั้น ๆ แต่กล่าวได้จริงใจ รู้ดีว่าคู่ของเธอเริ่มต้นอย่างไม่มีบทนำ แต่เขาก็ได้ลั่นวาจาต่อหน้าคนมากมาย คำสัญญาที่เพียงพอจะร้อยชีวิตของพวกเขาทั้งคู่เข้าด้วยกันและสามารถบันทึกเรื่องราวได้นับต่อจากนี้

          ยิ่งมีเสียงปรบมือฮือฮารุจียิ่งเขิน พิธีกรยื่นไมค์มาหาเธอบ้าง

          “ก็...ขอบคุณทุก ๆ ท่านเหมือนกันค่ะ ขอบคุณป๊าที่เลี้ยงดูรุมาและให้สิ่งดี ๆ กับรุโดยตลอด รุรักป๊า แล้วก็...ขอบคุณสำหรับคำสัญญาจากเจ้าบ่าวค่ะ”

          ไม่เคยจะเขินอะไรขนาดนี้มาก่อนเลย มันเป็นความอายปนเปด้วยความตื่นเต้นบอกไม่ถูก ขนาดว่าเธอไม่ได้บ่มรักมากับภาคียังตื้นตันได้ขนาดนี้ เข้าใจแล้วว่าทำไมเจ้าสาวทั้งหลายถึงได้น้ำตาแตกตอนเข้าพิธี พอมองไปยังโต๊ะเห็นป๊ายิ้มหน้าบานแต่ตารื้น ๆ เช่นกัน  

          ที่พูดสั้นเท่านี้เพราะกลัวว่าถ้าต้องเอ่ยอะไรยาวกว่านี้ตัวจะม้วนเป็นหอยทากเสียก่อน ก็คนมันเขินนี่นา

          อรดาร้องแซวพร้อมปรบมือรัว ๆ สบตาเพื่อนบนเวที ทำสัญลักษณ์จิ้มแก้มตัวเอง รุจีได้แต่ยิ้มเขินตอบ ครั้นแล้วพิธีกรก็ประกาศว่าเป็นช่วงเวลาของการถ่ายรูปก็เท่ากับจบขั้นตอนกล่าวขอบคุณเพียงเท่านั้น หญิงสาวขมวดคิ้วฉับ

          “อ้าว ทำไมไม่มีหอมแก้มล่ะ หอมแก้มก่อนสิ”

          “คู่บ่าวสาวเขาไม่หอมกัน พี่หอมให้แทนไหม” ปุณณัติคู่หมั้นหนุ่มยื่นหน้ามาหายิ้มระรื่น อรดาชักคิ้วและดึงตัวหนี เพื่อนร่วมโต๊ะหัวเราะ

          “ไม่เกี่ยวซะหน่อย”

          “สงสัยพิธีกรโดนล็อคผลไว้แล้วแน่ ๆ” ไพรวรินทร์บอก เธอกับเพื่อนตั้งข้อสังเกตกันก่อนแล้วว่าเจ้าบ่าวของรุจีเป็นผู้ใหญ่ เมื่อไม่มีพิธีการกุ๊กกิ๊กเช่นนี้ก็ไม่แปลกใจ อีกประการหนึ่งเป็นเพราะทั้งคู่ก็เพิ่งรู้จักกันไม่นาน

          “อดเลย อารมณ์เสีย อยากเห็นน่ะ”

          “เดี๋ยวเขาก็ไปหอมกันเองแหละ ไม่ต้องห่วงหรอก” วลีรักษ์บอก ยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบ อรดามองเพื่อนซี้กับเจ้าบ่าวถ่ายรูปกับบรรดาแขกที่มางาน แฟนหนุ่มของเธอมองตามแล้วแสดงความเห็น

          “เป็นคู่ที่อายุห่างกันตั้งเยอะ แต่เวลายืนด้วยกันแล้วดูเหมาะกันจังดีนะ”

          “ก็แค่ภาพแหละพี่ปุณ ยังมีอะไรอีกเยอะที่คงต้องปรับเข้าหากัน ยายรุมันเปรียวปรู๊ดปร๊าดจะตาย”

          “งานนี้ฉันว่าไม่ต้องปรับ ปราบอย่างเดียว และเชื่อว่าคุณภาคีจะปราบอยู่ด้วย” ไพรวรินทร์พูดบ้าง ทั้งหมดสรุปตรงกันว่าต้องดูกันต่อไปยาว ๆ

          ปณิศราก้าวเข้ามาในห้องจัดเลี้ยงแค่ก้าวเดียวก็เจอกับไพบูลย์ที่ยืนอยู่ ราวกับว่าเห็นและรอเธอมาตั้งนานแล้ว หญิงสาวยกมือไหว้

          “ภาคเขาเชิญเธอด้วยเหรอ”

          ผู้ไม่ได้รับเชิญเตรียมพร้อมจะได้ยินคำพูดเช่นนี้อยู่แล้ว “เปล่าค่ะ แต่นิดอยากมาแสดงความยินดีกับภาค”

          “ไม่จำเป็นหรอก ไม่มีเธอภาคเขาก็มีความสุข เธอกลับไปเถอะ”

          เพราะคำพูดไร้หางเสียงซึ่งความอ่อนโยนทำให้ปณิศราต้องขบริมฝีปากระงับอารมณ์ ปั้นเสียงกลับ “ขอให้นิดเจอภาคได้ไหมคะ แป๊บเดียวเองค่ะ”

          “ฉันไม่อนุญาต”

          “ขอร้องนะคะ นิดมาในฐานะเพื่อน ใจคอคุณพ่อจะกีดกันเราสองคนไม่ให้เจอกันเลยเหรอคะ เมื่อก่อนก็เหมือนกัน”

          ดวงตาไพบูลย์ทอแสงจ้า “ถ้าจำไม่ผิดเธอเองต่างหากที่ทิ้งเขาไป อีกอย่างนะ อย่ามาเรียกฉันว่าพ่อ ฉันไม่ใช่พ่อเธอ” ไพบูลย์เหลือบมองชุดของหญิงสาวซึ่งเป็นชุดราตรีสีขาว “ฉันว่าเธอไม่ได้ตั้งใจจะมายินดีกับภาคเขาเท่าไหร่หรอกนะ แต่งตัวมาแบบนี้”

          หญิงสาวร้อนผะผ่าว ถูกอ่านใจออกและถูกทิ่มตำต่อหน้า เธอกำมือแน่น บีบน้ำตา

          ‘ผมสัญญาว่าจะดูแลลูกสาวป๊าให้ดีที่สุด’ เสียงของภาคีขอบคุณแขกที่มาในงานเข้าหูปณิศราชัดเจน ไพบูลย์ฉวยจังหวะ

          “ได้ยินแล้วใช่ไหม เรื่องของเธอเป็นอดีตไปแล้ว ยอมรับเถอะ ให้ภาคเขาเริ่มต้นชีวิตใหม่ดีกว่า”

          “แต่...”

          “กลับไปดี ๆ เถอะนะ อย่าให้ฉันต้องเรียกรปภ.เลย” ไพบูลย์กล่าวเฉียบขาด

น้ำตาหยดจากดวงตาของปณิศรา ก่อนที่เธอจะยอมหมุนตัวก้าวออกไปอย่างผู้พ่ายแพ้และน่าสงสาร ไพบูลย์ผ่อนลมหายใจ และเดินกลับเข้าในห้องจัดงาน

หากลับหลังไพบูลย์ ปณิศราปาดน้ำตาทิ้ง จ้องกลับมาด้วยดวงตาวาวโรจน์

งานจบลงด้วยความชื่นมื่น หลังจากถ่ายรูปกันจนหนำใจ แขกที่มาต่างทยอยกันกลับ รุจีกอดกับเพื่อนทุกคนเป็นการขอบคุณที่มา ไพวรินทร์ อรดาและพอถึงวลีรักษ์ก็กระซิบ

“ฝากความคิดถึงถึงพี่ธนุสด้วยนะ”        

“ไอ้รุ”

รุจีหัวเราะ เพราะรู้ว่าธนุสรอเพื่อนของเธออยู่ประจำในตำแหน่งคนขับรถไม่ได้เข้ามาในงาน

“เดี๋ยวฉันก็ฟ้องเจ้าบ่าวแกซะหรอก” วลีรักษ์คำรามตอบ เจ้าสาวตัวแสบโคลงศีรษะ ก่อนทั้งหมดจะแยกกัน เพราะได้ฤกษ์ส่งตัวบ่าวสาวเข้าหอ ไพรวรินทร์กลับกับวลีรักษ์อย่างเคย ส่วนอรดาก็มีสารถีขับไปส่งที่บ้าน

เนื่องจากเวลามงคลไม่ดึกมากและต้องการความสะดวกภาคีกับรุจีจึงเลือกห้องสูทของโรงแรมเป็นห้องหอ บัดนี้ทั้งคู่นั่งพับเพียบอยู่บนพื้นต่อหน้าบุพการีทั้งสอง โดยมีภัทรากับอรรถยืนอยู่ที่มุมห้อง

“ฝากน้องด้วยนะคุณภาค มีอะไรก็ค่อย ๆ คุยกัน”

“ครับป๊า”

แสงชัยเป็นฝ่ายอวยพรก่อน  เขาพูดกับลูกเขยสั้น ๆ ครั้นพอหันมาทางลูกสาว เสียงเครือเล็กน้อย

“รุ...โตแล้วนะลูกสาวป๊า...”

รุจีเหลือบมอง อย่าดราม่านะป๊า ตอนแรกสนับสนุนให้แต่งงานนัก มาถึงตอนนี้จะทำตาแดงทำไมเนี่ย เธอใจหายเหมือนกันนะ

“อย่าดื้อมากนัก เชื่อฟังคุณภาคนะ ป๊าขอให้รุมีความสุข”

ตอนนี้ไม่ตื่นเต้นแต่ซาบซึ้งจนอยากจะร้องได้ รุจีกราบที่เท้าบุพการี พยายามจะกลั้นน้ำตาไว้ ถึงแม้จะไม่สวยหรูแต่เธอรู้ว่าป๊ารักเธอแค่ไหน พ่อเลี้ยงลูกสาวมาตามลำพังหลังจากที่แม่ตายจากไปหลายปีแล้ว ช่วงเวลานี้รุจีนึกถึงยามที่ตัวเองดื้อและเอาแต่ใจตัวเอง ป๊าก็ยังไม่โกรธ

ถึงคราวไพบูลย์

“ขอให้ภาคมีความสุขกับชีวิตคู่ รักและอภัยให้กันมาก ๆ แล้วทุกอย่างจะดีเอง แล้วก็...พ่อรอหลานอยู่นะ”

รุจีได้ยินเสียงดังฉ่าราวกับเอาหน้าไปแนบกะทะเทปันยากิ ควันขึ้นโขมง หัวหูร้อนผะผ่าว จะทำให้เขินไปถึงไหนคะ เห็นเปรี้ยวแบบนี้แต่นางสาวรุจีเพิ่งออกจากโรงงานนะ ปิดผนึกอย่างดี

ไม่รู้ว่าภาคีทำหน้าอย่างไรเพราะไม่กล้ามอง คงยิ้มตามสไตล์เขา เปลือกหอยอยู่ไหน อยากม้วนอีกรอบ

“หนูรุ...ขอให้มีความสุข ดูแลภาคดีๆ นะ”

“ค่ะคุณลุง”

ไพบูลย์ยกคิ้ว “หืม...คุณลุงอะไร เรียกแบบภาคสิ”

รุจีเขิน สบตาป๊าตนเอง เห็นสายตาสนับสนุน “ค่ะ คุณพ่อ”

ภัทรากับอรรถมาอวยพรให้ปิดท้าย รุจีกอดแสงชัยแน่นก่อนจะออกจากห้อง จนเหลือเพียงเจ้าบ่าวกับเจ้าสาว และเตียงที่มีกลีบกุหลาบโรย จะโรยทำไมเสียงเวลาต้องมาเก็บกวาด รุจีคิดเรื่อยเปื่อยแก้เขินและอาการเกร็ง

ขณะที่รุจีกำลังยืนงงอยู่กลางห้อง จับต้นชนปลายไม่ถูก จะทำอะไรก่อนดี ปกติแล้วเธอจะขึ้นชื่อเรื่องสมองไวในการแก้สถานการณ์และเอาตัวรอด แต่นาทีนี้มันไม่ใช่ ที่สำคัญเธอรู้ว่าขั้นตอนต่อไปคืออะไร แต่แกล้งโง่หนีความจริง

“ผมอาบน้ำก่อนนะ หรือรุจะอาบก่อน”

รู้งี้น่าจะถามจากยายวาวมาซะหน่อย

“รุ...”

“คะ?” เธอสะดุ้ง ก้าวถอยออกจากภาคีไปอย่างไม่จำเป็น ทั้งที่เขาก็แค่เดินมาใกล้ ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อย เข้าใจความตื่นเต้นของเธอ

“งั้นเดี๋ยวผมอาบน้ำก่อนนะ รุจะได้นั่งพักก่อน”

เขาบอก หยิบเสื้อคลุมจากตู้ในห้องไปเปลี่ยนในห้องน้ำ ถอดชุดเจ้าบ่าวออกมาวางไว้บนเตียง รุจีมองเงียบ ๆ กิริยาท่าทางเขาเป็นธรรมชาติ ฉุกคิดได้ขึ้นมาว่าหากเธอจะทำตัวไม่ถูกก็ไม่แปลกเพราะนี่คือประสบการณ์ครั้งแรกของเธอ ไม่มีต้นแบบหรือใครมาบอกว่าควรจะทำอย่างไร สำหรับภาคีแล้ว เขาเคยผ่านสถานการณ์แบบนี้มาแล้วหนหนึ่ง

จนได้ยินเสียงน้ำจากฝักบัว รุจีถึงได้ถอนใจยาว ทำไมมันเกร็งอย่างนี้นะ รู้สึกต้องรวบรวมความเก่งกล้ากลับมาซะหน่อย เพราะมันกระจัดกระจายไประหว่างพิธีหมดแล้ว ถ้าเพื่อนรู้ว่าเธอนั่งอึ้งเหมือนโดนสะกดแบบนี้คงล้อกันสนุกปาก

หญิงสาวมองเข้าไปในกระจก เครื่องสำอางยังสวยสดอยู่เลยแม้เวลาจะเกือบสี่ทุ่มแล้วก็ตาม จริงด้วย ก่อนอื่นต้องจัดการตัวเองก่อน คิดได้แล้วก็เคลื่อนตัวไปหากระเป๋า หยิบข้าวของเครื่องใช้สำหรับทำความสะอาด กำลังจะเริ่มก็คิดได้ว่ายังอยู่ในชุดเจ้าสาว เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีที่สุด เธอไปคว้าเอาเสื้อคลุมมาบ้าง จัดแจงถอดชุดแต่งงาน เอ... ก็ไม่ได้ถอดยากอย่างที่คิด ทำไมดูในหนังหรือซีรีส์ทำไมต้องให้เจ้าบ่าวถอดให้ทุกทีเลยนะ

เรียบร้อย เอาไปวางบนเตียง กำลังจะถอยมาเช็ดเครื่องสำอาง เห็นชุดที่วางคู่กันแล้วชะงัก หยิบโทรศัพท์

พอได้ทำอะไรแบบนี้แล้วรู้สึกจิตวิญญาณจะกลับมา แหม เธอมันคนรุ่นใหม่ไว้ใจอินสตาแกรม ขอสักหน่อยนะ

ภาคีออกจากห้องน้ำมาตอนรุจีเช็ดเครื่องสำอางเสร็จพอดี พยายามระงับไม่ให้มือสั่น แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้ตะลึงหรือทำท่าประหลาดใจอะไรมากนัก เขาหยิบทั้งสองชุดไปใส่ถุงเก็บอย่างดี รุจีต่างหากที่มอง จะว่าไปการไม่ต้องพูดอะไรมากมายก็ช่วยบรรเทาอาการหัวใจวิ่งวนได้เหมือนกัน

สายน้ำทำให้กายที่อ่อนเพลียสดชื่นขึ้น แต่ไม่ทำให้ใจลดความร้อนรุ่มเพราะการคาดเดาอะไรล่วงหน้าได้ พอรุจีออกจากห้องน้ำก็เห็นภาคีนั่งอยู่บนเตียง ชายหนุ่มสวมเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงผ้า กำลังดูอะไรในโทรศัพท์มือถือ พอสังเกตเห็นเธอก็หยิบไปวางที่โต๊ะใต้โคมไฟ

ได้เวลาขึ้นเขียง เอ้ย เตียงสิ เอ๊ะ หรือเขียง อันไหนให้ความรู้สึกดีกว่ากันนะ

“หิวไหม ในตู้เย็นมีนมด้วยนะ”

รุจีส่ายหน้า พอภาคีขยับเพิ่มพื้นที่ให้ เธอก็เดินไปเหมือนต้องมนต์สะกด เตียงนุ่มนะ แอร์ก็เย็นดี ห้องนี้สวยดี ความคิดรุจีกำลังแล่นไปนอกจักรวาลแล้ว

ภาคีจับมือเธอ “ยังไม่หายเย็นอีกเหรอ” เขาพูดยิ้ม ๆ เอื้อมมืออีกข้างมากดไหล่เธอเชิงให้นอน รุจีรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นเป็นจังหวะเมทัลร็อคและกำลังจะทะลวงอกออกมา

ในที่สุดก็อยู่ในอ้อมกอดของเขา หญิงสาวตัวแข็ง ตรงหน้าคือแผ่นอก ได้กลิ่นครีมอาบน้ำผสมกับกลิ่นบางอย่างที่เหมือนชาหอม ๆ

“ไม่มีอะไรหรอก วันนี้เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว นอนเถอะ”

โอ๊ะ! เธอเงยหน้ามองเขาอย่างคาดไม่ถึง รอยยิ้มนั้นอบอุ่น เขาแตะริมฝีปากบนหน้าผากเธอ วิญญาณที่ลอยไปนอกจักรวาลกลับเข้ามาในร่าง เหมือน...เหมือนอะไรนะ

ใช่เลย พระเอกอีกแล้ว

เพราะรู้จักกันไม่นาน ผมจะรอจนกว่าคุณจะพร้อม ใช่เลย นี่แหล่ะ รุจีเผยอยิ้มออกมา เอาไปทบรวมกับซีนฝนตกเมื่อครั้งก่อนก็พอจะโรแมนติกได้นะ หัวใจลดความป่วนเป็นจังหวะสโลว์ชวนให้เคลิ้มฝัน และพาให้เธอหลับสนิทในอ้อมกอดนั้นไปตลอดคืน

สิ่งแรกที่รุจีลืมตามาเห็นคือดวงตาคมที่กำลังมองมา ทำให้เธอหลับตาไปหนหนึ่งและเปิดขึ้นอีกครั้งและพบว่าดวงตานั้นยังคงอยู่ แล้วค่อย ๆ เพิ่มในจักษุประสาทด้วยจมูก ใบหน้า คิ้ว คาง ริมฝีปาก

“เป็นอะไร”

มีเสียงด้วย เธอชักตัวไปด้านหลัง ค่อย ๆ ประมวลความ มีคนนอนข้างเธอ ผู้ชาย รุจีกะพริบตา กวาดตารอบห้อง ไม่ได้เมาค้างจนจำสถานที่ไม่ได้ ดังนั้นวินาทีเดียวความทรงจำทั้งหมดก็ไหลเข้าเติมเต็มได้ทันท่วงที

เธอแต่งงานแล้ว ที่นี่คือห้องหอ ผู้ชายที่อยู่ข้าง ๆ แถมกอดเธออยู่คือ สามี

“คุณภาคี”

ภาคียิ้ม นัยน์ตาเป็นประกายเพราะแสงแดดที่ส่องจากหน้าต่าง

“ทำไมล่ะ”

รุจีขยับตัว กะพริบตาถี่ ๆ ไม่เคยตื่นเช้ามาแล้วพบกับมนุษย์โลกโดยที่ยังไม่ล้างหน้าแปรงฟันมาก่อน นี่เป็นครั้งแรกและจะต้องเป็นแบบนี้ไปตลอดเลยใช่ไหม หน้าตาเธอตอนตื่นนอนในสายตาของเขาเป็นยังไงนะ น่าเกลียดขนาดไหน ก็บางทีตัวเองยังรับไม่ค่อยได้ โดยเฉพาะเวลาแฮงค์

ภาคีขยับวงแขน รั้งเธอเข้าไปแนบอก เขาตื่นก่อนเธอครู่ใหญ่จนมีเวลาเพ่งพิจ ผิวแก้มนั้นนวลใสเย้ายวน แต่ไม่อยากรู้สึกเหมือนตัวเองขโมยความหวานล้ำทั้งที่ก็มีความเป็นเจ้าของอยู่แล้ว พอรุจีตื่นมาแล้วทำตาปรือ ๆ ใส่แบบสงสัยปนเขินอายทำให้ความยั้งใจไม่จำเป็น

เขาหอมแก้มเธอ รุจีสะดุ้ง ไม่ทันทักท้วง หอมที่สองที่สามก็ตามมา จูบนุ่ม ๆ อีกหน แถมกระดุมเสื้อนอนถูกปลดออกไปอีก เดี๋ยว ๆ!

“คุณภาคีคะ”

เธอยกมือยันแผ่นอกเขา แก้มร้อนผะผ่าวจากสัมผัส ไม่ได้รังเกียจหรอกนะ แต่อยู่ดี ๆ มาจู่โจมไม่ทันตั้งตัวแบบนี้ ตั้งรับไม่ทัน ไม่มีอินโทรนำหรือไหว้ครูหน่อยเลยเหรอ

“ทำไม”

เขาถามง่าย ๆ แต่ไม่รอคำตอบเพราะยังพรมจูบและพาร่างมาห่มเธอแทนผ้านวม หญิงสาวสะท้านเพราะมือนั้นลูบบนเนื้อนวล ใจเต้นไม่เป็นส่ำ รู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร แต่...

“คือ...คุณภาคี มัน...เช้าแล้วนะคะ”

เขาชะงักเล็กน้อย ใช่ คิดสิ มันเช้านะ ถึงจะถูกที่แต่ไม่ถูกเวลาเท่าไหร่

“เช้าเหรอ แล้วไง”

รุจีแทบจะอึ้งไม่ทันเพราะถูกจูบเสียก่อน และต่อจากนั้นเธอก็ไม่อาจถามหรือแย้ง หรือต่อต้านอะไรเขาได้อีกเลย

ก็ไม่ ‘แล้วไง’ หรอก ถึงขึ้นนี้แล้ว  

          แค่เคือง...นึกว่าพระเอกจะรอจนกว่านางเอกจะพร้อม หลอกให้ตายใจนี่นา

 



13.2.18

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว