< รายละเอียด

ทดลองอ่าน

Let's Love รักเลยตามเลย

_แพรวพรรณ_
0.0
<
>
ตอนที่ 1 ความบังเอิญหรือตั้งใจ

เอียดดดดดด โครม!!!

“ไม่!!!”

เสียงมิรินตะโกนจนสุดเสียง พร้อมกับสองมือที่พยายามไขว่คว้าไปข้างหน้า แต่เธอกลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า

ร่างบางผุดตัวขึ้นนั่งด้วยสีหน้าตื่นตระหนก หอบหายใจแรงจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง เธอยกมือหนึ่งขึ้นกุมหน้าผาก ก่อนจะรู้สึกได้ถึงความชื้นของเหงื่อที่ผุดซึมตามไรผม

มิรินค่อย ๆ ลดมือลงพลางกระพริบตาถี่ ๆ เพื่อปรับสายตาให้ชินกับความมืด ก่อนสอดส่ายสายตาไปรอบ ๆ ตัวแล้วถอนหายใจโล่งอก เมื่อพบว่าอยู่กำลังนั่งบนเตียงในห้องของตัวเอง

“ฝันอีกแล้ว”

มิรินบ่นพึมพำออกมาแผ่วเบา พลางยกมือปาดน้ำตาที่ซึมออกมาบริเวณหางตา ในขณะที่มืออีกข้างยื่นออกไปหยิบนาฬิกาตั้งโต๊ะที่หัวเตียงมาดู

หน้าจอปรากฏตัวเลข 05:45 บ่งบอกว่าใกล้ได้เวลาที่เธอจะต้องตื่นนอนเพื่อไปทำงานเสียแล้ว

มิรินซุกหน้าตัวเองเข้ากับมือสักพักเพื่อปรับอารมณ์ ก่อนจะลุกขึ้นไปอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวไปทำงาน

@บริษัท Nava group

มือเรียวยกแก้วกาแฟขึ้นจรดริมฝีปากบาง และค้างอยู่ในท่านี้มานานราว ๆ สามนาทีได้ ในสมองของมิรินยังคงปรากฏภาพความฝันเมื่อเช้ามืดอย่างชัดเจน

นี่ก็ผ่านมาสามปีแล้ว แต่เธอยังคงฝันถึงเหตุการณ์เดิมซ้ำ ๆ วนเวียนอยู่แทบทุกคืน ราวกับมันกำลังต้องการตอกย้ำถึงความผิดพลาดในอดีตของตัวเธอ

หากวันนั้นเธอรั้งเขาเอาไว้ หากเธอทำให้มันดีกว่านี้ ทุก ๆ อย่างก็คงไม่กลายมาเป็นแบบนี้

“ใจลอยไปถึงไหนแล้ว”

เสียงแหบพร่าดังขึ้นข้างหูทำให้มิรินสะดุ้งโหยงสุดตัวด้วยความตกใจ จนเผลอทำแก้วน้ำที่ถืออยู่ลื่นหลุดมืออย่างไม่ตั้งใจ

เพล้ง!

“เฮ้ย! นี่ไม่มีสติจริง ๆ เหรอเนี้ย”

คชาอุทานด้วยสีหน้าประหลาดใจ รีบหันไปหยิบทิชชูมาทำความสะอาดพื้นที่บัดนี้เจิ่งนองเต็มไปด้วยกาแฟเสียแล้ว

มิรินที่เพิ่งได้สติรีบทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้น แล้วเอื้อมมือไปหยิบเศษแก้วที่แตกจนกระจัดกระจายอยู่บนพื้นหมายจะช่วยทำความสะอาด

ฉึบ!

มิรินสะดุ้งแล้วหดนิ้วกลับโดยอัตโนมัติทันทีเมื่อถูกเศษแก้วบาด แม้แผลจะไม่ลึกมากนักแต่มันก็สร้างความเจ็บให้เธอไม่น้อยเลย

เธอเม้มปากกลั้นเสียงร้องและพยายามปรับสีหน้าให้ดูเรียบเฉยที่สุด แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นสายตาเฉียบคมของคนข้าง ๆ ที่เห็นปฏิกิริยาของเธอก่อนหน้านี้เสียแล้วอยู่ดี

มือใหญ่รีบดึงมือของเธอไปสำรวจบาดแผลตามนิ้วเรียวและความลึกของแผลอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใย

"ดีนะที่ไม่ลึกมาก" 

คชาถอนหายใจด้วยความโล่งอก  ก่อนจะใช้ลิ้นเลียเลือดที่ไหลซึมออกมา

"เอ่อออ" 

มิรินนิ่งค้างเหมือนถูกสตาฟไปชั่วขณะ สัมผัสร้อนวูบวาบที่ปลายนิ้วมือทำเอาเธอใจสั่นระรัว ใจอยากจะชักมือกลับแต่ร่างกายกลับแข็งขืนอยู่อย่างนั้น

สายตาเหม่อมองชายหนุ่มที่กำลังตั้งอกตั้งใจใช้ทิชชูพันนิ้วห้ามเลือดให้เธอนิ่งนาน พลันก็รู้สึกขมขื่นขึ้นมาในใจ

“เป็นอะไรหรือเปล่า เห็นเงียบ ๆ เหม่อ ๆ ตั้งแต่เช้าแล้ว”

คชาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หญิงสาวหันมาสบสายตาก่อนจะส่ายหัวช้า ๆ เมื่อเห็นหญิงสาวไม่สะดวกใจที่จะเล่า เขาก็ไม่บังคับ ทำเพียงยิ้มตอบกลับไป

“ถ้ามีอะไรก็โทรมานะ”

คชาทิ้งท้ายแล้วเอื้อมมือไปลูบหัวหญิงสาวเบาๆ ทอดมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน

มิรินละสายตาจากแผ่นหลังของคชา ชายหนุ่มเพื่อนสนิทที่กำลังเดินกลับแผนก  ก่อนก้มลงมามองนิ้วมือที่บัดนี้ถูกพันด้วยทิชชูหนาหลายชั้นจนดูเหมือนนิ้วมัมมี่แล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

การที่นายทำดีกับฉันแบบนี้มันยิ่งทำให้ฉันเสพติดการมีนายอยู่ข้าง ๆ นะคชา

เธอเค้นยิ้มให้กับนิ้วมัมมี่ด้วยความขมขื่น ก่อนจะเริ่มต้นเคลียร์กองเอกสารตรงหน้าต่อ

ในขณะเดียวกันคชาก็เหลียวหลังกลับมามองหญิงสาวอีกครั้ง ทอดมองเธอที่กำลังก้มหน้าก้มตาตรวจเอกสารในมือด้วยความเป็นห่วง

คนที่ทำให้เธอเป็นแบบนี้ได้คงมีอยู่แค่คนเดียว คนที่เขาไม่มีวันเข้าไปแทนที่ได้

พริบตาเดียวก็ผ่านไปพ้นไปอีกวัน...

มิรินเงยหน้าจากกองเอกสารแล้วบิดขี้เกียจ พร้อมกับชำเลืองตาไปมองนาฬิกาแขวนบนผนัง

เห้ออ ใกล้จะสามทุ่มแล้ว ป่านนี้ร้านข้าวก็คงปิดหมดแล้ว จะสั่งเดลิเวอร์รี่ก็คงไม่ทัน

เธอถอนหายใจเบา ๆ แล้วลุกขึ้นเก็บข้าวของเตรียมตัวกลับบ้านโดยไม่รู้ตัวเลยว่า...กำลังมีใครบางคนกำลังยืนลอบมองเธอจากหลังเสาที่อยู่ไม่ไกลนัก

ติ๊ง!

มิรินก้าวเท้าเข้าไปในลิฟท์  มือเรียวกดเลือกชั้น G เธอทิ้งน้ำหนักตัวยืนพิงผนังลิฟท์แล้วหลับตาลงอย่างอ่อนล้า

เนื่องจากวันนี้เธอทำงานอย่างไม่ค่อยมีสติเท่าไหร่  จึงทำให้ทำเอกสารออกมาผิดพลาดอยู่หลายฉบับจนต้องอยู่แก้ไขจนดึกดื่นอย่างเลี่ยงไม่ได้  แต่จะโทษใครได้ล่ะนอกจากตัวเอง

“รอด้วยครับ” เสียงทุ้มต่ำตะโกนเรียกก่อนที่ประตูลิฟท์จะปิด

มิรินรีบกดเปิดประตูอีกครั้ง เผยให้เห็นชายหน้าตาดี รูปร่างสูงโปร่ง สวมสูทสีเทาเข้มลายตารางเข้ารูป ในมือเต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารมากมายกำลังสาวเท้าเข้ามายืนข้างเธอ

“ชั้นไหนคะ” มิรินเอ่ยถามอย่างสุภาพ

“ชั้น 3 ขอบคุณครับ”

ชายหนุ่มเอ่ยตอบน้ำเสียงราบเรียบโดยไม่หันมามองหน้าคนถาม มิรินจึงเป็นฝ่ายเอื้อมมือไปกดเลขตามที่ชายหนุ่มบอก

จากนั้นทั้งคู่ก็ตกอยู่ในสถานการณ์เงียบงันจนแทบได้ยินเสียงหัวใจตัวเองที่กำลังเต้น

มิรินแอบลอบมองเสี้ยวหน้าของชายหนุ่มคนข้าง ๆ ด้วยความสงสัย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเพราะรู้สึกคุ้นหน้าอีกฝ่ายอย่างประหลาด เธอจึงเผลอจับจ้องอีกฝ่ายนิ่งนานและพยายามนึกไปด้วยว่าเคยพบเจอที่ไหน

หน้าคุ้น ๆ แหะ เหมือนกับจะเคยเห็นที่ไหน แต่ก็นึกไม่ออก! สงสัยจะเป็นพนักงานจากแผนกใกล้ ๆ

บริษัทที่เธอทำงานอยู่เป็นบริษัทมหาชนขนาดใหญ่ ทำธุรกิจด้านออแกไนซ์และโรงแรม  มีพนักงานร่วมร้อยกว่าชีวิต  ดังนั้นมันคงยากที่จะจดจำใบหน้าเพื่อนร่วมงานได้ทั้งหมด

เพื่อหลีกหนีความอึดอัดจากความเงียบที่กำลังก่อตัวในลิฟท์ เธอจึงเลือกที่จะหยิบมือถือขึ้นมาเปิด Instragram เพื่ออัพเดตความเคลื่อนไหวบนโลกโซเชียล

ชายหนุ่มยืนนิ่งตีสีหน้าเรียบเฉย หากแต่หางตากลับลอบสังเกตกิริยาของหญิงสาวข้างกายอย่างเงียบ ๆ

มุมปากยกตัวขึ้นเล็กน้อยก่อนจะก้าวเท้าออกจากลิฟท์ไปเมื่อถึงชั้นที่ตนเองต้องการ

มิรินก้าวออกจากลิฟท์และก้มหน้าก้มตาพิมพ์ข้อความตอบเพื่อนชายคนสนิท (ที่คิดไม่ซื่อ) ไปด้วยในเวลาเดียวกัน  ก่อนที่เธอจะหยุดชะงักเมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่ใต้ฝ่าเท้าของตัวเอง

เท้าเล็กก้าวถอยหลังแล้วยกขึ้นสูง จึงพบซองเอกสารสีน้ำตาล จ่าหน้าซองสั้นๆ ว่า

‘เตชินท์ 081-55542XX’ ซ้ำยังประทับตราเอกสารด่วนกำลังนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น

เอ้ะ! หรือว่าจะเป็นเอกสารของผู้ชายคนเมื่อครู่

มิรินก้มลงหยิบซองเอกสารขึ้นมากอดแนบอก ก่อนจะรีบกดลิฟท์ไปยังชั้น 3 ทันที

ติ๊ง!

มิรินโผล่หน้าออกมาจากลิฟท์กวาดสายตามองหาสิ่งมีชีวิตที่ชั้น 3 ก็พบเพียงความว่างเปล่า

‘สงสัยจะมาไม่ทัน’

เธอจึงกดลิฟท์กลับลงมายังชั้น G อีกครั้ง สายตาจ้องมองไปยังข้อความที่ปรากฏบนซองเอกสารอย่างชั่งใจ

ดูท่าเอกสารนี้คงจะสำคัญมากแถมประทับตราว่าเอกสารด่วนอีกด้วย  งั้นลองโทรหาตามเบอร์ที่เขียนอยู่คงไม่เสียหายอะไร ยังไงก็ทำงานบริษัทเดียวกันเผื่อในอนาคตจะมีโอกาสได้ร่วมงานกัน

คิดดังนั้นมิรินจึงเปิดกระเป๋า หยิบเอาโทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดของค่ายผลไม้ออกมาจิ้มแล้วยกขึ้นแนบหู

เสียงสัญญาณปลายสายดังอยู่สามสี่ครั้ง ก่อนจะมีเสียงทุ้มต่ำตอบรับ

(สวัสดีครับ)

“สวัสดีค่ะ ฉันเป็นผู้หญิงที่คุณลงลิฟท์มาพร้อมกันเมื่อสักครู่ พอดีคุณบังเอิญทำซองเอกสารหล่นไว้ในลิฟท์ จะให้ฉันส่งคืนยังไงดีคะ”

มิรินเอ่ยชี้แจงเหตุผลที่ติดต่อไปโดยไม่บอกชื่อ

(เอกสารผม?)

“ใช่ค่ะ หน้าซองเขียนไว้ว่า เตชินท์ แล้วก็เบอร์นี้ ฉันเลยโทรมาแจ้งค่ะ”

อีกฝ่ายเงียบไปอึดใจคล้ายกำลังนึกก่อนจะตอบกลับมา

(รบกวนฝากไว้ที่คุณจี ชั้น 11 ขอบคุณครับ)

“ได้ค่ะ สวัสดีค่ะ”

มิรินตอบรับสั้นๆ แล้ววางสายไป อย่างน้อยการกลับดึกวันนี้ก็ไม่เสียเปล่าแหะ รอยยิ้มบางผุดขึ้นประดับบนหน้าหวานด้วยความพึงพอใจที่ได้ทำความดีโดยไม่ตั้งใจ

ชายหนุ่มมองโทรศัพท์มือถือที่หน้าจอเพิ่งดับไป ก่อนจะหันสายตาไปมองหญิงสาวที่กำลังเดินออกนอกตัวตึก

มุมปากยกตัวขึ้นเล็กน้อยเผยให้เห็นรอยยิ้มบางที่น้อยคนนักจะได้เห็นมัน

อย่างน้อย...ฉันก็ได้ในสิ่งที่ฉันต้องการแล้ว