ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตามองตา (100%)

คำค้น : กลรักวีมาร์ค กลรักรุ่นพี่ วีมาร์ค ดราม่า วายมหาลัย love Mechanics

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 399.8k

ความคิดเห็น : 437

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ธ.ค. 2560 23:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตามองตา (100%)
แบบอักษร

-****15-

ตามองตา

[Vee Vivis]



          ผมเดินเข้ามหา’ลัยด้วยอาการแปลกๆ ยิ้มกว้างบ้าง อมยิ้มบ้าง ครุ่นคิดบ้าง ตามประสาคนถูกบอกรัก ไม่ใช่ว่าผมไม่เคย ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้ ผมเคยถูกบอกรักบ่อยๆ และผมรู้ว่ามาร์คมันคิดอะไรกับผมมากกว่าพี่น้องมานานแล้ว เห็นผมหล่อๆ อย่างนี้แต่ผมก็ไม่ได้โง่นะครับ

          เมื่อคืนผมนอนแทบไม่หลับ หลังจากได้ยินคำสารภาพเบาๆ จากมาร์คผมก็ทำได้แค่มองมันอยู่อย่างนั้น ไม่รู้จะพูดอะไรออกไป ถามว่าดีใจไหมก็ดีใจ ถามว่าตกใจไหมก็มาก ปกติมันแสดงออกทางคำพูดที่ไหน หรือว่ามันเมา? ก็ไม่น่านะ ผมเมากว่ามันอีก แต่คิดๆ ไปแล้ว เสียงแหบๆ กับริ้วแดงๆ ที่หน้าหล่อๆ นั่นเป็นอะไรที่น่าจดจำมากๆ เลย

          “เดี๋ยวครับเดี๋ยว ทำไมพ่อวีถึงยิ้มหล่อมาขนาดนั้นครับ” ผมหุบยิ้มแล้วทำหน้าให้ปกติทันทีที่ได้ยินเสียงแซวจากเพื่อน นี่ผมออกหน้าออกตามากไปเหรอ?

          “หน้าระรื่นมากหลังจากโพสต์เรื่องหวงๆ หึงๆ ไป”

          “หึงอะไร เขาพี่น้องงง”

          “เออ…มึงก็ มาหวงมาหึง พี่น้องกันไง” กล้ามองมาที่ผมก่อนจะสะบัดหน้ากลับเข้าวง ผมนี่ได้แต่ถอนหายใจเอือมๆ บอกแล้วไงว่าไม่อยากคิดตอนเพื่อนรู้เรื่องเลยจริงๆ

          “นี่เรียกประชุมน้องแล้วทำไมไม่ไปดู” ผมถามแล้ววางกระเป๋าลงที่โต๊ะ ก่อนจะสอดตัวเข้าไปนั่ง

          วันนี้มีนัดประชุมน้องเรื่องที่จะไปสัมมนามอบเกียร์ ฟังดูหรูดูมีสาระแต่ถ้าจะเอาจริงๆ แล้วมันคือการพาน้องเที่ยวหลังจากที่ว้ากมันมาทั้งเทอม ปีนี้ไปไกลหน่อย ลงไปเล่นน้ำทะเลที่เสม็ด พูดเรื่องน้ำทะเลแล้วหน้านิ่งๆ ของเด็กปีหนึ่งที่เพิ่งบอกว่าชอบผมก็ลอยเข้ามาในหัวให้ได้ยิ้มบางๆ กับตัวเองอีกครั้ง ผมรู้ว่ามันชอบว่ายน้ำ

          “ถามหาน้องแล้วยิ้มคืออะไรคะพี่วี” ยี่หวาแซวมาจากโต๊ะตรงข้าม ผมเลยเงยหน้าขึ้นแล้วมองมันดุๆ ไม่รู้ว่ามันพูดอะไรไปบ้าง แต่ดูจากหน้าโง่ๆ ของเพื่อนที่เหลือแล้วผมว่ายี่หวายังไม่ได้พูดอะไรออกไป

          ถึงจะเผือกมาก ฉลาดมาก มโนเก่งมาก เพื่อนผมคนนี้ก็ปิดปากเงียบมากเหมือนกัน

          “กูถามหาตอนไหน?” ผมทำเสียงนิ่งๆ คีพคูลไว้ก่อน อย่ากระโตกกระตากไป แค่ใจผมเต้นแรงๆ นี่ก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว

          “มันคุยกับเด็กที่นี่เหรอวะ?” ปอนด์หันไปถามยี่หวา

          “กูว่ามันชัดแล้วนะ มึงน่ะ…”

          “อะไร? กูอะไร?” ผมถามเพื่อน

          “กับน้อง…”

          “เฮ้ย! น้องมาครบแล้ว!” เสียงทุ้มของปินทำลายความเงียบก่อนที่กล้าจะพูดขึ้น พวกผมหันไปมองคนมาใหม่ก่อนที่ปอนด์จะพยักหน้าให้มัน แล้วหันมาสั่งให้พวกผมออกไปหาน้อง

          ผมกระตุกยิ้มบางๆ ให้ไอ้กล้าที่ทำหน้าเซ็งๆ เมื่อเพื่อนไม่สนใจ มันถลึงตาใส่ผมแล้วทำปากขมุบขมิบ เวลาเพื่อนอยากเผือกเรื่องตัวเองแล้วเผือกไม่สำเร็จมันรู้สึกดีแบบนี้นี่เอง

          ผมยืนนิ่งๆ ฟังปอนด์กับพวกสตาฟบอกน้อง ตาก็มองกลุ่มเด็กปีหนึ่งที่นั่งเงียบๆ ฟังกำหนดการวันขึ้นรถวันลงรถแล้วก็กิจกรรมต่างๆ เพื่อนผมมันก็ร่ายไปเรื่อยนั่นแหละครับจะสรุปหาสาระนั้นมีไม่เท่าไหร่ ซึ่งผมก็รู้อยู่แล้ว

          “ตามองตา~”

          “สายตาก็จ้องมองกัน~” ผมหันไปมองเสียงสองเสียงที่ดังอยู่ข้างหูคนละข้างแล้วต้องกลอกตา ผมพยายามแล้วนะที่จะไม่ทำตัวอย่างนี้ แต่เพื่อนซี้สองคนนี้มันทำให้ผมห้ามตัวเองไม่ได้

          “ไปไกลๆ” ผมไล่พวกมันแล้วเตรียมขยับออก

          “แหม…ความคีพความคูลก็มา เก๊กไปสิเพื่อนกู” กล้าว่าแล้วมองล้อผม

          “ต่อหน้าน้องพี่ก็ต้องดูดีหน่อยใช่ไหมล่ะ”

          “ยี่หวา…” ผมกดเสียงต่ำเรียกเพื่อน

          “ชัดเจนยัง? คนนี้จริงดิ?” กล้าว่าแล้วเอาไหล่มากระแซะแขนผม

          “คนไหน”

          “ทำเป็นเข้ม ทำเป็นพูดน้อย ท่าเยอะ ลีลามาก ระวังนะคะ…เพื่อนจะคาบไปก่อน” ยี่หวาว่าก่อนจะมองไปทางมาร์คอีกครั้ง ปากมันบุ้ยใบ้ไปที่ไอ้เหนือที่กำลังป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ

          เมื่อคืนนี่ไม่ชัดเหรอวะ มาร์คมันบอกไปแล้วป่ะว่ามีคนที่ชอบแล้ว แล้วมันก็บอกคนคนนั้นแล้วด้วย ไอ้เพื่อน…จะด่าว่าเลวว่าชั่วก็ไม่ได้ มันเข้าตัวเอง

          ในเมื่อด่าเป็นคำพูดไม่ได้ ดังนั้นการกระทำต้องมาเป็นตัวช่วย ผมไม่สนใจสายตาของยี่หวากับกล้าที่มองมาแบบเยาะเย้ยหรือสะใจที่ผมพูดไม่ออก เออ…สะใจไปเถอะ ถ้ากูกับมันมีทางออกเมื่อไหร่กูจะหวานกว่าทศราเลย

          ผมก้าวเข้าไปใกล้ไอ้พี่เทคกับน้องเทคคู่นั้นเรื่อยๆ เหมือนมันสองคนยังไม่รู้ตัวเพราะคนอื่นๆ ก็กำลังทยอยออกไปแล้ว คนมันเลยวุ่นวาย รอยยิ้มน้อยๆ ปรากฏขึ้นบนหน้าเด็กของผม บนหน้าเพื่อนผมนี่ก็ระบายไปด้วยยิ้มหวานๆ หลายคนมองมาที่มันสองคน เพราะคนส่วนใหญ่ก็รู้อยู่แล้วว่าเหนือเป็นคนยังไง ส่นมาร์ค…เพื่อนมันก็น่าจะรู้

          “อ้าวพี่วี! สวัสดีครับ” เสียงสดใสของคำผานเป็นสิ่งที่หยุดจังหวะเท้าของผมเหมือนกับที่หยุดจังหวะการจีบกันของสองคนนั้น มาร์คกับเหนือหันมามองทางนี้ก่อนที่เพื่อนตัวดีของผมจะเลิกคิ้วขึ้น ส่วนเด็กนั่น…มันหันหน้าหนี

          “เออ…หวัดดี” ผมตอบน้องภาคกลับไปก่อนจะยิ้มให้มันน้อยๆ

          “มาทำไมแถวนี้วะ เพื่อนอยู่ทางนั้น” เหนือว่าก่อนจะเดินผ่านหน้ามาร์คมาหาผม

          “ไม่ได้มาหาเพื่อน” ผมตอบก่อนจะมองไปข้างหลังมัน เหนือมันมองตามก่อนจะหันมาขมวดคิ้วให้แต่ผมก็ทำเป็นมองไปเรื่อย

          “แล้วมึงมาหาใคร?”

          “มาหาน้อง…” ผมว่า

          “น้องที่ไหนวะ อ๋อ…น้อมแพมหลานรหัสมึง?” เหนือเลิกคิ้วถามอีกครั้งแล้วมองไปที่หลานรหัสผม หลานที่ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวันนี้มีตัวตน

          “เออ…” ผมตอบเพื่อนกลับอย่างหัวเสียก่อนจะเดินผ่านหน้ามันไปทางหลานรหัส ก่อนจะถึงผมเห็นรอยยิ้มขำๆ จากเด็กที่เพิ่งบอกว่าชอบผมเมื่อคืน ผมหันไปมองคาดโทษมัน มันหุบยิ้มก่อนจะเบือนหน้าไปทางอื่น

          เออ…เอาที่มึงว่าดีเถอะ

          ผมเคยคิดเล่นๆ ว่าประกาศไปเลยไหมว่ารู้สึกดีกับมาร์คอยู่ แต่แบบ…ตอนนี้ผมแค่รู้สึกดีไง ยังไม่ได้รักมันหรอก แล้วทุกวันนี้คำว่ารักก็ไม่ได้ทำให้ผมเชื่อมั่นได้สักเท่าไหร่ว่าเราจะไปกันรอด ก็เคยรักมากๆ นี่ครับ ได้รับกลับมาแบบนั้นก็ต้องขอเลียแผลใจก่อน อีกอย่างที่ผมยังไม่อยากหวือหวาหรือเปิดตัวมากก็เพราะมาร์ค มาร์คมันไม่ได้เข้าหาผมก่อน ถึงมันจะชอบผมก่อนนั่นไม่ได้หมายความว่ามันแย่งผมมาจากพลอย ผมไม่อยากให้มันมีข่าวออกมาแบบนั้น

          ไม่ใช่ห่วงตัวเอง แต่ผมห่วงมัน

          ผมยืนรวมกลุ่มกับเพื่อนมองเด็กปีหนึ่งและปีสอขนกระเป๋าขึ้นรถ ตัวสร้างสีสันของวันนี้ก็คงไม่พ้นไอ้บาร์ที่ยืนหน้าดำหน้าแดงอยู่ เมื่อพูดเรื่องหมอเรื่องยาแล้วเพื่อนผมก็มีอาการแพ้แบบนี้แหละครับ

          ผมหันไปมองมาร์คที่กำลังยืนคุยกับพวกฟิวส์อยู่ รอยยิ้มน้อยๆ แปะอยู่บนหน้ามันทุกทีที่ขยับปากพูด รู้สึกว่าช่วงนี้มันจะสดใสเหลือเกิน หลังจากวันนั้นผมก็ทักแชททักไลน์ไปคุยกับมันปกติ ถามว่าทำไมหลบตามันก็ไม่ตอบกลับมา โมโหนิดหน่อยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ก็ผมมันยังไม่มีสิทธิ์ไง พูดไปก็อยากด่าตัวเอง คำว่าไม่ชัดเจนตอนนี้นี่ลอยเด่นอยู่ตรงหน้าผมเลย

          “ก็เรื่องมึงนี่เด็ดสุด ทอล์คออฟยูมากมึงไม่รู้เหรอ ขอคบกลางลานว่าพีคแล้วพาไปหาพ่อแม่นี่พีคกว่า เรื่องของมึงคือตำนาน คุยไปอีกสิบชาติก็ยังไม่ตกเทรนด์”  ผมหันไปสนใจเสียงของปอนด์ที่กำลังพูดถึงเรื่องบาร์กับกัณฐ์อยู่ ไม่รู้ว่าพวกมันคุยไปถึงไหนแต่เพื่อนตัวเล็กของผมน่ะหน้าแดงจนต้องตีหน้าขรึมกลบเกลื่อน

          “เอาที่พวกมึงสบายใจเลยเพื่อน คิดว่าทำดีก็ทำไป” มันว่าแล้วเดินขึ้นรถ ส่วนผมนี่ก็กระตุกยิ้มตาม

          “กูทำในสิ่งที่กูคิดว่าดีอยู่แล้วเพื่อน หึหึ!” ผมหัวเราะในลำคอเบาๆ เมื่อคิดถึงเรื่องเมื่อไม่กี่วันก่อน ผมบังเอิญไปรู้มาว่าเด็กแพทย์ที่เก็บเกียร์ของเพื่อนผมไว้ทำเรื่องขอมาสัมมนาครั้งนี้ด้วย แต่เพื่อนผมมันไม่รู้หรอกครับ เดินขึ้นไปยิ้มหล่อๆ ให้เด็กปีหนึ่งบนรถแล้วนั่น

          “ไม่ขึ้นไปเหรอ?” ยี่หวาว่าแล้วชี้ไปที่รถคันที่ผมต้องรับผิดชอบ

          “เดี๋ยวมา” ผมบอกเพื่อนคนสวยสั้นๆ ก่อนจะเดินไปรถคันข้างหน้า

          “พี่วีครับ คันนี้นะครับสุดหล่อ” กล้ามันเห็นอย่างนั้นมันเลยแซวขึ้น เพื่อนที่อยู่แถวนั้นมองมาที่ผมแต่พอไม่เห็นความผิดปกติพวกมันก็หันกลับไปสนใจงานของตัวเอง ผมเดินเข้าไปหากล้าก่อนจะส่งยิ้มหล่อๆ ไปให้

          “กูรู้ว่าคันนี้ แต่กูจะไปหาคนนั้น”

          ผมชี้ไปที่รถคันที่บาร์เพิ่งเดินขึ้นไป ก่อนจะวนนิ้วไปทางมาร์ค ไม่มีใครสนใจทางเรายกเว้นยี่หวาที่มองมาตาโต

          “ยอมรับ?” เพื่อนคนสวยเดินเข้ามาคว้าไหล่ผมให้ขยับออกจากกล้าแล้วถามเบาๆ

          “เปล่า…โดนจับได้” ผมตอบแบบนั้นก่อนจะยิ้มให้เพื่อนสองคนแล้วปล่อยให้พวกมันทำหน้าเหวออยู่ที่เดิม

          เอาตรงๆ พวกมันก็คงไม่คิดหรอกว่าผมจะอะไรกับมาร์คจริงๆ ขนาดผมยังต้องยอมรับเลยว่าไม่เคยคิด จนพอเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ได้สัมผัสได้รับรู้ความรู้สึกมันจริงๆ ผมเลยได้คิด กลับจากเสม็ดคราวนี้ก็ปิดเทอมพอดีและช่วงนี้ ผมคงจะคิดได้มากกว่าเดิม

          “คันนี้?” ผมเดินไปหยุดอยู่ข้างเด็กตัวสูงก่อนจะเลิกคิ้วแล้วชี้ไปที่รถข้างมัน

          “อือ” มันตอบในลำคอ ตาเรียวรีนั่นไม่ได้มองผม แต่ผมก็ไม่อะไรหรอกเพราะตอนนี้ผมก็ไม่ได้มองหน้ามันเหมือนกัน จะว่าเขินหลังจากถูกสารภาพมันก็จะกากไปหน่อย ถึงแม้ความจริงมันจะเป็นแบบนั้นก็เถอะ

          “ใครคุม” ผมว่าก่อนจะก้มลงมองกระดาษรายชื่อในมือ “ไอ้เหนือ?” ผมเงยขึ้นมองมันหลังจากอ่านลำดับที่รถรุ่นพี่ที่ดูแลเสร็จ

          “คงงั้นอ่ะ เห็นพี่เขาขึ้นไปแล้ว” มันตอบ

          “เหี้ย…” ผมพูดในลำคอเบาๆ มันคือความวิบัติจริงๆ นะครับ ผมมองไปที่มาร์คสลับกับมองบนรถคันนั้นก่อนจะหันกลับมาอ่านรายชื่อ

          “ไปคันเดียวกับกูป่ะ” ผมตัดสินใจเอ่ยชวนหลังจากที่ทบทวนเสร็จแล้ว

          “ผม…”

          “มาร์ค! ขึ้นรถสิ!” ผมหันไปหาที่มาของเสียง เพื่อนหน้าใสของผมมันกวักมือและเรียกมาร์คเสียงดัง ผมกำลังจะขยับปากแต่เสียงหนึ่งจากอีกทางเรียกผมไว้ก่อน

          “วี! มึงคันนี้!” ไม่รู้ว่าเพื่อนผู้แสนดีที่เป็นห่วงกลัวผมขึ้นรถผิดคันนั้นเป็นใครเพราะผมไม่ได้หันไปมองหน้ามัน ผมมองคนตรงหน้าที่หันไปมองไอ้เหนืออยู่

          “อย่ามากนะ” ผมบอกมาร์คแล้วมันก็หันกลับมามองผม

          “อะไร?”

          “อย่าทำให้กูหวงมากนะ”

          เราคุยกันแค่สั้นๆ และเป็นการพูดเพียงเบาๆ แต่ผมคิดว่าเราน่าจะเข้าใจกัน หลังจากการพูดไม่กี่ประโยคนั่นผมกับมาร์คก็แยกกันขึ้นรถคันที่มีชื่อของตัวเอง อยากเห็นหน้าคนคิดและคนจัดรายชื่อมาก แต่ความจริงผมก็ไม่ได้อะไรมากหรอก เพราะผมน่ะเข้ากับคนได้ง่ายกว่ามัน ส่วนมัน…ดูๆ แล้วน่าจะเข้าหาคนยาก แต่พอได้อยู่หรือได้เปิดใจให้ใครแล้วมันจะสนิทและติดกับคนคนนั้นอย่างง่ายดาย

          ผมกลัวว่ามันจะสนิทกับไอ้เหนือมากเกินไป ถึงแม้ว่ามันจะบอกว่าชอบผมแต่ใจคนเรามันก็เปลี่ยนได้ไม่ใช่เหรอครับ ขนาดคนที่บอกว่ารักผมมาทั้งปียังบอกลาผมด้วยคำนี้แล้วจากไปง่ายๆ เลย

          Ploy Napas***:*** วีมีคนใหม่แล้วเหรอ?

          ผมมองข้อความจากแชทส่วนตัวที่เด้งขึ้นหน้าโทรศัพท์ ใจผมเต้นตึกตักพยายามห้ามมือไม่ให้กดเข้าไปอ่าน ผมไม่ได้ลบช่องทางการติดต่อกับพลอย และผมไม่เคยติดต่อกับพลอยหลังจากที่เราห่างกัน จนวันนี้…

          Ploy Napas***:*** พลอยจะกลับไปหาวีไม่ได้แล้วใช่ไหม? ถึงอยากกลับไปแค่ไหนก็ไม่ได้แล้วสินะ

          ผมกดล็อคหน้าจอให้แสงสว่างรวมทั้งข้อความจากแชทนั่นดับไป สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่รู้ว่ารถเดินออกมาไกลแค่ไหนแล้ว และผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองเดินออกจากพลอยมาไกลแค่ไหนแล้ว ผมไม่รู้ว่าผมจะกลับไปหาพลอยได้ไหม ถ้าถามว่าโอเคที่จะกลับไปหรือเปล่าผมบอกได้เลยว่าผมให้อภัยพลอยได้เสมอ แต่คำหนึ่งคำของคนที่คอยดูแลตอนผมเจ็บมันกำลังดังชัดอยู่ในหู

          ผมอยากให้พี่เลิกรักเขาเร็วๆ

          คนที่คอยห่วงผมทั้งๆ ที่ผมทำไม่ดีกับมัน ถึงแม้ว่าวันที่มันเจ็บผมจะซ้ำเติมแต่วันที่ผมเจ็บมันกลับดูแล คนที่เพิ่งบอกว่าชอบผม คนที่ผมเพิ่งจะเปิดใจให้มัน

          ผมพลิกหน้าจอกลับขึ้นมาเมื่อแสงสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง ยังเป็นข้อความจากคนคนเดิมที่มีเนื้อหาว่าขอให้ผมเปิดอ่านและตอบเธอ ผมถอนหายใจก่อนจะยกมือลูบหน้าแล้วตัดสินใจโทรออก

          [อือ] เสียงแหบๆ จากปลายสายเป็นเสียงที่ทำให้มกระตุกยิ้ม นึกถึงหน้ายุ่งๆ ของมันแล้วยิ่งอยากยิ้มมากกว่าเดิมอีก

          “ทำอะไรอยู่ ทำไมเสียงดัง” ผมถามเมื่อได้ยินเสียงเพลงดังลอดมาจากปลายสาย

          [ผมนอนอ่ะ คนอื่นร้องเพลง] มันตอบ

          “ทำไมนอน ทำไมไม่ร้องกับเพื่อน”

          [ง่วง…] มันว่าแค่นั้นแต่ผมกลับต้องระบายยิ้มอ่อนๆ บนใบหน้า เสียงแหบติดจะอ้อนนั่นทำให้ผมจินตนาการถึงหน้าเรียวๆ และตาดวงเล็กที่ปรือปรอย ปากคงจะคว่ำลงเล็กน้อยส่วนจมูกมันก็คงจะเชิดเหมือนเดิม

          “เมื่อคืนไม่นอน”

          [เพราะใคร?] มันตวัดเสียงขึ้นสูง ผมเลยหัวเราะในลำคอ เมื่อคืนเราวิดีโอคอลกันจนดึก หลับกันไปตอนไหนไม่รู้แต่ตัวเลขล่าสุดที่ผมมองก่อนนอนคืนตีสอง นอนตีสองแล้วตื่นมาตอนตีสี่…

          “กูก็เหมือนกันป่ะ” ผมว่า

          [ทำไมพี่ไม่ง่วงล่ะ]

          “กูเก่ง”

          [เหอะ!]

          [มาร์ค! เต้นกัน] ผมขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงหล่อๆ ที่ผมรู้ทันทีว่าเป็นเสียงใคร

          [เอ่อ…]

          “อย่าเชียวนะมึง” ผมพูดขึ้นก่อนที่มันจะตอบเพื่อนผม

          [คุยกับใคร พี่กวนเหรอ?] เสียงหล่อนั่นยังถามอยู่ไม่ห่าง เสียงเพลงดังขนาดนั้นผมยังได้ยินเสียงไอ้เหนือชัดเจน ไม่อยากจะคิดว่าตอนนี้มันอยู่ใกล้กันขนาดไหน

          [คุยกับพ่อ…] ผมหลุดขำเมื่อได้ยินคำตอบจากเด็กของตัวเอง

          [น่ารักจัง คุณพ่อครับ! ลูกคุณพ่อน่ารักมากเลย]

          “พ่องสิ!” ผมหลุดคำหยาบออกไปทันที  เพื่อนผมมันจะออกตัวแรงไปไหน ไอ้กูที่สนิทจนตัวติดกันยังไม่เคยถามถึงพ่อมันเลย

          [แค่นี้นะครับ] เห้ย!

          “เดี๋ยว!...” สายถูกตัดไปแล้ว และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมเริ่มจะหหงุดหงิดแล้วตอนนี้ อะไรคือการวางสายผมตอนที่ไอ้เหนือมันอยู่ข้างๆ หมายความว่ายังไงวะ

          Masa Mark***:** อย่ามากนะ…*พี่อย่าหวงผมมากนะ

          ผมหลุดยิ้มกับข้อความที่หลงตัวเองนั่น เออ…ไอ้เด็กเหี้ย เดี๋ยวทำกูอารมณ์ดี เดี๋ยวทำกูอารมณ์เสีย ผมกดส่งสติกเกอร์โง่ๆ ตอบมันกลับไปหนึ่งตัว ผมยิ้มให้กับข้อความตอบกลับที่เป็นสติกเกอร์เหมือนกันแล้วลุกขึ้นเพื่อเดินสำรวจน้องในรถ

          เราจะไปที่เสม็ดเพื่อทำกิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้อง ให้มันกลมเกลียวขึ้น ให้มันสามัคคีและรู้สึกผ่อนคลายกว่าเดิม หลังจากที่น้องโดนว้ากมานานแรมปี

          “กัณฐ์…” ผมหยุดยืนอยู่แถวๆ เบาะหลังเมื่อได้ยินเสียงเข้ม กับแฟนก็แบบนี้…อยากข่มเขาไง ขอแค่ได้ข่มแม้จะแค่คำพูดก็เถอะ

          “โอเคๆ บอกแล้วครับ” เด็กหล่อที่ยืนอยู่ข้างๆ มันก็ยอมแพ้แล้วยิ้มน้อยๆ ให้เพื่อนผม ถ้าผมยอมรับตัวเองและยอมรับมาร์ค เราสองคนจะน่ารักเหมือนพวกมันสองคนไหมนะ

          “สักทีเถอะ” บาร์ว่าแล้วมองค้อนกัณฐ์

          “อะไรสักทีวะ” ผมเดินเข้าไปยืนข้างทศกัณฐ์ก่อนจะเอียงหน้าถามทั้งเพื่อนและรุ่นน้องคณะแพทย์ที่เป็นแฟนเพื่อน

          “เรื่องกู” บาร์มันตอบแค่นั้นก็จะมองไปที่กัณฐ์อีกรอบ

          “เออๆ ทุกวันนี้ก็มีเรื่องของกู เรื่องของมึงนะ” ผมว่าแล้วทำท่าทางเหมือนจะงอน ทุกวันนี้ท่าทางแบบนี้เริ่มมีอิทธิพลกับผมแล้ว หลังจากที่ไปรู้มาว่ามาร์คมันชอบคนขี้อ้อน ชอบคนน่ารัก ผมก็เริ่มอยากทำตัวให้มันชอบแล้ว

          “ทีมึงยังไม่เล่าเรื่องไอ้มาร์คให้กูฟังเลย” มันว่าให้ผมได้อ้าปากค้าง

          “อ้าวเฮ้ย! ไม่เหมือนที่กูคิดไว้นี่น่า ว่าจะมาเผือกแต่กูกลับโดนเผือกปาใส่แทบหลบไม่ทัน” ผมเลียนจังหวะเพลงดังเพื่อกลบเกลื่อนอาการร้อนๆ ที่หน้าของตัวเอง สายตาของเพื่อนและสายตาของเด็กแพทย์มันทำให้ผมรู้สึกวูบวาบ

          “ฮ่ะๆ พวกพี่นี่น่ารักกันจังนะครับ” ทศกัณฐ์มันพูดขึ้น แต่คำว่าน่ารักนั่นผมไม่รู้ว่ามันหมายถึงผมกับบาร์หรือผมกับมาร์ค

          “อ้าวเฮ้ย! นี่มันหมอกัณฐ์เดือนแพทย์นี่น่า”  งานเบี่ยงเบนความสนใจยังดำเนินต่อไปโดยผมเอง

          “มึงพอได้ยัง อ้าวเฮ้ยมึงเนี่ย” บาร์ว่าอย่างหงุดหงิด

          “ก็เขาหักอกกูอ่ะมึง แล้วเขาก็กลับมาตอนที่กูกำลังไปได้ดีอ่ะ” ผมว่าแล้วมองหน้าบาร์ บาร์เป็นเพื่อนที่ผมสนิทมากที่สุด ถึงแม้ว่าตอนนี้มันจะมีแฟนแล้วเราก็ห่างๆ กันแต่มันคือคนที่รับรู้ความรู้สึกของผมได้มากที่สุด

          “ได้ดีนี่คืออะไรได้อะไรครับ” ทศกัณฐ์หันมาถาม

          “ก็ได้นั่นแหละ” ผมตอบแล้วมองสบตามัน

          “ได้แล้วเหรอ?” มันก็ถามกลับแล้วเลิกคิ้วให้ผม

          “อือ…”

          “แล้ว…เป็นไงบ้างครับ” กัณฐ์ยังถามต่อ

          “กูก็บอกแล้วไงว่าดี ดีมากด้วยนะ แล้วแม่งคนเก่าเสือกกลับมา ตอนนี้กูไม่รู้อะไรแล้ว” ผมขยี้หัวตัวเองหลังจากตอบกัณฐ์ ผมเดินออกมาจากตรงนั้นไม่สนสายตาคาดคั้นของเด็กรุ่นน้อง มันมองผมเหมือนจะตั้งคำถามว่าผมจะทำยังไงต่อ

          ผมยังไม่อยากตอบ

          รถหยุดเมื่อถึงจุดพักรถ นักศึกษาก็ทยอยเดินลงไปยืดแข้งยืดขาและหาอะไรกิน ผมก็เป็นอีกคนที่เดินลงมากับนักศึกษาเหล่านั้น พอเท้าแตะพื้นถนนปุ๊บผมก็อยากจะชักมันกลับขึ้นรถปั๊บ ไม่ใช่อะไรหรอก สายตาของผมที่มันมองออกไปข้างหน้าตอนนี้กำลังเห็นภาพของเพื่อนสนิทอีกคนกำลังโอบรอบคอเด็กผมอยู่

          คำว่าช้าๆ ได้พร้าเล่มงามตอนนี้ไม่มีในหัวผมนะครับ สุภาษิตสวยงามประโยคนั้นถูกแทนที่ด้วยคำว่า ช้าๆ จะโดนหมาคาบไปแดก

          “มาร์คชอบกินอะไร? เอานี่ไหม?” ผมสาวเท้าเข้ามาในร้านสะดวกซื้อพอดีกับที่พวกมันกำลังเลือกของกินเล่นกัน แขนของเหนือไม่ได้พาดอยู่บนคอมาร์คเหมือนที่ผมเคยเห็น นิ้วเรียวของเพื่อนชูถุงขนมขบเคี้ยวขึ้นให้รุ่นน้องดู

          “ผมกินอะไรก็ได้” มาร์คมันตอบกลับไปยิ้มๆ

          “เลี้ยงง่ายนะเรา” เหนือว่าหยอกก่อนจะยกมือขึ้นขยี้ผมมาร์คซึ่งไอ้มาร์คไม่ได้ขยับออกห่างจากเพื่อนผมสักนิด นั่นทำให้ผมที่ไม่พอใจตั้งแต่เห็นมันตอนลงรถมีอาการที่เรียกว่าไม่พอใจเพิ่มขึ้นไปอีก

          นี่ไม่เรียกอ่อยแล้วเรียกอะไร

          “แหมๆ สองคนนี้แอบหนีมาจีบกันอีกแล้ว บนรถยังจีบกันไม่พอเหรอครับ” คิ้วผมกระตุกทันทีที่จบคำพูดของเดือนคณะวิศวะคนล่าสุด ไอ้ฟิวส์เดินมาหาเพื่อนมันกับไอ้เหนือแล้วเอ่ยแซวออกมา

          “ไม่พออ่ะ กูจะจีบจนกว่าจะจีบติด” เหนือพูดกับฟิวส์แต่สายตามันมองไปที่มาร์ค เด็กตัวสูงนั่นหลบสายตาไปทางอื่นทำให้ผมได้สบสายตากับมาร์คพอดี

          บ้าเอ๊ย! จะเข้าไปขัดก็ไม่ได้ จะไปดึงมันออกมาเลยก็ไม่มีสิทธิ์จะทำ แอบหวังนิดๆ ว่ามาร์คจะเดินตามมาแต่ก็ไม่มี ผมเดินหัวเสียไปเข้าห้องน้ำทั้งๆ ที่ไม่ได้ซื้ออะไรติดมือมาเลยสักอย่าง ล้างหน้าล้างตาให้อารมณ์เย็นลงแต่มันไม่ได้ช่วยอะไรเลยเมื่อผมได้ยินเสียงพูดคุยของเด็กปีหนึ่งที่อยู่ในห้องน้ำ

          “มาร์คกับพี่เหนือคบกันจริงป่ะวะ”

          “น่าจะจริงนะ กูเห็นตัวติดกันตลอด”

          “เสียดาย กูชอบมาร์คอ่ะ” ผมหันขวับไปมองพวกมันที่อยู่ไกลออกไปนิดหน่อย เด็กตัวขาว รูปร่างเพรียวกำลังยืนคุยกันอยู่ ใบหน้าน่ารักกับเสียงใสๆ นั่นบ่งบอกให้รู้ว่าเป็นแบบที่มาร์คชอบ พวกมันไม่รู้ตัวยังพูดกันต่อ แต่ผมนี่หูดับไปตั้งแต่ได้ยินว่ามีคนชอบมาร์คแล้ว

          “ก็จีบแข่งสิวะ”

          “ก็ถ้าเขายังไม่คบกันกูก็จะลองว่ะ”

          “แย่งมาเลย”

          เสน่ห์แรงจริงๆ เลยนะ

          เท้าผมสะดุดเมื่อเดินออกมาหน้าห้องน้ำแล้วเจอกับบุคคลที่เด็กพวกนั้นกล่าวถึงทั้งสองคน มาร์คเดินเข้ามาพร้อมกับเหนือ มือเรียวนั่นถูกมือเพื่อนผมกุมอยู่ไม่ห่าง หางตาผมมองเห็นว่ามีคราบน้ำสีดำเปื้อนอยู่ที่มือของมัน

          “เป็นอะไร” ผมถามก่อนที่จะเดินผ่านพวกมันออกไป

          “ไอ้ฟิวส์แม่งเล่นอะไรไม่รู้ น้ำกาแฟหกราดมาร์คเนี่ย” ไอ้เหนือบ่นอย่างหัวเสียก่อนจะเดินแทรกผมเข้าไป ตาเรียวของมาร์คช้อนขึ้นมองผมแต่ผมมองมันกลับนิ่งๆ

          “เหนือ! น้องมึงไม่สบาย!” ยูตะโกนบอกเหนืออยู่หน้าห้องน้ำ เพื่อนผมมันสบถคำหยาบในลำคอก่อนหันไปมอง

          “มึงไปดูเต้ไป แม่งยิ่งคุณหนูอยู่ เดี๋ยวกูดูมาร์คเอง” ผมบอกเพื่อน เหนือมองที่มาร์คก่อนจะมองมาที่ผม ผมเลยพยักหน้าให้มันอีกครั้ง มันก้มลงไปกระซิบอะไรสักอย่างกับมาร์คแล้วเดินออกไป

          “มานี่” ผมบอกมันนิ่งๆ ฉุดเอาแขนมันให้เดินตามเข้าไปในห้องน้ำ

          “ผมทำเองก็ได้” มันว่าแล้วดึงมือออกจากผมก่อนที่ผมจะได้ล้างให้

          “อย่าให้กูโมโหมาร์ค วันนี้มึงกับมันนี่เกินหน้าเกินตาไปนะ” ผมว่ามันแล้วดึงมือมันไปรองน้ำ เปิดน้ำเบาๆ เพื่อล้างคราบเหนียวๆ ของกาแฟออกจากมือเรียวสวยนี่ แดงเลยแม่ง…ไอ้ฟิวส์นะไอ้ฟิวส์

          “เจ็บ!” มาร์คบอก ผมเลยผ่อนแรงที่ถูมือมันลงนิดหน่อย

          “กูก็ไม่ได้มือเบาเหมือนพี่เหนือของมึงนี่ จับกันมาตั้งแต่ตอนไหนล่ะ” ผมว่าหลังจากที่ล้างให้มันเสร็จแล้ว คนที่สำรวจมือของตัวเองอยู่เลยเงยหน้าขึ้นมามองผม

          “อย่าหาเรื่อง” มันว่าแค่นั้นก่อนจะเดินผ่านผมออกไป

          “กูไม่ได้หาเรื่อง มึงแหละอ่อยไปไปทั่ว” ผมว่าแล้วดึงไหล่มันไว้

          “อะไรของพี่วะ ผมจะไปทายาเนี่ย” มันหันกลับมาว่าอย่างหงุดหงิด ผมเลยก้มลงมองมือที่กำลังบวมเพราะถูกน้ำร้อนลวกของมัน

          “กูพาไป” ผมว่าแล้วดึงข้อมือมาร์คให้เดินตามแต่มันกลับขืนแรงผมไว้

          “ผมไปเองได้”

          “มาร์ค!”

          “ผมไม่รู้ว่าพี่ไปโมโหอะไรมา แต่ผมไม่อยากคุยกับพี่ตอนที่พี่โมโห!” มันว่าเสียงดังไม่แพ้ผม ดีที่แถวนี้ไม่มีใคร ไม่อย่างนั้นคงวุ่นวายน่าดู

          “กูก็โมโหมึงนั่นแหละ จะให้กูโมโหใครได้อีก อ๋อ…เหนืออีกคน” ไอ้ฟิวส์ด้วย  พวกมันช่างกล้า

          “ใช่เหรอ? ไม่ใช่ที่หงุดหงิดอยู่นี่เป็นเพราะคนเก่าของพี่หรอกเหรอ?” มาร์คว่าก่อนจะสบตาผมตรงๆ

          “อะไรของมึง”

          “คนที่เขากำลังพร่ำเพ้อถึงพี่อย่างน่าสงสาร คนที่…”

          Rrrr~

          เสียงของมาร์คเงียบไปเมื่อมีเสียงโทรศัพท์ของผมดังขึ้นมา ผมไม่ได้ปล่อยแขนของมันแต่ใช้มืออีกข้างล้วงโทรศัพท์มาดูแทน คนที่โทรเข้ามาตอนนี้ทำให้ผมเงยหน้าขึ้นมองมาร์คอย่างเป็นอัตโนมัติเหมือนกับที่มันมองผมหลังจากที่มองโทรศัพท์

          “คนนั้นแหละ” มันว่าแล้วดึงแขนกลับก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป ผมยืนตัวแข็งมองมาร์คที่ห่างออกไปเรื่อยๆ ก่อนจะก้มมองโทรศัพท์ที่มีสายของคนคนเดิมเข้ามาอีกครั้ง

          พลอย…





#กลรักวีมาร์ค

อยู่ระหว่างการทำเล่มและตรวจคำผิด แป้งจึงจะทยอยลงตอนที่ตรวจคำผิดแล้วเรื่อยๆ นะคะ

สามารถสั่งจองหนังสือได้ที่

เพจเฟซบุ๊ก : faddist

ทวีตเตอร์ : @pflhzt

Line ID : @hzn1709t

ความคิดเห็น