email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ ๑๖ กุหลาบไฟ

ชื่อตอน : บทที่ ๑๖ กุหลาบไฟ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 36

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 พ.ค. 2565 20:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ ๑๖ กุหลาบไฟ
แบบอักษร

เท้าขาวๆ ภายในรองเท้าแตะที่ดูถ่อมตนและกันเอง แต่แฝงการอวดรายได้ของเจ้าของ จากราคาของรองเท้าแตะแบรนด์เนม เมื่อรองเท้าเสือกเข้ามากั้นการปิดลิฟต์ เจ้าของรองเท้าก็สอดตัวเข้ามาในลิฟต์ ด้วยบรรยากาศที่มีกลิ่นความโอหัง!! 

“อาจารย์สังเกตเห็น คุณถ่ายวิดิโอ ขณะอาจารย์บรรยาย และปลุกพลัง ให้ลูกศิษย์”  

ชายคนดังกล่าวเริ่มบทสนทนา ก้มหน้านับเม็ดประคำ ที่เขาดึงออกมาจากที่รัดข้อมือ จึงทำให้ผมสังเกตเห็นรอยสักตรงข้อมือ ลายดอกกุหลาบไฟ สีดำ แนวขวาง แน่ชัดว่าประคำนั้น ประทับข้อมือเพื่อบดบังรอยสัก 

ระหว่างที่ลิฟต์เคลื่อนลง ทีละชั้นๆ ทันใดนั้น ชายในชุดขาว ดังคนถือศีล ที่เรียกตนว่าอาจารย์ ก็เอื้อมมือไปกดสวิตช์ หยุดลิฟต์กะทันหัน ลิฟต์หยุดทันที และหลายความคิดมากมายเข้ามา 

๑. ผมเงียบและฟังมันพล่ามก่อน ถึงลัทธิหัวขวดและค่อยจุดบุหรี่สูบ พ่นใส่หน้ามัน แล้วจึงเขี่ยบุหรี่ลงบนหัว ตุ๊ยท้องมัน ถ่มน้ำลายใส่หัวมัน สูบบุหรี่อีกพัก หมดมวนค่อยดับบุหรี่ลง บนน้ำลายที่ถ่มรดหัวมัน 

หรือ... 

๒. ต่อยเข้าชายโครงซ้าย เมื่อตัวมันคดงอก้มลง ค่อยใช้สันมือตบเข้าที่คอ ดังเชยคางสาวให้สนใจฟังสิ่งที่ผมจะทำต่อไป เตะตัดขาให้มันล้ม ดูจากพื้นที่แคบหากผมเตะกวาดไปที่ข้อพับ และกันลำตัวส่วนบนมันไม่ให้ล้ม มันน่าจะล้ม ในลักษณะคุกเข่า แทนการล้มนอนทั้งตัว แล้วผมค่อยจุดบุหรี่สูบ สูบหมดมวน จึงจี้ดับที่ท้ายทอยของมัน 

“บุหรี่หน่อยไหม” ไอ้โอหังในชุดผู้ถือศีล พยายามผูกมิตรกับผม ทำลายตัวเลือกที่ผมกำลังตั้งใจวางแผนจะอัดมันไว้ มันยื่นบุหรี่ให้ผม  

แต่ผมตอบกลับ โดยตบที่กระเป๋าเสื้อเชิ้ต ใต้เสื้อหนังที่สวม ในทีว่ามีแล้ว มันคาบบุหรี่ยี่ห้อแพง ผมมองไปที่ กล้องวงจรปิดด้านบน ภายในลิฟต์ มันพูดขึ้นทันที 

“อาจารย์ให้ยามปิดกล้องเอง สำหรับลิฟต์ตัวนี้ เพื่ออาจารย์จะได้สูบบุหรี่ตอนลง แล้วเปลี่ยนขึ้นลิฟต์อีกตัวแทน เพื่อจะได้บริสุทธิ์ไร้ข้อกังขา”  

“บริสุทธิ์ขาวใสเหมือนตูดเด็ก ไอ้หน้าตูด” ผมขยายความเพิ่ม และดูท่าไอ้หอกนั่นจะไม่พอใจ 

“คุณมาที่นี่เพราะเด็กคนนั้น และมาเพื่อเจออาจารย์ศักดิ์สิทธิ์ อาจารย์ก็อยู่นี่แล้วไง คุณคิดจะทำอะไร ตอนนี้ลองนึกถึงจำนวนเท้า ของลูกศิษย์อาจารย์ ในสวนสวรรค์ด้วยเน้อ”  

“ไอ้ตูดพูดมีเหตุผล”  

ผมยิ้มและหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบ จุดไฟแช็กและยื่นให้คนที่เผยตัวว่า คือ อาจารย์ศักดิ์สิทธิ์ มันปฏิเสธ โดยตบที่กระเป๋าเสื้อในทีว่าตนมี ก่อนที่มันจะหยิบไฟแช็กหรูขึ้นมา เปิดฝาเสียงคำรามดัง “ป๊อง”  

“แต่ตีนจะรู้ได้ไง ถ้าตูดไม่พูด เมื่อกล้องมันถูกปิด”  

ผมย้ำประเด็นที่มันอาจหลงลืม ถึงขนาดที่ไอ้อาจารย์ศักดิ์สิทธิ์ ที่กำลัง จุดบุหรี่ต้องตกตะลึง และเลิกคิ้วขึ้น พลันค่อยๆ ส่ายสายตามามองผมอย่างระแวดระวัง ผมพุ่งตัวเข้าล็อกข้อมือมัน ที่กำลังจุดไฟ เม็ดประคำร่วงกราวลงพื้น 

กระทุ้งศอกเข้าที่ลิ้นปี่มัน มันสำลักหายใจเข้าถี่รัว ผมเอาเข่ายันมืออีกข้างของมัน เข้าชิดผนังตัวลิฟต์ ก่อนเตะแยกเท้ามันให้ห่าง มือหนึ่งกดหัวมันลง และมือหนึ่งล็อกข้อมือมันงัดขึ้น เพื่อเอาไฟแช็กราคาแพง จุดที่คิ้วของมัน ขนซึ่งไหม้ส่งกลิ่นเหม็น  

มันไม่ร้อง หรือแม้แต่ขอความเมตตา ผมกล่าวทวนบาป ที่มันก่อ 

“ทำไมถึงมีแต่พวกเด็กนั่น ร้องอย่างคนคลั่งศรัทธา ฉันจะบอกให้ แกใช้คลื่นความถี่ ๑๙.๐๐๐HZ เวลาที่เอ่ยถึงศรัทธา หรือ การให้สัญญาณบ่อยๆ เวลาที่พูดถึงเสียง ของไอ้ห่าบรรพชนอะไรนั่น เสียงที่คนอายุมากไม่ได้ยิน จึงเหมือนกับแกสื่อสาร กับเด็กและเข้าใจในพวกเขา ไอ้ตูด”  

ผมผลักมันล้มลงนั่งกับพื้น และกดสวิตช์ให้ลิฟต์ทำงานต่อ เมื่อถึงชั้นล่างสุด ผมเดินออกจากลิฟต์ ถ่มน้ำลายลงพื้น ชูนิ้วกลางให้มัน แต่มันมีสีหน้าที่ นิ่งสงบ มันเอ่ยเบาๆ  

“มีคำโบราณไม่มากที่ถูกใช้ในยุคนี้ หนึ่งในนั้นคือ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน คุณ...ชาญ”  

ประตูลิฟต์ปิด... 

ผมตัดสินใจ เปิดดูข้อความโทรศัพท์ ขณะเดินออกจากตึกดังกล่าว ไม่ได้สนใจคำพร่ำเพ้อ กึ่งขู่ของเจ้าคนบ้าลัทธิคิ้วไหม้นั่น ข้อความของเธอ... เป็นรูปถ่ายตั๋วเครื่องบิน ระบุเวลา ๒๑.๐๐ วันนี้ ขณะที่ตอนนี้ ๑๘.๐๐ น. 

หากผมไขคดีได้เร็ว ผมจะได้ไปทัน อย่างน้อยก็ได้มีโอกาสพบเธอ แทนคำเสียใจที่ผ่านมา และบางที...อาจจะเป็นการอวยพรที่สมบูรณ์แบบก็ได้ เพื่อเธอ... 

ผมกลับมาที่ สนามฟุตบอลบลูรุกกี้ อีกครั้ง เพื่อปะติดปะต่อเรื่อง เรื่องที่ค้าง... เรื่องที่ผู้มีปัญญามาก มองหาการใช้งานผู้ที่ด้อยกว่า ขณะที่ในสนาม ตะวันยังคงซ้อมยิงประตูอย่างตั้งใจ 

ผมเดินตรงไปที่ห้อง ซึ่งขังเด็กวัยรุ่นผู้ก่อเหตุ กระชากคอเสื้อ และลากมันมาพร้อมทั้งเก้าอี้ที่ผูกติดกับมัน เจ้าเด็กนั่นตะโกนโวยวายไม่หยุด ผมลากมัน เข้ามาในห้อง วีไอพีบ็อกซ์ ที่หมอสาวถูกยิง และพบนิติ กรรมการคนเก่ง คุยอยู่กับชายสูงอายุคนหนึ่ง 

เขาดังพอที่คนส่วนใหญ่จะรู้จัก ประธานสโมสรไทยธนบุรี สมศักดิ์ ซึ่งมีช่วงเวลาหนึ่ง ที่เขาเคยเปลี่ยนชื่อเป็น ธนบุรี ซึ่งผมเดาว่าทีมการตลาด คงเสนอให้เขาเปลี่ยน เพื่อให้ดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสโมสร  

เพื่อความเคารพรัก จากแฟนบอล ที่พวกเขามองเพียงเป็นลูกค้า หรือเพียงผู้บริโภคเท่านั้น ก่อนที่จะกลายเป็นมุกตลก ของแฟนบอล กระทั่งชายเจ้าของสโมสรต้องเปลี่ยนชื่อ กลับไปใช้ สมศักดิ์ ดังเคย 

เขาไม่เคยได้ใจแฟนบอล หากแต่ลูกสาว จิตรา เสียอีกที่ทำโครงการต่างๆ ให้ชุมชน ในขณะที่ใจคนเป็นพ่อมีทั้งภูมิใจในตัวลูก และอีกหนึ่ง กลับริษยาชื่อเสียงของลูกสาวตนแทน  

ตอนนี้ ทั้งนิติและสมศักดิ์ อยู่ในห้องวีไอพี บทสนทนาของทั้งคู่จบลง เมื่อผมเปิดประตูเข้ามา และเหวี่ยงไอ้เด็กเวรพร้อมเก้าอี้ เข้าไปในห้อง 

นิติพยายามใช้ตัวขวางสมศักดิ์ ด้วยความสอพลอว่า ผมอาจจะทำอะไรแปลกๆ เขาจัดทรงสูทก่อนกลัดกระดุมสูท เม็ดที่สองจากด้านล่าง ท่าทางการสนทนาของทั้งคู่ก่อนนี้ ดูผ่อนคลายสบายๆ นิติหยั่งเชิงผมด้วยคำถาม  

“หาต้นตอของเรื่องราวนี้ได้รึยังคุณนักสืบ หรือ สโมสรเราจ้างนักสืบ ผิดคน” ผมเงียบ ก่อนเจ้าของสโมสรตัดบทเปลี่ยนเรื่อง 

“ผมคิดว่า คุณนักสืบคงรู้จักผมดี ผมต้องขอบคุณกับน้ำใจ และขอบคุณอีกครั้ง ที่คุณเก็บเรื่องนี้ไม่ให้สื่อมวลชนหรือเจ้าหน้าที่รู้”  

“นั่นน่าจะเป็นการขอบคุณ จากผู้หิวเงินมากกว่าผู้เป็นพ่อสินะ” คำแดกดันของผม ทำให้ประธานเบือนหน้าหนี และเดินออกจากห้องไปในทันที ทิ้งนิติไว้เผชิญหน้ากับผมลำพัง 

ผมเปิดวิดิโอ ที่อัดในสถานปฏิบัติธรรมสวนสวรรค์ ถึงความบ้าคลั่งของสาวกวัยรุ่น ผู้ถูกควบคุมเช่นกัน เจ้าเด็กที่ถูกมัดกับเก้าอี้ มีท่าทีตัวสั่น และตะโกนขึ้นในทันที  

“ข้าได้ยินเสียงจากสวรรค์ เสียงแห่งบรรพชน” ก่อนที่ผมจะปิดวิดิโอนั้นและกล่าว  

“ความคลั่งของเด็กวัยรุ่น ที่ได้ยินเสียงที่คิดว่าตนเป็นคนพิเศษ เสียงที่มีความถี่ ๑๙,๐๐๐HZ เสียงที่คนวัยฉันหรือแกไม่ได้ยิน เพื่อเป็นการเตรียมพร้อม สำหรับคำสั่งต่อไป และรู้ไหมไอ้หนูพวกนี้เรียนรู้อะไรอีก”  

“อะไรอีก คุณชาญ”  

“รหัสมอร์สไง ทุกครั้งที่เจ้าพวกนี้คลั่ง มันมักจะเคาะ การเคาะที่เป็นระเบียบมีรูปแบบ รหัสมอร์ส และรู้อะไรไหม ตอนฉันพบแกครั้งแรก แกดูประหม่า และเช็คแฮนด์ฉัน แกใช้นิ้วชี้แตะที่หลังมือฉัน อย่างเคยชิน ถ้าฉันเป็นสาวๆ คงนึกว่าแกแตะเพื่อจีบหวังฟัน  

แต่นี่ ชาญ ปรัชญา ฉันฉลาดพอที่จะรู้ว่า แกแตะรหัสมอร์สเป็นตัว เอช (H) คือ ตัวอักษรแรก ของคำว่า Hi ก่อนแกจะรู้ตัวทัน และชักมือกลับไป”  

“ก็แค่รหัสมอร์ส ที่ใครก็มีสิทธิ์รู้ได้ คุณชาญคิดมากไป แต่เรื่องสถานปฏิบัติธรรมอะไรนั่น ผมจะนำเรื่องไปแจ้งท่านประธาน ทำดีมากคุณชาญ” นิติทำมือตะเบ๊ะและชี้มาที่ผม เขาทำเสียงกิ๊กออกจากมุมปาก ขณะชี้มาที่ผม แบบหนุ่มที่พกพาความมั่นใจมาล้น 

“แต่รู้ไหมนายนิติ เพราะเหตุที่กระสุน ทะลุท้องแขนของหมอจิตรา และพวกนายได้เก็บกระสุนไว้ ฉันจึงได้เห็นมัน และกระสุนมันดูปกติเกินไป” ผมเกริ่นนำด้วยเสียงที่ดังขึ้น ผมยื่นรูปบาดแผลของหมอจิตรา ในมือถือให้นิติดู ก่อนจะกระดกลิ้นทำเสียงอย่างมั่นใจ และกล่าวต่อ 

“นิติ นิติ นิติ นิติ แกช่างไร้เดียงสาเหลือเกินนิติ จากรูปบาดแผล ของหมอจิตรา จะเห็นว่า บาดแผลทางเข้ามีลักษณะที่ปกติ ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้  

เพราะอันที่จริง ถ้าเจ้าเด็กนี่ยิงจากอัฒจันทร์ จากมุมที่อยู่ข้างใต้ เมื่อกระสุนยิงมาชนกระจก ของห้องวีไอพี หัวกระสุนปืนจะต้องเบี่ยงเบน ไปจากแนว ของการเคลื่อนที่ของลูกกระสุน จากการวิ่งทะลุวัตถุตัวกลาง  

ซึ่งกว่าที่จะมาทะลุ เข้าที่ท้องแขนของหมอจิตรานั้น กระสุนอาจจะเข้ามาในลักษณะด้านข้างเอียงๆ และทำให้ทางเข้าบาดแผลไม่ปกติ คือ ว่ากันง่ายๆ ถ้ายิงผ่านกระจก หัวกระสุนอาจหักเห และเกิดผิดรูป ลูกกระสุนจะเดินทาง โดยขาดความสมดุล แต่เอาเข้าจริงบาดแผลเป็นแบบปกติ มันขัดแย้งกันมาก 

เว้นเสียแต่ ตัววัยรุ่นกับกระสุนที่ยิง เป็นเพียงตัวหลอก คนร้ายจริงๆ อยู่ในห้องกับหมอจิตรา และใช้ปืนชนิดเดียวกันยิงหมอในระยะใกล้ จึงเกิดรอยสักผงดินปืน นั่นก็คือ เขม่าดินปืน ที่อัดติดกับบาดแผลทางเข้ากระสุน คนร้ายพยายามแสร้งให้เห็นว่า กระสุนถูกยิงจากมุมที่ต่ำกว่า ซึ่งตรง กับแก แกคนเดียวที่อยู่ในห้อง กับหมอจิตราตอนนั้น 

เมื่อเด็กเวรนี่ยิงจากด้านล่าง แกก็ก้มลงคุกเข่าข้างหนึ่ง และยิงจากมุม ที่จัดฉาก ให้ดูเหมือนยิงจากด้านล่างตรงอัฒจันทร์ ฉันถึงได้ทักแกตอนแรกเจอว่า กางเกงแกยับ และถูกทับมันจะเป็นรอยชัด นั่นเพราะแขกคุกเข่าข้างนั้น 

ส่วนทางเข้าบาดแผลจึงปกติ และเมื่อกระสุนทะลุ แกก็แค่เก็บหัวกระสุน และอ้างว่าเป็นของเจ้าเด็กนั่น เก็บกวาดหา และทำลายกระสุน ของเจ้าเด็กวัยรุ่น  

แกคงจะไม่ชอบหมอจิตรามากสินะ แต่ก็ไม่ถึงกับเอาให้ตาย เหมือนเป็นบัตรสนเท่ห์ ให้เธอหยุดวุ่นวาย กับกิจการภายในของสโมสร”  

“โถ คุณชาญ คุณทำผมอึ้งเลย กับทฤษฎีสมคบคิดของคุณ”  

“แค่ฉันโทรกริ๊กเดียว ดูบัญชีโอนเงินของแกย้อนหลัง ฉันคิดว่าต้องมีชื่อ สถานปฏิบัติธรรมสวนสวรรค์เป็นแน่” ผมยกเครื่องอัดเสียงขนาดเล็ก ออกจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ต ข้างซองบุหรี่ อุทานเบาๆ  

“อุ้ย” ก่อนจะเดินออกจากห้อง รีบลงบันได ผมเดินเร็วเข้าไปในสนามฟุตบอล นำเทปม้วนเล็กออกจากเครื่องอัดเสียง และส่งให้ตะวัน 

“เทปนี้จะบอกแกทุกอย่างเรื่องคนร้าย เรื่องของสโมสรแก แกเป็นกัปตัน...” ตะวันขอบคุณผม ก่อนที่เขาจะขอไลน์ผม ผมตบไหล่เขา และรีบเดินจากไป ผมเสร็จธุระ และคิดว่ามีเวลาพอ ที่จะไปถึงสนามบินเพื่อพบเธอ 

“ไอ้ควาย แกคิดว่าใครเสนอชื่อจ้างแกมา ฉันนี่แหละ ไอ้นักสืบโนเนม”  

นิติ ตัวร้ายวิ่งตามผมมา เขาถอดสูทขว้างทิ้ง ผมหยุดเดิน และหันมามองเขา นิติ เจ้าตัวการยืนตระหง่าน อยู่หน้ากรอบเขตโทษประตู อยู่ห่างผมไม่มาก และใกล้พอที่ผมจะเห็นเขาพับแขนเสื้อขึ้น และใช่ นิติอวดรอยสักดอกกุหลาบไฟที่แขนเขาและหัวเราะ 

“แกไม่รู้หรอกว่าเล่นอยู่กับใคร รอยสักนี้แปลว่า นิติคนนี้มีคนคุ้มครอง”  

นิติดูเหมือนคนคลั่งลัทธิ ไม่ต่างจากเด็กวัยรุ่นคนนั้น แต่สำหรับผม มันเป็นเพียงเกม ที่ผู้แพ้ยังไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ของตนเท่านั้น ผมเอามือตะเบ๊ และชี้ไปที่นิติ ก่อนตัดบทเขา 

“ตะวันชู๊ตตตต”  

ลูกฟุตบอลทะยานพุ่งด้วยความเร็วสูง จากรองเท้าสตั๊ดของ ตะวัน กัปตันทีม ลูกบอลพุ่งปะทะนิติหน้าหงาย เขาล้มลงกับพื้น และลูกฟุตบอลไหลกลิ้ง เข้าประตูไป 

ระหว่างทางไปที่จอดรถ ป้าแม่บ้านโทรศัพท์มาหาผม เธอแจ้งข่าวว่า หมิว ถูกแฟนซ้อม แขนหักและเนื้อตัวมีรอยการถูกทำร้าย ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล ส่วนเจ้าชิ กำลังตามมาที่โรงพยาบาลเช่นกัน ผมรีบขับรถไปอย่างเร็วที่สุด!! 

เมื่อถึงโรงพยาบาล ผมเจอชิหน้าลิฟต์ และขึ้นมาพร้อมกัน เราทั้งสองคนเข้าไปเยี่ยมหมิว ซึ่งพบป้ากำลังนั่งอยู่ในห้อง  

“ข้างบ้านหมิวแกได้ยินเสียงทะเลาะกันดังลั่น แล้วพอดีป้าเคยไปทำ ความสะอาดบ้านข้างๆ หนูหมิวหลายครั้ง เขาเลยโทรบอกป้า”  

ป้าเล่าให้ฟังว่า แฟนหมิว เป็นเจ้าของบาร์เหล้าแถวเอกชัย เจ้าชู้ มีผู้หญิงหลายคน และหมิวมักจะหึงหวงเรื่องนี้ และทำให้ทะเลาะกัน มีปากเสียงถึงขั้นทำร้ายร่างกายอยู่ประจำ นั่นคือเหตุผลหนึ่ง ที่หมิวไม่กล้าเล่าให้ผมกับชิฟัง แต่ครั้งนี้มันหนักเกินไปหมิว 

ผมมองหน้าเพื่อนร่วมงาน หรืออาจพูดได้ว่าลูกน้อง หรือ น้องสาวที่รัก กระทั่งคนหนึ่งที่สนิทดั่งครอบครัว ใบหน้าของหมิวปูดบวม เลือดคั่ง และตาแทบจะปิด ทั้งผมและชิ ต่างโมโหแฟนหนุ่มเธอ 

เจ้าชิกัดฟันโกรธ มันกำลังจะบันดาลโทสะ กับการทำลายข้าวของ พอดี กับที่หมิวรู้สึกตัว พูดเสียงเบาและไม่รู้เรื่อง ดั่งอาการนักมวยที่เมาหมัด ผมไล่เจ้าชิออกจากห้อง ไม่ให้มันแสดงอาการ ให้หมิวตกใจ กลัวเจ้า หมิวจะสะเทือนใจ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกครั้ง 

ผมลูบหัวน้องสาวคนนี้เบาๆ ด้วยความรักและเอ็นดู ความผูกพัน หรืออะไรที่มันสวนทางกับแฟนหนุ่มของเจ้าหมิวทำ “บอสเสร็จงานแล้วเหรอ เห็นป้าเล่าว่า ไปสนามทีมไทยธนบุรีมา ได้ลายเซ็นตะวันมาฝากไหม” เจ้าหมิวกล่าวทักทาย เมื่อลืมตาเห็นหน้าผม 

“ไม่เป็นอะไรนะหมิว แกมันอึดอยู่แล้ว มีคนอยากคุยกับแกน่ะ” ผมยื่นโทรศัพท์ เปิดคอลไลน์ที่เห็นหน้าตะวัน จากอีกฝ่ายคู่สาย โทรไลน์มา ตะวันคุยกับหมิว 

“หายไวๆ นะน้องหมิว รีบๆ หายแล้วมา พี่ตะวันจะให้ตั๋วดูบอล และจะให้เสื้อ” หมิวยิ้มอย่างมีกำลังใจ เธอขอบคุณผม และคืนโทรศัพท์ ผมมองที่นาฬิกา ก่อนป้าจะทัก 

“จะรีบไปไหน รึเปล่าคะคุณชาญ”  

“ต้องรีบไปถึงสนามบินก่อนสามทุ่มป้า เป็นครั้งสุดท้าย ที่ผมจะได้เห็นหน้าเมียเก่า”  

“รีบไปเถอะค่ะ กว่าจะถึง รถน่าจะติดมากด้วย ทางนี้ป้าจะดูหนูหมิวให้ ป้าแจ้งแม่เขาแล้ว พรุ่งนี้แม่ของหมิว น่าจะมาถึงกรุงเทพตอนเที่ยงๆ” ผมพยักหน้าขอบคุณป้า และเดินออกจากห้อง เห็นชิเดินไปเดินมาอย่างคนที่คิดอะไรอยู่ เมื่อเขาเห็นผมจึงกล่าวถาม 

“ไปไหนเฮีย”  

“ฉันว่าจะไปลาเมียเก่า ก่อนเธอบินไปเรียนต่อที่จีนว่ะ” 

ผมสังเกตเห็น จิตใจที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวของชิ เจ้าหมอนี่กำลังหมกมุ่น อยู่กับความคิด ที่จะไปเอาคืน แฟนของหมิวเป็นแน่ แต่เวลานี้ผมต้องรีบ ถ้าจะไปให้ถึงสนามบินเพื่อพบ เธอ... 

ผมขับรถออกจากโรงพยาบาล ด้วยใจที่สับสน และสังเกตเห็นรถ คันหน้าเป็นฮอนด้าซิวิคของเจ้าชิ ไม่ผิดแน่มันกำลังมุ่งไปเอาเรื่อง รถติดเป็นระยะๆ ผมกดดูโทรศัพท์มือถือ 

เวลา ๒๐.๓๗ น. ผมถึงที่หมาย 

ผมส่งข้อความไปให้เธอ... เป็นข้อความอวยพร 

“ขอโทษด้วย ที่ไม่ได้ไปส่ง ติดธุระด่วน โชคดีนะ”  

ผมไม่กล้าลงท้าย ด้วยรักหรือคิดถึง ทั้งที่มันสุมในอก เพราะข้อความนี้ มันขัดแย้งในตัวเอง เมื่อเจ้าของคำพูด ไม่โผล่หน้าไป ถึงแม้ว่านี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้เห็นหน้าคนรักกัน 

ผมนั่งในรถกดส่งข้อความ และเปิดเพลงฟังในรถ หน้าร้าน Tender Bars ที่แฟนหมิว เป็นหุ้นส่วนร้าน นึกย้อนถึงฝันที่ เธอ เรียกหาที่หาดทราย แต่ผมคงต้องทำให้เธอผิดหวังอีกครั้ง มันเป็นความผิดซ้ำซากที่ไม่น่าให้อภัย และผมรู้ว่า ได้แต่อธิบายลำพังคนเดียว  

ผมจำต้องช่วย ชิ ที่กำลังจะจมน้ำ เพราะเจ้าชิหัวดื้อ แม้จะห้ามปรามเพียงใด สุดท้ายมันต้องมาลงเอยที่บาร์นี้ และมันคนเดียวคงจบลงที่เตียงห้องข้างๆ หมิวแน่ 

เธอส่งสติ๊กเกอร์ตอบกลับ เป็นรูปหัวใจแตกร้าวตรงกลาง ผมไม่อาจเข้าใจความรู้สึกจริงๆ ของเธอได้ในตอนนี้ สำหรับเธอ ผมเป็นเพียงผู้สร้างความผิดหวัง และน้ำตาให้เธอเสมอ  

วิทยุเปิดเพลง When I Need You ของ Leo Sayer ผมปรับเร่งเสียง ให้ดังขึ้น 

คิดถึงแต่เธอ... 

รถของชิ จอดเทียบข้างผม ผมดับเครื่องยนต์ ลงจากรถเวลาไล่เลี่ยกับเขา 

“ไม่ไปพลอดรัก ที่สนามบินแล้วเหรอเฮีย”  

“ต้องช่วยลิโป้มันถล่มบาร์นี้ก่อน”  

“เหมือนสมัยก่อนนะเฮีย”  

“ใช่เหมือนเมื่อก่อน”  

ผมกับชิเดินเข้าไปที่บาร์ คล้ายภาพยนตร์โบราณ สองคาวบอยเข้าไป หาเรื่อง บาร์เรือนไม้เก่าๆ ทำตัวเป็นศาลเตี้ย และพร้อมจะฟัดสู้กับใครก็ได้ตอนนี้ 

ในขณะที่โทรศัพท์มือถือวางไว้ภายในรถ สายเข้าหลายครั้ง โดยที่ผม ไม่ทราบเลยไม่รู้เรื่อง ขณะที่เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น อีกเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นเช่นกัน ไฟไหม้ออฟฟิศของผม !! 

โดยด้านหน้ากองเพลิง มีดอกกุหลาบวางที่พื้น และนั่นทำให้ผมตระหนัก 

“ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว