เคะแก่ คือ นิพพาน :P

.:: ตอนที่ ๒ ::. รัก ใคร่ ชอบ พอ NC 18+

ชื่อตอน : .:: ตอนที่ ๒ ::. รัก ใคร่ ชอบ พอ NC 18+

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 64.9k

ความคิดเห็น : 88

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.พ. 2561 13:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
.:: ตอนที่ ๒ ::. รัก ใคร่ ชอบ พอ NC 18+
แบบอักษร

__________________________________________

เรื่องเล่าจาก หอคณิกาชาย

__________________________________________

ตอนที่ ๒

รัก ใคร่ ชอบ พอ


“มือของเจ้า หลินเอ๋อร์”

จ้าวเสวียนใช้แรงเพียงเล็กน้อยก็ดึงร่างโปร่งนั้นให้ลงมานั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ส่วนเขานั่งอยู่ตรงขอบเตียงสี่เสา ลู่ไป๋หลินนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาไม่ได้นั่งอยู่บนเก้าอี้แล้วกว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่มือแกร่งนั้นเอื้อมมาสัมผัสหยอกเย้าที่ติ่งหูข้างหนึ่ง

“เจ้างามมาก”

คำว่า ‘งาม’ นำมาชื่นชมบุรุษนั้นไม่เหมาะสมยิ่งนัก ทว่ากลับเป็นคำที่บรรยายภาพตรงหน้าของเขาได้ดีที่สุด ยิ่งมองจากมุมนี้สาบเสื้อที่เผยออ้าเพราะไร้สายรัดเอวยิ่งขับเน้นให้เกิดภาพอันเย้ายวน ใบหน้าที่เบี่ยงหลบมือของเขานั้นยิ่งกระตุ้นให้เกิดความคิดอยากครอบครอง

จ้าวเสวียนเอ่ยปากสั่งอย่างคุ้นชิน

“หลินเอ๋อร์ สัมผัสข้า”

“สัมผัส?”

“เจ้าทำเป็น”

วันนั้นเขาเห็นด้วยสองตา เรื่องใช้มือนี้ท่านรองเจ้ากรมไม่ต้องให้เขาสอนตั้งแต่แรก มือแกร่งนั้นละออกจากติ่งหูนิ่มแล้วเลื่อนมากุมมือเรียวสวยนำพามายังส่วนนั้นที่กำลังแข็งขึงผ่านร่มผ้า

แค่นั้นลู่ไป๋หลินก็เข้าใจได้แล้วเช่นกัน

แต่…

“เสวียน ข้าต้องทำเช่นนี้ให้ภรรยาด้วยหรือ**?”**

ประโยคนี้กล่าวออกมาได้ใสซื่อยิ่ง หากเขามิใช่จ้าวเสวียนที่รักษาอารมณ์บนสีหน้าได้เป็นหนึ่งไม่มีสองแล้วล่ะคงต้องหลุดพิรุธออกมาเป็นแน่! เขาลอบกระแอมเสียงหนึ่งก่อนจะฉุดร่างโปร่งช่างสงสัยนั้นขึ้นมานั่งข้างกัน

“ข้าจะสอนไว้ให้เจ้าสอนภรรยา”

นอกจากหน้าไม่เปลี่ยนสีแล้วเขายังกล่าวคำโกหกได้เรียบลื่นอย่างยิ่ง

“สตรีไม่มีสิ่งนี้หรือ?”

สิ่งนี้คือสิ่งที่ลู่ไป๋หลินกำลังสัมผัส และสิ่งนี้คือสิ่งนั้นของจ้าวเสวียน

“ไม่มี”

“แล้วมีสะ...อื้อ”

ชายหนุ่มเลือกที่จะปิดริมฝีปากช่างจำนรรจานั้นเอาไว้ ริมฝีปากนั้นบดเบียดหยอกเย้า เรียวลิ้นนั้นก็ล่อลวงให้ลู่ไป๋หลินมึนงง แค่เพียงครู่หนึ่งนัยน์ตากลมก็ปรือปรอย ลมหายใจขาดห้วงจนยามที่จ้าวเสวียนละออกต้องหอบหายใจหนัก จ้าวเสวียนเว้นจังหวะให้เพียงเล็กน้อยแล้วประกบริมฝีปากลงไปอีกครั้ง

“อือ...”

มือแกร่งนั้นปลดเชือกรัดกางเกงของลู่ไป๋หลินแล้วเข้าจู่โจมส่วนนั้นอย่างรวดเร็ว เขาค่อยๆ กอบกุมจากส่วนบนแล้วรูดรั้งลงไปยังส่วนโคนที่อยู่ด้านล่าง เพียงไม่นานส่วนที่อ่อนตัวก็เริ่มแข็งขึง ลมหายใจของร่างโปร่งยิ่งถี่กระชั้น

สิ่งที่จ้าวเสวียนคิดไม่ถึงคือ เขากำลังถูกจู่โจมกลับด้วยท่วงท่าเดียวกัน!

“อืม”

จ้าวเสวียนครางเสียงต่ำเมื่อส่วนนั้นอยู่ในอุ้งมือนิ่ม รู้สึกถึงข้อนิ้วเรียวยาวที่โอบรอบได้อย่างชัดเจน เขาปล่อยริมฝีปากบวมเป่งนั้นให้เป็นอิสระแล้วไล้จมูกโด่งสันเข้าซอกซอนที่ลำคอขาวผ่อง ขบเม้มและดูดดุนจนเกิดรอยตีตรา

“อะ...”

“ทำเช่นนี้จะเกิดรอยรัก”

เขาไม่ลืมว่าต้องสอนท่านรองเจ้ากรมไปด้วย

ลู่ไป๋หลินรับรู้ถึงริมฝีปากได้รูปที่ขบเม้มอยู่ตรงแอ่งชีพจรแล้วดูดเนื้ออ่อนส่วนนั้นจนเจ็บแปลบ มือแกร่งยังคงรัดรึงส่วนปรารถนานั้นเป็นจังหวะเนิบช้า ทว่าก่อกวนความกระสันในท้องน้อยจนบิดมวน

“สะ...เสวียน”

“หืมม์”

“ทำบ้าง”

“...”

“ข้าทำให้ท่านบ้าง”

สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าจ้าวเสวียนกำลังกดข่มความรู้สึกตัวเองเพียงไร!

ใครสั่งใครสอนให้ลู่ไป๋หลินกล่าววาจาน่าข่มเหงเช่นนี้!

ส่วนนั้นของเขาขยายขึ้น มิใช่เพราะริมฝีปากสวยที่กำลังขบเม้มอย่างเงอะงะอยู่บนแผ่นอกของเขา แต่เป็นเพราะผลอิงเถาที่แข็งเป็นไตนั้นเบียดเสียดเข้ามาใกล้ มือเรียวสวยของลู่ไป๋หลินไม่อาจกำส่วนนั้นรอบได้อีกแล้ว

แสงเทียนในห้องนั้นสว่างมากนักเพราะก่อนหน้านี้ลู่ไป๋หลินจุดไว้เพื่อเขียนฎีกา ดังนั้นเมื่อขบเม้มได้ครู่หนึ่งร่างโปร่งจึงผละออกมาดูผลงานบ้าง พอได้เห็นสีชมพูอ่อนจางบนผิวสีเข้มคิ้วเรียวสวยก็ขมวดเข้าหากัน ทั้งยังส่งเสียงจิ๊ปากอย่างขัดใจ พอดูรอยที่จ้าวเสวียนทิ้งไว้บนแผ่นอกของตนก็ก้มลงขบเม้มแผ่นอกหนั่นแน่นนั้นอย่างไม่ยอมแพ้

จ้าวเสวียนมองเห็นทีท่านี้น่าเอ็นดูนี้ก็อดจะเผยรอยยิ้มออกมาไม่ได้

“หลินเอ๋อร์ทำได้ดีแล้ว”

เขาเอ่ยพลางปล่อยลมปราณสายหนึ่งดับแสงเทียนทั้งหมด

ทั้งห้องจึงเหลือเพียงแสงสว่างจากพระจันทร์กลมโตเพียงเท่านั้น ทว่าใต้แสงจันทร์นวลนี้ ร่างขาวโพลนกลับยิ่งยวนเย้า

จ้าวเสวียนก้มลงโต้ตอบริมฝีปากเล็กด้วยการขบกัดบนยอดอกสีอ่อน รุกเร้าที่ส่วนปรารถนาจนลู่ไป๋หลินหอบหายใจหนัก ไม่อาจจะขบเม้มบนแผ่นอกนั้นได้อีก ร่างโปร่งนั้นอ่อนยวบจนจ้าวเสวียนต้องใช้แขนอีกข้างหนึ่งประคองเอาไว้

“อะ...”

เสียงครางเครือนี้เป็นดั่งไฟร้อนที่ร่วงลงบนดินปืน

ชายหนุ่มปาดน้ำสีขุ่นที่เล็ดลอดออกมาจากส่วนปลายนั้นไว้ก่อนจะสอดเข้าไปในรอยจีบด้านหลังของร่างอ่อนแรงที่ซุกซบอยู่บนอก ลู่ไป๋หลินเกร็งร่างโดยอัตโนมัติมือน้อยนั้นพยายามหยุดการเคลื่อนไหวของสิ่งที่รุกล้ำเข้ามาภายใน

“สะ...เสวียน”

“เจ็บหรือไม่?”

“ไม่”

“แล้วรู้สึกอย่างไร?”

“แปลก...ไม่เหมือนตอนที่ทายา”

จ้าวเสวียนก้มลงกัดริมฝีปากบวมแดงนั้นอย่างหมั่นเขี้ยว

ใครใช้ให้ปากน้อยๆ นี้ช่างเอ่ยวาจาได้ยั่วยวนเช่นนี้!

ข้อนิ้วแข็งแรงค่อยๆ หมุนวนเปิดปากทางที่ปิดแน่นให้ผ่อนคลาย มืออีกข้างหนึ่งพลิกกายขาวสะอาดให้หันหน้าไปทางเดียวกับเขา แล้วดึงให้แผ่นหลังบอบบางที่ยังมีเสื้อหลุดรุ่ยนั้นพิงลงบนแผ่นอกแล้วนำนิ้วออกจากช่องทางอ่อนนุ่มก่อนจะจดจ่อแก่นกายไปที่รอยจีบ

“หลินเอ๋อร์ ค่อยๆ นั่งลงมา”

“นะ...นั่ง?”

นั่งลงไปแล้วสิ่งนั้นจะไม่เข้ามาหรือ*!?*

ลู่ไป๋หลินที่ถูกพลิกกายไปมายังมึนไม่หายถึงอย่างนั้นเขาก็รู้สึกได้ว่ามีสิ่งหนึ่งจดจ่ออยู่ไม่ไกลจากตรงนั้น จ้าวเสวียนค่อยๆ ใช้ฝ่ามือบังคับบั้นเอวขาวโพลนให้ทิ้งลงกลืนกินความปรารถนาทีละนิด

“เสวียน”

“อย่าเกร็งนะหลินเอ๋อร์”

“อะ...แน่น”

ความปรารถนาที่เข้ายึดครองในส่วนนั้นความเจ็บปวดในคราแรกค่อยเปลี่ยนเป็นความรู้สึกอึดอัดคับแน่น ความรู้สึกนั้นทำให้ลู่ไป๋หลินจำต้องเผยอปากอ้าหอบหายใจหนัก จ้าวเสวียนเองก็ถูกโพรงถ้ำอบอุ่นนี้โอบรัดจนไม่อาจขยับ

ชายหนุ่มไม่ปล่อยให้ลู่ไป๋หลินนั้นได้คิดมากนัก แขนข้างหนึ่งเขาโอบรอบเอวยึดร่างโปร่ง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งลูบไล้ไปที่ส่วนแข็งขึง

“หลินเอ๋อร์ จำไว้ให้ดีนะว่าข้าสัมผัสเจ้าอย่างไร”

“ตรงนั้น! อ้ะ!”

“รู้สึกอย่างไร?”

เสียงครางแผ่วดังขึ้นเป็นระลอกยามที่ปลายนิ้วแข็งกดวนลงที่ส่วนปลาย

“เสวียน”

“รู้สึกอย่างไร?”

“อือ...วูบที่ท้อง”

จ้าวเสวียนหัวเราะแผ่วแล้วเพิ่มแรงมากขึ้น

“เช่นนี้เล่า?”

“วูบที่ท้องแล้ว...เหมือนกระจายออก”

“ผู้อื่นเรียกว่า ‘เสียวซ่าน’ จำไว้นะหลินเอ๋อร์”

ชายหนุ่มบีบส่วนปลายนั้นแน่นก่อนลากลงสู่เบื้องล่าง เพียงเท่านั้นคนที่ไร้เดียงสาก็กระตุกไปทั้งตัว ปฏิกิริยานี้ยิ่งกระตุ้นให้เขาขยับเร็วขึ้น เสียงชื้นแฉะนั้นดังก้องไปทั่วค่ำคืนเงียบสงบ

ยิ่งลู่ไป๋หลินเกิดอาการ ‘เสียวซ่าน’ ช่องทางด้านหลังยิ่งรัดแน่น จ้าวเสวียนขบกรามจนเผยให้เห็นเส้นข้างขมับ เขาหยุดมือที่ปรนเปรอส่วนปรารถนานั้นแล้วทว่าไม่ได้ละออกไปไหน

เสียงทุ้มต่ำกระซิบสั่งชิดริมใบหูขาวที่ตอนนี้ขึ้นสีแดงจัด

“หลินเอ๋อร์ ขยับเองสิ”

ลู่ไป๋หลินไม่เหลือสติให้นึกคิดสิ่งใดอีกแล้ว ความปรารถนาที่หยุดชะงักเบื้องหน้าทำให้เขาเลือกจะขยับกายเข้าสัมผัสมือแข็งแรงนั้นเอง ทว่าก็ทำได้อย่างเงอะงะเต็มที

“เก่งมาก”

“อะ...เสวียน ไม่ไหว...ขามัน...สั่น”

จ้าวเสวียนเผยรอยยิ้มเอ็นดู ทั้งนัยน์ตายังเจือกระแสอ่อนหวานโดยที่เขาไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย เขาจูบซับที่ขมับชื้นเหงื่อนั้นอย่างปลอบประโลม แล้วเป็นฝ่ายควบคุมทุกอย่างเอาไว้ด้วยตนเอง

มือแกร่งนั้นขยับบนความปรารถนารูดรั้งตั้งแต่ส่วนล่างจนสุดส่วนปลาย ในขณะที่มืออีกข้างหนึ่งขยับยกสะโพกขาวให้ไปในจังหวะเดียวกัน

“อ้ะ...”

“ดีหรือไม่?”

“ดี...อื้อ ตรงนั้น! อ้ะ”

เขากดย้ำจากทางด้านหลังอีกรอบเพื่อให้แน่ใจว่าจุดที่ทำให้ร่างโปร่งนี้สั่นสะท้านนั้นอยู่ที่ใดแล้วจึงค่อยๆ ผ่อนร่างโปร่งนั้นลงบนเตียงก่อนจะยึดสะโพกขาวนั้นเอาไว้

พั่บๆ!

เอวหนานั้นขยับระรัวในขณะที่มือแกร่งนั้นกลับกดปิดในส่วนปลาย ลู่ไป๋หลินราวกับนกที่ไม่อาจออกจากกรง มือเรียวสวยนั้นพยายามป่ายปัดสิ่งที่ปิดกั้นนั้นให้ออกห่าง

“เสวียน...ปล่อย”

“ไปพร้อมกัน”

“อะ...อะ...เสวียน”

พั่บๆ!

ลู่ไป๋หลินกัดฟันแน่นส่งเสียงครางเครือไม่หยุด จุดอ่อนไหวทางด้านหลังถูกกระทบระรัว

“หลินเอ๋อร์...”

“อะ...ฮะ”

“พร้อมกันนะ”

พั่บๆ!

ในจังหวะสุดท้ายนั้นเพียงมือแกร่งละออกจากส่วนปลายความปรารถนาที่ปิดไว้ น้ำอุ่นร้อนจัดก็ฉีดพุ่งออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ลู่ไป๋หลินกรีดร้องเสียงหนึ่งก่อนที่จะทรุดฮวบลงราวไร้กระดูก

จ้าวเสวียนกระแทกเข้าลึกจนสุดแล้วปลดปล่อยกระแสร้อนระอุเข้ากระทบกับจุดอ่อนไหวโดยแรง ลู่ไป๋หลินสัมผัสได้ถึงเส้นประสาทที่เต้นอยู่บนส่วนนั้นที่กระทบเข้ากับผนังอ่อนนุ่มทว่าไม่มีแรงที่จะเอ่ยสิ่งใด

ทันทีที่ส่วนแข็งขึงนั้นถอนออก ความร้อนสายหนึ่งก็ไหลลงสู่ต้นขาขาว ลู่ไป๋หลินหอบใจหนักก่อนที่จะรู้สึกถึงริมฝีปากที่กดจูบเขาตรงหน้าผาก เส้นผมเปียกชื้นที่ปรกดวงตาอยู่ถูกจับออกไปอย่างแผ่วเบา

“จำได้บ้างหรือไม่?”

“...น่าจะ...”

จ้าวเสวียนคลี่ยิ้มกว้างขึ้นมองลู่ไป๋หลินที่หลับตาตอบอย่างอ่อนโยน ผิวกายเรียบลื่นอบอุ่นนี้ให้สัมผัสที่ดีนัก เขาจูบลงบนเปลือกตาของนักเรียนดีเด่น

ดูเหมือนว่าลู่ไป๋หลินจะหยัดสะโพกรับในจังหวะสุดท้าย*?*

เสียงหัวเราะขลุกขลักดังขึ้นในลำคอ เห็นทีว่าเรื่องนี้จะคล้ายการฝึกยุทธ์กระมัง พูดไปคงไม่เข้าใจ ต้องลงมือทำถึงจะเข้าถึง จ้าวเสวียนห่มผ้าให้อย่างเอาใจใส่ในจังหวะที่กำลังจะผละออกไปจากเตียงตามความเคยชินทว่าเขากลับเปลี่ยนใจแล้วพลิกกายลงนอนเคียงข้าง ดึงให้ร่างโปร่งนั้นแนบชิด

ราตรีนี้เป็นค่ำคืนแรกที่เขาร่วมเตียงกับผู้อื่นจนถึงเช้า






.:: เรื่องเล่าจาก หอคณิกาชาย ::.






จ้าวเสวียนเฝ้ามองคนที่หลับสนิทอยู่ในอ้อมแขน เพิ่งจะยามเหม่าเท่านั้น แต่เขาที่ตื่นเวลานี้จนเป็นนิสัยก็ไม่อาจหลับตากลับสู่ห้วงนิทราต่อได้ คิมหันต์ปีที่แล้วร้อนนัก วัสสานะกลับมีน้ำมาก ต่างจากปีนี้ที่คิมหันต์หาได้ร้อนระอุ มิรู้ว่าหยาดพิรุณจากฟ้าจะมากน้อยอย่างไร

ใต้หล้านี้ทุกสิ่งขึ้นกับ ลิขิตสวรรค์ เสมอ

ไม่ว่าจะน้ำท่วม หรือ น้ำแล้ง ก็ภาวนาขอพรให้ทวยเทพโปรดเมตตา

ทว่าลู่ไป๋หลินมิได้ตั้งโต๊ะหมู่ มิได้เตรียมเครื่องเซ่นสังเวย มิได้จุดธูปคาราวะ แต่ใช้สองมือนี้ขีดเขียนชะตา อยากให้มีน้ำเพียงพอทุกปี คราที่มีน้ำมากก็เก็บไว้เผื่อในคราที่มีน้ำน้อย พยายามผลักดันเรื่องเหลวไหลในสายตา ‘คนผู้นั้น’ จนถูกเพลิงโทสะไล่ออกจากท้องพระโรงก็ยังดึงดัน

มือของเขาลูบมือขาวราวหยกนั้นไปมา สัมผัสอุ่นเรียบลื่นนี้ล่อลวงให้เขาไม่อาจจะละวางลงได้ เป็นเพราะลู่ไป๋หลินเขาถึงได้มีความคิดจากศักดิ์ฐานะขึ้นมาบ้าง

จ้าวเสวียนจมจ่อมอยู่ในความคิดของตน มือที่เขากุมอยู่นั้นเปลี่ยนให้มือของเขาเป็นอุณหภูมิเดียวกัน รอจนถึงยามเฉินเปลือกตาขาวราวมุกหยดน้ำก็เคลื่อนไหว เขาเฝ้ารอจะได้เห็นใบหน้าตื่นตะลึงชวนขบขวนทว่าลู่ไป๋หลินกลับเพียงเบิกตามองเขาครู่หนึ่งแล้วกลับคืนสู่ความสงบเช่นปกติ

“เจ้านอนร่วมเตียงกับผู้อื่นตลอดงั้นหรือ?”

เขามั่นใจว่าตนเองมิได้มีโทสะแต่น้ำเสียงที่เอ่ยถามนั้นกลับคุกคามยิ่ง

ลู่ไป๋หลินเผยรอยยิ้มบางเบาก่อนจะละมือข้างหนึ่งที่จ้าวเสวียนเกาะกุมอยู่แล้วเลื่อนไปยังหว่างคิ้วทรงอำนาจที่ยับย่น

“ข้านอนคนเดียวมาตั้งแต่จำความได้”

นัยน์ตาคมกล้านั้นเจือแววดุดันราวกับเปล่งวาจาได้

เขาที่เคยชินกับการอ่านสายตาจึงเอ่ยต่ออย่างเรียบเรื่อย

“ที่ไม่ตกใจ เพราะจำได้ว่าเมื่อคืนข้าอยู่กับท่าน ตื่นมาเจอท่านก็ไม่แปลก”

ประโยคนี้ราวกับน้ำเย็นที่ไหลรดยังเพลิงโทสะในอก จ้าวเสวียนจับมือน้อยนั้นลงมากุมแล้วไล้เล่นไปมา

“เจ้าช่วยแสดงสีหน้าตกใจได้หรือไม่?”

เห็นได้ชัดว่าวาจานี้ของเขาทำให้ลู่ไป๋หลินไม่อาจเข้าใจได้

“เหตุใด?”

“ข้าเองก็นอนคนเดียวตั้งแต่จำความได้”

ไม่ว่าจะยามนั้นจะปกติ หรือยามนั้นจะเจ็บป่วย ก็เข้านอนเพียงคนเดียวและตื่นขึ้นมาพบว่าไม่มีใครอื่น ต้องโทษที่เขาเกิดใน ‘ที่ไม่ธรรมดา’ แห่งนั้น ตั่งเตียงจึงล้วนใหญ่เกินไป

ยามนั้นดูเหมือนว่าเขาจะอิจฉาบ่าวคนสนิทที่ได้ขดกายอยู่บนเตียงเล็กพอดีตัว ไม่ต้องคิดว่าเตียงใหญ่กว้างนี้ ‘ควร’ มีใครเข้ามาร่วมชิดด้วย และนั่นเป็นสิ่งที่เขามิเคยได้สัมผัส

“ข้าคิดมาตลอดว่า ถ้ามีใครตื่นขึ้นมาแล้วพบกับข้าเข้าจะต้องทำหน้าตระหนกสุดขีด”

ลู่ไป๋หลินจับจ้องไปยังนัยน์ตา หากเขามิได้เป็นจ้วงหยวน มิได้อยู่ในวงสังคมอันฉาบใบหน้าด้วยหน้ากากนับพัน คงไม่อาจสังเกตเห็นรอยเจ็บปวดแผ่วบางเมื่อครู่นี้ได้

เพราะเป็นคณิกาหรือ ถึงไม่อาจร่วมเตียงกับใครจนเช้าได้*?*

“ต้องตกใจจริงๆ นั่นแหละ”

“หืมม์?”

“หากข้ามิได้เห็นหน้าท่านจนชิน ตื่นมาคงคิดว่าได้เจอกับหลานหลิงกว่างเป็นแน่” ด้วยรูปลักษณ์เข้มแข็ง ผิวกายสีเข้มนี้จะให้ลู่ไป๋หลินเปรียบว่าเจอกับพานอันนักปราชญ์อันเลื่องชื่อนั้นก็คงไม่ได้ คงต้องเป็นท่านแม่ทัพหลานหลิงกว่างนั้นจึงเหมาะกว่า

“หลานหลิงกว่าง...”

จ้าวเสวียนหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันไปบิดจมูกขาวใสนั้นอย่างเอื้อเอ็นดู

“มิใช่ว่าเจ้าจะแช่งให้ข้าในท้ายที่สุดถูกองค์จักรพรรดิจับไปประหารกระมัง”

“หากเป็นเช่นนั้นข้าจะปกป้องท่านเอง”

ลู่ไป๋หลินตบอกอย่างมั่นใจ

“ท่านคงมิรู้ว่าข้าเป็นคนที่องค์จักรพรรดิอยากปลดทุกเมื่อเชื่อวัน เพราะข้ามิเคยมีความเห็นเดียวกับพระองค์เลยซักครา ท่านเจ้ากรมยังกล่าวว่าข้าที่รักษาตำแหน่งรองเจ้ากรมไว้ได้นั้นถือว่าทวยเทพช่วยไว้มากแล้ว ข้าอธิบายเสียยืดยาวก็เพื่อจะบอกว่า ข้าสามารถทูนทัดทานพระองค์ได้”

“งั้นหรือ”

จ้าวเสวียนมิได้ฟังเสียงเจื้อยแจ้วที่เอ่ยปากนั้นแม้แต่น้อย เขาได้ยินเพียงประโยคหนึ่งดังก้องในหัว เสียงนั้นมิได้ห้าวหาญแต่หนักแน่นอย่างที่สุด น้ำหนักนั้นกดลงกลางใจจนเขาอึดอัด

‘หากเป็นเช่นนั้นข้าจะปกป้องท่านเอง’

‘หากเป็นเช่นนั้นข้าจะปกป้องท่านเอง’

‘หากเป็นเช่นนั้นข้าจะปกป้องท่านเอง’




“เสวียน”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูงขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่มือแกร่งจะปิดหนังสือในมือลง ตั่งริมหน้าต่างบานใหญ่ในห้องโถงถูกจับจองมุมหนึ่งด้วยจ้าวเสวียน และอีกมุมหนึ่งคือลู่ไป๋หลิน เขาเหลือบมองไปยังหนังสือในมือเรียวสวยนั้นแล้วพอจะเข้าใจสาเหตุที่คิวงามคู่นั้นขมวดแทบจะเป็นปม

‘รวมบทกวี ว่าด้วยความรู้สึก’

“ข้าเพิ่งรู้ว่าคนเรามีความรู้สึกต่อสิ่งหนึ่งได้มากมายขนาดนี้”

“นั่นเป็นสิ่งที่เหล่าบัณฑิตช่างฝันพรรณนาไว้มากกว่า”

เขาไม่อยากจะเอ่ยบอกว่าบัณฑิตเหล่านั้นแค่ข้าวสารจะกรอกหม้อยังแทบจะหาไม่ได้ ที่เขียนให้ลึกซึ้งนั่นก็เป็นเพียงจินตนาการอันเกิดจากความหิวโหยเท่านั้น เมื่อท้องอิ่มก็จะพบความจริงว่า มนุษย์มีเพียงสองความรู้สึกต่อสิ่งหนึ่งเท่านั้น

ความรู้สึกหนึ่งคือ ชอบ

และอีกหนึ่งคือ เกลียด

“อ้อ...แต่ก็น่าสนใจยิ่ง”

“น่าสนใจอย่างไร?”

“ในนี้เขียนไว้ว่า ‘สัมพันธ์ทางใจเป็นบ่อเกิดสัมพันธ์ทางกาย’ เช่นนี้แล้วข้าควรจะรู้สึกดีต่อภรรยาของข้าก่อนจะทำเรื่องอย่างนั้นหรือไม่? หรือข้าควรจะแอบไปดูนางบ้าง?”

ลู่ไป๋หลินเพียงพูดไปเรื่อยเปื่อย ไม่คิดจะทำจริงจังอย่างที่เอ่ยปากทว่าคนฟังกลับรู้สึกถึงกระแสเกรี้ยวกราดชนิดหนึ่งที่ก่อตัวขึ้น จ้าวเสวียนยังไม่เปลี่ยนสีหน้าทว่าขยับลุกแล้วเบียดกายซ้อนไปนั่งด้านหลัง โอบรอบเอวของผู้ที่อยู่ในอ้อมแขนอย่างถือสิทธิ์

เหมือนว่าการได้อยู่เช่นนี้เท่านั้นจึงจะป้องกันไม่ให้ท่านรองเจ้ากรมดอดออกไปซุ่มดูองค์หญิงเพ่ยอิงได้

หลายวันที่ผ่านมาลู่ไป๋หลินล้วนเคยชินทีท่าสนิทสนมนี้แล้วจึงผ่อนกายอิงแอบในอกอุ่นอย่างเต็มที่ มือเรียวยังคงพลิกเปิดหน้าหนังสือ อีกทั้งยังเบี่ยงกายออกให้คนที่นั่งอยู่ด้านหลังได้อ่านด้วย

“การแอบดูผู้อื่น ใช่สิ่งที่สุภาพชนควรทำหรือ”

“ข้าเพียงพูดเล่น ข้ามีเวลาว่างเช่นนั้นที่ไหนกัน”

หมายถึงว่าถ้าว่างก็จะไปแอบดูงั้นหรือ*?*

นัยน์ตาคมหรี่ลงรู้สึกอยากจะจับร่างในอ้อมแขนมัดเอาไว้เสียให้รู้แล้วรู้รอด! ลู่ไป๋หลินไม่ได้รู้ถึงความคิดของจ้าวเสวียนแม้แต่น้อย ท่านรองเจ้ากรมยังคงไล่สายตาอ่านตัวอักษรไปอย่างเพลิดเพลินก่อนจะสะดุดกับคำสี่คำ

“รัก ใคร่ ชอบ พอ?”

จ้าวเสวียนเหลือบตามองตาม สี่คำนี้อยู่ในหัวข้อ ‘สนิทเสน่หา’

แค่เห็นหัวข้อเขาก็คร้านจะอ่านต่อ หนังสือรวมบทกวีพรรค์นี้ไม่เคยแม้แต่จะได้เฉียดใกล้เข้าประตูใหญ่เสียด้วยซ้ำ แต่เป็นเพราะลู่ไป๋หลินสนใจเรื่องการผูกสัมพันธ์ฉันสามีภรรยานั้นหรอก เขาถึงให้เสี่ยวซูจื่อไปหามาให้

แล้วดูเอาเถิดว่าคนสนิทของเขาหาหนังสือชนิดใดมากัน!

เสี่ยวซูจื่อผู้ยืนรอรับใช้อยู่ด้านนอกถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ไม่รู้เพราะเหตุใดบรรยากาศรอบกายเมื่อครู่ที่ยังดีๆ อยู่กลับรู้สึกอัดแน่นขึ้น สัญชาติญาณของเขาบ่งบอกว่า ห่างออกมาซักหน่อยดีกว่า

ส่วนลู่ไป๋หลินยังคงให้ความสนใจหนังสือในมือนั้นต่อไป

“พอ คือ พอใจ...คล้ายกับความพึงใจต่อสิ่งใดกระมัง”

“ชอบ คือ ชอบใจ...อันนี้ข้าว่าข้าเข้าใจนะ”

“ใคร่ คือ ความใคร่...คล้ายกับใคร่ครวญหรือไม่?”

อ่านถึงตรงนี้คิ้วเรียวสวยก็ขมวดมุ่น ประโยคนั้นทำให้จ้าวเสวียนเผยรอยยิ้มเอ็นดู เขากระชับวงแขนแล้วหยิบเอาหนังสือเล่มนั้นมาถือไว้เสียเอง ไล่สายตาครู่หนึ่งจึงเอ่ยชี้แจง

“ความใคร่นี้หมายถึงความพึงพอใจในสัมพันธ์ทางกาย มิใช่ ใคร่ครวญ”

“พึงพอใจในสัมพันธ์ทางกาย?”

“ใช่ จะเรียกว่าเข้ากันได้ดีทางกายก็ได้”

“อย่างข้ากับเสวียนนั้นนับเป็นความใคร่ได้หรือไม่?”

จ้าวเสวียนชะงักไปเล็กน้อย เขาไม่เคยหาคำจำกัดความให้สิ่งที่เขารู้สึก ยิ่งเป็นความรู้สึกต่อคนผู้หนึ่งแล้วเขายิ่งไม่ใส่ใจ แต่เมื่อลู่ไป๋หลินเอ่ยถามเขากลับพบว่าคำว่า ‘ความใคร่’ นี้ไม่อาจบรรยายสิ่งที่เขารู้สึกได้

“แล้วหลินเอ๋อร์คิดว่าอย่างไร?”

“เหมือนจะ...ใช่นะ”

“งั้นหรือ”

เป็นเพียงความพึงใจในสัมพันธ์ทางกายเท่านั้นหรือ*?*

เหตุใดคำตอบเรียบง่ายนี้กลับข่วนตะกุยในอกเขาจนเป็นแผล

“แต่ว่า...เสวียน”

“หืมม์”

เขาออกเสียงถามในลำคอทว่าไม่คิดจะฟังต่อ แรกเริ่มเขาก็เพียงสนใจในจ้วงหยวนผู้นี้เท่านั้น จ้าวเสวียนไม่คาดคิดด้วยซ้ำว่าจะสามารถอยู่กับคนผู้หนึ่งทุกวัน ทั้งวันได้นานขนาดนี้

พบยิ่งค้นหาสาเหตุ เขาก็ยิ่งค้นพบว่าคนที่อยู่ในอ้อมแขนนี้เล็ดลอดเข้ามามีอิทธิพลเหนือความคิดของเขาเสียแล้ว เช่นนั้นควรทำอย่างทุกครั้งหรือไม่? กระไอสังหารนั้นผุดขึ้นมาวูบหนึ่งโดยที่ลู่ไป๋หลินมิได้รู้ตัวแม้แต่น้อย

มือเรียวสวยนั้นขยับหยิบหนังสือในมือนั้นคืนมาแล้วปิดลง

“ข้ากับท่านมีความสัมพันธ์ทางกายกันก็จริง”

ลู่ไป๋หลินกระไอเสียงหนึ่ง พอจะพูดประโยคต่อไปก็เหมือนว่าใบหูจะร้อนขึ้นเล็กน้อย “...ถึงข้าจะรู้สึกดีมาก แต่นั่นต้องไม่ใช่แค่เรื่องนั้นแน่ เพราะถ้าเป็นแค่เรื่องนั้นข้าคงไม่อาจนั่งอยู่ตรงนี้ได้อย่างสนิทใจ”

“อย่างไร?”

“เหมือน...วางใจกระมัง”

“...”

“พอได้อยู่ใกล้ท่าน ข้ารู้สึกว่าสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ จะตอบว่าไม่รู้ ไม่ทราบ ไม่เข้าใจอย่างไรก็ได้”

ลมปราณที่ผุดขึ้นกลางฝ่ามือค่อยๆ ถูกสลายไปอย่างเงียบเชียบ

แผลที่ถูกข่วนตะกุยจากคำว่า ‘ใช่’ ในตอนนั้น ถูกใส่ยาวิเศษจนหายสนิท

จ้าวเสวียนกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แล้ววางคางลงบนกลุ่มผมนุ่มที่เรียบลื่น สูดกลิ่นหอมอ่อนๆ อันเฉพาะตนของลู่ไป๋หลินนั้นเข้ามาจนเต็มปอด ในที่สุดโพรงใหญ่ในอกก็ถูกถมจนเต็ม

ลู่ไป๋หลินพูดออกไปเสียยืดยาวกลับไม่ได้ยินเสียงตอบกลับซักคำก็อดจะมุ่นคิ้วขึ้นมาอีกครั้งไม่ได้ เขาอยากจะพลิกหันกลับไปดูหน้าคนที่ซ้อนกายอยู่เบื้องหลังแต่ไม่อาจแม้แต่ขยับวงแขนแข็งแรงนั้นออกเพียงเสี้ยว แต่ไหนแต่ไรมาลู่ไป๋หลินก็ขึ้นชื่อว่าเป็นคนที่มุ่งมั่นจริงจังคนหนึ่ง เมื่อพบว่าเขาต้องการทำสิ่งใดเขาก็จะทำสิ่งนั้นจนสำเร็จ ดังนั้นแม้จะหันไปมองหน้าไม่ได้แต่เขาก็อยากจะพูดสิ่งที่คิดในหลายวันนี้ออกมา

“เสวียน”

“หืมม์”

“ข้าเป็นรองเจ้ากรมโยธา”

“ข้ารู้” ข้ารู้จักเจ้าดียิ่งหลินเอ๋อร์

“บิดาข้าเป็นคหบดีผู้หนึ่ง เราค้าแพรพรรณ สมุนไพรและของแปลกต่างถิ่น มีทรัพย์สินมากมาย ถึงข้าจะรับราชการแต่ก็ได้รับเงินปันผลจากการค้าอยู่ทุกสามเดือน”

จ้าวเสวียนมิได้พูดอะไร ปล่อยให้คนในอ้อมแขนนั้นพูดต่อ

แต่ประโยคที่ออกมานี้กลับทำให้เขาไม่อาจบังคับสีหน้าได้อีกต่อไป

“ข้าจะไถ่ตัวเสวียน”

“ไถ่ตัวข้า?”

ลู่ไป๋หลินพยักหน้ารับเอ่ยตอบอย่างหนักแน่น “ข้ามีเงินมาก”

“ค่าตัวข้า แพงมากนะ”

“ข้าไปกู้เงินบิดาได้ ข้าไม่เชื่อว่าข้าจะไถ่ตัวคณิกาผู้หนึ่งไม่ได้!”

วาจานี้ลู่ไป๋หลินเอ่ยได้สมกับเป็นคุณชายตระกูลใหญ่ยิ่งนัก

ทีท่าทั้งวางอำนาจ ทั้งถือดี ทั้งยังหยิ่งยโส และทีท่าเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่จ้าวเสวียนรังเกียจเป็นที่สุด ทว่าเมื่อคนที่ทั้งวางอำนาจ ถือดีและหยิ่งยโสผู้นั้นเป็นลู่ไป๋หลิน เขาก็พบว่าทีท่าเหล่านั้นล้วนไม่น่ารังเกียจแม้แต่น้อย กลับเป็นทีท่าน่าเอ็นดูอย่างยิ่ง

ลู่ไป๋หลินเห็นว่าจ้าวเสวียนมิได้เอ่ยตอบก็ร้อนใจไม่น้อย

เขาคิดว่าจ้าวเสวียนกำลังกังวลถึงสายตาผู้อื่นจึงรีบเอ่ยบอกต่อ

“เสวียนไม่ต้องกังวล ข้ามีบ้านครึ่งหมู่อยู่ที่เมืองลั่ว อย่างไรหากเรื่องการสร้างเขื่อนผ่านไปด้วยดีข้าก็ต้องไปคุมการก่อสร้างที่นั่น กว่าเขื่อนจะเสร็จคนในเมืองหลวงก็ลืมไปหมดแล้ว”

เรื่องนี้ลู่ไป๋หลินคิดคำนวณมาอย่างดี

ผู้คนมักลืมง่ายเสมอ ยิ่งผ่านเวลาไปนานนับปียิ่งไม่ต้องพูดถึง

“หากมีใครพูดมาก ข้าจะจัดการเอง”

วันนี้มีข่าวหนึ่ง รุ่งขึ้นก็จะมีข่าวหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องราวในเมืองหลวงนั้นยิ่งไม่เคยมีเรื่องใดอยู่ได้นาน ยอดคณิกาชายผู้หนึ่งถูกไถ่ตัวนั้นหรือจะสู้เรื่องลับของจวนเสนาบดีได้

จ้าวเสวียนเผยรอยยิ้มกว้าง เขาจูบซับลงบนกลุ่มผมนุ่มนั้น

“เสวียนว่าอย่างไร?”

“...”

ที่ไม่ได้ตอบเพราะในลำคอนั้นตีบตันจนไม่อาจเปล่งวาจา เขาทำได้เพียงพรมจูบไปบนกระหม่อมบางนั้นอย่างแสนทะนุถนอม

“ไม่ดีหรือ?”

“ดี...ข้าดีใจมาก”

“เช่นนั้นกลับจากเมืองลั่วข้าจะไปที่หอเซียงอู่”

“ได้...ทุกอย่างล้วนให้เจ้าจัดการ”






TBC.

ขอยอมรับตรงนี้ว่าพิมพ์เสร็จปุ๊บ ลงปั๊บ! งานร้อนมากเวอร์!

อ่านความคิดเห็นแล้วเหมือนมีไฟ มือมันไหลลื่น พิมพ์รัวประหนึ่งตั้งใจทำงาน ฮ่าๆ

ขอบคุณทุกคนที่คอมเมนท์ กดถูกใจ ติดตามกันนะคะ

มีไฟขึ้นมามากเลย

ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว