ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

มันไม่จริง...ใช่ไหม

ชื่อตอน : มันไม่จริง...ใช่ไหม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 60

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 เม.ย. 2565 20:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
มันไม่จริง...ใช่ไหม
แบบอักษร

ในเช้าที่อากาศแสนจะสดใส ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาเพื่อพบกับความจริงบางอย่าง

 

บางอย่าง...ที่ได้เปลี่ยนไปแล้ว

 

ก๊อกๆ

 

เสียงเคาะประตูที่อยู่ๆ ก็ดังขึ้นมาก็คือคำตอบ หลังจากที่ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จผมก็เดินออกมาจากห้องนอน

 

“เจ้าตื่นสายนะ” ทันทีที่เปิดประตูผมก็ได้พบกับใบหน้าของคนที่ไม่ได้อยากจะแยกจากกันเมื่อคืน วิคเตอร์ที่อยู่ในเสื้อฮู้ดสีดำกำลังยืนส่งยิ้มมาให้ มันเป็นภาพที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้เจอกับตัวเองมาก่อน

 

“รอนานรึเปล่า” ผมเอ่ยถามหลังจากที่ปิดประตูแล้ว

 

“ข้าไม่ได้เพิ่งจะเคยรอเจ้า” วิคเตอร์ไม่ยอมตอบคำถามของผมตามเคย

 

“เราจะไปไหนกันเหรอ” ผมที่เริ่มสงสัยหันไปถามคนข้างๆ

 

“ทุกที่” คิ้วของผมขมวดเข้าหากัน คำตอบอะไรของนายเนี้ยวิคเตอร์

 

“ทุกๆ ที่ที่เจ้าอยากจะไป” พออีกฝ่ายอธิบายผมถึงเข้าใจ วิคเตอร์กลายเป็นคนพูดไม่รู้เรื่องไปตั้งแต่เมื่อไรกันนะ

 

แสงแดดที่กำลังแยงตาทำให้ผมต้องคอยเดินหลบไปตามเงาของต้นไม้ วิคเตอร์คงจะสังเกตเห็นถึงได้บอกให้ผมยืนรอที่ใต้ร่มไม้ก่อน

 

“หายไปไหนละเนี้ย คงไม่ได้คิดจะทิ้งผมไว้ใช่ไหม” ผมเริ่มจะหวั่นใจเพราะถึงแม้ว่าที่ตรงนี้มันจะเป็นทางที่ใช้เดินกลับบ้านของตัวเองก็ตาม แต่พอต้องมายืนโง่ๆ อยู่คนเดียวมันก็น่ากลัวไม่ใช่น้อยๆ เลย

 

“คิดถึงข้าไหม”

 

“เห้ย!” ผมสะดุ้งตกใจที่อยู่ๆ วิคเตอร์ก็โผล่หน้ามาจากด้านหลังแบบไม่ให้สุ้มให้เสียง ถ้าเป็นเมื่อก่อนวิคเตอร์คงจะโดนผมด่าจนหูชาไปแล้ว

 

“วิคเตอร์หายไปไหนมา” ผมรีบเอ่ยถามก่อนจะต้องตกใจรอบสองเมื่อวิคเตอร์หยิบของที่แอบซ่อนไว้ข้างหลังออกมา

 

“ร่ม?”

 

“ข้าไม่อยากให้เจ้าร้อน” ผมเผลอยิ้มเพราะความห่วงใยที่วิคเตอร์มอบให้มันเป็นเรื่องที่ผมยังตั้งรับเอาไว้ไม่ทัน

 

เมื่อลองเงยหน้าขึ้นมองก้อนเมฆบนท้องฟ้าก็เรียงกันสวยงามราวกับภาพวาดที่ติดอยู่บนฝาผนังในโบสถ์ ทุกๆ ก้าวย่างของผมหลังจากที่มีร่มคันเล็กๆ ของวิคเตอร์ก็ไม่มีแสงแดดส่องเข้ามาทำร้ายผิวขาวๆ ได้อีกเลย

 

“ขอบคุณนะ” ผมพูดว่าขอบคุณและหันไปยิ้มให้วิคเตอร์ ลืมอวดว่าวันนี้ผมเองก็แต่งตัวด้วยเสื้อกันหนาวแขนยาวสีดำตัวที่ทอขึ้นมาจากผ้าที่บางๆ ถึงจะมีฮู้ดแต่ก็ใส่สบายไม่ได้รู้สึกร้อน

 

มันเป็นเสื้อตัวใหม่ที่วิคเตอร์แอบซื้อให้ตั้งแต่เมื่อวานแต่ฝากนาซาระถือกลับบ้าน เมื่อคืนวิคเตอร์บอกผมว่าวันนี้จะตามใจผมทุกอย่าง พอได้ยินอย่างนั้นผมแทบจะนอนไม่หลับเลย

 

“วิค ผมหิวแล้ว” ผมแอบลองเรียกวิคเตอร์ว่า วิค สั้นๆ แทน ดูเหมือนวิคเตอร์จะไม่ได้ว่าอะไร งั้นหลังจากนี้ผมจะขอเรียกนายแค่ วิค แทนละกันนะ

 

“อยากจะกินอะไร ก็สั่งได้ตามใจ” ผมยิ้มแก้มแทบแตกเมื่อได้ยินวิคเตอร์อนุญาตให้เลือกสั่งอะไรก็ได้จากเมนูอาหาร

 

ร้านที่ดูเรียบหรูแต่ราคาอาหารกลับไม่แพงเลย ผมนั่งตั้งหน้าตั้งตาเลือกของกินที่ตัวเองชอบ ถึงแม้จะสั่งไปตั้งหลายอย่างวิคเตอร์ก็ไม่ได้บ่นอะไร

 

“เจ้าสั่งมาเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้านเหรอ?” วิคเตอร์ถามทั้งๆ ที่เหมือนจะรู้ดีอยู่แล้วว่าผมไม่ได้สั่งอาหารแค่ที่ตัวเองอยากจะกิน

 

แน่นอนว่าทุกๆ ครั้งที่ผมได้ออกมากินข้าวนอกบ้านกับวิคเตอร์ คนที่ต้องคอยดูว่าอะไรน่ากินและเลือกมันให้วิคเตอร์ก็คือผมนั่นเอง

 

พอคิดว่าคงจะกำลังโดนวิคเตอร์แกล้งแน่ๆ ผมก็ทำหน้ามุ่ยทันที

 

หลังมื้ออาหารที่แทบจะไม่ได้เคี้ยวก่อนกลืนสักเท่าไรวิคเตอร์ก็ชวนผมไปเดินเล่นที่ตลาดในเมืองต่อ มันบังเอิญมากๆ ที่ในเมืองเหมือนกำลังจะมีงานอะไรสักอย่าง

 

ผมยืนมองโคมไฟถูกห้อยระโยงระยางไปตามทางเดินแล้วอมยิ้ม มันอาจจะไม่ได้ดูคล้ายกับงานที่เซโร่เคยพาผมไปดูมาเมื่อหลายวันก่อน แต่ก็ดูสวยงามไม่แพ้กัน

 

“ชอบไหม?” วิคเตอร์ก้มตัวลงมากระซิบถาม

 

“ชอบ” ผมตอบออกไปอย่างเผลอตัว

 

“หมายถึงข้าใช่ไหม”

 

“ช่ายยยอุ๊ป!” ผมรีบเอามือมาตะครุบปากตัวเอง พอหันไปมองก็เจอแต่ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของวิคเตอร์ นี่นายกลายเป็นแวมไพร์จอมเจ้าเล่ห์ไปตั้งแต่เมื่อไรกันนะ ผมเริ่มจะตามไม่ทันอีกแล้ว

 

“เทศกาลเนบุตะ มันอาจจะเสียงดังหน่อยถ้าอยู่ดึกกว่านี้คงได้ดูดอกไม้ไฟด้วย” ผมพยักหน้าเข้าใจ

 

“เดินเล่นสักหน่อย เดี๋ยวข้าจะพาเจ้าไปที่ที่หนึ่ง” วิคเตอร์ไม่รอให้ผมปฏิเสธ เจ้าของใบหน้าที่ขาวซีดไร้สีสันใดเต็มแต่งกำลังพาผมเดินไปยังที่ต่างๆ

 

ไม่รู้ว่าเพราะวิคเตอร์เดินเร็วหรือว่าผมขาสั้นกันแน่ถึงได้รู้เหนื่อยเร็วขนาดนี้

 

“พักก่อนได้ไหม” ผมดึงมือตัวเองที่ถูกวิคเตอร์จับเอาไว้เบาๆ วิคเตอร์ที่ตอนแรกหันมาทำหน้าไม่เข้าใจก็ยิ้มมุมปากเมื่อเห็นผมเอามือปาดเหงื่อที่ไหลออกมาท่วมตัว

 

“รอข้าอยู่ตรงนี้ อย่าซนนะเข้าใจไหม”

 

“อืม” ผมขานรับก่อนจะพยายามมองหาที่นั่ง แต่ไม่ทันจะได้เดินไปไหนก็โดนใครสักคนชนเข้าอย่างจัง

 

ทุบ!

 

“อ..โอ๊ย” ผมร้องขึ้นมาหลังจากที่ล้มก้นกระแทกพื้น ยังไม่ทันจะได้เงยหน้าขึ้นมองด้วยซ้ำว่าตัวเองถูกอะไรวิ่งชนตัวของผมก็ถูกใครบางคนดึงให้ลุกขึ้นก่อนแล้ว

 

“เป็นอะไรไหม?” เจ้าของคำถามก็คือเซโร่ซึ่งไม่น่าจะใช่คนที่ผมเพิ่งจะชนแล้วล้ม แต่พอลองมองดูดีๆ เงาสูงๆ ที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็ทำให้ผมขมวดคิ้วสงสัย

 

“ค..คุณยักษ์สุดหล่อ” ผมร้องออกมาหลังจากที่จำได้ว่าเคยเจอหน้าเจ้าของเงาสูงที่ไหนมาก่อน

 

“ห้ามชมว่ายักษ์ของข้าหล่อ” เซโร่ว่าก่อนจะกอดแขนข้างหนึ่งของคุณยักษ์ที่ผมไม่รู้จักชื่อ ถึงจะเคยเจอกันมาก่อนแต่เพราะคุณยักษ์ไม่ยอมพูดอะไรผมเลยไม่รู้ว่าเขาชื่ออะไร

 

“ยักษ์ของเซโร่?” ผมพูดทวนประโยคที่เพิ่งจะได้ยินก่อนจะตัวปลิวเข้าหาหน้าอกของใครบางคนแบบไม่ทันได้ตั้งตัว

 

“วิ้ง เจ้าเป็นอะไรไหม?” วิคเตอร์ที่เหมือนจะหายไปจากสายตาของผมอยู่ดีๆ ก็โผล่เข้ามาและยืนกอดผมเอาไว้แน่นจนเกือบจะหายใจไม่ออก

 

“ไม่เป็นไรๆ” ผมว่าพลางเอามือตบลงไปบนแผ่นหลังของวิคเตอร์ ใบหน้าที่ดูกังวลทำให้ผมพลอยรู้สึกผิด

 

ผมจะตั้งใจหันไปถามเซโร่ว่าร่างกายเป็นยังไงบ้างแต่ดูเหมือนว่าจะสายเกินไปแล้วเมื่อตอนนี้กลายเป็นว่าเห็นแค่เพียงแผ่นหลังของคุณยักษ์ตัวโตๆ เท่านั้น

 

“หายดีแล้ว” วิคเตอร์ว่าก่อนจะปล่อยมือที่เอวและเปลี่ยนมากุมมือของผมเอาไว้แทน

ไม่รู้ว่าเวลามันเดินเร็วหรือเพราะว่าผมได้อยู่กับคนที่ตัวเองรู้สึกดีมากกันแน่ เผลอแปบเดียวดวงอาทิตย์ก็ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว

 

ประกายของดวงดาวขยับขึ้นมาแทนที่ แสงสว่างเล็กๆ ที่เหมือนถูกใครเอาพู่กันหยดลงไปบนผ้าสีดำมืดเกิดเป็นภาพวาดที่อธิบายไม่ถูกว่ามันคือตัวอะไร

 

“วินเทอร์ ข้ามีอะไรจะบอก” ในระหว่างทางเดินกลับบ้านอยู่ๆ วิคเตอร์ก็พูดขึ้นมาก่อนจะหยุดเดิน ถึงผมจะไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไรแต่ใบหน้าที่ดูเปลี่ยนไปของวิคเตอร์ก็เริ่มทำให้ผมรู้สึกกลัว

 

คงไม่ใช่ว่าวิคเตอร์จะบอกผมว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันเป็นแค่การล้อเล่นหรอกใช่ไหม ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ใจของผมคงจะสลาย

 

“เรื่องอะไรเหรอ?” ผมพยายามเอ่ยถามให้เสียงมันไม่สั่น เพราะผมปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่ากำลังรู้สึกกลัวมากแค่

 

“คือว่า....”

 

พรึ่บๆ

 

ยังไม่ทันที่วิคเตอร์จะได้เอ่ยปากพูดอะไรเสียงตีปีกของอีกาปริศนาก็ดังขึ้นมา พอหันไปมองก็พบเพียงใครสักคนหนึ่งที่ผมไม่รู้จัก

 

“ไงเจ้าหนูน้อย ไม่คิดเลย ไม่คิดจริงๆ ว่าที่ซ่อนของลูกชายสุดที่รักจะเป็นอะไรที่ใกล้ตัวขนาดนี้” มีชายคนหนึ่งที่ปกปิดใบหน้าเอาไว้ด้วยการสวมหน้ากากอีกาก้าวออกมาจากมุมมืดๆ

 

เขากำลังเดินเข้ามาใกล้ๆ แต่แล้วจู่ๆ ตัวของผมก็เหมือนลอยอยู่ในอากาศ วิคเตอร์อุ้มและพากระโดดก่อนจะออกวิ่งให้ห่างจากชายคนนั้นได้หลายสิบเมตร

 

แต่เพียงแค่กะพริบตาใบหน้าของชายที่สวมหน้ากากอีกาเอาไว้ก็ไล่ตามมาจนเกือบจะยื่นมือเข้ามาสัมผัสกับผิวขาวๆ ของผมได้แล้ว

 

ผมได้ยินเสียงวิคเตอร์กัดฟันดังกรอดๆ อยู่ข้างหู มันน่ากลัวจนผมไม่กล้าที่จะถามอะไร ดูเหมือนวิคเตอร์จะพยายามเพิ่มความเร็วขึ้นทำให้ผมต้องคอยหลับตาเอาไว้

 

หลังจากที่วิคเตอร์หยุดวิ่งและวางผมลง รอบๆ ตัวก็ไม่มีใครแล้ว ผมยิ้มออกมาและกำลังจะถามวิคเตอร์ว่ามันเกิดอะไรขึ้น

 

“เจ้าเชื่อใจข้าไหม” มันเป็นคำถามที่ผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพยักหน้าให้ แล้วผมก็ได้เห็นวิคเตอร์ที่ดูเปลี่ยนไปจากเดิม ดวงตาสีฟ้าสดใสกลายเป็นสีแดงฉานดูน่ากลัว เล็บมือที่ดูสะอาดและตัดสั้นเป็นระเบียบเริ่มยาวและแหลมออกมาเรื่อยๆ มันดูคมพอๆ กับเขี้ยวที่อยู่ในปาก

 

“วิค...” ผมสัมผัสได้ถึงอันตราย ตอนนี้วิคเตอร์ตรงหน้าไม่ใช่คนๆ เดิมที่ตัวเองเคยรู้จักอีกแล้ว

 

“ขอให้ทันเวลา” แล้วเจ้าค้างคาวตัวน้อยๆ ก็ถูกปล่อยออกมาจากอุ้มมือของวิคเตอร์ มันบินเร็วมากจนผมมองตามไม่ทัน

 

วิคเตอร์ดึงผมให้มาหลบข้างหลัง ที่ลานดินกว้างๆ มองไปเห็นแต่ความมืดและได้ยินเพียงแต่เสียงลมหายใจของผมกับวิคเตอร์เท่านั้น

 

“ค..ใครเหรอวิค” ผมดึงแขนเสื้อเบาๆ ก่อนค่อยเอ่ยถามวิคเตอร์ที่ยังเอาแต่หันมองรอบตัวด้วยท่าทีที่เรียกได้ว่าพร้อมออกกำลังกายรอบดึก วิคเตอร์ไม่ตอบยกมือขึ้นมาลูบหัวผมเบาๆ แล้วก็หันกลับไปทางเดิม

 

“พวกมันคือคนที่ฆ่าพ่อกับแม่เจ้าเมื่อ20ปีก่อน” แล้วคำตอบของวิคเตอร์ก็ทำให้คนฟังอย่างผมยืนนิ่ง

 

“ฆ่า...เหรอ? วิคพูดเล่นใช่ไหม ก็เมื่อหลายวันก่อนพ่อกับแม่ยังส่งของ ส่งจดหมายมาให้ผมอยู่เลย จะบอกว่าเขาฆ่าพ่อกับแม่ของผมไปเมื่อ20ปีก่อนได้ยังไง” ผมสับสนและหวาดกลัวกับคำตอบวิคเตอร์ พ่อกับแม่จะตายไปแล้วตั้ง20ปีได้ยังไง ในเมื่อก่อนที่จะหายออกไปจากบ้านตอนผมอายุ19 พ่อยังสอนผมยิงธนูอยู่เลย เรื่องมันเพิ่งจะผ่านมาไม่นานนี้เอง

 

มันยังไม่ถึง3ปีด้วยซ้ำ

 

ผมพยายามหาข้อแก้ต่างให้ตัวเองรู้สึกสบายใจ ทั้งๆ ที่ผมเองก็เหมือนจะทำใจเอาไว้แล้วว่ามันอาจจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น

 

แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นแบบนี้ พ่อกับแม่จะตายไปแล้วตั้ง20ปีได้ยังไง ก็ในเมื่อพวกท่านยังส่งจดหมายมาเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังผมอยู่ตลอด

 

“ข้าขอโทษ...ทั้งเรื่องจดหมายและก็ของที่อยู่ในกล่อง” แล้วประโยคสุดท้ายที่วิคเตอร์พูดออกมามันก็ทำให้ผมแทบจะล้มทั้งยืน หลังจากที่วิคเตอร์เอานิ้วจิ้มลงบนหน้าผากภาพความทรงจำมากมายก็หลั่งไหลเข้ามา

 

หมายความว่าที่ผ่านมาทั้งจดหมาย เสื้อผ้าและข้าวของรวมทั้งเหรียญทองในกล่องพัสดุที่วิคเตอร์เอามาส่งให้มันคือเรื่องโกหกใช่ไหม ผมที่ใช้ชีวิตอยู่กับความหวังลมๆ แร้งๆ เฝ้ารอว่าสักวันหนึ่งพ่อกับแม่จะกลับมาหาถูกวิคเตอ์หลอกมาตลอดเลยเหรอ

 

“ทำไมไม่บอกผมให้เร็วกว่านี้” ผมว่าก่อนจะปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอาบแก้มทั้งสองข้าง เสียงสะอื้นที่กั้นเอาไว้ไม่อยู่คงไม่ได้ทำให้วิคเตอร์รู้สึกผิดเลยสักนิดใช่ไหม

 

ผมได้แต่นั่งมองแผ่นหลังของวิคเตอร์ ร้องไห้และกอดตัวเองเอาไว้

 

“หาว~นี่มันก็ดึกมากแล้วนะเจ้าแวมไพร์รูปหล่อ ข้าว่าน่าจะได้เวลาส่งตัวเด็กน้อยผู้มีพลังแห่งการรักษาเข้านอนได้แล้ว” ความมืดไม่สามารถกลืนกินร่างกายที่ผอมเบาราวกับจะแตกหักได้ตลอดเวลาของผู้มาใหม่

 

ตอนนี้ไม่เพียงแต่ชายที่สวมหน้ากากอีกาเท่านั้นที่วิคเตอร์ต้องคอยระวัง แต่กลับมีผู้หญิงคนที่สวมหน้ากากยักษ์สีแดงเพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่งด้วย

 

ตราสัญลักษณ์ที่เหมือนถูกเย็บติดเอาไว้บนผิวขาวๆ ที่โผล่พ้นออกมาจากเสื้อผ้าทำให้ผมมั่นใจว่าไม่ได้จำผิดไป

คนขององค์กรนักล่า...

 

“เล่าองค์กรนักล่าที่ใครๆ ก็กล่าวชื่นชม จะมีสักกี่คนที่รู้ความจริงว่าข้างในมันเน่าเหม็นสักแค่ไหน” ผมรีบหันไปมองเมื่อได้ยินเสียงของวิคเตอร์

 

ใบหน้าที่ดูโกรธสุดๆ ทำให้ผมต้องรีบตั้งสติ มันคงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ๆ ถ้าผมจะยังนั่งอ่อนแออยู่แบบนี้ ผมจะไม่ยอมเป็นตัวถ่วงใครเด็ดขาด

ผมจะสู้!

หลังจากที่ตั้งสติได้ผมก็พยายามคิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อ2ปีก่อน ในวันที่พ่อและแม่กำลังจะทิ้งผมไป มีอะไรสักอย่างที่ดูผมเผลอลืมมันไป อะไรสักอย่างที่ไม่ปกติ

 

#2ปีก่อน

 

“วินเทอร์ มานี้สิ” ชายร่างสูงผู้ได้ชื่อว่าพ่อเอ่ยเรียกลูกชายเพียงคนเดียวของตนให้เดินเข้ามาหา พ่อยิ้มก่อนจะเอื้อมมือไปปลดสร้อยที่คอออกมาแล้วยื่นมันให้ผมที่ยังทำหน้าไม่สงสัย

 

“พ่อให้ ต้องใส่เอาไว้ตลอดเวลานะ พยายามอย่าออกไปไหนมาไหนคนเดียวละ” ยิ่งพ่อบอกให้ใส่เอาไว้ผมยิ่งรู้สึกสงสัย

"สร้อยเส้นนี้พ่อรักมันมากไม่ใช่เหรอครับ"ผมจำได้ว่าพ่อรักสร้อยเส้นนี้มาก มันเป็นของขวัญชิ้นเดียวที่พ่อได้รับมาจากคุณปู่ที่เสียไปแล้ว

หลังจากที่ผมรับสร้อยมา พ่อก็มีสีหน้าที่เป็นกังวลมากกว่าเดิม

"ลูกจะปลอดภัยเมื่อใส่มันเอาไว้ อย่าถอดมันออกเด็ดขาด เข้าใจไหม"พ่อยังคงย้ำเรื่องที่ผมต้องใส่สร้อยเส้นนี้เอาไว้ ผมพยักหน้ารับและโผเข้ากอดพ่อทันที

“รอบนี้จะไปนานเลยเหรอครับ” ผมนั่งลงและกอดแขนพ่อเอาไว้แน่น ถึงแม้จะไม่รู้ว่าพ่อกำลังจะทำอะไรหรือเดินทางไปที่ไหน แต่ความรู้สึกโหว่งๆ ในอกมันก็ทำให้ผมเลือกที่จะกอดร่างกายที่ยังอุ่นๆอยู่ของพ่อเอาไว้แน่นๆ

 

“ได้เวลาแล้ว” ผมหันไปมองแม่ที่เดินออกมาจากห้องนอนพร้อมกับกระเป๋าใบใหญ่ ผมไม่รู้ว่าข้างในนั้นใส่อะไรเอาไว้บ้างเพราะแม่ไม่ยอมให้ผมเข้าช่วยตอนเก็บกระเป๋า

 

“แม่ครับ” ผมรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งเข้าไปกอดแม่บ้างแต่พอโดนแม่กอดตอบผมก็ยืนร้องไห้งอแงเป็นเด็กน้อยจนแม่ต้องยืนปลอบอยู่พักใหญ่

 

“เดี๋ยวพ่อกับแม่จะซื้อขนมมาฝากนะลูก ดูแลตัวเอง และก็อย่าดื้อกับคุณเจ้าของบ้านล่ะ” นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่ผมได้ยินจากพ่อและแม่ ก่อนที่พวกท่านจะหันหลังให้และเดินจากไป รอยยิ้มที่กว้างที่สุดถูกส่งความมาให้ผมพร้อมกับมือที่ยกขึ้นมาโบกลา

 

แล้วทำไมผมถึงไม่เคยรู้สึกเหงาเลยสักครั้ง ทั้งๆที่เคยแอบคิดว่าพ่อกับแม่อาจจะไม่ได้กลับมาหาแล้วก็ได้

มันเป็นเพราะอะไรกันนะ?

เพราะว่าผมมีวิคเตอร์อยู่เหรอ?

“วิค...” แต่พอผมจะเงยหน้าขึ้นมาถามภาพตรงหน้าก็ทำเอาหัวใจของผมแตกสลาย ผมมองเห็นนิ้วมือของใครบางคนทะลุผ่านตัวของวิคเตอร์

มันใกล้มากมากซะจนเกือบจะสัมผัสที่ปลายจมูกของผมได้อยู่แล้ว ถ้าวิคเตอร์ไม่ผลักเจ้าของมือนั้นออกไป ผมคงเป็นรายถัดไปที่ถูกมือข้างนั้นล้วงจนทะลุดหมือนวิคเตอร์

“ซีเลอาโต้!”

“ช้าเป็นบ้า!” วิคเตอร์ตะโกนใส่เซโร่ที่โผล่พรวดเข้าไปยืนตรงกลางคั้นระหว่างคนสวมหน้ากากและพวกผม

 

“ก็ข้าหลับไปแล้ว” ผมมองมือที่กำลังวาดรูปอยู่บนอากาศของเซโร่ มันกลายเป็นโล่พลังเวทย์ที่เซโร่สร้างขึ้นมาครอบผมกับวิคเตอร์เอาไว้

 

“วินเทอร์รักษาได้ไหม” หลังจากที่จัดการสร้างกำแพงเวทอีกหลายชั้นครอบทั้งผมและวิคเตอร์เอาไว้ได้สำเร็จ เซโร่ก็รีบพุ่งตัวเข้ามาหาพร้อมกับผ้าห่มขนสัตว์ที่บอกให้ผมเอาคุ้มร่างของวิคเตอร์ไว้

 

“ผ...ผมไม่รู้ แต่เดี๋ยวจะลองดู” ผมพยายามตั้งสติและยื่นมือออกไปวางลงบนผ้าที่ปิดปากแผลของวิคเตอร์ และเหมือนว่าผมจะสามารถทำให้เลือดหยุดไหลได้แล้ว แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทำไมแผลที่เปิดอยู่มันถึงไม่ยอมปิดสักที

 

“ม...ไม่ได้ เซโร่ผมห้ามเลือดได้แต่ทำให้แผลมันสมานตัวไม่ได้”

 

“แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว ไอ้ผีขี้หึงมันอึดจะตาย ไม่เป็นอะไรง่ายๆ หรอก เจ้าอย่าออกไปจากวงแหวนเวทของข้าเด็ดขาดนะ"ผมรีบพยักหน้ารับ

"ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม จงอยู่ในนี้ อยู่ข้างๆ เจ้าผีดูดเลือดตนนี้เข้าใจไหม” เซโร่หันมาย้ำอีกหลายครั้งว่าห้ามผมออกไปข้างนอก แล้วทั้งเซโร่และคุณยักษ์ก็กระโดดออกไปยืนกางแขนปกป้องผมกับวิคเตอร์ที่ได้รับบาดเจ็บข้างนอกวงแหวน

“ให้ข้าช่วยอะไรไหมเหมียว” เสียงทุ้มต่ำแต่ออกจะขี้เล่นดังออกมาจากพุ่มไม้ใหญ่ เป็นนาซาระนั่นเองที่โผล่เข้ามาช่วยพร้อมกับคุณแบด เพื่อนทั้ง4คนของผมพยายามที่จะกันไม่ให้คนที่ผมไม่รู้ว่าเป็นใครออกห่างจากวงแหวนเวท

ทุกๆ อย่างกำลังจะผ่านพ้นไปด้วยดี แต่แล้วเสียงร้องของใครบางคนก็ทำให้ผมที่พยายามจะใช้พลังรักษาวิคเตอร์ต้องหันไปมอง

 

“ม...ไม่เอานะ แบด!! ไม่ๆ” นาซาระล้มลงพร้อมๆ กับร่างของคุณแบดที่มีเลือดไหลออกมาจากตัว

 

“อย่าเป็นอะไรนะ อย่าตายนะ...แบด...อย่าทิ้งข้าไป” นาซาระคงรู้ดีว่ามันเป็นคำขอที่ยากเกินจะทำให้กันได้ แต่รอยยิ้มที่ยังคงมีความห่วงใยคนรักของคุณแบดก็ทำให้ผมเริ่มอยากจะร้องไห้ออกมา

 

ผมไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง แต่พอเงยหน้าขึ้นและเห็นควันจากปลายกระบอกปืนของคนที่กำลังสวมหน้ากากยักษ์ถือเอาไว้อยู่ก็พอจะเดาออก

 

หากจะมีใครสักคนที่จะต้องตาย...ขอให้มันเป็นผมได้หรือเปล่า

 

“อย่าตายนะแบด ข้า...ข้าจะช่วยเจ้าเอง เจ้าทาส” ผมได้แต่นั่งมองรอยยิ้มของคุณแบดสลับกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาของนาซาระ

 

ผมทำได้แค่นั้น...แค่นั้นจริงๆ

 

แล้วดวงตาที่เคยทอประกายเหมือนลูกแก้วของนาซาระก็กลายเป็นสีดำสนิท ผมมองเห็นวิญญาณของนาซาระมันลอยเหนือร่างกายของคุณแบด

 

แบด..ไม่ต้องกลัวนะ เพราะข้าจะรักเจ้าเพียงผู้เดียว นับจากนี้ และตลอดไป

และคำพูดสุดท้ายก่อนที่นาซาระจะหายไป หลงเหลือเอาไว้เพียงร่างกายที่ไร้ลมหายใจก็ทำให้ผมร้องไห้ออกมาจริงๆ

เสียงสะอื้นของผมดังสะท้อนไปมาในป่า มันเพียงพอที่จะร้องขอความเห็นใจจากใครได้บ้างไหม ผมไม่ได้ต้องการให้มันเป็นแบบนี้

 

“อย่าร้องเลยนะ” มือที่ชุ่มไปด้วยเลือดของวิคเตอร์ค่อยๆ เช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าของผมช้าๆ

 

“ทำไม...” ผมที่เพิ่งจะสังเกตเห็นว่านอกจากแผลบนหน้าอกของวิคเตอร์จะไม่ได้เล็กลงแล้ว เลือดที่ผมคิดว่าทำให้มันหยุดไหลได้ก็ยังคงไหลออกมาไม่หยุด

 

“ข้าไม่เป็นไร”

 

“ไม่เป็นที่ไหน” ผมตะโกนใส่หน้าวิคเตอร์ ถ้าไม่เป็นไรก็ต้องลุกขึ้นยืนได้สิ ลุกขึ้นมาทำตามสัญญาสิ ก็ไหนนายบอกว่าจะปกป้องผมไง ผมทำได้แค่ต่อว่าวิคเตอร์ในใจ

 

ผมรู้ว่าต่อให้ผมไม่พูดมันออกมายังไงวิคเตอร์ก็ต้องได้ยินมันอยู่ดี

 

“วินเทอร์ ดูอาการแบดให้ที” ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่วงแหวนเวทของเซโร่ใหญ่ขึ้น ใหญ่จนสามารถครอบตัวผม วิคเตอร์ คุณแบดและนาซาระเอาไว้ได้หมด

 

ผมค่อยๆ วางหัวของวิคเตอร์ลงบนพื้น ลุกขึ้นและวิ่งไปดูอาการของคุณแบดตามที่เซโร่สั่ง

 

“ห...หายใจอยู่” ผมตะโกนบอก แผลบนตัวของคุณแบดเห็นหนักที่สุดก็คือตรงกลางหน้าอกที่มีลูกกระสุนฝังอยู่

 

“ดึงมันออก แล้วแบดจะปลอดภัย”

 

“อืม” ผมขานรับก่อนจะพยายามเอานิ้วแหวกแผลให้กว้างพอที่จะพยายามเอาลูกกระสุนออกมาได้

 

“อ..ออกแล้ว เซโร่!ผมเอามันออกมาแล้ว” ผมร้องออกมาอย่างดีใจที่สามารถทำตัวให้เป็นประโยชน์ได้

 

การต่อสู้ยังคงยืดเยื้อต่อไปจนผมที่ทำได้แค่เฝ้าดูเริ่มรู้สึกกังวล เซโร่ที่ดูเหนื่อยหล้าค่อยๆ พลาดท่าให้กับพวกคนสวมหน้ากาก ส่วนคุณยักษ์ก็ทำได้แค่เพียงเอาตัวรับแรงกระแทกแทนเวลาที่เซโร่ล้มลง

 

“ช่วยด้วย...ใครก็ได้ช่วยด้วย!” ผมพยายามร้องขอความช่วยเหลือ แต่ต่อให้ร้องจนคอแตกก็เหมือนจะไม่มีใครได้ยิน

 

“วินเทอร์...ม..ไม่ต้องกลัว จ...เจ้าจะไม่เป็นอะไร” ผมที่กำลังร้องไห้ก้มลงมองมือที่เปื้อนเลือดของวิคเตอร์แล้วยิ่งรู้สึกแย่ แผลที่เลือดควรจะหยุดไหลไปแล้วมันเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วง ดูคล้ายกับว่ามันกำลังเปื่อยยุ่ยเหมือนกระดาษที่เปียกน้ำ เสียงลมหายใจที่เริ่มแผ่วเบาของวิคเตอร์ทำให้ผมเกิดความกลัวขึ้นมาอีกครั้ง

 

ทำไมละ?

 

ทำไมถึงเป็นแบบนี้!

 

หรือว่า...

 

“นี่เจ้าเด็กน้อย คิดเหรอว่าพลังวิเศษที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด มันจะสามารถรักษาได้ทุกๆ อย่าง” ผมรู้ดีว่าตนไม่ใช่ผู้วิเศษ พลังที่มีก็ไม่ได้รักษาบาดแผลได้ทุกกรณี โดยเฉพาะแผลที่เกิดจากพิษของสัตว์ประหลาดที่ตัวเองไม่เคยรู้จัก

“น่าขำจริงๆ ที่ท่านผู้นำคิดว่าเจ้าเด็กนี่มันมีประโยชน์ มันทำอะไรไม่ได้ด้วยซ้ำ มันกระจอกยิ่งกว่าเด็กๆ ที่เพิ่งจะเข้าเรียนเป็นนักล่าขั้นพื้นฐานซะอีก” แล้วในที่สุดผมก็ได้เห็นใบหน้าของผู้หญิงคนที่เอาแต่สวมหน้ากากยักษ์สีแดงเอาไว้สักที ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่วงแหวนเวทของเซโร่หายไป และภาพที่เห็นตอนนี้ก็เหมือนกับว่าทุกๆ อย่างมันได้พังลงไปจนหมดแล้ว

 

“ตอนที่รู้ว่าต้องลงมือฆ่าลิมกับวีร่า ข้าเองก็เจ็บปวดเหมือนกันนะ” ตัวของผมมันสั่นเมื่อได้ยินชื่อของพ่อกับแม่จากปากของหญิงที่สวมหน้ากาก

 

“มันยากมากๆ เลยละ เพราะทั้งลิมและวีร่าต่างก็เป็นคนเก่งด้วยกันทั้งคู่” ผมทำได้แค่เพียงนั่งกอดวิคเตอร์ที่แทบจะไม่ยอมหายใจแล้วเอาไว้

เพราะผมทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว

ผมมันไม่เอาไหน ไม่เก่งมากพอที่จะปกป้องหรือดูแลใคร ยิ่งเมื่อลองมองไปรอบตัวมันยิ่งช่วยตอกย้ำในสิ่งที่ผมคิด

ร่างของคุณแบดที่นอนจมกองเลือดทั้งที่มือยังกอดร่างที่ไร้วิญญาณของนาซาระเอาไว้บนหน้าอก

แล้วไหนจะคุณยักษ์ที่พยายามเอาตัวมาบังไม่ให้ผู้ชายที่สวมหน้ากากอีกากระทืบเท้าลงไปบนตัวของเซโร่นั่นอีก

ทุกๆ คนที่พยายามจะปกป้องผมกำลังจะตาย

 

ตายลงไปต่อหน้าต่อตาโดยที่ผมไม่สามารถทำอะไรได้เลย

 

“ไม่มีใคร...ปกป้องเธออีกแล้วนะ เจ้าหนูน้อย” ทั้งสีหน้าและแววตาที่ได้มองเห็นหลังจากที่อีกฝ่ายยอมถอดหน้ากากออก มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกโทษตัวเอง

 

เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของผู้หญิงคนที่สวมหน้ากากยักษ์ ทำให้ผมรู้สึกตัวว่านอกจากจะไม่สามารถปกป้องใครได้แล้ว ยังต้องมาเจ็บปวดกับการที่ได้รู้ว่าตัวเองไม่สามารถยื้อชีวิตใครเอาไว้ได้อีกอย่างงั้นเหรอ

 

ผมนี้มันช่างไร้ค่า...ไร้ประโยชน์ ไม่คู่ควรที่จะมีลมหายใจอยู่ด้วยซ้ำ แต่ว่า...

 

ใครก็ได้...

 

ได้โปรด....

 

ช่วยผมด้วย...

 

ช่วยเพื่อนๆ ของผมด้วย ผมไม่อยากให้ใครตาย ถ้าเลือกได้มาเอาชีวิตของผมไปแทนได้ไหม ขอละอย่าให้มีใครต้องมาตายเพราะผมอีกเลย

 

*****

 

***

 

*

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว