ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

อดีตของไวโอลิน

ชื่อตอน : อดีตของไวโอลิน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.9k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ต.ค. 2559 20:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
อดีตของไวโอลิน
แบบอักษร

ตอนที่ 4

ร้านอาหารญี่ปุ่น ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งมินตานั่งตัวเกร็งรอใครบางคนที่โต๊ะด้านในสุด เธออยู่ไม่นิ่งเมื่อถูกนัดให้ออกมาเจอ จะปฏิเสธก็ไม่ทัน...ผู้ชายคนนี้สืบรู้ทะลุปรุโปร่งว่าเธอกำลังทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เวลาใด

“รอนานมั้ย”

น้ำเสียงเข้มถาม มินตาเด้งจากเก้าอี้ยืนตัวตรง เธอค่อยๆ เงยหน้ามองเขาแล้วส่ายหัว

“นั่งสิ! ทำไมต้องทำท่ากลัวฉันขนาดนั้น ทำเหมือนกับว่าไม่เคยเจอกันมาก่อนงั้นแหละ”

มินตากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ นั่งลงตามที่เขาสั่งช้าๆ อธิปจ้องเพื่อนน้องสาวที่มีท่าทางแปลกๆ

“รู้ใช่มั้ยว่าฉันนัดเธอออกมาทำไม”

“อือ ก็พอรู้”

“งั้นก็ดี! บอกฉันทีว่าไอ้นรกนั่นเป็นใคร แล้วตอนนี้มันไปมุดหัวอยู่ส่วนไหนของโลก”         

 

เวลาเดียวกันอีกด้านหนึ่งในห้างสรรพสินค้า ไวโอลินกำลังเลือกซื้อรองเท้าที่ร้านเจ้าประจำ เธอคุ้นเคยกับที่นี่ดีเพราะพ่อเป็นลูกค้า VIP ของทางห้าง ท่านมักให้กิ๊ฟวอชเชอร์ลูกสาวมาช้อปปิ้งบ่อยๆ แต่ไวโอลินไม่เหมือนผู้หญิงทั่วไป เธอเลือกเอาเวลาไปทำอย่างอื่นมากกว่าการแต่งตัวสวยๆ เดินเลือกซื้อของแบรนด์เนมในห้าง

ไวโอลินเป็นคนหัวไม่ดี ไม่เก่งเรื่องเรียนและตำราวิชาการเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นเรื่องอาหารแล้วล่ะก็ ฝีมือเธอไม่เป็นรองใครแน่ๆ ทุกคนย่อมมีพรสวรรค์เป็นของตนเอง ในเมื่อเธอไม่ได้ถูกสร้างให้เกิดมาเป็นหญิงสาวที่ฉลาดหลักแหลม การทำอาหารที่มีรสชาติเยี่ยมจึงกลายมาเป็นพรสวรรค์ของเธอแทน นอกจากนี้ก็ยังมีงานศิลปะที่ถนัด ผลงานการวาดรูปเสมือนต่างๆ สวยงามราวกับศิลปินเป็นคนวาดเองกับมือ จึงไม่แปลกนักหากเธอจะใช้เวลาว่างไปกับการทำอาหารและวาดรูปอย่างที่ใจรัก

“น้องเทียนไม่เจอกันนานเลยนะคะ หายไปไหนมาเนี่ย”

พนักงานหน้าร้านถามไถ่เพราะคุ้นเคยกันดี ไวโอลินยิ้มให้อีกฝ่าย

“รองเท้าคู่โปรดแย่แล้วค่ะ มีรุ่นอะไรใหม่ๆ มาบ้างมั้ยคะตอนนี้”

ไวโอลินยิ้มแหยให้พี่คนขาย ถ้ารองเท้าไม่พังบรรดาพนักงานที่นี่คงไม่ได้เห็นหน้าเธอแน่นอน

“ตกลงเอาคู่นี้เนอะ มาค่ะเดี๋ยวพี่เอาไปใส่ถุงให้”

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวเทียนใส่กลับบ้านเลย” เธอสวมรองเท้าส้นสูงคู่ใหม่ ก้มตัวใช้มือขยับส้นกับขอบให้พอดี

“ขอบคุณมากค่ะ แล้วเทียนจะมาใหม่นะคะ”

เมื่อเสร็จเรียบร้อยจึงลุกยืนกล่าวลาพนักงาน เธอเดินออกจากร้านรองเท้าไปยังลิฟต์เพื่อเตรียมตัวจะกลับบ้าน และเมื่อถึงหน้าลิฟต์...

“ฉันหวังว่าเธอจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับนะ ที่เหลือฉันจะจัดการเอง”

ไวโอลินเดินมาหยุดยืนใกล้ๆ ผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งข้างๆ หล่อนมีผู้ชายอีกคนกำลังสนทนาพูดคุยกันอยู่

“อือ ฉันรู้ พราวคือเพื่อนที่ฉันรักที่สุดนายไม่ต้องห่วง”

“ขอบใจ”

“ฉันไปก่อนนะ ไม่อยากลงลิฟต์ไปพร้อมกับนาย อึดอัด”

เธอไม่ได้อยากฟังเลยจริงๆ แต่การสนทนาที่แปลกประหลาดนั่นทำให้อดไม่ได้ที่จะแอบเหลือบมอง ไวโอลินเขยิบห่างทั้งคู่เมื่อสิ้นประโยคที่ว่าอึดอัดของฝ่ายหญิง

“อือ ขอบใจเธออีกครั้ง”

เมื่อเสร็จธุระมินตาจึงเดินจากไป ทิ้งช่องว่างไว้ให้อธิปและผู้หญิงแปลกหน้าอีกคน ชายหนุ่มเหลือบมองเจ้าหล่อนเล็กน้อยแล้วหันหน้ากลับ เขารอเวลาลิฟต์มาอย่างเดียว

ไวโอลินใช้หางตามองผู้ชายข้างๆ อยู่บ่อยครั้ง เธอคุ้นหน้าเขาเหลือเกินแต่ไม่กล้าหันไปมองเต็มๆ หากการกระทำของเธอทำให้คนถูกแอบมองสัมผัสได้ เขาเริ่มไม่พอใจแต่พยายามมองข้ามมันไปกระทั่งลิฟต์เปิด ร่างใหญ่เดินนำเข้าไปก่อน ในขณะที่หญิงสาวแปลกหน้ายังคงยืนอยู่ที่เดิม เธอภาวนาให้เขาหันหน้าออกมา...

เหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนเพียงได้เห็นเขาเต็มตา จังหวะการทำงานของหัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก ดวงตาของเธอมองเขาราวกับต้องคำสาปมาแต่ชาติปางก่อน ณ ตอนนี้ไวโอลินแทบยืนไม่อยู่เพียงเพราะได้พบเขาอีกครั้ง...ผู้ชายที่ทำให้หัวใจของเธอมีความเจ็บปวด

“คุณ! จะไปรึเปล่า”

อธิปไม่สบอารมณ์เมื่อเห็นหญิงสาวที่มีใบหน้ากลมๆ ยืนมองเขาตาค้าง ไวโอลินได้สติรีบก้มหน้าหนี เธอส่ายหัวตอบ

“อ้าว! ประหลาด”

เขาส่ายหัวแล้วกดปิดลิฟต์โดยไม่สนใจหล่อน เมื่อลิฟต์เคลื่อนตัวลงไปยังชั้นล่างไวโอลินจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา เธอเจ็บปวดที่ขั้วหัวใจเมื่อเขาจำกันไม่ได้ อธิปไม่เคยเห็นเธออยู่ในสายตาเลยจริงๆ

8 ปีก่อนหน้านี้

ที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง บริเวณโต๊ะม้าหินอ่อนใต้ร่มไม้ใหญ่ นางสาวไวโอลิน อัศวไพศาลกำลังคร่ำเคร่งกับการฝึกทำแบบฝึกหัดวิชาคณิตศาสตร์ เธอพยายามแล้วพยายามอีกที่จะแก้โจทย์ง่ายๆ ให้ได้ด้วยตัวเอง หากทำเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล เธอทำไม่ได้เลยสักข้อ...ให้ตายเถอะ!

“เทียนยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ” เพื่อนที่ผ่านมาถามตามประสา

“ยังจ้ะ รถที่บ้านยังไม่มารับ”

“งั้นเรากลับก่อนนะ”

“อือ แล้วเจอกันจ้ะ”

ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอตอบเพื่อนด้วยประโยคนี้ซ้ำไปซ้ำมากี่ครั้งแล้ว แต่ที่แน่ๆ การอยู่เย็นทุกวันไม่ใช่เพราะรถที่บ้านมาช้าแต่อย่างใด ไวโอลินมีเป้าหมายบางอย่างต่างหาก

“เฮ้ย! แล้วเจอกันเว้ย เดี๋ยวพรุ่งนี้จะเอาให้จอดไปเลย โรงเรียนไหนก็สู้กูไม่ได้แน่ๆ”

ไวโอลินยืดตัวตรงเมื่อได้ยินเสียงผู้ชายบางคนแว่วเข้าหู เธอเก็บหนังสือใส่กระเป๋าลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว

“เฮ้ยๆ ไอ้ภาคยัยนั่นอีกแล้ว”

อธิปมองตามสายตาเพื่อนไปยังผู้หญิงคนหนึ่ง เขาไม่รู้จักเธอ และไม่เคยคุยกัน แต่ที่รู้ๆ ตกเย็นหลังจากเลิกซ้อมแบตมินตันเขาจะเห็นเธออยู่ที่โต๊ะตรงนี้ประจำ และเธอก็ชอบทำอะไรซ้ำๆ เมื่อเห็นเขาและกลุ่มเพื่อนเดินมา

“ยัยนี่ใครวะ ทำไมอยู่ที่โรงเรียนเกือบค่ำทุกวันเลย”

“มึงไม่รู้จักเหรอ ยัยนี่ชื่อไวโอลินห้องบ๊วยไง”

“ไม่รู้จักอะ ไม่เคยได้ยินชื่อด้วย ผู้หญิงอะไรชื่อหรูซะไม่มี”

อธิปดูไม่ยี่หระในประวัติไวโอลิน เขาเดินจากไปพร้อมเพื่อนคนอื่นๆ ในกลุ่ม...และนี่ก็เป็นอีกวันที่ไวโอลินมีความสุขที่สุด

 

ตกเย็นวันต่อมาเวลาหกโมงครึ่ง ไวโอลินรอแล้วรอเล่าว่าเขาจะเดินออกมาจากโรงยิมตอนไหน  หากเพียรรอเท่าไหร่เขาก็ไม่ออกมา เอ...หรือว่าจะกลับบ้านไปแล้ว คนคิดไปไกลส่ายหัว เก็บหนังสือใส่กระเป๋าแล้วตัดสินใจเดินไปที่โรงยิม

ร่างระหงหยุดยืนด้านหน้า กำกระเป๋านักเรียนที่อยู่ในมือด้วยความลังเลใจ ที่ทำอยู่ทุกวันนี้คือความสุข เธอแอบรักอธิปมาตั้งแต่เราเข้าเรียนชั้นมัธยมต้น แต่ด้วยความที่หัวสมองของเขาและเธอต่างกันลิบลับ ผู้ชายที่เธอหลงรักได้อยู่ห้องเด็กที่เรียนเก่งที่สุดส่วนเธอ...ไม่ต้องพูดถึง ห้องไหนที่แย่ที่สุดห้องนั้นคือที่อยู่สำหรับคนโง่อย่างเธอ

“นี่เธอ! โรคจิตรึเปล่า”

เสียงใครบางคนดังจากด้านหลังทำคนชะเง้อคอมองเข้าไปในโรงยิมตัวแข็ง เธออึกอักหลับตาปี๋แต่ไม่หันไปเผชิญหน้า

“มาแอบดูฉันใช่มั้ย เดินมาคุยกันหน่อยสิ”

เขาหันหลังเดินนำไปอีกทาง ทิ้งคนถูกจับได้ให้ยืนเซ่อใบหน้าหมอง ขาทั้งสองข้างขยับไม่ไหวเมื่อถูกคำพูดที่ตรงแสนตรงของอธิปยิงเข้ามาจังๆ

“ฉันบอกให้เดินมาไง จะยืนบื้ออีกนานมั้ย!

เมื่อหล่อนไม่ทำตามเขาจึงย้อนกลับมาเตือน เสียงดังที่ตะคอกใส่ทำหญิงสาวผวา เธอเดินตามเขาไปโดยไม่ปริปากถามสักคำ และเมื่อมาถึงบริเวณโต๊ะม้าหินอ่อนที่เดิม...

อธิปเอาแต่จ้องไวโอลินที่ยืนก้มหน้าด้วยสายตาเหยียดหยัน การกระทำของหล่อนเข้าข่ายโรคจิต เธอเหมือนพวกแฟนคลับที่บ้าศิลปินไม่มีผิด

“ที่อยู่เกือบมืดค่ำทุกวันนี่ตามฉันเหรอ”

“ฉันไม่ได้ตาม”

“แล้วไปยืนเจ๋อชะเง้อคอหน้าโรงยิมทำไม? อย่าคิดว่าฉันไม่รู้”

คนทำผิดพูดอะไรไม่ออก มือสั่นหน้าซีดเมื่อถูกตะคอกใส่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากไวโอลินเป็นผู้หญิงอดทน เธอไม่เสียน้ำตาให้กับเรื่องแค่นี้

“คือ...ฉัน ฉันอยากให้เธอช่วยติวคณิตให้หน่อยน่ะ”

“ฉันไม่ใช่ครู! ได้ข่าวว่าโง่มากนี่ ไปให้คนอื่นสอนดีกว่า ฉันไม่ชอบสอนคนโง่... ตรงๆ ก็คือไม่อยากจะคลุกคลีกับคนห้องบ๊วย”

คำพูดดูถูกถากถางทำไวโอลินสะอึก เธอหายใจไม่ออกเมื่อเขาใช้สายตามองเหยียดเหมือนเธอเป็นตัวเชื้อโรคก็ไม่ปาน ไวโอลินมองอธิปตาค้าง จะฉลาดหรือโง่แต่เธอก็เป็นคนเหมือนกันกับเขา ทำไมคนหัวดีอย่างเขาต้องมาดูถูกเธอด้วย

“ฉันขอโทษ ต่อไปจะไม่ตามเธออีก”

“ยอมรับแล้วสินะว่าตามฉัน นี่ยัยโง่! ทุกวันนี้มีคนชอบฉันมากมายจนนับไม่ถ้วน และถ้าฉันต้องเลือกใครซักคนมาควงจริงๆ ละก็ คนๆ นั้นจะไม่มีวันเป็นเธอ ผู้หญิงที่จะมาเป็นคู่ชีวิตฉันต้องดูดีทุกด้านไม่ใช่คนที่ดูไม่มีสง่าราศีเหมือนเธอ และที่สำคัญนะ เธอคนนั้นต้องฉลาด ไม่ได้โง่ดักดานแบบนี้ จำเอาไว้!

ลูกคุณวสันต์เดินคอตกเข้าบ้าน นึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นทีไรหัวใจเธอก็ปวดร้าวทุกครั้งไป อธิปเกลียดขี้หน้าเธอมาก ในสายตาเขาเธอก็คงไม่ต่างอะไรกับเชื้อแบคทีเรียน่ารังเกียจ น่าขยะแขยง หลังจากเรียนจบก็ไม่ได้พบหน้าเขาอีกเลย มารู้ข่าวจากเพื่อนๆ อีกทีเขาก็บินไกลไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษเสียแล้ว

ไวโอลินหน้าซีดเดินเข้าห้องนอน เปิดตู้เก็บของแล้วหยิบบางอย่างออกมา ในมือคือหีบสมบัติซึ่งมารดาให้ไว้เพื่อเก็บทุกอย่างที่สำคัญในชีวิต

“หนูคิดถึงแม่ค่ะ”

เสียงสั่นเครือเปล่งออกมาเมื่อเปิดฝาหีบแล้วพบรูปแม่ สิ่งนี้จะย้ำเตือนให้ไวโอลินเข้มแข็งเสมอ เธอไม่เคยร้องไห้ต่อหน้าใครอีกเลยตั้งแต่แม่ก้าวพ้นเขตบ้าน จำได้ว่าทุกคนในห้องเรียนกล่าวหาว่าเธอเป็นคนเย็นชา แต่ใครจะรู้บ้างหนอว่าลับหลังทุกคนนั้นเธอมีสภาพจิตใจสมบูรณ์รึเปล่า คำว่าโง่ ซื่อบื้อ ไม่มีสมอง และอีกมากมายที่ทุกคนต่างกล่าวหามันเจ็บและทรมานจริงๆ และยิ่งทวีคูณความรุนแรงหลายพันเท่าเมื่อคำพูดเหล่านี้เปล่งออกมาจากผู้ชายที่เธอแอบรัก...อธิป ภัทรกาญจน์

มือเรียวหยิบแผ่นกระดาษร้อยปอนด์ออกมาจากหีบ ในกระดาษคือผลงานภาพเขียน ผู้ชายคนหนึ่งในชุดนักเรียนยิ้มสดใสมีความสุข คิ้วเข้มของเขาคือเอกลักษณ์ประจำตัว ลักยิ้มที่ชวนหลงใหลทำให้ใครได้เห็นเป็นอันต้องตกหลุมรัก ไวโอลินได้แต่มองดูอธิปผ่านภาพที่เธอวาดเท่านั้น เพราะในชีวิตจริงแม้แต่จะใช้อากาศร่วมกันยังไม่มีสิทธิ์ สำหรับเขาแล้วเธอไม่มีค่าราคาใดๆ ผู้หญิงคนนี้ก็แค่ยัยโง่ที่เขารังเกียจและสะอิดสะเอียน

“แค่นี้ก็พอแล้ว ฉันขอรักเธอฝ่ายเดียว”

 

คฤหาสน์อังคะสุริยะ...ประมุขของบ้านและภรรยากำลังนั่งถอนหายใจแข่งกัน ทั้งสองกลัดกลุ้มเกินกว่าจะกระดิกตัวไปไหนเมื่อลูกชายคนเดียวรั้นจะกลับบ้าน นี่ก็ผ่านมาหนึ่งปีแล้วหลังจากคลิปนรกหลุดออกมา หากที่นี่คือประเทศไทย หลายคนต้องจำได้และเล็งเอาไว้แน่นอนว่าผู้ชายในนั้นคือลูกชายคนเดียวของตระกูลอังคะสุริยะ

“เฮ้อออ! ฉันจะทำยังไงดีนะคุณ ทำไมตาท็อปถึงดื้อด้านขนาดนี้”

“ถ้ามันอยากกลับก็ให้มันกลับ” ภรรยาหน้าตื่น มองสามีตาค้าง

“ไม่ได้นะ! คุณก็รู้ว่าคนไทยลืมยาก ถ้าเจ้าท็อปกลับมามีหวังลูกได้ถูกตั้งข้อครหาแน่ๆ”

“ทำไงได้ล่ะคุณ ในเมื่อมันทำจริง!” สามีเดินหนีไปอีกทาง

“เอ๊ะ! คุณนี่ยังไงนะ มันไม่ใช่แค่ลูกที่จะเสียหาย แต่มันรวมไปถึงตระกูลเราทั้งสองฝ่าย และไหนจะยังธุรกิจของเราอีก เห็นมั้ยล่ะว่าผลเสียมันมากมายขนาดไหน”

“ฮึ! ให้มันกลับมาซะ ถ้าลูกมาถึงที่นี่เมื่อไหร่ บ้านเราจะมีงานมงคลทันที”

ภรรยามองแผ่นหลังสามีแล้วยืนอึ้ง นางตาวาวตกอกตกใจกับประโยคที่คู่ชีวิตเปล่งออกมา ไม่จริง! อาจจะฟังผิดไป

“คุณว่าอะไรนะ ฉัน...ฉันฟังผิดไปรึเปล่า ตอนนี้ฝ่ายนั้นก็เป็นคนบ้าสติสตางค์ไม่ดี ฉันไม่ยอมมีลูกสะใภ้เป็นคนบ้าหรอกนะ จะบอกให้!

“ไม่! คุณเข้าใจถูกแล้ว ให้เจ้าท็อปกลับมาซะ ผมจะจัดงานแต่งงานให้ลูกทันทีที่มาถึง และก็จำไว้ด้วยนะบ้านนี้ผมเป็นใหญ่ เลิกให้ท้ายลูกสักที มันเสียผู้เสียคนหมดแล้ว”

 

น้ำเสียงเด็ดขาดทำเอาภรรยาหน้าหงอย สามีโกรธเพียงใดทำไมจะไม่รู้ ที่ทำได้ก็แค่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดการ นางจะบอกลูกชายว่าอย่างไรดี?

 

 

สนใจดาวน์โหลดนิยายเข้าไปได้ที่  https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiMzYxMTg5IjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO3M6NToiNDgwODYiO30

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว