เคะแก่ คือ นิพพาน :P

.:: ตอนที่ ๑ ::. การจัดการความปรารถนา R 20+ // ครบ ๑๐๐% แล้วค่ะ

ชื่อตอน : .:: ตอนที่ ๑ ::. การจัดการความปรารถนา R 20+ // ครบ ๑๐๐% แล้วค่ะ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 78.3k

ความคิดเห็น : 86

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ก.พ. 2561 21:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
.:: ตอนที่ ๑ ::. การจัดการความปรารถนา R 20+ // ครบ ๑๐๐% แล้วค่ะ
แบบอักษร

***เดี๋ยวก่อนค่ะทุกคน! ปลุกความหื่นแล้วรึยังคะ?***

​ถ้าปลุกแล้วก็เลื่อนลงมาเลยค่ะ

__________________________________________

เรื่องเล่าจาก หอคณิกาชาย

__________________________________________

ตอนที่ ๑

การจัดการความปรารถนา



สัมผัสเย็นที่หน้าผากทำให้ลู่ไป๋หลินค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นอย่างยากเย็น แสงแดดจ้าที่สาดเข้าสู่คลองจักษุก็ทำให้ต้องหลับลงไปอีกครั้ง ก่อนจะสัมผัสถึงฝ่ามือหนาที่ป้องอยู่เหนือดวงตาบดบังแสงแดดสว่างให้อย่างเอาใจใส่ลู่ไป๋หลินถึงค่อยเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

พอจะเอ่ยถามก็พบว่าลำคอแห้งผาก ปวดเมื่อยไปทั้งตัว

อีกทั้งยังเจ็บมากๆ ที่...

เมื่อคืนเขาหกล้มที่ไหนหรือ!?

“ปวดหัวหรือไม่?”

เสียงทุ้มต่ำนั้นดึงความสนใจของคนป่วยออกจากภวังค์ แทบจะทันทีที่เห็นใบหน้าได้รูปนี้ลู่ไป๋หลินก็เหมือนเพิ่งจะประจักษ์ชัดว่าตนเองไม่ได้นอนอยู่ในจวนสกุลลู่แต่อย่างใด ยิ่งไล่เลียงความคิด ยิ่งพบเจอแต่เหตุการณ์น่าละอายนัก

เมื่อคืนเขามีสัมพันธ์กับ บุรุษผู้หนึ่งไปเสียแล้ว!

เหตุใดผู้อื่นถึงบอกว่าหลังจากร่วมอภิรมย์แล้วทุกสิ่งล้วนดีงาม ร่างกายเบาสบาย อารมณ์ก็ดียิ่ง แล้วเหตุไฉนเขาถึงกลับมานอนซมอยู่บนเตียงเล่า! ยิ่งคิด ลู่ไป๋หลินยิ่งขมวดคิ้วมุ่น ไม่ได้สนใจเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยถามอยู่ใกล้แม้แต่น้อย

“ปวดหัวหรือไม่?”

ชายหนุ่มออกเสียงถามอีกครั้งอย่างใจเย็น

“...ไม่”

“หิวน้ำหรือไม่”

ลู่ไป๋หลินพยักหน้ารับ ก่อนที่จะถูกประคองขึ้น ความเจ็บที่ส่วนล่างแล่นริ้วเสียจนเขาหน้าเสีย เห็นใบหน้าซีดขาวนั้นเผือดสีมากขึ้นชายหนุ่มทั้งสงสารทั้งเอ็นดูอยู่ในที แขนแกร่งโอบรอบบ่าเล็กแล้วค่อยสอดกายไปนั่งซ้อนอยู่ด้านหลัง ระวังไม่ให้ส่วนล่างที่กำลังเจ็บระบมของคนป่วยต้องรับภาระหนักมากเกินไปนัก

ท่าทางนั้นของเขาพาให้บ่าวคนสนิทเกือบจะห้ามตัวเองไม่อยู่ เขาอ้าปากตาค้างแล้วรีบส่งถ้วยชาให้อย่างนอบน้อมก่อนจะรีบหลบไปยืนมุมห้องอย่างสงบเสงี่ยม

นั่นใช่นายท่านของเขาจริงหรือ!

ท่าทางใกล้ชิดสนิทสนมนี้ก็ทำให้ลู่ไป๋หลินกระอักกระอวนใจไม่น้อย เขาขยับหนีแต่ก็ถูกมือหนานั้นจับตรึงไว้แน่น

“ถ้าขยับจะเจ็บมาก”

“แต่ข้า...”

“เมื่อคืนล้วนแนบชิดยิ่งกว่านี้”

เสียงทุ้มนั้นเจือแววหยอกเย้าอย่างไม่อาจปกปิด ลู่ไป๋หลินรู้สึกร่างกายเห่อร้อนราวกับจับไข้ ลองขยับหนีดูอีกครั้งแต่ก็ถูกมือหนานั้นยึดเอาไว้ไม่ให้ไปไหน ลู่ไป๋หลินผ่อนลมหายใจเบาๆ

เมื่อขยับหนีไม่ได้ ร่างโปร่งนั้นจึงค่อยๆ ทิ้งน้ำหนักลงพิงหลังเข้ากับแผ่นอกแข็งแรงเบื้องหลัง ลมแรงที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างถูกร่างสูงที่อยู่ด้านหลังกางกั้นเอาไว้ทั้งหมด อีกทั้งความอุ่นร้อนจากกายสูงใหญ่ที่โอบรัดโดยรอบนั้นดุจเตาผิงธรรมชาติ

คนที่เพิ่งฟื้นไข้จึงไม่คิดจะสนใจว่าเขากำลังนั่งอยู่บนตักของบุรุษผู้หนึ่งด้วยท่าทางสนิทสนมยิ่งกว่าคู่สามีภรรยาเสียอีก!

“ยังร้อนอยู่ ค่อยๆ จิบ”

ลู่ไป๋หลินพยักหน้ารับ มือแกร่งนั้นประคองถ้วยชาไว้นิ่ง รอจนริมฝีปากซีดขาวนั้นละออกถึงส่งกลับคืนให้บ่าวคนสนิท

“หิวหรือไม่?”

“ไม่”

“แต่ต้องกิน”

ถูกสายตาดุดันจดจ้องเช่นนี้ทำให้ร่างสูงใหญ่อดเผยรอยยิ้มออกมาไม่ได้

“ท่านนอนหลับไปทั้งหลายชั่วยาม ท้องว่างมากไม่ดี”

“เช่นนั้นท่านจะถามข้าทำไม”

“ถามเพื่อให้รู้ว่าอยากกินตอนนี้หรือรออีกสักครู่ค่อยกิน”

ลู่ไป๋หลินลอบระบายลมหายใจลึกยาวอย่างไม่รู้จะโต้ตอบอย่างไร เพราะที่บุรุษนี้เอ่ยตอบมาก็เป็นเหตุเป็นผลไปเสียจนรองเจ้ากรมโยธาอย่างเขาจนปัญญาจะเอ่ยคัดค้าน

บุรุษผู้นี้เมื่อคืนจะให้เขาเรียกตนเองว่าอย่างไรนะ

...เสวียน*?*

“เสวียน”

น้ำเสียงไม่แน่ใจ ทั้งยังแผ่วเบานี้กลับพัดผ่านจนเกิดระลอกคลื่นในอก

หัวใจที่เต้นอย่างราบเรียบก็พลันกระตุกไหว

“จ้าวเสวียน...ชื่อของข้า”

“คุณชายจ้าว”

จ้าวเสวียนโคลงศีรษะ “ท่านเรียกข้าว่าเสวียนเถอะ”

“เสวียน”

มุมปากได้รูปเผยรอยยิ้มกว้างขึ้น เร็วกว่าความคิด เขาจรดปลายจมูกลงบนกลุ่มผมนุ่มนั้นแทนคำเป็นหมื่นในอก บ่าวรับใช้คนสนิทรีบส่งสายตาไล่ข้ารับใช้คนอื่นออกไปอย่างรู้งาน ไม่ลืมจะปิดประตูแล้วยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้า กันพวกสอดรู้เอาไว้อีกชั้นหนึ่ง

“ข้าถามท่านได้หรือไม่?”

“ถามมาสิ” เขาตอบอย่างใจกว้างพลางโอบกระชับร่างนั้นให้แน่นขึ้น

“บิดาข้าเป็นผู้จ้างวานท่านหรือ?”

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้”

“บิดาข้าจ้างวานให้ท่านทำอะไรหรือ?”

“สอนท่าน”

“สอนข้า?”

“ท่านมิได้ต้องการเป็น ‘ยอดบุรุษ’ หรอกหรือ ถึงได้ว่าจ้างยอดคณิกาชายมาที่นี่”

ลู่ไป๋หลินมุ่นคิ้ว รู้สึกว่าจะได้ยินเสียงบิดาดังขึ้นในหัว

*‘เจ้าเคยได้ยินคำกล่าวนี้หรือไม่ **‘บุรุษเหนือบุรุษคือยอดบุรุษ’*หึหึหึ’

บุรุษเหนือบุรุษที่บิดากล่าวหมายถึงเรื่องเมื่อคืนอย่างนั้นหรือ? ยิ่งกว่านั้นจ้าวเสวียนผู้นี้เป็นยอดคณิกาชาย? ลู่ไป๋หลินผู้ไม่เคยเฉียดเข้าแม้แต่หอโคมเขียว ทว่าก็เคยได้ยินสหายกล่าวถึงเหล่าคณิกาชายมาบ้าง แต่ไม่มีผู้ใดเลยกล่าวว่าคณิกาชายจะมีรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้างดงามคมคายเช่นนี้

“อย่างนั้นท่านเป็นคณิกาหรือ?”

จ้าวเสวียนอมยิ้มมุมปากแต่ไม่ได้ตอบอะไร

“คณิกาชายมิใช่ต้องรูปร่างอ้อนแอ้นราวสตรีหรอกหรือ?”

“มิใช่คณิกาชายก็คือบุรุษผู้หนึ่งหรอกหรือ?”

“ก็ใช่...”

จ้าวเสวียนเผยรอยยิ้มกว้างขึ้น เมื่อลู่ไป๋หลินคิดว่าเขามาเพื่อสอน ‘เรื่องนั้น’ เขาก็จะเป็นอาจารย์ที่ดี คิดถึงเรื่องเมื่อคืนแล้วจ้าวเสวียนก็ได้แต่ลูบหลังลูบไหล่เล็กในอ้อมแขนนั้นอย่างปลอบประโลม

นัยน์ตาคมกล้าทอประกายอบอุ่นเข้มข้นยามที่ภาพงดงามเมื่อคืนปรากฏขึ้นในห้วงความคิด

คงจะเจ็บมาก

เขาเองก็ไม่คิดเลยว่าจะหยุดความปรารถนาต่อคนผู้นี้ไม่ได้

ตั้งแต่จำความได้ เขาก็ถูกยกย่องให้เป็นผู้มีความอดทนสูงที่สุดคนหนึ่ง

แต่ความอดทนเหล่านั้นเหมือนสลายหายไปในอากาศยามที่ได้อยู่ตรงหน้ารองเจ้ากรมผู้ไร้เดียงสา สุดท้ายก็ทำให้ลู่ไป๋หลินต้องนอนซมอยู่ครึ่งค่อนวัน เห็นทีบทเรียนถัดไปคงต้องทิ้งระยะไปก่อน

“เสวียน”

“หืมม์?” เขาออกเสียงถามกลับในลำคอ

“ท่านเป็นคณิกาที่หอเซียงอู่งั้นหรือ?”

ลู่ไป๋หลินเห็นเขาไม่ได้ตอบจึงถือว่าเป็นการยอมรับไปโดยปริยาย

“เป็นคณิกาต้องทำอะไรบ้างหรือ?”

“คณิกาชายหรือหญิง?”

“ต่างกันด้วยหรือ?”

“ต่าง”

เห็นได้ชัดว่าหัวข้อสนทนานี้เป็นสิ่งที่ลู่ไป๋หลินสนใจและขาดความรู้มากทีเดียว ใครเล่าจะคิดว่าท่านรองเจ้ากรมโยธาที่โต้เถียงกับเจ้ากรมการคลังเรื่องการยักยอกเงินค่าแรงของทาสหลวงอย่างไม่ระย่อผู้นั้นกลับไม่เข้าใจความต่างของคณิกาชายกับหญิง

เขาจำได้ว่า ไม่ว่าเจ้ากรมการคลังจะแก้ตัวอย่างไรก็ถูกดักทางไว้เสียหมด เป็นกระดูกชิ้นใหญ่ที่คนในราชสำนักขยาดจะเคี้ยว

แต่ใครเล่าจะรู้ว่ากระดูกเคี้ยวยากชิ้นนั้นจะไร้เดียงสาปานนี้

เพราะลู่ไป๋หลินที่เป็นแบบนี้ยิ่งทำให้เขาไม่อาจละสายตาได้

นัยน์ตาใสนั้นจ้องมองอย่างรอคอยคำตอบ เขาก็กระแอมเสียงหนึ่ง

“คณิกาหญิงมีอยู่สองส่วน ส่วนหนึ่งขายศิลปะไม่ขายเรือนร่าง พวกนางจะดีดพิณ ร่ายรำ เขียนพู่กัน หรือแม้แต่แต่งกลอนร่วมกับผู้มาเยือน”

“ล้วนเป็นสตรีที่มีความสามารถ เหตุใดจึงเป็นคณิกาเล่า?”

“ชีวิตคนใช่มีทางเลือกมากมาย”

ลู่ไป๋หลินชะงักไปเล็กน้อย “จริงอย่างที่ท่านว่า”

มือแกร่งทาบทับลงบนศีรษะทุย ขยับลูบไล้ปลอบประโลม

“ยังอยากรู้อีกส่วนหนึ่งหรือไม่?”

จ้าวเสวียนมองใบหน้างดงามนั้นพยักรับรัวเร็วแล้วรู้สึกว่ามุมปากไม่อาจวางลงได้ “อีกส่วนหนึ่งขายเรือนร่าง ...ขายเรือนร่างก็คือร่วมหลับนอนกับผู้มาเยือน นางคณิกาเหล่านี้จะอยู่ในหอโคมเขียวชั้นล่าง”

“ที่แท้หอโคมเขียวก็มีแบ่งระดับ...แล้วคณิกาชายเล่า?”

“คณิกาชายมีเพียงอย่างเดียว”

“อย่างเดียว?”

“ขายเรือนร่าง”

“อย่างที่พวกเราทำกันเมื่อคืนหรือ?”

จ้าวเสวียนหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เขากระแอมสองเสียงปรับสีหน้าให้ดูสุขุมมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เหตุใดเขาจึงต้องมาเจอกับคนที่ไร้เดียงสาได้น่าเอ็นดูเช่นนี้ ในแผ่นดินนี้ไม่ว่าคณิกาหญิงหรือคณิกาชายคงไม่มีผู้ใดจัดการกับผู้มาเยือนดังเช่นที่เขากระทำเป็นแน่

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้”

“แล้วเหตุใดบิดาถึงกล่าวว่า บุรุษเหนือบุรุษจึงเป็นยอดบุรุษ?”

เช่นนั้นมิใช่เสวียนหรือที่เป็นยอดบุรุษ

ก็เขาอยู่ข้างล่างตลอด

ลู่ไป๋หลินมุ่นคิ้ว ยิ่งคิดยิ่งเป็นเหตุเป็นผล เช่นนั้นเขาจะเป็นยอดบุรุษได้อย่างไร? ชายหนุ่มมองคนที่มุ่นคิ้วอย่างเอ็นดู เขาเอื้อมมือหนึ่งใช้นิ้วกดลงบนรอยยับย่นนั้นแผ่วเบา ออกแรงคลึงเล็กน้อยให้คิ้วเรียวงามสองอันนั้นผละจากกันก่อนจะก้มหน้าลงกระซิบถามกลับเสียงเบา

“ท่านอยากรู้หรือ?”

“แน่นอน”

“เข้าใจแล้ว แต่ท่านต้องหายดีก่อนข้าถึงจะสอนให้ได้”

“ได้”

จ้าวเสวียนดีดนิ้วขึ้นครั้งหนึ่ง ประตูห้องที่ปิดสนิทก็ถูกปิดออก พอดีกับชามยาชามที่สามที่มาถึง เพราะไม่ทราบว่านายท่านจะเรียกเมื่อไหร่ ยามเมื่อยาคลายความร้อนจึงต้องเตรียมชามใหม่ไว้เสมอ โชคดีที่ครั้งนี้ไม่ต้องสิ้นเปลืองตัวยาสูงค่ามากมายนัก

บ่าวคนสนิทลอบถอนหายใจอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะเป็นผู้ถือถาดยาชามนั้นเข้ามาด้วยตนเอง หลังจากจัดวางบนโต๊ะเล็กใกล้มือผู้เป็นนายแล้วก็ถอยออกไปโดยพลัน

เดิมทีลู่ไป๋หลินก็มิใช่คนที่กินยายากอยู่แล้ว เห็นจ้าวเสวียนทำท่าจะป้อนทีละคำก็รีบร้องห้าม มือเรียวสวยฉวยเอาชามยาร้อนนั้นมาถือไว้เอง

“ยาขมมาก ท่านต้องการน้ำผึ้งหรือไม่”

จ้าวเสวียนจำได้ว่าในเทียบยามีทั้งหวงเหลียนทั้งกันเฉ่า สียาก็เป็นสีน้ำตาลเข้มจัดจึงกังวลว่าจะขมจนกินไม่ได้ทว่าคนป่วยเอ่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“เป็นบุรุษจะกลัวอะไรกับยาชามเท่านี้”

จ้าวเสวียนจับตามองคนป่วยที่เป่าลมไล่ความร้อนอยู่ครู่หนึ่งแล้วยกชามขึ้นดื่มโดยที่หน้าไม่เปลี่ยนสีก็ต้องเผยรอยยิ้มออกมา คิดว่าวันนี้คงไม่อาจวางมุมปากทั้งสองข้างลงได้แล้ว

“หลินเอ๋อร์ช่างเก่งเสียจริง”

หลินเอ๋อร์*?*

ลู่ไป๋หลินสะดุดหูกับคำเรียกขานนั้นไม่น้อย นอกจากมารดาแล้วก็ไม่มีใครเรียกเขาเช่นนี้อีก เขาคิดจะเอ่ยแก้แต่เมื่อตรองดูแล้วว่าอย่างไรจ้าวเสวียนก็เป็นคนที่เขามีความสัมพันธ์ด้วย บางทีนี่อาจจะเป็นเรื่องปกติ

ท่านรองเจ้ากรมคืนชามยาแล้วรับถ้วยชามาดื่มไล่ความขมในปาก

“เรื่องดื่มยาแค่นี้เรียกว่าเก่งไม่เก่งได้อย่างไร”

“งั้นเรื่องทายาแล้วกัน”

“ทายา?”

“ใช่ ทายาที่ตรงนั้น”

ตรงนั้น...ตรงไหน

ลู่ไป๋หลินกระพริบตาปริบๆ มองขวดยาที่ทำจากหยกเขียวเนื้อดีสลับกับนัยน์ตาคมแล้วความร้อนกลุ่มหนึ่งก็แล่นริ้วเข้าจับจองใบหน้า จ้าวเสวียนรับถ้วยชามาแล้วทำท่าจะวางขวดยาหยกนั้นลงบนมือเรียวสวยก่อนจะชะงักไป

“ข้าทาให้ท่านดีกว่า”

“ทาเองๆ! ข้าทาเองได้!”

“ท่านอาจจะมองไม่ถนัด ให้ข้าทาให้ก่อนไม่ดีหรือ?”

“ย่อมไม่ดีแน่นอน!”

“แต่...”

“ข้าทาเองได้ เชื่อข้าสิ!”

มือเรียวสวยนั้นยื้อยุดขวดยาหยกไว้สุดความสามารถ จ้าวเสวียนที่แค่ต้องการหยอกเย้าก็รามือแต่โดยดี ร่างสูงใหญ่ค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียงอุ่น หยิบเอาถาดชามยามาถือไว้ในมือ

“เช่นนั้นข้าจะไปดูที่ห้องครัวเสียหน่อย หลินเอ๋อร์ค่อยๆ ทายาแล้วกัน”

“ได้ๆ ท่านไปเถิด”

“อย่าลืมว่าต้องทาด้านใน”

“ได้ ทาด้านใน”

“ทาให้ลึกจนสุดปลายนิ้ว”

“ได้ ลึกสุดปลายนิ้ว ท่านไปเถิด!”

“ถ้าไม่ทามันจะเป็นหนอง”

“ได้! ข้าจะทา! ท่านไปได้แล้ว!”

จ้าวเสวียนลอบหัวเราะไร้เสียงครู่หนึ่ง เมื่อมั่นใจว่าคนป่วยจะทายาแน่นอนก็เดินถือถาดออกไปด้านนอก เมื่อก้าวพ้นออกมา มุมปากทั้งสองข้างก็วางลงได้เสียที ใบหน้าได้รูปนั้นกลับสู่ความเรียบเฉย บ่าวคนสนิทรีบเข้ามารับถาดในมือเจ้านาย แล้วรีบไล่บ่าวน้อยที่เหลือให้ออกห่างจากห้องทันที

แต่จ้าวเสวียนกลับไม่ได้ขยับไปไหน แต่ไหนแต่ไรประตูบานนี้ก็ปิดไม่เคยสนิทอยู่แล้ว ร่างสูงใหญ่หันกลับเข้าไปที่ประตูอีกครั้ง อยากรู้นักว่าคนป่วยจะทายาได้อย่างที่เขากำชับหรือไม่

ลู่ไป๋หลินรอจนประตูนั้นปิดลงแล้วก็ถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงคราหนึ่ง เขาวางขวดยาไว้ที่โต๊ะหัวเตียง ตั้งใจว่าจะไม่แตะต้องอีกจนคนแอบมองอยู่ต้องขมวดคิ้ว

“เด็กดื้อ”

จ้าวเสวียนสบถเสียงหนึ่งแต่คล้ายว่าจะไม่มีโทสะ ใช่ว่าเขาจะข่มขู่เล่นเสียเมื่อไหร่ ไม่ทายาแล้วอาจจะมีผลเสียมากมายเช่นนั้นตามมาได้จริง มือแกร่งทาบลงบนประตูกำลังจะเปิดเข้าไปจัดการท่านรองเจ้ากรมดื้อเพ่งทว่าต้องชะงักลงเสียก่อนเมื่อเห็นว่าลู่ไป๋หลินหันกลับไปจ้องขวดยาอีกครั้ง

ใครเลยจะรู้ว่าตอนนี้ลู่ไป๋หลินกำลังว้าวุ่นใจเพียงใจ

พอตัดสินใจว่าจะไม่ทายา เสียงทุ้มต่ำนั้นก็ดังขึ้นในโสตประสาท

‘ถ้าไม่ทามันจะเป็นหนอง’

ปีนั้นทาสหลวงผู้หนึ่งเกลียดกลัวกลิ่นยาเป็นที่สุด แผลที่ถูกหินแหลมคมบาดเข้าไม่นานก็ขึ้นหนอง สุดท้ายก็รักษาแม้แต่ชีวิตไว้ไม่ได้ ลู่ไป๋หลินจำฝังใจตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นับได้ว่าคำขู่นี้ของจ้าวเสวียนโยนหินให้ตรงจุดนัก

“ได้ ข้าจะทา เป็นบุรุษจะกลัวอะไรกับเรื่องเท่านี้”

ท่านรองเจ้ากรมตัดสินใจแน่วแน่ มือนั้นฉวยขวดยามาถือไว้อีกครั้ง

ร่างโปร่งขยับผ้าห่มออกจากตัวก่อนจะพบว่าตอนนี้ตนเองสวมเพียงเสื้อคลุมชั้นในตัวยาวใหญ่ตัวหนึ่งเท่านั้น ชายเสื้อที่แหวกออกเปิดเผยเบื้องล่างเปิดโล่งพาให้คุณชายตระกูลคหบดีผู้ซึ่งใส่เสื้อครบชุดเข้านอนรู้สึกถึงความร้อนสายหนึ่งอย่างช่วยไม่ได้

“ช่างน่าอายเหลือเกิน”

ความร้อนนี้แล่นริ้วเสียพวงแก้มซับสีแดงจัด

โชคดีนักที่ไม่มีใครอื่นอยู่ที่นี่ด้วย ลู่ไป๋หลินระบายลมหายใจหนักหน่วงอีกครั้ง ปรับอารมณ์เขินอายนั้นให้เข้าที่ แล้วค่อยๆ เปิดชายเสื้อตลบไปด้านหลัง ร่างโปร่งนั้นพลิกนอนตะแคงแทนการนอนหงายพยายามจะหันไปมองยังส่วนนั้น

พยายามอยู่เกือบหนึ่งเค่อถึงได้ยอมยกธงขาว

มือเรียวสวยนั้นไล่ผ่านเนินเนื้อเข้าสำรวจรอยแยกแล้วก็ต้องนิ่วหน้า แค่สัมผัสแผ่วเบาก็เจ็บเสียจนต้องขบกรามแน่น ลู่ไป๋หลินแทบจะล้มเลิกไปอีกครั้ง แต่เสียงทุ้มนั้นก็ดังขึ้นในโสตประสาทจนคนป่วยต้องกลั้นใจ

“แค่ทายา”

ลู่ไป๋หลินท่องคำนี้ราวกับเป็นคาถาสะกดใจก็ไม่ปาน

ขวดยาหยกถูกเปิดออก ลู่ไป๋หลินจัดท่าทางตัวเองเล็กน้อย กันมิให้ยาเหล่านั้นหยดลงบนเครื่องนอน เขาถนัดขวาจึงเปลี่ยนมานอนตะแคงทางด้านซ้าย หันหลังให้ประตูห้อง บั้นท้ายขาวกระจ่างจึงอวดโฉมให้จ้าวเสวียนเห็นได้ถนัดตา

นี่ช่างเป็นบททดสอบความอดทนที่ยากลำบากนัก!

ลู่ไป๋หลินใช้มือซ้ายถือขวดยาเทยาลงบนมือขวา

ตัวยามิใช่เป็นผงดังที่เขาคิด แต่เป็นน้ำเหนียวข้น สัมผัสเย็นที่ปลายนิ้วทำให้เขารู้สึกดีขึ้นไม่น้อย นิ้วเรียวยาวค่อยๆ ป้ายยาเหล่านั้นลงบนรอยแยกและก็พบว่ามันไม่เจ็บแสบดังที่คิด

“เป็นยาดี”

เขาอดจะชื่นชมไม่ได้

เมื่อทารอบนอกจนครบถ้วนแล้ว ลู่ไป๋หลินจึงค่อยๆ ส่งนิ้วตนเองเข้าสู่ด้านใน ครานี้ความเจ็บเพราะรอยฉีกนั้นปริแตกออกเล็กน้อยแล่นริ้วจนต้องหยุดมือลง เขาไม่กล้าเอานิ้วที่เข้าไปนั้นออกและไม่กล้าจะขยับส่งเข้าไปให้ลึกขึ้น สุดท้ายจำต้องคาทิ้งไว้อยู่อย่างนั้น

‘ถ้าไม่ทามันจะเป็นหนอง’

คิดถึงคำพูดของจ้าวเสวียนแล้ว ลู่ไป๋หลินจำต้องค่อยๆ แทรกปลายนิ้วเข้าไปให้ลึกขึ้นอีก โชคดีที่ยานี้ให้สัมผัสที่ดีนัก จากที่ทิ้งไว้เมื่อครู่ก็พอจะฝืนทนจนนิ้วเรียวยาวของตนเข้าไปจนหมด ร่างโปร่งนั้นถึงกับถอนหายใจลึกยาว เขากำลังจะถอนนิ้วมือนั้นออกทว่าในจังหวะนั้นเองที่ปลายนิ้วกลับสัมผัสเข้ากับจุดหนึ่งของผนังอ่อนนุ่ม

“อ๊ะ!”

ลู่ไป๋หลินหลุดเสียงครางอย่างไม่ตั้งใจ

เขากลั้นใจอีกครั้งพยายามจะดึงนิ้วออก ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วที่เล็บนั้นถูกตัดจนเรียบสะอาดครูดกับผนังด้านในร่างโปร่งก็สั่นระริกจำต้องหยุดมือลง ความปรารถนาที่อ่อนตัวอยู่กลับค่อยๆ แข็งขึงขึ้น

“อา...”

พอขยับนิ้วที่ด้านหลัง ทางด้านหน้าก็ผงกหัวรับ

ถึงเขาจะไม่เคยจับมือหญิงใดแต่เรื่องยามเช้าเช่นนี้เขาพอจะมีประสบการณ์และรู้ว่าต้องจัดการกับมันอย่างไร

ริมฝีปากบางถูกขบเม้มเสียจนแน่น

และแล้วความปรารถนาอันเข้มข้นก็ชักนำได้สำเร็จ!

ลู่ไป๋หลินค่อยๆ ใช้มือซ้ายสัมผัสที่ส่วนนั้น กอบกุมส่วนสำคัญแล้วค่อยๆ ขยับเป็นจังหวะ ครู่เดียวเสียงหอบครางกระเส่าก็ดังไปทั่วห้อง มือซ้ายนั้นขยับนำทางความปรารถนา มือขวาก็ขยับตามกระทบเข้ากับจุดที่โดนสัมผัสไปเมื่อครู่

“อ๊า!...อะ...”

เสียงหวานที่ครางเครือนี้ดังชัดเจนในความเงียบสงบ

จ้าวเสวียนลอบกลืนน้ำลายอึกหนึ่งลงไปอย่างยากเย็น ไม่เคยคิดว่าการที่เห็นบุรุษผู้หนึ่งช่วยตนเองอยู่นี้จะจุดเพลิงปรารถนาของเขาได้ ตรงส่วนนั้นของเขาขยายออก คับแน่นเสียจนเจ็บ

“อา...อะ...”

ยิ่งได้ยินเสียง จ้าวเสวียนยิ่งต้องกำมือแน่น

เขามองลู่ไป๋หลินที่กำลังใกล้ถึงฝั่งฝัน ร่างโปร่งขาวสะอาดนั้นบิดเร่า มือทั้งสองทำงานประสานกันอย่างน่าอัศจรรย์

“อ๊า...!!!”

มือน้อยนั้นขยับเป็นจังหวะเร็วขึ้นก่อนที่ความร้อนระอุกลางท้องน้อยจะผุดพุ่งออกมาเป็นสาย ลู่ไป๋หลินหลับตานอนหอบหายใจหนักหน่วง เหงื่อผุดพรายขึ้นรอบใบหน้า ความร้อนในห้องดูจะเพิ่มสูงขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

จ้าวเสวียนหันหน้าหนีจากความงดงามที่เป็นดั่งหลุมลึก

เขาใช้แรงทั้งหมดหยุดยังมือเท้าไม่ให้ขยับเข้าไปกลืนกิน ความปรารถนาของเขายิ่งคับแน่นยิ่งเจ็บปวด ร่างสูงใหญ่เดินก้าวยาวๆ ออกไป พลางร้องสั่งบ่าวคนสนิท

“เตรียมน้ำเย็น!”




.:: เรื่องเล่าจาก หอคณิกาชาย ::.




เสียงประตูดังขึ้นเรียกให้คนที่กำลังยุ่งง่วนกับกระดาษและพู่กันเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะนิ่งค้างอยู่แบบนั้น จ้าวเสวียนเองก็ชะงักไปเช่นกัน นัยน์ตาคมกล้านั้นอ่อนละมุนขึ้นเมื่อเห็นว่าลู่ไป๋หลินเผยสีหน้าดีใจออกมาวูบหนึ่ง

“กลับมาแล้วหรือ?”

จ้าวเสวียนไม่รู้ว่าชาวบ้านทั่วไปมักถามกันเช่นนี้หรือไม่

เขารู้แต่เพียงว่าคำถามง่ายๆ นี้กลับสร้างความสุขให้อย่างไม่น่าเชื่อ

“กลับมาแล้ว”

และยิ่งคิดไม่ถึงว่าการตอบด้วยคำง่ายๆ เช่นนี้กลับทำให้สิ่งที่คิดอยู่ในหัวทั้งหมดวางลงได้ ร่างกายรู้สึกเบาสบาย คล้ายว่าความเหนื่อยล้าที่สะสมมานั้นปลิวหายไปด้วยวาจาเล็กน้อยเหล่านั้น

ช่างน่าประหลาดนัก

ชายหนุ่มก้าวเข้าไปในห้องปล่อยให้บ่าวคนสนิทปิดประตูลง เขาเหลือบมองกองกระดาษตรงหน้าท่านรองเจ้ากรมหนุ่มแล้วก็อดจะมุ่นคิ้วไม่ได้

“ท่านลางานมิใช่หรือ?”

“อ้อ...อยู่ว่างมักฟุ้งซ่าน จึงขอร้องให้ท่านซูจื่อไปนำมาจากที่จวน”

จ้าวเสวียนชะงักไปเสี้ยวหนึ่งก่อนจะคิดได้ว่าเสี่ยวซูจื่อไม่มีทางทำเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ผิดพลาดก็วางใจ เขาขยับเข้าไปยืนด้านหลังเก้าอี้ที่ลู่ไป๋หลินนั่งอยู่ ร่างกายสูงใหญ่นั้นราวกับโอบล้อมตัวของลู่ไป๋หลินทั้งที่เขาเพียงยืนไพล่มือนิ่งๆ เท่านั้น

“มีอะไรไม่สะดวกสบายหรือไม่?”

“ทุกอย่างล้วนดีมาก”

“เช่นนั้นก็ดีแล้ว”

คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องยุ่งยากเมื่อสามวันก่อน จ้าวเสวียนจำต้องปล่อยให้ลู่ไป๋หลินอยู่ที่คฤหาสน์เพียงผู้เดียว ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่วางใจจนต้องให้เสี่ยวซูจื่อที่รับใช้ใกล้ชิดคอยดูแลและรายงานเขาอยู่ทุกฝีก้าว

“ยังปวดหัวอยู่หรือไม่?”

“ไม่แล้ว”

“อาการอื่นเล่า?”

“ข้าแข็งแรงดีมาก ให้ข้ายื่นฎีกาถกกับเจ้ากรมการคลังทั้งวันยังได้”

จ้าวเสวียนจ้องมองไปยังนัยน์ตาที่ส่องประกายระยิบระยับก่อนนัยน์ตาคู่นั้นจะถูกสัมผัสนุ่มเย็นที่ริมฝีปากทำให้แข็งค้างไป สัมผัสนั้นแผ่วเบาราวกับสายลมทว่าหนักแน่นอบอุ่นจนลู่ไป๋หลินได้ยินเสียงกลองระรัวในอก

ยังคงเป็นจ้าวเสวียนที่ทำตนราวกับไม่ได้รู้สึกอะไร ราวกับจุมพิตเมื่อครู่เป็นเรื่องปกติสามัญ ทั้งๆ ที่มุมปากนั้นเกือบจะเผยรอยยิ้มกว้างออกมา เขาแสร้งมองเลยไปยังกระดาษที่กองอยู่ ไล่สายตาผ่านอักษรงดงามเหล่านั้น

สมเป็นจ้วงหยวนฝ่ายบุ๋น แม้แต่สำนวนการเขียนฎีกาก็ยังแยบคาย

ยิ่งอ่านก็ยิ่งชื่นชม

สมเป็นหลินเอ๋อร์จริงๆ

ลู่ไป๋หลินที่เพิ่งได้สติ กำลังจะเอากระดาษที่เขียนเป็นฎีกานั้นลง แต่เมื่อคิดได้ว่าจ้าวเสวียนเป็นคณิกาชายหาใช่ขุนนาง หรือสายลับในราชสำนักก็ละมือออก ซ้ำยังหยิบเอาแบบร่างการก่อสร้างที่ถูกพับไว้มุมหนึ่งขึ้นเปิดให้เขาดูอีกด้วย

“ใช่ เป็นเขื่อน”

“ทำที่ใด?”

“เมืองลั่ว มณฑลอู๋ ที่นั่นเป็นต้นน้ำ อีกทั้งยังมีช่องเขาแคบ เหมาะกับการสร้างเขื่อนที่สุด ข้าว่าอีกห้าวันจะเดินทางไปดูลักษณะพื้นที่ด้วยตัวเองอีกครั้งหนึ่ง แล้วถึงยื่นขอถวายฎีกา”

“มิใช่ท่านลางานอยู่หรอกหรือ?”

จ้าวเสวียนถามอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจนัก มีใครบ้างที่ยื่นลางานราชการแล้วยังเอาเวลาพักผ่อนไปทำงาน? เช่นนั้นแล้วไม่เท่ากับลางานโดยเปล่าประโยชน์หรอกหรือ?

“นั่นเป็นเพราะบิดาของข้าสั่ง ข้ามิอาจขัดใจได้”

“แล้วเรื่องศึกษา ‘เรื่องนั้น’ เล่า?”

“อ้อ...”

ลู่ไป๋หลินที่ตั้งแต่อาการดีขึ้นก็ใช้เวลาทั้งหมดยุ่งง่วนอยู่กับตำรา จึงเพิ่งนึกขึ้นมาได้ เขามาอยู่ที่นี่หาใช่เป็นการพักผ่อน แต่มาเพื่อศึกษาต่างหาก! เขามองไปที่จ้าวเสวียนแล้วคลี่ยิ้มประจบออกมาอย่างไม่รู้ตัว

“เช่นนั้นเราศึกษานอกสถานที่ได้หรือไม่?”

“อ้อ”

“หรือต้องศึกษาในคฤหาสน์เท่านั้นหรือ?”

“...มิใช่”

“เช่นนั้นอีกห้าวันเราไปเมืองลั่วกันเถิด”

“ได้”

ชายหนุ่มได้เพียงตอบคำสั้นๆ

ยิ่งฟังจ้าวเสวียนยิ่งรู้สึกเลือดลมยิ่งวิ่งพล่าน ศึกษานอกสถานที่งั้นหรือ! นี่เจ้าตัวจะรู้หรือไม่ว่าในสมองของเขาคิดไปหลากหลายเพียงไร! ช่างเป็นความไร้เดียงสาที่ทดสอบความอดทนของเขาเสียจริง!

ลู่ไป๋หลินควรจะได้รับบทเรียนที่เอ่ยวาจายั่วยวนเขาเสียบ้าง

จ้าวเสวียนวางมือสองข้างลงบนโต๊ะ กักให้ร่างโปร่งนั้นอยู่ในวงแขน

“หลินเอ๋อร์”

เสียงทุ้มต่ำนั้นดังขึ้นเหนือศีรษะ ลู่ไป๋หลินที่เงยหน้าขึ้นตามเสียงเรียกทว่าไม่มีโอกาสได้ส่งเสียง ริมฝีปากงดงามนั้นทาบทับปิดจนสนิทแน่น ทั้งขยับบดเบียดขบเม้มแต่ไม่ได้รุกเร้า

จ้าวเสวียนค่อยๆ ป้อนจุมพิตที่ไม่เจือแรงปรารถนา เป็นเพียงจุมพิตด้วยความเอ็นดูเท่านั้น นั่นเป็นความตั้งใจแรก แต่เมื่อได้สัมผัสเขาก็พบว่าเขาดูเบาแรงปรารถนาของตนเองมากเกินไปยิ่งนัก มือของเขาขยับเคลื่อนไหวโอบล้อมร่างโปร่งก่อนจะขยับคลายปมสายคาดเอวนั้นอย่างเชี่ยวชาญ

ลู่ไป๋หลินที่ถูกจุมพิตล่อลวงจนมึนงงทำได้เพียงพิงร่างเข้ากับพนักเก้าอี้เท่านั้น ลิ้นร้อนที่แทรกเข้ามาทำให้เขาหมดความคิดที่จะต่อต้าน แม้จะถูกสอนบทเรียนโดยที่ไม่ได้ตั้งตัวแต่เขาเป็นนักเรียนที่ดียิ่ง

สามวันมานี้นอกจากตำราแล้ว บ่อยครั้งที่ลู่ไป๋หลินคิดถึงค่ำคืนนั้น

ท่านรองเจ้ากรมที่มีสมองเป็นเลิศนั้นเรียนรู้ได้เร็วยิ่ง!

ลิ้นเล็กที่เกี่ยวกระหวัดตอบกลับจึงเจือทักษะอยู่ไม่น้อย

“อืม”

จ้าวเสวียนครางเสียงต่ำอย่างพึงพอใจก่อนที่เขาจะใช้ชั้นเชิงที่เหนือกว่ารุกไล่โต้กลับ ยามที่ร่างโปร่งนั้นเริ่มหายใจติดขัดเขาจึงค่อยละริมฝีปากออกแต่ไม่ได้ผละห่างไปไหน ยังคงวนเวียนคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง

“หลินเอ๋อร์จุมพิตเป็นแล้ว”

“จริงหรือ...?”

จมูกโด่งสันที่กดลงบนกลุ่มผมนุ่มนั้นแทนคำตอบว่า ‘ใช่’

นอกจากจะเรียนรู้ได้รวดเร็วจนน่าตกใจแล้ว ยังเพิ่มรสหวานในจุมพิตจนเขาหลงใหลแทบหาทางออกไม่เจอ จ้าวเสวียนใช้ลมปราณผลักเก้าอี้ให้หมุนกลับมาก่อนจะเผชิญหน้ากับลู่ไป๋หลินตรงๆ

เขาเผยรอยยิ้มบางๆ ยามที่มือแกร่งค่อยๆ เคลื่อนเข้าไปในสาบเสื้อแล้วเข้าหยอกเย้ากับผลอิงเถาที่เริ่มแข็งเป็นไตของคนตรงหน้า

“อะ...อา...นั่น”

“ตรงนี้ก็รู้สึกได้”

“ตรงนี้หรือ”

ลู่ไป๋หลินช่างเป็นนักเรียนดีเด่น!

มือเรียวนั้นเลียนแบบเขาด้วยการปลดสายรัดเอวของเขาออก ผ้าไหมหนานฝูเนื้อดีนั้นขึ้นชื่อเรื่องความเรียบลื่นยิ่ง ลู่ไป๋หลินเพียงแกะปมออก สายรัดเอวก็เลื่อนหลุดโดยที่ไม่ต้องออกแรงแม้แต่น้อย สาบเสื้อเปิดอ้าออกเผยให้เห็นแผงอกกำยำ

เดิมทีลู่ไป๋หลินก็เป็นบัณฑิต เขาเชี่ยวชาญตำราแต่ก็หาได้ขาดความรู้ในด้านนี้ เขาไม่อาจพูดได้ว่าตนเองมีรูปร่างที่ดี แม้จะไม่เป็นวรยุทธ์แต่เรือนกายก็มีกล้ามเนื้อสวยงามพอเหมาะ ทว่ารูปร่างเช่นเขานั้นไม่เป็นที่ต้องใจของสตรีแม้แต่น้อย

เพราะบุรุษที่สตรีทั่วแคว้นต่างชื่นชมมักมีไหล่กว้าง แผ่นอกหนา รูปร่างสูงใหญ่ ทีท่าทะนงองอาจ และบังเอิญว่าจ้าวเสวียนก็มีรูปร่างเช่นนั้น เขาใคร่รู้ยิ่งนักว่าหากเปิดเปลือยแผ่นอกนั้นออกมาจะมีผ้าผืนหนายัดเอาไว้บ้างหรือไม่

เมื่อครู่ถึงได้คิดจะแก้ความสงสัยที่มีมาช้านาน

และผลก็ประจักษ์ชัดอยู่ตรงหน้า!

ไม่มีแม้แต่ผ้าบางซักผืน อีกทั้งเสื้อตัวในยังบางยิ่งนัก

ลู่ไป๋หลินเข้าใจในตอนนี้แล้วว่าเหตุใดเหล่าสตรีทั่วแคว้นจึงชื่นชม ขนาดเขาเป็นบุรุษยังอดจะชื่นชมปนริษยาไม่ได้ สมแล้วที่จ้าวเสวียนเป็นยอดคณิกาชายแห่งยุค!

“อืม”

เพียงมือเล็กนั้นยื่นมาสัมผัส ลอนหนานั้นก็หดเกร็งเรียกเสียงครางทุ้มต่ำ

“ตรงนี้ก็รู้สึกหรือ?”

“รู้สึก”

เสียงทุ้มที่เอ่ยตอบนี้แทบจะรอดไรฟันออกมาทีเดียว

ลู่ไป๋หลินค่อยๆ ไล้มืออุ่นไปบนเนื้อสีเข้ม ผิวเนื้อนั้นเรียบเนียนราวหยกทั้งยังติดจะเย็นเล็กน้อยคงเพราะจ้าวเสวียนเพิ่งกลับมาจากด้านนอกกระมัง อุณหภูมิที่ต่างกันนี้ทำให้เขารู้สึกเพลิดเพลินยิ่งนัก ทั้งยามลากปลายนิ้วผ่านส่วนใด ส่วนนั้นก็จะกระตุกขึ้นมาเล็กน้อย ช่างน่าสนใจยิ่ง!

“รู้สึกเช่นไร?”

จ้าวเสวียนเผยรอยยิ้มน่าหลงใหล เขาทั้งขบขันทั้งเอ็นดูในความสงสัยนี้

“มีอารมณ์”

“อารมณ์?...อารมณ์เช่นไร?”

“ปรารถนา”

จ้าวเสวียนทำราวกับว่ากำลังสอนสั่ง ‘เรื่องนั้น’ อยู่จริง มือแกร่งหยุดมือซุกซนของลู่ไป๋หลินไว้ก่อนจะนำทางมาสู่เบื้องล่าง สัมผัสกับสิ่งนั้นผ่านกางเกงที่เขายังคงใส่อยู่ครบสมบูรณ์ ลู่ไป๋หลินใคร่รู้ยิ่งนัก นัยน์ตากลมจึงไม่ได้ละออกจากสิ่งนั้นที่เริ่มนูนขึ้นใต้ร่มผ้าแม้แต่น้อย

“นี่คือความปรารถนาที่ว่า?”

“ใช่”

“แล้วต้องทำเช่นไร?”

“มือของเจ้า หลินเอ๋อร์”




TBC.

โม้ท้ายตอน

วงวาน เอ้ย สงสารเสวียนเอ๋อร์จริงๆ (หัวเราะขั่วร้าย)

มีใครตามมาจากเด็กดีบ้างมั้ยคะ?

ติชมได้เต็มที่นะคะ

อีกครึ่งจะรีบปั่นเอามาลงติชมกันเร็วๆ นี้ค่า

ขอบคุณค่ะ

โม้ท้ายตอน (ภาคสอง)

ด้วยความวงวานเสวียนเอ๋อร์เมื่อเช้า บ่ายนี้จึงหลบเจ้านายมาให้เสวียนเอ๋อร์ได้กินเต้าหู้โดยเฉพาะ

[กินเต้าหู้ - ได้แต๊ะอั๋ง]

สังเกตบ้างหรือเปล่าคะว่า พ่อพระเอกของเราพอมีอารมณ์ก็จะเผยนิสัยองค์รัชทายาทออกมาโดยไม่รู้ตัว

จากปกติเรียกลู่ไป๋หลินว่า 'ท่าน' จะกลายเป็น 'เจ้า' หุหุ

ขอบคุณสำหรับคอมเมนท์มากค่ะ

จะพยายามหลบเจ้านายพิมพ์นิยายต่อไป

ขอบคุณค่ะ


ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว