< รายละเอียด

ทดลองอ่าน

[Horror - Yaoi] Occult Company บริษัทนี้มีตาย

KittenLightSaber
0.0
<
>
ตอนที่ 1: ผมถูกหยุดเวลาเพราะแค่สบตากับผู้ชาย Part 1

​ผมไม่ควรเกิดมาในยุคนี้เลย

ผมรู้สึกมาตลอดว่าตัวเองช่างไม่เหมาะกับโลกที่รวดเร็วไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง เช่นว่าแค่โพสต์รูปหน้าตาโง่ ๆ ไปไม่กี่วินาที หน้านั้นก็ไปโผล่อีกซีกโลกหนึ่งแล้ว โลกที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ ต้องระมัดระวังไปซะทุกเรื่อง โลกที่ถูกผิดไม่ได้ตัดสินด้วยขาวกับดำอีกต่อไป แต่เป็นความคิดเห็นบนเว็บบอร์ดสาธารณะ บางทีชีวิตของผมอาจดีกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็เป็นได้หากว่าผมไปเกิดเสียบนแผ่นดินอียิปต์ตอนราชวงศ์ที่ 12 ซะให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย หมายความว่าตัวผมอย่างที่ผมเป็นอยู่นี่นะ วัน ๆ ไปทำไร่ไถนา พอหน้าแล้งก็ไปใช้แรงงานสร้างพีระมิด ผมว่าความเรียบง่ายแบบนั้นอาจเหมาะกับผมมากกว่าก็ได้มั้ง

สัญญาณเตือนแหลม ๆ ดังถี่ ๆ ก่อนประตูรถไฟจะปิดลงดึงผมออกจากความง่วงงุนของการตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างติดกันมา 3 วันแล้วในสัปดาห์นี้ รอบตัวผมเต็มไปด้วยคลื่นมนุษย์เบียดเสียดยัดเยียด ทั้งอึดอัดเหม็นโฉ่หายใจแทบไม่ออก ยังดีที่ตำแหน่งที่ผมยืนนั้นติดกับหน้าต่าง แม้ทิวทัศน์จะซ้ำซากจำเจจนเอียน กระนั้นก็ยังพอช่วยขจัดความอึมครึมในใจผมไปได้บ้าง

แสงแดดไม่สดใสสักนิด สายสีส้มทาบทับบนท้องฟ้าคล้ายลางบอกเหตุอันเลวร้าย หัวใจเหนื่อยล้าของผมหนักอึ้งกว่าเดิมยามนึกถึงอนาคตของตนเองที่ไม่เห็นทางอื่นนอกจากวนซ้ำเช่นนี้ต่อไปจนเกษียณอายุ หรือโชคร้ายก็อาจทำงานจนตายคาโต๊ะไปซะก่อน ตื่นเช้า ทำงานหนัก เหนื่อย กลับบ้าน ตื่นเช้า ทำงานหนัก เหนื่อย กลับบ้าน ตื่นเช้า ทำงานหนัก เหนื่อย กลับบ้าน เห็นไหม ผมพูดซ้ำแค่ 3 ครั้งก็รู้สึกเหมือนตกนรกแล้ว และที่ร้ายกว่าคืออะไรรู้ไหม ผมเกลียดงานงี่เง่านี่ ผมไม่เคยมีแม้แต่วินาทีเดียวที่ไม่คิดอยากลาออก ไม่ก็หายตัวไปเสียดื้อๆ ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย เพราะอย่างไรเสียต่อให้ไม่มีผมอยู่ บริษัทก็ยังอยู่รอดต่อไปได้สบาย

แม่น้ำเน่าเสีย ถนนเต็มไปด้วยขยะ เมืองทั้งเมืองคล้ายซุ่มซ่อนในเงาสลัวจนไร้สีสัน ทิวทัศน์เหล่านั้นพุ่งผ่านมาและผ่านไปดังเช่นทุกวัน ผมอดตั้งคำถามตัวเองไม่ได้ว่าเวลานี้ผมกำลังทำบ้าอะไรอยู่ แต่ก็เหมือนกับทุกครั้งที่มีเพียงความเงียบอันน่าหดหู่เท่านั้นที่ดังตอบกลับมา

วินาทีนั้นบางอย่างแทรกเข้ามาในคลองจักษุ กระชากจิตวิญญาณหมองหม่นของผม ทำให้ผมรู้สึกราวกับหล่นลงไปในบ่อน้ำเย็นจัด เพียงแต่ความแปลกประหลาดนั้นคงอยู่เพียงแวบเดียวเท่านั้นก็หายไป ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ผมเห็นเมื่อครู่นั้นเป็นเพราะตาฝาดไปเองหรือไม่ หรือแม้แต่ผมเห็นมันจริงๆ หรือเปล่า มันอาจเป็นการบิดเบือนคลาดเคลื่อนซึ่งเกิดจากรถไฟที่วิ่งเร็วเกินไปก็ได้

ผมอธิบายไม่ถูกนักว่าสิ่งที่ผมเห็นนั้นเป็นอย่างไร ผมเห็นเงา คิดว่านะ สีดำมากมายไร้รูปร่างชัดเจนทว่ากลับมีตัวตนจริง เงานั้นมีขนาดใหญ่กว่าผู้ชายคนที่กำลังถูกมัน... กลืนกิน... ใช่ไหมนะ แขนขาของชายคนนั้นอยู่ในตำแหน่งผิดธรรมชาติอย่างยิ่ง ผมไม่เห็นสีหน้าของชายผู้นั้นแต่ดูท่าทางว่าคงทรมานไม่น้อย เงานั้นมีดวงตาขนาดเล็กมากมายรายล้อมดวงใหญ่ที่สุดเท่ากับลูกบอลหนัง และจุดที่สยดสยองที่สุดก็คือ ตาดวงนั้นเหมือนจะจ้องตอบกลับมาหาผมเสียด้วย ดวงตาที่เหมือนกับตาฆาตกรต่อเนื่องโรคจิตยังไงยังงั้น คุณคงพอเข้าใจความหนาวเยือกเวลาเผชิญกับคนแบบนั้นแม้พวกมันจะอยู่อีกด้านของลูกกรงใช่ไหมครับ

นั่นน่ะทำผมแทบสติแตกเลยทีเดียว แม้จะเป็นแค่เสี้ยววินาทีเดียวของการสบตากัน หรือกระทั่งว่ามันอาจไม่ใช่ความจริงเลยก็ได้

รถไฟหยุดตามสถานีรายทางอีกเจ็ดสถานีก่อนจะถึงจุดหมายของผม ระหว่างนั้นผมได้แต่พยายามอย่างสิ้นหวังในการข่มกลั้นความพะอืดพะอมซึ่งเอ่อขึ้นมาจ่อคอหอยไม่ให้หลุดขึ้นมามากกว่านั้นพลางดิ้นรนสลัดนัยน์ตาสยดสยองนั่นออกไปจากความทรงจำ ไม่แน่ว่าผมอาจเอามันมาจากดร.ฮันนิบาลในไซเลนท์ ออฟ เดอะ แลมบ์[1]ที่เพิ่งดูจบเป็นรอบที่ 4 เมื่ออาทิตย์ก่อนก็ได้ เวลาคนเราเหนื่อยมาก ๆ สมองก็มักจะหยิบนั่นหยิบนี่มาผสมปนเปกันมั่วซั่วนั่นแหละ แสดงว่าผมเริ่มจะสับสนระหว่างความจริงกับจินตนาการแล้วงั้นหรือ?

กระแสฝูงชนก็เหมือนฝูงกระทิงบ้าถูกบีบให้วิ่งไปตามถนนแคบ ๆ ผมถูกผู้หญิงร่างบางที่ไม่รู้จะรีบไปตายที่ไหนชนครั้งแล้วครั้งเล่ากระทั่งหล่อนแซงหน้าไปแตะบัตรตรงประตูทางออกชานชาลาก่อนหน้าผมได้ในที่สุด มันคงเป็นความสำเร็จในชีวิตเลยกระมัง! อากาศโดยรอบยังคงอึดอัดแม้จะออกมาด้านนอกสถานีแล้วก็ตาม สายลมหอบควันพิษและกลิ่นมลภาวะมาด้วย มันยากที่จะใช้ชีวิตในเมืองหลวงโดยยังไม่กลายสภาพเป็นผีตายซากหลังใช้ชีวิตพนักงานกินเงินเดือนไปได้ชั่วเวลาหนึ่ง

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผมมักเห็นภาพหลอนของสิ่งต่าง ๆ ผมบอกตัวเองระหว่างเดินตามฝูงชนที่เร่งรีบไปบนทางเท้า แต่ไหนแต่ไรมาดวงตาผมก็มักจะหาเรื่องให้ตัวเองอยู่แล้ว ‘รู้ตัวหรือเปล่าว่าคุณกำลังป่วยเป็นโรควิตกกังวลน่ะ’ นี่เป็นสิ่งที่จิตแพทย์พูดกับผม ‘อาการวิตกกังวลของคุณเรียกว่าค่อนข้างรุนแรงพอดู หลัก ๆ แล้วคุณจะหวาดกลัวสิ่งต่าง ๆ มากกว่าคนทั่วไป’

เพราะงั้นก็เป็นไปได้ว่าอาการหวาดผวาต่อโลกใบนี้ของผมอาจนำไปสู่การจินตนาการถึงสิ่งสยดสยองที่ซุ่มซ่อนอยู่รอบตัว จิตแพทย์คนนั้นคิดว่าความกลัวต่อการใช้ชีวิต กลัวในอนาคตอันไม่แน่นอน ให้ตายเถอะ ผมกลัวกระทั่งเด็กน้ำมูกยืดวิ่งถือไอศกรีมตรงเข้ามาด้วยซ้ำ อย่างน้อยแม่ผู้กราดเกรี้ยวที่ตามหลังมาก็เป็นเหตุผลเพียงพอแล้วกัน ความกลัวเหล่านั้นได้ก่อเป็นรูปร่างของภาพหลอนวูบวาบผ่านตาไปรวดเร็ว เป็นภาพสะท้อนจิตใจของผม และก็มีอยู่หลายครั้งทีเดียวที่เจ้าสภาพจิตใจของผมนี่แทบจะหลอกเจ้าของจนหัวใจวายตายได้เลย

ผมมาหยุดหน้าตึกหลังหนึ่งในอีกราวสิบนาทีต่อมา สถานที่ซึ่งผมเกลียดชังที่สุด แต่ก็ใช้เวลากับมันมากที่สุด ทั้งอยากจะละทิ้งมันไปทุกลมหายใจ กระนั้นนั่นก็เป็นสิ่งเดียวที่ผมทำไม่ได้ อาคารของบริษัท คอลวันโกบอล จำกัด มหาชน

คอลวันโกบอลเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศ รับผิดชอบในการพัฒนาระบบงานด้านความปลอดภัยในการจัดเก็บข้อมูลรวมถึงให้คำปรึกษาและจำหน่ายทีมโปรแกรมเมอร์[2][2]ให้กับบริษัทต่าง ๆ ลูกค้าของคอลวันโกลบอลมีหลากหลายตั้งแต่สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์ โรงพยาบาลไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรม เรียกว่ามีลูกค้าในทุกสายอาชีพเลยทีเดียว

คอลวันโกลบอลไม่ใช่แค่คลื่นลูกใหญ่ที่ถูกจับตามองโดยบรรดานักลงทุนเท่านั้น แต่บริษัทนี้จัดเป็นตัวอย่างความสำเร็จชั้นดีสำหรับบริษัทซึ่งกำลังเติบโตในช่วงเศรษฐกิจขาลงเช่นปัจจุบันนี้ คอลวันโกลบอลเพิ่งก่อตั้งเพียง 4 ปีเท่านั้น จากสำนักงานห้องเล็ก ๆ กับพนักงานเพียง 7 ชีวิตเมื่อแรกเริ่ม ทว่ากลับสามารถเติบโตขยับขยายกลายเป็นธุรกิจมูลค่าพันล้านซึ่งมีพนักงานในสังกัดมากกว่า 8000 คนได้ภายในเวลา 4 ปี คิดดูสิ แค่ 4 ปีเอง คนปกติใครเขาทำแบบนี้ได้บ้าง ผู้บริหารจะต้องเก่งกาจขนาดไหนกันนะ

ผมก้าวผ่านประตูหมุนเข้าไป บริเวณโถงด้านหน้ากว้างขวางทว่าแน่นขนัดด้วยกลุ่มคนในชุดสูทสีดำเดินขวักไขว่แทบเหยียบกันตาย จริงอยู่ที่ผนังทั้ง 3 ด้านรวมถึงเพดานสูงเหนือศีรษะเป็นกระจกใสเน้นความโปร่งสบาย กระนั้นเมื่อนำมาประกอบกับหินอ่อนสีเทากับดำที่ใช้ปูพื้นและผนังส่วนที่เหลือไปจนตลอดทางเดินลึกเข้าไปในตัวอาคารแล้ว แม้จะหรูหราทว่ากลับให้ความรู้สึกอึมครึมเย็นชืด ซึ่งผมอดนำไปเปรียบเทียบกับสุสานยุคใหม่ที่เน้นความเป็นระเบียบและภูมิฐานไม่ได้ โถงด้านหน้าประดับด้วยงานประติมากรรมทองเหลืองบิด ๆ เบี้ยว ๆ เหมือนมนุษย์หงิกงอด้วยความทุกข์ทรมาน บนผนังเหนือทางเดินสั้น ๆ เชื่อมไปยังลิฟต์จำนวน 8 ตัวนั้นมีภาพสีน้ำมันขนาดใหญ่แขวนอยู่ มันเป็นภาพเหมือนของชายหนุ่มท่าทางดุดันในชุดสูทสีเทา ผมรองทรงลงน้ำมันเรียบแปล้เริ่มมีสีขาวแซมบ้าง เขาอยู่ในวัยสามสิบต้น ๆ มีนัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยว นัยน์ตานั้นคล้ายจับจ้องศัตรูต่อให้นั่นจะเป็นพนักงานในบริษัทของเขาเองก็ตาม

เขาคือมาร์ควิส ลินช์ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารของคอลวันโกลบอลแห่งนี้นั่นเอง

“ไง แซม!” ฮาเวียร์ร้องทักเมื่อผมเดินเข้าใกล้เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ “เมื่อคืนเป็นยังไงบ้าง”

ฮาเวียร์เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์กะกลางวัน เขาเป็นผู้ชายรูปร่างเตี้ยล่ำ ผิวสีน้ำตาลคล้ำแดดและมีจมูกใหญ่โตบุบบี้เหมือนวิ่งกระแทกกำแพงมาหลายครั้งโดดเด่นบนใบหน้าหยาบกร้าน ถึงภายนอกเขาจะค่อนข้างดูดุร้ายเหมือนโจรเสียเองก็ไม่ปาน ทว่ากับผมแล้ว เขาเป็นเพียงไม่กี่คนในบริษัทแห้งแล้งแห่งนี้ที่คุยด้วยรู้เรื่อง อย่างน้อย ๆ ผมกับเขาก็อยู่ในสมาคมคนเกลียดงานด้วยกันทั้งคู่แหละนะ อ้อ แล้วก็รสนิยมดูหนังที่ค่อนข้างใกล้เคียงกันอีกด้วย เอิ่ม... ก็หนังจำพวกที่มีเลือดพุ่งกระฉูดอะไรทำนองนั้นน่ะ

“ผีอมตะ[3]​[3]มาราธอน 3 ภาครวด” ผมแตะมือทักทายเขาเป็นชุด แบบที่พวกวัยรุ่นชอบทำกันน่ะ “เลือดปลอมงี้ท่วมจอ”

“เจ๋ง” ฮาเวียร์แสยะยิ้ม ส่งผลให้รอยแผลเป็นบนใบหน้าเหมือนสกัดจากหินดูน่าเกลียดกว่าเดิมเล็กน้อย

“ไว้เดี๋ยวขนมาให้ยืม” ผมทำมือเป็นรูปปืนพร้อมเดาะลิ้น ก่อนแตะบัตรประจำตัวพนักงานกับเซ็นเซอร์บนแผงกั้นข้างเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ แผ่นอะคริลิคใสกระเด้งเปิดออกให้ผมผ่านเข้าไปในทางเดินแคบ ๆ ตรงไปยังโซนลิฟต์ทั้ง 8 ตัว ฮาเวียร์ฉีกยิ้มกว้างมองตามผมมา พยักหน้าเป็นเชิงรับรู้

รอยยิ้มคงอยู่บนหน้าผมต่อไปไม่ถึงสองวินาทีด้วยซ้ำหลังจากอีกฝ่ายหายไปจากสายตา พูดตามตรงนะ ฮาเวียร์เป็นหนึ่งในความสุขตอนเช้า ๆ ไม่กี่อย่างที่ผมมีในบริษัทงี่เง่านี่ เขายิ้มเป็น มีความชื่นชอบเฉพาะตัวนอกเหนือจากการเล่นกอล์ฟกับหาทางแทงเพื่อนร่วมงานข้างหลังเพื่อห้องทำงานประจำตำแหน่ง และมีบทสนทนาที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องกองทุน สหกรณ์บริษัทหรือทิศทางหุ้นในไตรมาสนี้ พนักงานคอลวันโกลบอลส่วนใหญ่นั้นมีสภาพประหนึ่งวิญญาณเร่ร่อนในทุ่งแอสโฟเดล[4][4]ยังไงยังงั้น พวกเขาแต่งกายด้วยชุดดำ ตาลอย มักถือแก้วกาแฟราคาแพงไปไหนมาไหนด้วย ยิ่งกว่านั้นเวลาเปิดปากแต่ละครั้งเป็นต้องพูดถึงเรื่องผลประโยชน์ไม่ก็เรื่องงานอยู่ท่าเดียว

ผมต่อคิวรอขึ้นลิฟต์ด้วยหัวใจหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆ ผมไม่อยากกลายเป็นซากศพมีชีวิตเหมือนกับคนพวกนี้ ‘ให้ตายสิ ผมอยากลาออกใจจะขาด!’ ผมโหยหวนในใจขณะที่แถวค่อย ๆ สั้นลงทีละนิด

ไม่นานนักก็เป็นตาผมได้เข้าไปเบียดเสียดในลิฟต์บ้าง

--------------------------

[1] The Silence of the Lambs หนังสือนิยายแนวอาชญากรรมของโทมัส แฮร์ริส เป็นเรื่องราวของฮันนิบาล เล็กเตอร์ ศัลยแพทย์และจิตแพทย์อัจฉริยะที่ชอบกินเนื้อมนุษย์

[2] ผู้พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานในลักษณะต่าง ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ เขียนเว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน

[3] Evil Dead หรือที่รู้จักกันในชื่อภาษาไทยว่า ผีอมตะ เป็นภาพยนตร์แนวสยองขวัญเหนือธรรมชาติโดยผู้กำกับแซม ไรมี่ ฉบับดั้งเดิมมีจำนวน 3 ภาคด้วยกัน ก่อนจะนำมารีเมคใหม่ 1 ภาค และทำเป็นภาพยนตร์ชุดฉายทางโทรทัศน์อีก 3 ซีซั่น ทั้งนี้ผีอมตะมีจุดเด่นที่ฉากโหด ๆ ชิ้นส่วนร่างกายกระจัดกระจายและปริมาณเลือดปลอมที่นำมาใช้อย่างไม่อั้น