ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ไร้ซึ่งความปรานี

ชื่อตอน : ไร้ซึ่งความปรานี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.4k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 04 พ.ย. 2559 10:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ไร้ซึ่งความปรานี
แบบอักษร

ตอนที่ 30

โลกทั้งใบหยุดหมุนเมื่อความในใจของอธิปหลุดออกมา ไวโอลินน้ำตาตกปิดปากสะอื้นแต่ไม่หันกลับไป ชายหนุ่มก็เช่นกัน เขายังยืนหันหลังแล้วพูดต่อ

“ถามว่ารักเธอมั้ย ฉันเองก็ตอบไม่ได้ ผู้ชายอย่างฉันกับคำนี้มันเร็วเกินไป อีกอย่าง...”

ในใจเจ็บปวดเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองมีใครอีกคน แล้วไวโอลินล่ะ เขาจะทำอย่างไรกับเธอ แต่ที่แน่ๆ ให้ปล่อยหล่อนไปคงไม่มีทาง อธิปหันหลังเดินไปหาอีกฝ่าย เขาหยุดยืนมองคนร้องไห้...

“เทียน...ตอนนี้ภาคมีเรื่องให้คิดเยอะมาก แต่ขอให้เชื่อเถอะว่าไม่ได้โกหก ภาคพูดความจริง”

อธิปจดจ่อกับคำตอบไวโอลิน หากคนเจ็บเจียนตายไม่ยอมปริปากสนองความต้องการ เมินหน้าหนีไปอีกทาง

“ฉันอยากดูแลเธอ อยากรับผิดชอบในส่วนที่ควรทำ เรื่องพ่อของเธอฉันผิดเอง ต้นเหตุคือฉันไม่ใช่เธอ”

“...”

เงียบไม่มีเสียงตอบรับจากหญิงสาว เธอยังเมินหน้าสะอื้น อธิปใจคอไม่ดีฉวยโอกาสนี้อุ้มคนป่วยขึ้นสู้อ้อมอก ก่อนเดินอาดๆ เข้าห้องส่วนตัว

“ปล่อยภาค!

เสียงอู้อี้บอกเขา หากอธิปไม่สนใจ มือกดล็อกกลอนประตูอย่างรวดเร็ว พาเธอเดินมาส่งยังเตียงนอน

“ฟังก่อนเทียน...”

หญิงสาวถอยหนีไปอีกทาง เธอระแวดระวังตัวเองที่ต้องอยู่ในห้องเขา ร่างสูงคุกเข่าลงตรงหน้าเธอดังตึง

“เทียนฟังหน่อยฉันรู้ว่าเธอทรมานกับเรื่องนี้มากแค่ไหน...ฉันเองก็เหมือนกัน มันอาจจะไม่มากเท่าที่เธอเสียใจ แต่เชื่อเถอะ...ฉันไม่เคยรู้สึกสะใจหรือรู้สึกดีเลย”

เธอเงียบเปิดทางให้ อธิปเห็นหล่อนหยุดจึงตั้งใจจะบอกทุกอย่างที่ข้างในรู้สึก ชายหนุ่มถอนใจเฮือกใหญ่ เงยหน้ามองคนบนเตียงนัยน์ตาเว้าวอน

“เมื่อปีที่แล้วกลางดึกคืนหนึ่งไอ้เล่โทรหาฉัน มันพูดจาแปลกๆ แล้วก็สั่งให้เช็คอีเมล์ พอฉันลุกไปดูมันคืออะไรรู้มั้ย?...”

เสียงอธิปสั่นยามเล่าเรื่องปวดใจ ไวโอลินน้ำตาไหลพอจะเดาเรื่องได้

“น้องสาวฉัน...พราวกับไอ้ระยำมันกำลังเริงรักกัน! ฉันจะไม่ว่าเลยถ้าคลิปที่หลุดออกมาโดนแอบถ่าย แต่เธอรู้อะไรมั้ย? ไอ้คนที่เธอชมนักชมหนาว่าดี มันเซ็นเซอร์หน้าตัวเองไว้คนเดียว มันจงใจทำลายชีวิตพราว”

คราวนี้คนที่น้ำตาไหลไม่หยุดคืออธิป ไวโอลินรู้สึกเจ็บไปกับเขา เธอหลับตาร้องไห้เมื่อหัวใจอ่อนแอ ความเจ็บปวดของผู้ชายคนนี้ทำเธอที่ย่ำแย่อยู่แล้วทรุดหนักลงไปอีก

“ฉันคือคนสุดท้ายที่รู้เรื่อง ยัยนั่นพยายามฆ่าตัวตายด้วยการกรีดข้อมือตัวเอง พอฟื้นขึ้นมาอีกทีน้องฉันก็กลายเป็นบ้าเธอเข้าใจมั้ยว่าน้องฉันต้องเป็นบ้า”

“แล้วฉันเกี่ยวอะไรด้วย! ฉันเป็นคนปล่อยคลิปเหรอ”

หลังเป็นผู้ฟังอยู่นานไวโอลินจึงทิ้งคำถามให้เขาคิด คนผิดคือทวีภาคแต่คนที่ซวยหนักกลับเป็นเธอ...

“เธอกำลังจะแต่งงานกับมันพวกเธอทำได้ยังไงในขณะที่น้องฉันเป็นแบบนี้”

“แล้วฉันรู้เรื่องพวกนั้นด้วยหรือไง ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอมีน้องสาวฝาแฝดอีกคน ไม่รู้แม้กระทั่งท็อปเคยทำเรื่องแบบนั้น ฉันไม่รู้นี่ไม่รู้อะไรเลย ฮือๆ”

“เธอจะบอกว่ายอมแต่งงานเพราะเงินอย่างเดียวสินะ”

“ใช่ฉันยอมแต่งงานเพราะเงิน มันผิดเหรอที่พ่อฉันกำลังมีปัญหาใหญ่ในชีวิต ท่านไม่สบายใจที่พนักงานในบริษัทไม่ได้รับเงินเดือนตามกำหนด ทุกคนมีภาระหน้าที่ของตัวเอง และฉันก็เข้าใจพ่อ ที่ยอมแต่งงานกับท็อปฉันทำเพื่อพ่อ เข้าใจมั้ยว่ามันคือหน้าที่ของฉัน”

“แล้วทำไมเธอไม่ยอมรับเงินฉัน ในเมื่อมันก็มีค่าเท่ากัน แถมเธอไม่ต้องแต่งงานกับไอ้นั่นอีกต่างหาก”

“เพราะเงินของเธอมันสกปรก จิตใจเธอก็โหดร้าย และน่ารังเกียจ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้สิ่งแรกที่ฉันจะทำคืออะไรรู้มั้ย?... ฉันจะห้ามใจตัวเองไม่ให้รักเธอ ฮึกๆ เธอมันก็เหมือนกับน้ำ ต่อให้สวยงามสักแค่ไหนแต่พอได้ลองแหวกว่ายลงไปจริงๆ ละก็...ไม่วันใดวันหนึ่งฉันก็คงจมน้ำตายอยู่ดี...”

อธิปสะอึกกับประโยคยาวๆ ก้มหน้าเมื่อนึกได้ว่าไวโอลินกลัวน้ำและไม่กล้าลงว่าย ครั้งหนึ่งที่แพเมืองกาญจน์หล่อนเคยเอ่ยเรื่องความสวยของน้ำ และความไม่กล้าของตัวเองให้ฟัง

“ฉันจำได้เรื่องที่เธอกลัวน้ำ น่าแปลกนะ? ทำไมฉันถึงจำเรื่องพวกนั้นได้ เธออาจไม่เชื่อและหาว่าฉันแสดง แต่ก็ไม่เป็นไร...ฉันแค่สงสัยว่าทำไมในหัวต้องจำเรื่องพรรค์นั้น”

“พูดจบหรือยัง ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็ปล่อยฉันไป”

“ไม่ปล่อย! เรื่องของเรายังไม่เริ่ม...”

หญิงสาวมองตาขวาง กอดเข่าแน่นเพราะเครื่องปรับอากาศในห้องเย็นจับจิต อธิปกางนวมผืนหนา คลานเข้าไปหาเธอ

“จะทำอะไร”

“ห่มผ้าให้”

“ไม่ต้องออกไป”

ถึงจะไล่อย่างไรหากคนรั้นลืมโลกไม่ฟัง เขาพันผ้านวมผืนใหญ่ให้หล่อนก่อนนั่งมองหน้าอยู่ใกล้ๆ อธิปเช็ดน้ำตาที่ไหลเปรอะแก้มนุ่ม เขาเป็นบ้าเพราะน้ำตาของเธอ...

“ฉันรู้เรื่องการตายของพ่อเธอเป็นคนสุดท้าย ขอโทษนะเทียน ฉันขอโทษ”

“ไม่ต้องเธอไม่ได้ทำอะไรผิด คนที่ผิดคือฉันคนเดียว อย่ารู้สึกในเรื่องนี้เลย”

“จะไม่ให้รู้สึกได้ยังไง ถ้าเธอไม่รักฉันมากขนาดนี้ เธอก็คงไม่กล้าขัดคำสั่งพ่อ”

เธอเหลือบตาแดงช้ำมองหน้าเขา ริมฝีปากแห้งกรังสั่น น้ำใสๆ หลั่งรินลงมาอีกระลอก อธิปโผกอดยอดขวัญ

“ฉันขอโทษเทียน...ขอโทษที่เล่นกับความรู้สึกเธออย่างโหดร้าย”

“เธอรู้ทุกอย่างว่าฉันเป็นยังไง ฉันรักเธอมากแค่ไหนเธอรู้ดีมาตลอด แต่...ฮือๆ ทำไมภาคทำไมยังเลือกทำร้ายฉัน”

“เพราะฉันไม่แคร์และไม่ได้รู้สึกอะไรกับเธอ อย่างที่เคยบอกไว้ เธอมันก็แค่ยัยโง่คนนึงเท่านั้น อันที่จริงคนอย่าง อธิป ถ้าเลือกจะเลวแล้วนั่นหมายความว่ามันต้องทำจนจบเกม ...ฉันโกรธจนตัวร้อนเป็นไฟเมื่อรู้ว่าเธออยู่กับมัน ฉันหึงเธอ ได้ยินมั้ยว่าหึง”

 เธอร้องไห้ปล่อยหยาดน้ำตาเป็นทาง จนเปียกชุ่มเสื้อเขา

“อย่าเพิ่งถามว่ารักหรือเปล่า ฉันสับสนจนแยกไม่ออก แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้เธอต้องอยู่กับฉัน”

“อยู่ในฐานะอะไร ฉันจะเป็นยัยโง่แบบไหนสำหรับเธอ”

อธิปถอนกอดมองคนขี้แย กางฝ่ามือโอบใบหน้าขาว นัยน์ตาคมกริบอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด

“อยู่เป็นผู้หญิงของฉัน...ฉันอยากอยู่กับเธอ ดูแลเธอ”

“...”

ไวโอลินอึ้งสนิทนิ่งไปหลายวินาทีเมื่อสบตาอธิปแล้วใจเต้นแรง ทุกอย่างหลอมรวมและหยุดเราไว้ด้วยประโยคชวนฝันของผู้ชายที่เคยหลอกเธออย่างแสนสาหัส

“ภาคจะไม่อยู่สองวัน มีงานต้องไปทำให้พ่อ ช่วยอยู่ที่นี่จนกว่าฉันจะกลับ ได้โปรดให้โอกาสฉันแก้ตัว...หืมม์ ได้หรือเปล่า?”

“ฉันสับสน ชีวิตนี้ฉันลืมความเจ็บปวดของพ่อไม่ได้เลย ลืมไม่ได้จริงๆ ฮือๆ”

อธิปสวมกอดเธอ เขาเองก็ลืมไม่ได้เช่นกัน เรื่องราวที่เธอต้องเจอมันโหดร้ายสำหรับผู้หญิงตัวคนเดียว...

“ฉันก็ลืมไม่ได้ แต่เราจะผ่านมันไปด้วยกัน รอภาคนะเทียน รอและให้โอกาสผู้ชายเลวๆ คนนี้อีกครั้ง”

 

ไวโอลินเกลียดตัวเองมากกว่าเก่า เธอแพ้ใจช้ำๆ ที่มีให้อธิปอีกจนได้ เสียงหัวใจโหยหาเพียงแต่เขา ลูกอกตัญญูจะมีหน้าอยู่อย่างมีความสุขได้อย่างไรเมื่อสุดท้ายข้างในยังมีแต่ผู้ชายคนนี้...คนที่ทำลายชีวิตเธอจนสูญสิ้น

 

ความรักไม่มีเหตุผลตายตัว ความรู้สึกของมนุษย์มักเล่นตลกกับเจ้าของเสมอ... ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเธอคืออะไร ไวโอลินได้แต่ถามตัวเองในใจ ก้อนเนื้อที่ยังเต้นโรยราอยู่ในอกช่างทรยศ เธอตัดสินใจแล้วว่าจะฟังที่เขาพูดอีกครั้ง...

3 วันต่อมา... ไวโอลินลุกจากที่นอนแต่เช้ามืด จัดการตัวเองอยู่ในห้องน้ำร่วมครึ่งชั่วโมง เดินออกมาอีกครั้งในชุดเสื้อเชิ้ตผ้าชีฟองขาว ตัดกับกระโปรงยาวถึงเข่าสีดำ พิมพ์พรรณงัวเงียขยี้ตามองอีกฝ่าย

“พี่เทียนจะไปไหนแต่เช้าคะ”

“พี่จะออกไปทำบุญจ้ะ”

พิมพ์พรรณเด้งจากที่นอนอย่างรวดเร็ว เธอใจหายที่รู้ว่าพี่เทียนจะออกไปข้างนอกคนเดียว

“เดี๋ยวเพลงไปเป็นเพื่อนค่ะ”

“แต่เพลงต้องไปทำงานนี่ ไม่เป็นไรพี่ค่อยยังชั่วแล้ว ไปก่อนนะจ๊ะ”

พิมพ์พรรณอยู่ไม่สุขอย่างเห็นได้ชัด เธอลังเลแต่เช้าว่าจะเอายังไงกับไวโอลินดี ถ้าพี่เทียนหนีมีหวังพี่ภาคได้อาละวาดบ้านแตก

 

“อ้าวคุณภาค มาแต่เช้าเลยนะคะ”

สาวใช้กล่าวทักทาย รับกระเป๋าทำงานกับเสื้อคลุมอธิปมาถือ ชายหนุ่มไม่พูดสลัดหัวสองสามทีเพราะร่างกายเหนื่อยล้าสะสม พอเสร็จงานที่ได้รับมอบหมาย เขาก็รีบขับรถกลับจากขอนแก่นทันที

“ฉันจะขึ้นไปพัก ห้ามใครกวนเด็ดขาด”

อีกฝ่ายก้มหน้ารับ อธิปบีบต้นคอคลายเมื่อยก่อนเดินขึ้นบันได ในจังหวะนั้นเอง...

“เทียน...”

ร่างสูงหยุดชะงักตรงบันไดขั้นที่สองเงยหน้ามองไวโอลิน ฝ่ายหญิงก็เช่นกัน เธอหยุดกะทันหันเพียงเห็นเขาที่ใจโหยหา มือเรียวขาวจับราวบันไดแน่นเมินหน้าหนีชายหนุ่มไปอีกทาง

“จะไปไหนแต่เช้า”

 เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ ไวโอลินไม่ตอบกลืนน้ำลายลงคอเงียบๆ

“เทียน...ภาคถามว่าจะไปไหน”

คนเหนื่อยล้าจากงาน และการขับรถมาไกลถามด้วยเสียงแหบพร่า ไวโอลินมองสบตา เธอตอบเขาเบาๆ

“เทียนจะไปวัด”

อธิปสำรวจการแต่งตัวของเธอแล้วพยักหน้ารับรู้ ยกแขนซ้ายมองนาฬิกาข้อมือ

“อีก 20 นาที 6 โมงเช้า ภาคขอไปอาบน้ำแต่งตัวก่อนได้มั้ย”

“ไม่เป็นไร เทียนไปคนเดียวได้”

“ไม่ได้ ฉันจะไปกับเธอ” 

“แต่จะไม่ทัน วัดที่จะไปไกลมาก”

“งั้นไม่อาบและ ไปเลย ไปทั้งอย่างนี้นี่แหละ”

ไวโอลินถอนใจใส่หน้าเขา อธิปยิ้มกวนประสาท หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเพียงเห็นหน้าผู้หญิงคนนี้

 

ในรถอธิปมีแต่ความเงียบครอบงำ สารถีเหลือบมองสตรีข้างกาย เธอเอาแต่มองเหม่อออกไปนอกกระจกราวกับคิดเรื่องใหญ่ในหัว

“อาการป่วยเป็นยังไงบ้าง”

“หายแล้ว” เมื่อถามคำก็ตอบกลับไปคำ

“ขอโทษที่ไม่ได้โทรหา ฉันงานยุ่งจริงๆ”

“ไม่เป็นไร...”

อันที่จริงอธิปโทรหาพิมพ์นาราถามไถ่อาการของเธอผ่านแม่ แต่ยังไม่กล้าที่จะคุยกับหล่อนผ่านโทรศัพท์

“แวะซื้อดอกไม้ที่ตลาดก่อนได้ไหม”

“ได้สิ...แถวไหนบอกมาเลย”

เขาทำตามอย่างว่าง่าย หนุ่มสาวเริ่มมีกิจกรรมให้ทำร่วมกันเมื่ออธิปลงมาเดินตลาดกับไวโอลิน ฝ่ายชายมองเธอเลือกดอกไม้ไปทำบุญอย่างหลงใหล ผู้หญิงคนนี้เก่งงานเรือนมากกว่าที่เขาคิด เธอดูไม่มีจริตยามต้องทำอะไรแปลกใหม่

หลังจากได้ของครบทั้งคู่จึงมุ่งหน้าไปที่รถ อธิปถือของให้อย่างไม่เกี่ยงงอน เขาเดินตามไวโอลินต้อยๆ...

“วัดอยู่ตรงโน้นค่ะ ขวามือทางนั้น”

เธอชี้ทางไปวัด อธิปตีไฟเลี้ยวขวาขับรถเขตอภัยทาน สถานที่นี้ยังคงเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจชาวพุทธ ธรรมชาติรอบข้างทำให้คนมองจิตใจร่มเย็น นานเท่าไหร่แล้วหนอที่เขาไม่ได้มาทำบุญที่วัด

“เดี๋ยวเทียนลงไปคนเดียวก็ได้ ภาครออยู่ที่นี่แหละ”

เพราะเห็นเขาตาแดงเถือกเลยอยากให้พัก หากอธิปตีความผิดคิดว่าเธอชิงชังรังเกียจ

“ทำไมจ้องแต่จะไล่ฉันอยู่เรื่อย”

“แต่ภาคยังไม่ได้นอนเลย...”

น้ำเสียงของเธอเป็นห่วงเขามากกว่าความคิดด้านลบในหัวเมื่อครู่ อธิปยิ้มหน้าบานก่อนหยิบของหลังรถมาถือ

“ฉันอยากทำบุญกับเธอ ไปกันเถอะ”

หญิงสาวประหม่าเมื่อเขาจับมือเดินไปข้างหน้า ไวโอลินลังเลใจ สิ่งที่อธิปทำตอนนี้คืออะไร ทำไมในใจของเธอถึงมองไม่เห็นคำตอบแม้แต่น้อย ทุกอย่างยังคงเป็นสีดำ

วันนี้เป็นวันพระเหล่าพุทธศาสนิกชนจึงเนืองแน่นกว่าปกติ ช่วงฟังเทศน์ ฟังธรรมอธิปเผลอหลับทั้งที่ยังพนมมือไหว้ เขาสัปหงกอยู่หลายครั้งจนไวโอลินสงสารสะกิดเรียกชายหนุ่ม

“ไปเถอะภาค”

อธิปหรี่ตาทำหน้างง แต่ก็ยอมลุกตามไปแต่โดยดี เมื่อลงมาจากศาลาการเปรียญ ร่างใหญ่ทำการยึดเส้นยึดสายเล็กน้อย ตาแดงเถือกมองแผ่นหลังไวโอลิน

“ขอโทษนะ เธอตั้งใจมาทำบุญแท้ๆ แต่ฉันกลับเป็นภาระ”

เธอหันมาหาเขา มองสบตาอย่างจริงจัง อธิปแน่นิ่งเหมือนถูกยิง เขาชาวาบเพียงเห็นสายตาของไวโอลิน มันช่างลึกลับราวก้นเหวมืดสนิท...

“ภาค เธอไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบอะไรทั้งนั้น ฉันคิดดีแล้วว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นต้นเหตุมันมาจากไหน จริงอยู่ที่เธอมีส่วนผิดแต่ก็ไม่มากเท่ากับฉัน ขอบคุณที่รู้สึกผิดกับการตายของพ่อ อย่างน้อยเทียนก็ได้รู้แล้วว่าภาคคิดยังไง”

น้ำเสียงของเธอสั่นเครือขาดห้วง ไวโอลินยิ้มกว้างแสดงถึงความบริสุทธิ์ใจ คำพูดอธิปในวันนั้นกลับกลายเป็นความคิดมากในทุกๆ คืนสำหรับเธอ ทำไมเธอยังฝันร้ายและเจ็บเจียนตายไม่หายสักที...ทำไม?

คราวนี้ชายหนุ่มหน้าเปลี่ยนสี ก้าวขาแทบไม่ออกยามต้องเดินไปหาเธอ ไวโอลินยิ้มอยู่ใกล้ๆ แค่นี้ แต่สำหรับอธิปช่างห่างไกล เขาใจคอไม่ดีเมื่อสบตาหล่อน

“เทียน...ภาคบอกแล้วไงว่าขอโอกาส”

“เทียนไม่มีค่าพอให้ภาคทำแบบนั้นหรอก อย่าเสียเวลาเลย”

“ทำไมเธอชอบดูถูกตัวเองฮะ อย่ามาคิดแทนฉัน ไม่มีใครรู้ใจตัวฉันดีเท่ากับเจ้าของของมัน”

“แต่เทียนก็มีสิทธิ์เลือกไม่ใช่เหรอ” เธอแย้งทั้งน้ำตา

“ไปคุยกันในรถเถอะ คนเริ่มทยอยลงมาแล้ว”

อธิปลากหล่อนกลับมาที่รถ ไวโอลินหายเข้าไปในเบาะคนนั่งอย่างรวดเร็ว โดยมีเขาตามมาติดๆ ที่เบาะคนขับ มือสตาร์ทเครื่องยนต์ เปิดแอร์จนสุดความเย็นก่อนหันมาจ้องเธอ หญิงสาวมองการกระทำฝ่ายชายอย่างหวาดหวั่น เธอหนาวเหลือเกินแต่ก็ไม่กล้าปริปากบอก...

“มีอีกเรื่องนึงนอกจากเรื่องพ่อของเธอ นั่นก็คือเธอเป็นเมียฉันแล้ว เหตุผลแค่นี้พอหรือเปล่า”

“เธอคิดว่าที่ฉันไปอยู่บ้านท็อปหลายวันเราไม่ได้มีอะไรกันหรือไง”

อธิปถลึงตาใส่ กำมือแน่นก่อนซัดพวงมาลัยรถเต็มแรง ไวโอลินตกใจผวาหนี เธอกลัวอารมณ์ผู้ชายคนนี้

“เธอมีอะไรกับมันงั้นเหรอ” เค้นเสียงถามโดยไม่มอง ไม่แล

“อือ ฉันมีอะไรกับเขา” 

“ไม่เป็นไร ฉันไม่ถือ...” เขาเว้นจังหวะการพูด

คำตอบอธิปทำไวโอลินเจ็บไม่น้อย เธอน้ำตาหยดหากไม่ยอมให้เขาเห็นรีบเช็ดมันออกก่อนรวบรวมสติลุกสู้ 

“เพราะฉันเองก็ไม่ได้มีเธอคนเดียวเหมือนกัน!...”

เหมือนฟ้าผ่าลงมาตรงหน้า ไวโอลินมองคนพูดตาค้าง สีหน้าเขาเปลี่ยนราวเปลวเพลิงอันน่าสะพรึงกลัว ทั้งคู่ต่างคนก็ต่างความรู้สึก เขาชักอยากสนุกกับหล่อนอีกครั้ง...

“ทำไมเธอถึงยอมมัน”  

“เพราะเงิน...” ตอบสั้นๆ แล้วหันหน้าหนี

“ที่บ้านไอ้นรกวันนั้น ทำไมถึงวิ่งหนีออกมา”

“เราทะเลาะกันนิดหน่อย”

อธิปกระตุกยิ้มอย่างเลือดเย็น ควักโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋ากางเกงยื่นให้หล่อน ไวโอลินมองของในมืออย่างไม่เข้าใจ

“โทรหามันสิ ถึงเวลาแล้วที่บรรดาผัวของเธอต้องหารือกัน”

หญิงสาวโกรธจนตัวสั่น ปัดมือเขาสุดแรงจนโทรศัพท์ร่วงไปไหนต่อไหน

อธิปหัวเราะสะใจทั้งที่ข้างในจริงๆ ไม่หัวเราะด้วย นัยน์ตาอำมหิตคาดโทษผู้หญิงคนนี้!

            “ที่ฉันรีบกลับมาเพราะต้องการเคลียร์กับเธอให้จบๆ ไป  และถ้าเธอหายโกรธเรื่องความผิดของฉันได้อย่างที่พูดก็ดี...เพราะต่อไปคนที่ต้องรับผิดชอบคือเธอบ้าง ตอนนี้พ่อแม่ของฉันกำลังจับตามองเราทั้งคู่อยู่ ท่านคงโกรธมากถ้าผู้หญิงที่น่าสงสารต้องตกระกำลำบากไปอยู่บ้านผู้ชายคนโน้นที คนนี้ที...”

            น้ำเสียงเขาเหยียดหยันได้โล่ สีหน้า ท่าทางบ่งบอกว่าสนุกแค่ไหนที่ได้ต่อว่าเธอเสียๆ หายๆ  ไวโอลินตัวเกร็งแสดงอาการ สีหน้าสดใสเมื่อครู่ซีดหมองคล้ายจะเป็นลม

            “ฮึ! เธอจะโกรธทำไมวะผู้หญิงอย่างเธอไม่ต่างอะไรกับโสเภณีข้างถนนด้วยซ้ำ อ่อไม่สิ คนข้างถนนที่ยืนขายตัวเขายังมีบ้านอยู่ แต่เธอน่ะไม่มีอะไรทั้งสิ้น...”

            อธิปไล่สายตามองเสื้อผ้าที่เธอใส่ เขาพิพากษาผู้หญิงตรงหน้าด้วยหัวใจด้านมืดอีกครั้ง สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้ไวโอลินสุดแสน

            “เสื้อผ้าที่เธอใส่อยู่ก็ของน้องฉัน หน้าด้านเธอมันมีแค่ตัวกับสมองกลวงๆ เท่านั้น จำเอาไว้!

            ไวโอลินสะอื้นจนตัวห่อ อธิปตกใจไม่น้อยแต่ก็ไม่ยอมปล่อยให้น้ำตาของใครมาทำหัวใจสั่นคลอน สรุปยัยนี่ก็เห็นแก่เงิน หล่อนยอมเป็นของไอ้นรกทั้งที่ปากบอกรักเขา

            “ฉันจะคืนให้...ฮึกๆ แต่ช่วยปล่อยฉันไป ฮือๆ ขอแค่นี้”

            อธิปเยาะเย้ยทางสายตาไม่เลิก รอยยิ้มมุมปากสร้างความรวดร้าวให้หญิงสาว ไวโอลินตัดสินใจคืนทุกอย่างให้แก่เขา มือเรียวสั่นระริกยามปลดกระดุมเสื้อพิมพ์พรรณทีละเม็ด

            “ทำบ้าอะไร!

            จากหัวเราะร่ากลายเป็นหมาบ้าเฉียบพลัน อธิปตาค้างเมื่อไวโอลินถอดเชิ้ตผ้าชีฟองส่งให้

            “ฉันถามว่าทำอะไร!

            ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยใจกล้าขนาดนี้ แต่โลกที่ต้องเจอทำให้คนไม่มีทางสู้หัวชนฝา ยังไงเธอก็เหมือนผู้หญิงข้างถนนในสายตาเขา และไม่นานกระโปรงสีดำที่สวมไว้ก็ถูกถอดคืนให้เขาเป็นชิ้นที่สอง

            “ฉันคืนให้หมดแล้ว ไม่มีอะไรเหลือแล้ว...”

            น้ำเสียงของเธอตัดพ้อท้อแท้ อธิปตาค้างมองร่างอรชรที่มีเพียงชุดชั้นในสองชิ้น ขนกายของหล่อนลุกซู่เมื่อความเย็นของแอร์ภายในรถทับถมยกใหญ่

            “ใส่เสื้อผ้าซะ”

            แม้สถานการณ์จะตึงเครียดแต่เขาก็เป็นผู้ชาย จะมีใครละสายตาไปจากของยั่วตายั่วใจขนาดนี้

            “เปิดประตูด้วย ฉันจะลง”

            “บอกให้ใส่เสื้อผ้า ที่นี่เขตวัดจะทำอะไรบ้าๆ ในนี้ได้ยังไง ไม่ละอายเลยเรอะ”

            “ฉันจิตใจไม่สกปรกไม่จำเป็นต้องละอาย”

            เธอเถียงฉอดๆ หากชายหนุ่มสติเริ่มรวน เขามองผิวขาวผ่องอย่างห้ามใจไม่ไหว อธิปนึกถึงคืนนั้นที่เธอตกเป็นของเขา ไวโอลินสร้างความสุขทางกายให้คนกระหายได้มากล้น

            “เธอต้องการแบบนี้ใช่ไหม? ได้...”

            รถเก๋งขับออกจากวัดด้วยความเร็ว เขาเหยียบอย่างคล่องตัวเมื่อถนนวันนั้นเปิดทางให้

            “จะไปไหนฉันถามว่าจะไปไหน”

            หญิงสาวลนลานอยู่ไม่สุข นั่งกอดเข่าตัวเองด้วยความกลัวจับจิต ทำไมทุกอย่างถึงเป็นอย่างนี้...ชาติที่แล้วเธอไปสร้างกรรมอะไรให้ใครนักหนา

           

15 นาทีต่อมา...ยานพาหนะหยุดสนิทที่ชั้น 3 ของลานจอดรถคอนโดแห่งหนึ่ง ความมืดของสถานที่บวกกับฟิล์มกรองแสงที่ทึบแสนทึบทำอธิปฮึกเหิม เขาจะกำราบหญิงมักมากอีกครั้ง 

            “เมื่อกี้อยู่วัดฉันเลยลวนลามเธอได้แค่ทางสายตา แต่ต่อจากนี้ฉันจะจัดการเธอทั้งตัว”

            เผียะอธิปหน้าหันเมื่อถูกสาวเจ้าฟาดฝ่ามือใส่ เขาหันกลับมาส่งสายตาพิฆาตก่อนคว้ากระเป๋าใส่บัตร แล้วหยิบเช็คสีขาวขึ้นมาเขียน ชายหนุ่มชูเช็คเงินสดที่มีลายเซ็นตัวเองยื่นต่อหน้าหล่อน

            “เงิน 1 ล้านต่อความอยากของฉัน แล้วไม่ต้องห่วงนะ ถ้าหายอยากเมื่อไหร่เธอได้เป็นอิสระแน่นอน ต้องการลงไปในสภาพนี้ใช่มั้ย ฮ่าๆ เอาสิ...ฉันไม่สนหรอกว่าเธอจะเป็นยังไง แต่ห้ามแตะต้องของของน้องสาวฉัน”

            แคว่ก!

            อธิปฉีกเสื้อผ้าของพิมพ์พรรณขาดเป็นสองผืน ไวโอลินอึ้งจนลืมหายใจ

            “เลวคำๆ นี้มันติดตัวเธอจนแกะไม่ออกแล้ว ผู้ชายอย่างเธอมันเลือดเย็นและเน่าเหม็นที่สุด”

            “อ๋อเหรอแต่ผู้หญิงอย่างเธอก็เคยคลั่งไคล้คนเลวอย่างฉันแทบบ้าไม่ใช่เรอะ สมัยเรียนก็เป็นคนโรคจิตสะกดรอยตามคนอื่น แล้วตอนนี้ยังไงฮะ? ไม่ดีใจหรือไงที่ฉันมาอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว”

            สายตาหล่อนมองค้อนราวกับสาปแช่งเขาในใจ ไวโอลินไม่เถียงอธิปแต่กลับจะเปิดประตูลงรถทั้งที่มีอาภรณ์ติดร่างกายเพียงสองชิ้น

            “จะไปไหน กำลังทำบ้าอะไร!

            เขากักตัวหล่อนไม่ให้ทำตามใจต้องการ อธิปปรับเบาะนอน กดไหล่เล็กเต็มแรงจนแดงเป็นริ้ว คนใต้ร่างขัดขืนทั้งน้ำตา เธอส่ายหัวไปมา หากไม่กล้ามองหน้าเขา

            “ฮือๆ อย่าอย่า”

            “เธอนั่นแหละอย่าหยุดทำอะไรบ้าๆ ได้แล้ว อยากมีผัวทีเดียวสิบคนหรือไงถึงคิดจะลงรถในสภาพนี้”

            “อย่าปล่อยฉันไป ปล่อย!

            เธอหลับตาตอบ ใช้สองมือปัดป่ายคนตัวใหญ่ อธิปเหมือนสติไม่สู้ดี จ้องเนินอกอวบที่โผล่พ้นชั้นในตัวน้อยอย่างกระหาย

            “ฉันไม่ปล่อยให้เธอมีผัวทีเดียวสิบคนหรอก อย่างเธอแค่ฉันคนเดียวก็พอ แต่ถ้าเบื่อเมื่อไหร่จะส่งกลับไปให้ไอ้ห่านั่นละกัน...เห็นด้วยมั้ยล่ะ”

            ไวโอลินมองเขานัยน์ตาแข็งกร้าว หูทั้งสองข้างได้ยินแต่คำพูดถากถางกับเสียงหัวเราะด้วยความสะใจซ้ำไปซ้ำมา ไม่นานชั้นในตัวน้อยก็ปลิวหวือจากอกงาม อธิปก้มลงดูดซับความหวานในขณะที่มืออีกข้างฟอนเฟ้นเคล้นคลึงหนักหน่วง

            “อื้อ!...

            เสียงครางที่หลุดมาหาใช่ของไวโอลินไม่ มันคือเสียงแห่งความพอใจของฝ่ายชายต่างหาก เขาใช้นิ้วบดบี้ยอดถันชมพูสดออย่างเมามัน ทุกอณูบนตัวเธอช่างวิเศษเหลือเกิน

            อธิปรุกเร้าร่างกายเธอด้วยความป่าเถื่อน เขาไม่รู้เลยว่าผู้หญิงใต้ร่างนี้อ่อนแอแค่ไหน เธอแทบหยุดหายใจเมื่อจู่ๆ ก็พูดห้ามเขาไม่ได้ มือทั้งสองข้างเย็นเฉียบ และสั่นถี่ ดวงตากลมโตเบิกกว้างคล้ายคนช็อกไม่ได้สติ และไม่นานเสียงสะอื้นของเธอก็ทำคนอารมณ์เดือดพล่านชะงัก

            “ฮึก...ฮือๆ”

            อธิปจ้องเหยื่อ ที่เหม่อมองผ่านเขาไป สภาพไวโอลินไม่ต่างอะไรกับศพที่ยังหายใจ เขาหลับตานิ่งเมื่อเห็นสายตาอย่างนั้น...

            “ทำไมเธอต้องนอนกับมัน ไอ้ท็อปมันให้เธอเท่าไหร่”   

            หญิงสาวไม่ตอบ เธอช็อกและหวาดกลัวกับสิ่งที่อธิปทำ ร่างใหญ่ผละออกมาทั้งที่ฝืนใจตัวเองแทบตาย

            “ฮือๆ... ไม่ไม่... ภาคอย่าทำเทียน”

            ฝ่ายหญิงร้องกรี๊ดเสียงดัง มีอาการหวาดกลัวเมื่อภาพในหัวมีแต่เขาจ้องทำร้าย อธิปตกใจทำอะไรไม่ถูก เขาหยิบเสื้อคลุมตัวใหญ่หลังรถมาห่มให้เธอ

            “เทียน...เทียน”

            “ฮือออ อย่า!

            อธิปเห็นท่าไม่ดี แน่นอนว่าสิ่งที่เขาทำมันแรงอยู่แล้ว หากนี่คือความต้องการของเจ้าตัวล้วนๆ อยากสั่งสอนให้เธอได้รู้ว่าการเป็นผู้หญิงของไอ้นั่นต้องเจอกับอะไร เธอไม่มีค่าพอให้เขาสงสารหรือรู้สึกอะไรด้วยอีก

            “ฉันไม่แน่ใจว่าเธอมีสติพอจะรับรู้เรื่องที่ฉันกำลังจะพูดหรือเปล่า แต่ฟังนะเทียน เธอต้องอยู่กับฉัน 3 เดือน นับจากวันนี้เป็นต้นไป ถ้าครบกำหนดที่ให้ไว้ เชิญเธอออกไปจากชีวิตฉันได้เลย ฉันสาบานว่าจะไม่ไปยุ่งกับเธออีกเพราะฉันก็มีคนที่รักอยู่แล้ว อ่อเธอไม่ต้องกลัวนะว่าจะออกจากบ้านฉันโดยไม่ได้อะไรสักบาท คนโง่ๆ ทำอะไรไม่เป็นอย่างเธอควรมีเงินสักก้อนประทังชีวิต”

            รู้สิทำไมจะไม่รู้ ร่างบางบนเบาะที่ปรับนอนจนสุดเขยิบตัวติดประตู ตัวสั่นซุกหน้าร้องไห้อย่างน่าสมเพช อธิปเหลือบตามองคนข้างๆ หันกลับมาจับพวงมาลัยรถแล้วขับออกจากคอนโดแห่งนี้ด้วยไฟสุมอก

            ทั้งคู่ถึงบ้านภัทรกาญจน์เก้าโมงสิบห้า อธิปอุ้มไวโอลินลงจากรถโดยที่ฝ่ายหญิงไม่ขัดขืน ปล่อยให้เขาทำตามใจต้องการ มือใหญ่กดหัวเธอซุกไว้ยังอกกว้าง คนตกใจยังมีอาการสะอื้นเบาๆ

            “อ้าวภาคหนูเทียนเป็นอะไรลูก”

            ก้มมองคนในอ้อมกอดคิ้วขมวด อธิปตอบแม่ออกไปตรงๆ

            “เราทะเลาะกันนิดหน่อยครับ แต่ไม่มีอะไรแล้ว เทียนอาการไม่ค่อยดีผมจะพาเธอไปพัก ขอตัวนะครับ”

            เดินผ่านแม่ไปทั้งที่ท่านยังไม่ทันได้ถามต่อ พิมพ์นารามองตามลูกชายแล้วคิดหนัก เธอจะทำอย่างไรกับทั้งคู่ดีหนอ

           

อธิปพาไวโอลินมายังห้องนอนของเขา วางเธอลงบนเตียงอย่างทะนุถนอม เมื่อหลังติดที่นอนหญิงสาวถึงกับขดตัวอย่างหวาดกลัว

            “ใส่ซะ”

            เขายื่นชุดนอนที่มีเสื้อกับกางเกงส่งให้ หากฝ่ายหญิงไม่แม้แต่จะมอง เธอยังนอนจมกองน้ำตาอยู่ที่เดิม ในร่างกายไวโอลินตอนนี้ไม่มีแม้กระทั่งอาภรณ์ปิดของสงวน อธิปใช้เสื้อคลุมตัวใหญ่สวมให้เธอลงมาจากรถ

            “หรือฉันต้องใส่ให้?”

            “...”

            เพราะความเงียบทำให้ชายหนุ่มเลือดขึ้นหน้า คนโมโหกระชากฝ่ายหญิงให้ลุกขึ้นนั่ง ไวโอลินไม่ขัดขืนแม้แต่น้อย เธอไร้แรงต่อกรกับเขาจริงๆ เสื้อคลุมตัวใหญ่ปลิวหวือจากลำตัวสาว ดวงตาคมมองรอยแดงตามตัวเธอด้วยความตกใจ บริเวณหัวไหล่ทั้งสองข้างชัดเจนที่สุด มันคือรอยนิ้วมือเขาชัดๆ

            “เทียน...ใส่”

            ยื่นให้อีกครั้งหากเธอยังไม่รับ ไวโอลินมองเสื้อผ้าในมือเขาแล้วส่ายหัวทั้งน้ำตา สร้างความร้อนรุ่มให้อธิป

            “ทำไมหรือเธออยากให้ฉันทำเหมือนที่อยู่บนรถ”

            คราวนี้หญิงสาวเงยหน้าสบสายตา ริมฝีปากสั่นระริกเพียงคิดจะพูดอธิบาย เธอทรมานใจจนอยากหนีไปให้ไกล

           “ถ้าฉันใส่ เธอก็จะดูถูกฉันเหมือนที่เคยทำ ผู้หญิงต่ำๆ ที่โง่เง่าไม่ควรค่ากับของในห้องของเธอสักชิ้นเดียว...ไม่เลยสักนิด”

            คำสุดท้ายเอ่ยออกมาพร้อมน้ำตาเม็ดใหญ่ อธิปเห็นแล้วเหนื่อยใจเขาไม่จำเป็นต้องฟังอะไรบ้าๆ จากเธอ

            “หยุดพูดเรื่องน่ารำคาญสักที ถ้าไม่ใส่เดี๋ยวฉันใส่ให้”

            ชายหนุ่มจัดการสวมเสื้อนอนกับกางเกงนอนของตัวเองให้เธออย่างรวดเร็ว ไวโอลินไม่สนใจ แสดงความเย็นชาใส่จนอธิปลนลาน

            “มันหลวม...”

            เขาคิดในใจเมื่อเห็นไวโอลินในชุดของตัวเอง ก็แน่สิชุดนอนเขาตัวใหญ่ขนาดนี้ไม่ให้หลวมก็บ้าแล้ว อธิปสั่งไวโอลินให้รออยู่ในห้อง เขาตรงดิ่งไปยังห้องพิมพ์มาดาเพื่อหาชุดที่เหมาะกับเธอ เมื่อมาถึงห้องแฝดน้อง ชายหนุ่มกลับหยุดชะงัก ดวงตาอธิปมองคนที่เตียงอย่างสงสัย ทำไม...

            “พราว!

            เสียงของแฝดพี่ทำคนนั่งดูรูปถ่ายในมือสะดุ้งโหยง รีบซ่อนมันไว้ใต้หมอนทันที

            “ทำอะไร...กำลังดูอะไร”

            “เปล่า พราวแค่...คิดถึงตาล”

            เธออ้างมินตาเพื่อนสนิทคนเดียว อธิปพยักหน้าเชื่อสนิทใจเดินไปหาน้องสาวแล้วสวมกอด

            “พราว อยากออกไปเที่ยวมั้ย”

            “ไม่ไปพราวชอบอยู่บ้าน”

            อธิปถอนใจเพราะเธอกำลังโกหก พิมพ์มาดาคนเก่าไม่ชอบอยู่เพียงลำพัง โรคกลัวคนของน้องคงยังไม่ทุเลา เธออายแม้กระทั่งจะลงไปข้างล่าง บรรดาคนรับใช้ของที่นี่ไม่มีใครได้เห็นหน้าเธอเลยสักคน นอกจากเพียงออพี่เลี้ยงที่พิมพ์มาดารักและผูกพัน

            “พี่จะบอกตาลให้ว่าพราวคิดถึง”

            “อือ...ขอบคุณนะภาค พราวรักพี่นะ”

            เธอสวมกอดพี่ชายแน่นทั้งนัยน์ตาหวาดระแวง รูปถ่ายของเขาที่ถูกซ่อนไว้ทำคนมีความหลังปวดร้าวที่ใจ เธอจำเขาได้หากมีแต่เรื่องไม่ดีผุดขึ้นมาเต็มไปหมด...ทำอย่างไรดี เธอคิดถึงทวีภาคเหลือเกิน

           

“แน่นอนแล้วใช่ไหม ขอบใจมาก”

            กดวางสายเมื่ออีกฝ่ายจบธุระ เขาเหนื่อยใจเมื่อเรื่องทุกอย่างเป็นไปตามคาด มือหยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นมาดู ไล่อ่านทุกตัวอักษรอย่างไตร่ตรอง

            “อธิป ภัทรกาญจน์... พิมพ์มาดา ภัทรกาญจน์...”

ทวีภาคมั่นใจแล้วว่าไวโอลินอยู่กับใคร เขาควรจัดการเรื่องนี้ให้ไวที่สุดไม่อย่างนั้นคนที่ต้องเดือดร้อนก็คือผู้หญิงทั้งสอง... คนเลวๆ อย่างเขาควรเข้าไปขอโทษและเผชิญหน้ากับพิมพ์มาดาเสียที ส่วนไวโอลินนั้น...เธอควรมีชีวิตที่ดีโดยปราศจากเรื่องเลวร้าย ที่ผ่านมาก็สาหัสมากแล้ว...

“ฉันขอโทษเทียน” 

 

 

 

 

 

สนใจดาวน์โหลดนิยายได้ที่ https://www.mebmarket.com/ พิมพ์ที่ช่องค้นหา เล่ห์เสน่หา อาญาสวาท หรือ อักษราภัค ก็จะเจอค่ะ ขอบคุณมากๆ ค่ะ

 

สำหรับวิธีการสั่งซื้อนะคะ เข้าไปตามลิ้งค์นี้เลยค่ะ https://www.mebmarket.com/index.php?action=HowToBuy จะมีขั้นตอนแจ้งอย่างละเอียดค่ะ ถ้ามีอะไรสงสัยเข้ามาถามอ๊อฟในเพจได้เลยนะคะ ยินดีตอบทุกคำถามค่ะ  พิมพ์ที่เสิร์ทเฟชบุ๊คว่า Auksaraphak Niyay  ^___^

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว