ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 3 ประกาศฮือฮา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.พ. 2561 11:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
3 ประกาศฮือฮา
แบบอักษร

3

รุจีบอกวันที่กับเพื่อน ๆ

“อีกแค่เดือนเดียวเองรุ จะเตรียมงานทันเหรอ” อรดาร้อง

รุจีไม่อยากจะบอกว่าต่อให้แต่งวันนี้พรุ่งนี้ก็คงทำได้ เธอนึกย้อนไป ทันทีที่เดินกลับไปที่บ้านและบอกคำตอบกับผู้เป็นพ่อก็ได้ฤกษ์แต่งในวันรุ่งขึ้น อดคิดไม่ได้ว่าที่จริงแล้วป๊าของเธอกับเถ้าแก่แอบเอาวันเดือนปีเกิดไปหาฤกษ์งามไว้ล่วงหน้าแล้วแน่ ๆ แต่ดึงเวลาไม่กล้าบอกเธอในทันที

ผู้ใหญ่สองคนนี้ช่างลึกลับซับซ้อนจริงเชียว ไม่รู้ว่าคุณภาคีรู้เห็นเป็นใจด้วยหรือเปล่านะ แต่ช่างเถอะ รับปากไปแล้วนี่รุจี ไหน ๆ ก็ไหน ๆ สตรีศรีสยามถึงจะยังไม่มีเปลให้ไกว แต่ถือดาบไว้ก่อนแล้วกัน

“แกโดนปาดหน้าว่ะออ” วลีรักษ์บอกเขิงเยาะ เป็นเพราะอรดามีคู่หมั้นอยู่แล้วและวางแผนจะแต่งงานเมื่อเรียนจบเช่นกัน แต่ยังไม่ทันไรรุจีก็มาประกาศตัดหน้า แถมเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ที่สุดเพราะต่างคาดเดากันว่ารุจีจะต้องเลือกมากไปอีกนาน

“ช่างฉันเถอะ” อรดาไม่ยีหระ

กลุ่มเพื่อนสนทนาเรื่องนั้นเรื่องนี้กันอีกพักใหญ่กว่าจะแยกย้ายกลับบ้าน

สำนักงานนั้นตั้งอยู่บนชั้นยี่สิบเอ็ด กินเนื้อที่เพียงหนึ่งในสามของพื้นที่ทั้งชั้นและมีพนักงานรวมแล้วไม่ถึงห้าสิบคนแต่เป็นอันรู้กันว่านี่เป็นบริษัทซอฟต์แวร์ที่กำลังเจริญเติบโต เป็นที่จับตามองและเริ่มมีชื่อเสียงในแวดวงคนทำงานด้านไอที เช่นเดียวกับที่นักศึกษาจบใหม่พากันบรรจุเป็นตัวเลือกสำหรับอนาคต

ในห้องประชุมเล็กถูกปรับให้เป็นห้องสัมภาษณ์ได้มีผู้สมัครกำลังกรอกรายละเอียด พนักงานธุรการพ่วงตำแหน่งต้อนรับตรวจเอกสารและจัดคิวสำหรับการสัมภาษณ์

ด้านในจัดเป็นมุมทำงาน โต๊ะแต่ละตัวมีที่บังตาสีขุ่นแทนพาร์ติชันทึบเพื่อลดความอึดอัด เมื่อรวมกับการใช้สีโทนฟ้าขาวทำให้ดูโปร่งและสบายตา แต่คงความหนักแน่นด้วยพื้นแกรนิตสีเทาเข้ม ซึ่งขณะนี้พนักงานต่างก็ทำงานที่ได้รับมอบหมาย

เลขาสาวกำลังจดบันทึกตามสิ่งที่ได้ยินจากหูโทรศัพท์ที่เธอแนบอยู่ ก่อนจะหันไปดูในจอคอมพิวเตอร์ ครั้นแล้วก็วางสายและกดโทรศัพท์สายในหาเจ้านายของตน

“คุณภาคีคะ คุณอรรถให้ชื่อคนที่จะส่งไปทำงานกับคุณแมทแล้วนะคะ โอ๋นัดให้แล้ว วันพฤหัสกับศุกร์คุณภาคีว่างอยู่ตอนบ่ายสองเวลาเดียวกันเลย โอเคไหมคะ”

ได้รับคำตอบเธอก็วางสาย กำลังจะบันทึกการนัดนี้ลงในตารางเวลาโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีก

“โอ๋ผมเปลี่ยนใจ เอาวันเดียวกันทั้งสองคนเลยดีกว่า วันศุกร์ก็ได้ บ่ายสองกับบ่ายสาม”

“ได้ค่ะ”

“ส่งเมล์เรซูเม่สองคนนั้นให้ผมด้วย”

“พอดีคุณอรรถส่งฮาร์ดก๊อปปี้ที่มีความเห็นมาให้แล้วน่ะค่ะ คุณภาคีเอาฉบับนี้เลยไหมคะ”

“ก็ดี เอามาเลยครับ”

โอ๋วางสาย หยิบแฟ้มเอกสารจากฝ่ายบุคคล ในทุกครึ่งปีจะมีการแลกบุคลากรระหว่างที่นี่กับบริษัทแม่ที่อเมริกา ส่วนใหญ่แล้วทางประเทศไทยจะเป็นฝ่ายส่งไปมากกว่าเพื่อพัฒนาศักยภาพของพนักงาน โอ๋เคาะห้องและเปิดประตู

แม้ว่าโดยรวมออฟฟิซจะเป็นโทนสีฟ้าขาว แต่ห้องทำงานของภาคีคงความเรียบหรูด้วยสีขาวดำคลาสสิค แต่ดูทันสมัยด้วยรูปแบบโปร่งตา ทั้งโต๊ะและเก้าอี้ ด้านหลังกับฝั่งซ้ายมือเป็นกระจก มีแค่ตู้เอกสารสีดำทางขวา มีมุมรับแขกเล็ก ๆ ทำให้ห้องทำงานที่ไม่กว้างนักมีแต่ของใช้ที่จำเป็นดูน่ามองไม่คับแคบยามเข้ามาเยือน

โอ๋เคยเสนอว่าบนโต๊ะน่าจะมีดอกไม้เล็ก ๆ จะทำให้บรรยากาศสดชื่นขึ้น แต่ภาคียอมครึ่งทางให้วางที่โต๊ะรับแขกแถมยังเป็นกระบองเพชร ไม่ใช่ไม้ดอก และมีไม้ประดับสีเขียวบริเวณริมหน้าต่างเท่านั้น

‘ไม่ใช่ว่าผมไม่ชอบต้นไม้หรอก แต่จะได้ไม่ต้องดูแลกันมาก’

ถึงคำพูดและการแสดงออกจะดูเรียบง่าย แต่ยามใดที่โอ๋เข้ามาในห้องนี้จะรู้สึกได้ถึงความเป็นระเบียบของเจ้านาย เขาเป็นผู้ชายเจ้าระเบียบแต่ไม่เจ้ายศเจ้าอย่างห่างเหิน ลูกน้องสามารถปรึกษาหรือเสนอความเห็นได้แบบที่ไม่อึดอัด เธอยื่นแฟ้มให้ เขาพูดขอบคุณขณะรับ แต่สายตามองเลยไปด้านหลังทำให้โอ๋มองตาม

“คุณภัทร”

“มากวนหรือเปล่าคะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ โอ๋แค่เอาเอกสารมาให้คุณภาคี” เธอบอกพลางผงกศีรษะแล้วเดินออกไปอย่างรู้หน้าที่ ภัทราเดินเข้ามา หน้าโต๊ะภาคีมีเก้าอี้สำหรับพูดคุย เธอขยับนั่ง

“โปรเจคของแมทเหรอ”

“ครับ ได้คนแล้ว เดี๋ยววันศุกร์สัมภาษณ์อีกที พี่ภัทรมีอะไรครับ”

“ส่งเมล์สำรวจตลาดภาคอีสานมาให้”

ภาคีหันมองในโน้ตบุ๊กแล้วพยักหน้าว่าได้รับแล้ว “แล้วก็จะมาถามว่า เรื่องงานแต่งมีอะไรพี่ช่วยไหม”

ชายหนุ่มลดสีหน้าเคร่งขรึมลงเล็กน้อย เอนกายพิงพนักคล้ายจะผ่อนคลายจากการเร่งทำงานมาตั้งแต่เช้า เป็นเพราะภัทราขึ้นไปสำรวจตลาดภาคอีสาน พอกลับมาผู้เป็นพ่อก็บอกว่าภาคีจะแต่งงาน ในฐานะพี่สาวที่รับรู้เรื่องราวของน้องชายมาตลอดก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย เธอเป็นอีกคนที่อยากเห็นเขาเริ่มต้นชีวิตใหม่

“ไม่เป็นไรครับ โรงแรมได้แล้ว เหลือแค่คุยรายละเอียดเอง”

“แล้วได้คุยกับรุบ้างหรือยัง” เธอได้เจอว่าที่น้องสะใภ้ในวันที่สองพ่อลูกมากินข้าวที่บ้าน กังวลเล็กน้อยกับอายุของรุจีซึ่งห่างกับภาคีหลายปี แต่หญิงสาวดูน่ารักและมีแววกระตือรือร้น น่าจะพร้อมสำหรับงานมงคล

“คุยแล้วครับ วันนี้จะพาไปดูชุด เดี๋ยวเที่ยงผมต้องไปแล้ว” เขาพูดพลางดูเวลา ภัทราจึงลุก

“งั้นพี่ไม่กวนแล้ว อ้อ เกือบลืม เอานามบัตรช่างแต่งหน้ามาให้ รุ่นน้องพี่เอง” เธอบอกและยื่นกระดาษสี่เหลี่ยมแผ่นเล็กให้ “มีอะไรให้ช่วยก็บอกได้นะ”

“ขอบคุณครับพี่ภัทร”

ภัทราเดินออกมา ปิดประตูห้องให้ ขณะที่เดินกลับไปยังโต๊ะทำงานของตัว เธอก็คิดเรื่องภาคีไปพลาง สีหน้าท่าทางของเขาไม่แสดงให้เห็นว่าการแต่งงานนี้เกิดจากการบังคับ แต่ความรวดเร็วทำให้เธอรู้ว่า ‘อาจจะ’ มีเรื่องเก่าที่มาทำให้กวนใจผู้เป็นพ่อ จึงได้ดับไฟนั้นเสียแต่เนิ่น ๆ ซึ่งพอเธอรู้ข่าวดีนี้ เธอเห็นด้วยอย่างไม่มีข้อแม้

วันนี้เป็นครั้งแรกที่รุจีได้เจอกับภาคีตามลำพัง เธอมีนัดกินข้าว ชายหนุ่มมารับที่บ้านตอนเกือบบ่าย แม้จะสายกว่าที่นัดเล็กน้อยแต่รุจียังรู้สึกเร็ว เพราะเธอเพิ่งตื่นก่อนหน้านั้นไม่นาน ร้านที่เขาพามาเป็นร้านที่มีบรรยากาศสบาย ๆ กระจกใสมองเห็นน้ำพุดูแล้วสดชื่น

          นอกจากจะกินข้าวแล้ว ชายหนุ่มบอกกับเธอว่าจะพาไปเลือกชุดด้วย ดูจากการแต่งตัว ชายหนุ่มคงมาจากที่ทำงานเช่นเคย นี่เธอทำให้เขาต้องเสียงานหรือเปล่านะ หรือบางทีผู้บริหารอาจจะอยากโดดงานบ้างเหมือนกันมั้ง พอคิดเช่นนั้นรุจีก็ไม่ปฏิเสธอะไรเลยเมื่อเขานัด

จะว่าไปก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี นางสาวรุจีกำลังเข้าสู่ขั้นตอนการเตรียมงานแต่ง ทั้งที่เดือนก่อนเธอยังหัวหมุนกับการสอบอยู่แท้ ๆ

          “เวลากระชั้น ผมเลยจ้างออแกไนเซอร์จัดงานให้ แต่ถ้ารุอยากได้งานแบบไหนยังไงก็บอกได้นะ”

          การที่ได้ยินชื่อตัวแทนคำว่าคุณทำให้รุจีรู้สึกดีและเป็นมิตร ยิ่งว่านั้น คำว่ารุจากน้ำเสียงของเขามันฟังแล้วใจหวิวชอบกล โอ้ย นี่เธอจะคุมสติตัวเองไม่อยู่อีกแล้ว

          “ยังไงก็ได้ค่ะ ไม่ต้องพิธีมากก็ดี”

          มันแปลกที่สุด นี่เป็นเดทแรกระหว่างกัน แต่ดันคุยเรื่องรูปแบบงานแต่ง เหมือนขึ้นรถไฟเหาะไปยังจุดที่สูงสุดแล้วก็ทิ้งตัวลงแนวดิ่ง ต่อด้วยตีลังกาอีกหน ลงมายืนขาสั่นบนพื้น

“เดี๋ยวเราจะไปเจอเขาที่โรงแรมตอนบ่ายสาม เสร็จแล้วก็ไปดูชุดกันนะ”

“ค่ะ” รุจีตอบได้แค่นั้น จิ้มมะเขือเทศราชินีเข้าปากและมองดูเขา พยายามบอกตัวเองว่าอิริยาบทของเขามันธรรมดา มันไม่ต่างกับผู้ชายคนอื่น แต่เธอละสายตาไม่ได้ เธอโดนสะกดจิตแน่ ๆ ใครก็ได้ช่วยด้วย

เคยออกเดทมาเป็นสิบหน แต่ทั้งหมดไม่เคยทำให้รุจีใจเต้นได้เท่านี้ คนรอบข้างมองเธอยังไงนะ ดูเป็นคู่รักปกติ หรือเป็นคู่แปลกชวนสงสัยว่าเป็นพ่อกับลูก จนบัดนี้รุจีก็ยังสงสัย ทำไมภาคีไม่ดูใกล้เคียงกับคนอายุสี่สิบมากกว่านี้ จะได้ปฏิเสธได้เต็มปาก หรือจะเป็นเพราะเชื้อสายจากบุพการี พ่อกับพี่สาวก็เป็นคนตัวเล็ก หลานสาววัยไม่ถึงยี่สิบก็เช่นกัน แต่คนในครอบครัวนี้หากจะมีอะไรเป็นตัวเชื่อมคนเป็นดวงตากระมัง สายตาดูสดใสและเปิดรับกันทุกคน

รุจีเดินดูห้องจัดเลี้ยง แต่ฟังคำอธิบายของเซลล์ไม่เข้าหูเท่าไหร่ ต่างกับภาคี ถึงแม้จะเป็นฝ่ายฟังเหมือนกัน แต่ดูเขาจะมีการรับรู้ที่ดีกว่า ในที่สุดเธอกับเขาก็มาจบตรงแค็ตตาล็อคตัวอย่างของงาน

ก็ไม่รู้เหมือนกัน เธอไม่มีความคิดแต่งงานมาก่อน ไม่เคยวาดฝันว่างานตัวเองจะเป็นแบบไหน พอถูกถามและถูกเทข้อมูลใส่ก็มึนงง กระทั่งดูไปจนจบเล่ม พนักงานส่งสายตาอยากจะให้ทั้งคู่เลือกเสียที

“จริง ๆ แล้วเอาแบบไหนก็ได้ค่ะ” รุจีรู้ว่าคำตอบมันไม่เข้าท่าเท่าไหร่ เธอสบตาภาคี “แต่รุชอบสีเขียว เอาโทนสีเขียวได้ไหมคะ”

สีหน้าเขาอ่อนโยน “ไม่มีปัญหา”

อยากจะถามต่อว่าเขาเห็นด้วยหรือเปล่า แต่ชายหนุ่มไม่มีอาการคัดค้าน เรื่องธีมงานทำท่าจะจบ แต่...

“ตอนนี้เรามีโปรโมชั่นค่ะ จะรับเป็นส่วนสดหรือถ่ายรูปพรีเวดดิ้งเก๋ ๆ ฟรีก็ได้ค่ะ คุณภาคีกับน้องรุจีสนใจไหมคะ”

พรีเวดดิ้ง! รุจีหูผึ่ง หมายถึงได้แต่งตัวสวย ได้โพสท่าเริ่ด แบ็คกราวนด์งาม ๆ อารมณ์ซึ้ง ๆ ของคู่รัก แน่ละเธอเห็นจากเพื่อนฝูงและบรรดาคู่บ่าวสาวทั้งหลายกระหน่ำแชร์กันในเฟสบุ๊ค ถึงจะไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนแต่ตัวสั่นขนลุกขนชันด้วยความอิจฉาทุกครั้งที่เห็น

ถึงใครจะบอกว่า ถ้าเลิกกันไปแล้วภาพมันบาดใจก็ตาม แต่ครั้งหนึ่งในชีวิตที่จะอวดโลกเชียวนะ

วินาทีนั้นรุจีจับตัวเองไปใส่ในเฟรมภาพแล้ว สวนสวย ดอกไม้สะพรั่ง นางสาวรุจีในชุดสีขาว อัปเดทปุ๊บ คนกระหน่ำกดไลค์ปั๊บ กรี๊ด!!

แต่พอเหลือบไปมองภาคี ตัวเธอหล่นตุ้บจากก้อนเมฆ เหมือนทีวีจอดำเพราะโดนตัดสัญญาณทันที นึกไม่ออกว่าเขาจะถ่ายรูปออกมายังไง เธอสองคนไม่ใช่คู่ที่บ่มเพาะความรักมาด้วยกัน และที่สำคัญนักธุรกิจที่ดูนิ่งขรึมอย่างเขาจะชอบอะไรกุ๊กกิ๊กแบบนี้หรือเปล่า

โลกของความจริงมันโหดร้ายเช่นนี้เอง รุจีหน้าจ๋อย ไม่กล้าออกความเห็น

“รุว่ายังไง”

คำถามของภาคีเหมือนเจาะรูให้อากาศหายใจได้อีกเฮือก ไม่คิดหรอกว่าน้ำเสียงนั้นเป็นอย่างไร

“ก็...อยากถ่ายค่ะ” ฉันอยากได้ รุจีคิดแค่นี้ “แต่...ก็แล้วแต่คุณภาคีค่ะ”

ภาคียกคิ้ว “ถ้ารุอยากถ่าย ก็ได้ เอาเป็นว่าเลือกถ่ายภาพแล้วกันครับ”

อัยยะ!! นี่เธอหูไม่ฝาดใช่ไหม คุณภาคีอายุสี่สิบ เอ้ย สามสิบแปดยอมถ่ายรูปพรีเวดดิ้งกับเธอ รุจีอยากจะกระโดดมาเต้นกังนัมสไตล์สักสามรอบฉลอง แต่ความจริงคือเธอได้แต่ยิ้มขอบคุณเขาด้วยเสียงหวาน ๆ ไม่ให้รู้หรอกว่าดีใจขนาดไหน เอาแบบไหนดีนะ คู่รักเดินทาง เจ้าหญิงเจ้าชาย เจมส์ บอนด์กับสายลับสาว

พนักงานสาวเกือบจะสรุปการขาย แต่นึกขึ้นได้ “อ้อ แล้วเรื่องวีดีโอพรีเซ็นเทชันในงาน เอาเป็นแบบไหนดีคะ”

วีดีโอ! รุจีหูผึ่งอีกรอบ

“ก็เป็นเรื่องของเจ้าบ่าวกับเจ้าสาว เล่าสั้น ๆ ว่าเจอกันยังไง แบบเก๋ ๆ น่ะค่ะ อืม...เป็นแนวพรหมลิขิตดีไหมคะ แบบว่าเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวเจอกันมานานแล้วแต่เวลาทำให้เพิ่งมาตกหลุมรักกัน เก๋นะคะ”

รุจีหน้าร้อนผ่าว อะไรทำให้คุณพี่คิดเช่นนั้นคะ ความจริงเธอกับภาคีเพิ่งเจอกันมาไม่ถึงห้าครั้งด้วยซ้ำ รุจีเหลือบมองชายหนุ่ม สีหน้าเขาไม่เปลี่ยน

“ไม่ดีกว่า เรื่องของเรามันไม่ใช่แบบนั้น”

คนฟังชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ยังยื้อต่อ “ไม่ใช่ก็ไม่เป็นไรค่ะ สมมุติเอาก็ได้ ทำนองว่าคุณภาคีกับน้องรุจีบังเอิญมาเจอกันในงานของบริษัท แล้วก็เกิดความประทับใจกันและกัน แต่ต่างก็ไม่กล้าบอก แบบนี้เก๋ดีไหมคะ”

เก๋อีกแล้ว เก๋ทุกอย่าง ถ้าใช้บริการของคุณ รุจีคิด คราวนี้เห็นแววตาคมนั้นตวัดวูบหนึ่ง

“ไม่เอาครับ”

“งั้น...”

“ถ้าอยากจะทำวีดีโอให้จริง ๆ เดี๋ยวเอาภาพพรีเวดดิ้งที่ถ่ายไปฉายเป็นสไลด์โชว์ดีกว่า ทำให้เหมือนเป็นหนังสือเปิดทีละหน้า หน้าปกเอาเป็นรูปการ์ด เดี๋ยวถ้าได้แบบผมจะส่งไปให้ เท่านี้พอ”

ภาคีพูดรวดเดียวจบ แม้แต่รุจีก็อึ้งไปเล็กน้อย ตามปกติแล้วจะไม่ค่อยได้ยินชายหนุ่มร่ายอะไรยาว ๆ แบบนี้ แสดงว่าคงจะตัดบทและติดรำคาญพนักงานสาวคนนี้พอสมควร อีกฝ่ายนิ่งไปชั่ววินาทีก่อนจะพยักหน้าและจดลงสมุดอย่างตั้งใจผิดปกติ แต่ความจริงอาจจะกำลังเขียนว่าเจ้าบ่าวของเธอก็เป็นได้

“ไม่มีปัญหาค่ะ ถ้าคุณภาคีต้องการอะไรเพิ่มเติมก็แจ้งได้ แต่รบกวนขอไม่เกินสัปดาห์หน้านะคะ”

ภาคีพยักหน้า รับไหว้พนักงานแล้วหันมาทางรุจีที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ พอเขามองเธอก็หุบยิ้ม บอกสั้น ๆ ว่าจะไปดูชุดกับเลือกการ์ดกันต่อ

จะมีอะไรขัดใจก็ท่าทางแบบนี้แหละ จัดการงานแต่งอย่างกับจัดเอกสาร ราบเรียบ ไม่มีอารมณ์ร่วมเลยนะพ่อคุณ!

ภาคีพารุจีไปดูชุดแต่งงาน หญิงสาวเมียงมองกับชุดแบบกระโปรงสั้น มีผ้าคลุมผมให้อารมณ์แบบเจ้าสาวแสนซน ชายหนุ่มเข้าใจดี หญิงสาวยังเด็ก แถมบุคลิกก็ปราดเปรียวคงชอบอะไรที่แหวกแนวไม่ซ้ำใคร แต่พอเขาเรียกให้มาลองชุดเกาะอกกระโปรงทรงยาวจับเดรปตรงสะโพกเป็นชั้นเธอก็ไม่ขัด

พอสวมใส่เรียบร้อย พนักงานก็ชมเปาะไม่ขาดปาก รุจีมองเห็นตัวเองในกระจกก็ชอบใจ ตาแหลม...

“คุณเจ้าบ่าวตาแหลมมากค่ะ น้องใส่ชุดนี้แล้วสวยมาก ช่วงไหล่เต็ม กระโปรงทรงนี้ทำให้ดูสง่า เหมาะมากค่ะ”

รุจีขุ่นเคืองเล็กน้อย ขโมยคำพูดเธอไปเฉยเลย ได้ชุดทั้งสองคนสำหรับงานเลี้ยงตอนเย็นเรียบร้อย ก็ไปหาชุดสำหรับพิธียกน้ำชา รุจีถูกป๊ากำชับว่าต้องเป็นชุดจีน หรืออยากจะประยุกต์อย่างไรก็ต้องให้มีสีแดง ท้ายสุดหญิงสาวได้กี่เพ้าสั้นลายดอกโบตั๋นสีแดงบนชุดขาว เธอชอบชุดนี้มากกว่าชุดเจ้าสาวเสียอีก

พอออกจากร้านก็เจอกับม่านฝนหนาเม็ดที่ตกลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย รุจียืนอยู่ตรงหน้าร้าน กำลังตัดสินใจว่าจะเอายังไงดี รอฝนหยุด หรือเข้าไปขอยืมร่มจากในร้าน

“ไปเถอะ”

คนข้างตัวพูดขึ้น จะอ้าปากถามว่าไปยังไงก็เห็นเขาถอดเสื้อสูทออกมาคลุมศีรษะต่างร่มแล้ว รุจีอึ้ง แต่ถูกสายตาสะกดแกมบังคับให้เข้าไปอยู่ใต้เสื้อด้วยกัน จนกระทั่งทั้งคู่เดินฝ่าสายฝนไปถึงรถ

คิดสิ เหมือนอะไร ใช่แล้ว! นี่มันซีนโรแมนติกภาคบังคับในซีรีส์เกาหลีชัด ๆ หัวใจเธอเต้นโครมครามไม่หยุดแม้ว่าจะขึ้นไปนั่งบนรถแล้ว ก่อนหน้านี้เพิ่งค่อนขอดว่าไร้อารมณ์ในการจัดงานแต่ง แต่ช่วงนาทีนี้เขาสร้างความประทับใจให้เป็นอย่างมาก

รุจีรู้ตัวว่าตอนนี้สายตาที่มองเขามันคงเชื่อมฉ่ำและหวานซึ้ง ไม่คิดว่าภาคีจะมีมุมแบบนี้ด้วย ทำให้เธอคิดถึงเรื่องที่เคยอ่านจากในอินเตอร์เน็ต ฝ่ายหญิงไม่พอใจที่แฟนหนุ่มไม่ยอมถอดเสื้อช็อปมากันฝนให้เพราะต้องใช้ยามเข้าเรียนห้องแล็บ ว่าที่เจ้าบ่าวเธอชนะเลิศ

ภาคีโยนเสื้อไว้บนเบาะหลัง สตาร์ทรถ ครั้นพอเห็นจากหางตาว่ารุจีกำลังจับจ้องอยู่จึงหันไปถาม

“มีอะไรเหรอ”

แป่ว! รุจีได้ยินเสียงเหมือนเอฟเฟกต์ในรายการตลก เอ้า ไม่เห็นความปลาบปลื้มที่ลอยเต็มในรถนี่เหรอ พอเธอยังไม่ตอบสีหน้าเขาก็เพิ่มความสงสัย

“มีอะไรหรือเปล่ารุ”

“เอ้อ...เปล่าค่ะ”

โธ่เอ้ย หลงชื่นชม ที่แท้ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวและไม่เปลี่ยนคือ ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนโรแมนติกซะหน่อย ไม่เคยดูซีรีส์เกาหลีเหรอ รู้ตัวไหมว่าเมื่อกี้นี้ตัวเองเท่ราวกับพระเอกเชียวนะ สงสัยว่าชวนคุยเรื่องระบบแลน ภาษารูบี สถิติอะไรแบบนี้คงโม้ฟุ้งน้ำไหลไฟดับแน่นอน

         รุจีถอนใจ ดับอารมณ์ รถแล่นไปสักพัก ภาคียื่นนามบัตรให้

         “เดี๋ยวรุติดต่อคนนี้นะ เป็นช่างแต่งหน้ารุ่นน้องพี่ภัทร พี่ภัทรโทร.ไปบอกให้แล้ว เดี๋ยวรุก็คุยกับเขาได้เลย”

นามบัตรมีชื่อกับอีเมล์ “งั้นรุโทร.เลยดีกว่า” เธอบอก ระหว่างที่ภาคีขับรถไปร้านที่ทำการ์ด หญิงสาวก็คุยกับช่างแต่งหน้า ได้ความว่าให้เธอสวมชุดแล้วถ่ายรูปส่งไปให้ดู อธิบายงานคร่าว ๆ และความต้องการพิเศษอื่น ๆ

ตลอดการคุยสั้น ๆ ภาคีเห็นความฉะฉานในน้ำเสียง คงเป็นสไตล์เด็กรุ่นใหม่ แต่แฝงไว้ด้วยลูกเล่นอ้อน ๆ ปนทะเล้นนิดหน่อย เขาพยายามเรียนรู้เธอ แต่ระยะเวลาเท่านี้คงตัดสินอะไรไม่ได้มาก ชายหนุ่มคิดถึงบทสนทนาเมื่อยามที่กลับจากบ้านของแสงชัยพร้อมคำตอบตกลงจากเธอ ท่ามกลางความยินดีของสองครอบครัว

‘น้องเป็นยังไงบ้าง น่ารักไหม’ ไพบูลย์ถาม

‘เด็กจัง’ เขาได้ยินตัวเองตอบสั้น  ผู้เป็นพ่อหัวเราะแผ่ว สำทับว่าก็เพิ่งเรียนจบ

‘พ่อไม่ได้ทำให้ภาคอึดอัดใช่ไหม’ ภาคีรู้ว่าพ่อหมายถึงการเลือกรุจีและงานแต่งงานที่กะทันหัน

‘ไม่เลยนี่ครับ’ เขาตอบไปอย่างที่ใจคิด

ไพบูลย์ผ่อนลมหายใจโล่งอก ‘ได้ยินแบบนี้พ่อก็สบายใจ’

รถเลี้ยวเข้าหมู่บ้าน ‘ผมไม่อึดอัดจริง ๆ และไม่ต่อต้านด้วย ถ้าจะถามถึงความรู้สึกต่อน้องเขา ผมคงตอบไม่ได้ เพราะเพิ่งรู้จักกัน แต่ผมจะบอกว่า ในเมื่อตกลงแล้วว่าจะแต่งงาน ผมจะใช้ชีวิตคู่และประคับประคองมันให้ดีที่สุด พ่อไม่ต้องห่วงหรอครับ’

เป็นอีกครั้งที่ภาคีตอบผู้เป็นพ่อโดยที่มีความตั้งใจเช่นนั้นจริง ๆ

รุจียี่สิบสาม เขาสามสิบแปด ช่องว่างสิบห้าปีเกือบจะเท่าหยก ลูกสาวพี่ภัทรเลยทีเดียว ภาคีเพิ่งรู้สึกว่าทำไมจึงไม่ขวางตากับกิริยาท่าทางของหญิงสาว คงเป็นเพราะเคยเห็นภาพที่ใกล้เคียงกันจากหลานแล้วนี่เอง มันเป็นความเอ็นดูปนเปในความแปลกใหม่ แต่คงมีอีกหลายบทให้เรียนรู้กัน อย่างที่บอกกับบิดา เขาจะพยายามทำให้ดีที่สุด

ไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

บ่ายวันอังคาร ขณะที่พนักงานในบริษัทกำลังขมักเขม้นทำงาน แผนกไอทีเต็มไปด้วยเสียงรัวคีย์บอร์ด เสียงเครื่องพรินต์แบบดอทเมตริกเป็นของฝ่ายบัญชี สลับกับเสียงโทรศัพท์จากฝ่ายจัดซื้อที่กำลังต่อรองราคา

          ภาคีเดินออกมาห้องมาหยุดตรงพื้นที่กึ่งกลางของสำนักงาน จุดที่พนักงานแปดสิบเปอร์เซ็นต์มองเห็นเขา

          “ทุกคนครับ รบกวนเวลาเล็กน้อย”

          พนักงานละมือจากงานที่ทำ แต่ไม่ทั้งหมด นานทีจะได้เห็นชายหนุ่มมาประกาศอะไรสักที เป็นที่รับรู้กันว่าเจ้านายผู้ซึ่งพ่วงตำแหน่งเจ้าของบริษัทนี้ไม่ค่อยพูดสักเท่าไหร่

          “วันเสาร์นี้ขอเชิญทุกคนไปงานแต่งงานผมนะครับ สถานที่กับเวลาก็ถามจากโอ๋ได้เลย ไม่ได้ส่งบัตรเชิญ แต่เชิญทุกคนนะครับ”

          พูดจบก็เดินกลับเข้าห้องไป โปรแกรมเมอร์บางคนเพิ่งถอดหูฟังแล้วหันมา เห็นอาการตะลึงของเพื่อนร่วมงานก็งง

          “อ้าว เมื่อกี้เห็นเจ้านายออกมา”

          “อือ เข้าห้องไปแล้ว”

          “แต่งงาน!” อีกคนโพล่งขึ้น “นี่ฉันหูฝาดหรือเปล่าเนี่ย”

          เท่านั้นเองจากที่จะละมือทำงานแค่ไม่กี่วินาที กลายเป็นร่วมสิบนาทีเพราะต่างหันหน้ามาจับกลุ่มกัน

          “นี่เจ้านายเขาคิดว่าเขาเดินออกมาพูดว่า ฝนตกแล้วก็กลับเข้าห้องไป แค่นี้น่ะเหรอ”

          “แต่งงานอะไร วันเสาร์นี้ด้วย ทำไมเร็ว โคตรเร็วเลย แฟนเจ้านายเป็นใครนี่ ใครเคยเห็นบ้าง”

          “อย่าว่าแต่ใครเคยเห็น ไม่เคยรู้มาก่อนด้วยว่าเจ้านายมีแฟน”

          วงสนทนาเป็นเช่นนั้นไปครู่ใหญ่ก่อนที่จะมีตัวแทนเดินมาที่โต๊ะของเลขาที่คาดว่าน่าจะรู้ดีกว่าใคร โอ๋ทำหน้านิ่วเมื่อถูกระดมคำถาม ว่าเจ้าสาวเป็นใครอะไร ยังไง อายุเท่าไหร่

          “เห็นบอกว่าเป็นลูกสาวบริษัทขายรถ คนรู้จักของคุณพ่อคุณภาคีเขาละมั้ง โอ๋ก็รู้แค่นี้แหละ”

          “ถามหน่อยสิคุณโอ๋ มีเวลาอีกสามวัน เนียนถามเลย แบบ คุณภาคีจะแต่งงาน เจ้าสาวคงสวยนะคะ อะไรแบบนี้”

          โอ๋ส่ายหน้าถี่ๆ ทำนองไม่เห็นด้วยเพราะเป็นเรื่องส่วนตัว แต่กระนั้นเธอก็อยากรู้เหมือนกัน พอลองถามเล่น ๆ ในวันต่อมา ภาคียิ้มน้อยๆ

          ‘เดี๋ยว...ก็ไปดูวันงานแล้วกัน’

          “จบนะคะ” เธอแบมือให้บรรดานกกระจิบและสิ้นสุดตำแหน่งนกพิราบแต่เพียงเท่านั้น แต่นกสื่อสารเปลี่ยนตัวไปเป็นผู้ช่วยของภัทราซึ่งเป็นพี่สาวเจ้านายแทน และคำเม้าท์เล่าเรื่องสันนิษฐานยังมีอยู่เป็นระยะ

          อังคณาคุยโทรศัพท์กับเพื่อนที่ทำบริษัทรับจัดแต่งงาน เพราะมีลูกค้าอยากจะให้ช่วยเลือกสร้อยเพชรสำหรับชุดแต่งงาน ซึ่งฝ่ายชายจะทำเซอร์ไพรส์ จึงต้องมาขอความช่วยเหลือให้ส่งรูปไปให้ดู

          “จะเอาใส่ในงานด้วยหรือเปล่า ถ้างั้นต้องขอดูชุดเจ้าสาวด้วยนะ จะได้เลือกแบบที่เข้ากันไปให้ อ้อ งบประมาณด้วย” เธอคุยพลางดูคอมพิวเตอร์ “โอเค ได้แล้ว งั้นเดี๋ยวดูให้ สักสิบห้านาที”

          “ขอบใจจ้ะ อ้อ ๆ เดี๋ยวอัง ฉันจะถามอะไรหน่อย”

          “ว่า”

          “สามีของเพื่อนเธอที่ชื่อนิดน่ะ ชื่ออะไรนะ”

          อังคณาย่นคิ้ว เพื่อนคนนี้กับปณิศราไม่ได้สนิทกันนัก ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงได้ถาม “ชื่อภาค”

          “ภาคเหรอ ไม่ใช่ภาคีใช่ไหม”

          “ภาคีนั่นแหล่ะ ยายนิดเขาเรียกภาค ชื่อเล่น”

          ปลายสายร้องอย่างตกใจ อังคณาสะดุ้งแหวกลับ “อะไรของเธอ”

          ฝ่ายนั้นเงียบไปชั่วอึดใจ “คือ...ฉันมีลูกค้ากำลังจะจัดงานแต่ง ชื่อภาคี ใช่ภาคีสามีเก่าของเพื่อนเธอใช่ไหม ภาคีพรหมวัฒนา น่ะ”

          อังคณาถือโทรศัพท์ยืนนิ่ง จังหวะนั้นปณิศราก็เพิ่งเข้ามาในร้าน

ปณิศรานิ่งขึง ภาคีกำลังจะแต่งงาน ภาพฝันที่เพิ่งวาดได้ไม่ทันถูกป้ายสีดำ หญิงสาวฟังคำบอกของเพื่อน เธอไม่กรีดร้อง ได้แต่กำมือแน่น นิ่ง ประมวลความด้วยสติกว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

จากวันที่เธอไปเจอภาคีจนถึงวันนี้ยังไม่ถึงเดือน แต่อยู่ดี ๆ เขามีว่าที่เจ้าสาว เธอพยายามนึก สีหน้าที่พบกับเธอเป็นของคนที่กำลังจะแต่งงานอย่างนั้นหรือ ทำไมเธอมองไม่เห็นความเป็นว่าที่เจ้าบ่าวเขาเลยแม้แต่น้อย

“เจ้าสาวเป็นใคร เธอรู้ไหม”

อังคณาโทร.กลับไปถามเพื่อนคนเดิมอีกครั้งเมื่อส่งภาพตัวอย่างสร้อยเพชรไปให้ ปณิศราไม่คุ้นชื่อ แต่นามสกุลทำให้สามารถค้นหาบนโลกอินเตอร์เน็ตได้ว่า มีคนใช้นามสกุลนี้เป็นเจ้าของบริษัทขายรถยนต์

“คงเป็นลูกสาวแสงชัยนี่แหล่ะ เพื่อนฉันบอกว่า เจ้าสาวยังเด็กอยู่เลย ให้เต็มที่ไม่เกินยี่สิบห้า”

ปณิศราผ่อนลมหายใจ เธอระงับสติของตนเอง งานแต่งงานกะทันหัน เจ้าสาววัยขบเผาะ มันชวนให้คิดติดลบ ขั้นตอนเร่งด่วนไม่ต่างอะไรกับการ ‘คว้า’ คนมาเป็นคู่ ภาคีของเธอไม่ใช่คนแบบนั้น หรือมีอะไรบางอย่างผิดพลาดจนต้องทำให้ตกกระไดพลอยโจน

“นิด” อังคณาเรียกอย่างเกรง ๆ

“ถามให้อีกข้อสิอัง งานแต่งวันไหน”

ปณิศราพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ จนเพื่อนเดาอารมณ์ไม่ถูก

 


11.2.18

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว