ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ห๊ะ?...ห๊า!!!

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 74

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 เม.ย. 2565 20:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ห๊ะ?...ห๊า!!!
แบบอักษร

ยามค่ำคืนที่แสงจันทร์สาดส่องลงมาจากฟากฟ้าไกล ผมจะยิ้มทุกครั้งที่ได้เฝ้ามองใครคนหนึ่งอยู่ที่ริมหน้าต่าง และหัวใจของผมมันก็มักจะล่องลอยไปไกลจนไล่ตามไม่ทันอยู่เสมอ

 

ถ้าไม่มีวิคเตอร์ข้ากับแบดคงไม่ได้มีความสุขกันขนาดนี้

 

ผมยังจำคำพูดที่มาพร้อมกับรอยยิ้มอันแสนสดใสของนาซาระเมื่อหลายวันก่อนได้ขึ้นใจ อยู่ๆ วิคเตอร์ที่ผมคิดมาตลอดว่าเป็นคนไร้หัวใจ ก็กลายเป็นใครอีกคนที่ผมเหมือนไม่เคยรู้จักมาก่อน

 

คนที่ไม่ได้พยายามจะเป็นคนดีในสายตาใคร คือคนที่ทำดีเพื่อคนอื่นๆ มาโดยตลอด คงยังมีอีกหลายเรื่องราวของวิคเตอร์ที่ผมยังไม่รู้กำลังเล่นซ่อนแอบกับผมอยู่

 

ยอมรับสักทีเถอะว่าเจ้าเองก็รู้สึกดีกับวิคเตอร์

 

ผมแทบไม่ต้องปฏิเสธเพราะสิ่งที่นาซาระพูดมันคือความจริง ผมว่าผมคงจะรู้สึกดีกับวิคเตอร์จริงๆ นั่นแหละ

 

เวลาที่เหงา...คนที่ผมคิดถึงนอกจากพ่อและแม่ ก็คือวิคเตอร์

 

เวลาที่รู้สึกเศร้า...คนที่ผมอยากเจอ ถ้าไม่ใช่พ่อกับแม่ ก็คงจะเป็นวิคเตอร์

 

ทุกๆ ครั้งที่มีเรื่องให้ยินดี...คนที่ผมอยากให้ชมนอกจากพ่อและแม่ คงหนีไม่พ้นวิคเตอร์

 

มันเหมือนกับว่าทั้งชีวิตของผมถ้าไม่นับพ่อกับแม่ ก็มีเพียงวิคเตอร์ที่อยู่ข้างๆ มาตลอด

 

ผมคงจะ....

 

“ดาวสวยจังเลยเนอะ” ท่ามกลางความเงียบที่มีเพียงสายลมเท่านั้นที่ขยันทำงาน ผมพูดแล้วก็ชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้า

 

วิคเตอร์หันมามองอย่างไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรหลังจากที่เจอรอยยิ้มของผม ระเบียงเล็กๆ ที่อยู่ตรงหน้าบ้านของผมมักจะมีเก้าอี้ไม้เก่าๆ วางทิ้งเอาไว้เพื่อนั่งรับลมเย็นๆ อยู่เสมอ

 

เก้าอี้ที่สีของมันจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล

 

ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองรึเปล่าทุกครั้งที่ผมมองออกไปจากริมหน้าต่างบานนี้ คนคนเดียวที่ผมมองเห็นมาตลอดก็คือวิคเตอร์

 

มันคล้ายกับว่าที่ตรงนั้นคือที่ที่ผมยกให้มันเป็นที่ประจำของวิคเตอร์ไปแล้ว

 

“วิ้ง เจ้ารู้ตัวตั้งแต่เมื่อไรเรื่องพลังแห่งการรักษา” ผมไม่ได้รู้สึกแปลกใจสักเท่าไรที่ถูกวิคเตอร์ถามถึงเรื่องนี้ คงเพราะเมื่อหลายวันก่อนวิคเตอร์เห็นผมใช้พลังรักษาแผลบนตัวของเซโร่ละมั้ง

 

ผมไม่สามารถปิดบังเรื่องนี้กับวิคเตอร์ที่อยู่ๆ ก็มาทำตัวติดกับผมซะยิ่งกว่าเงาได้หรอก

 

ความจริงแล้วที่แผลของเซโร่หายเร็วกว่าปกติมันไม่ใช่เพราะแค่ได้ยาที่ดีจากคุณยักษ์เท่านั้นหรอก เป็นผมเองที่ยอมอดหลับอดนอนคอยใช้พลังงานวิเศษที่ตัวเองมีรักษาบาดแผลและรอยช้ำพวกนั้น

 

แต่ผมจะไม่บอกเซโร่เรื่องนี้หรอกนะ ผมคิดว่าถ้าเซโร่เชื่อว่าที่ร่างกายฟื้นตัวเร็วขนาดนั้นเพราะคุณยักษ์คงจะดีใจมากกว่า

 

ผมเห็นแววตาที่เซโร่ใช้มองคุณยักษ์แล้วถึงกับพูดอะไรไม่ออกเลย มันเป็นประกายเหมือนเวลาที่นาซาระมองคุณแบดไม่มีผิด

 

ผมคิดว่าเซโร่น่าจะชอบคุณยักษ์มากแน่ๆ แต่คุณยักษ์กลับดูไม่ได้คิดแบบเดียวกันกับเซโร่เลยสักนิด

 

ทำไมผมถึงดูออกน่ะเหรอ

 

ก็ถ้าปกติคุณเป็นคนใจดี หรืออยู่ใกล้กับคนนิสัยดีๆ คุณจะดูรู้ทันทีเลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำนั่นมันก็แค่ความเห็นใจที่มาจากเศษเสี้ยวของความอ่อนโยนที่เขามีเท่านั้นแหละ

 

เขาแค่ใจดีด้วยไม่ได้แปลว่าเขาจะรู้สึกดีด้วยมากจนเรากลายเป็นคนพิเศษสำหรับเขาไปหรอกนะ

 

ถึงมันจะเป็นความจริงที่ไม่น่าฟังสักเท่าไร แต่ผมก็อดไม่ได้ที่จะคอยเอาใจช่วยเซโร่ ผมเชื่อว่าความขี้ตื้อของเซโร่คงจะพอสู้กับความใจดีที่คุณยักษ์มีได้บ้างไม่มากก็น้อย ไม่งั้นยาที่เซโร่กินเข้าไปทุกวันจะเม็ดเล็กลงเรื่อยๆ ได้ยังไงกันละ

 

เพราะฉะนั้น...สู้เขานะเซโร่!

 

“มีอยู่ครั้งหนึ่งสมัยเรียนที่เขาให้พวกนักล่าฝึกหัดออกไปจับตัวอะไรก็ได้กลับมา” ผมยิ้มเล็กน้อยเมื่อต้องพูดถึงสิ่งที่ผ่านมานาน

 

วิคเตอร์ทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดีด้วยการยิ้มให้กำลังใจ

 

“มันเป็นการทดสอบความแม่นยำในการยิงธนู ผมเลือกที่จะจับกระต่ายป่าตัวสีขาว ผมยิงโดนมันนะ น่าจะตรงกลางตัวเลยด้วย” ผมพยายามเล่าไปพร้อมกับทำท่าง้างธนูและเสียงประกอบ

 

ปิ้ว~

 

แล้วก็ได้รอยยิ้มของวิคเตอร์มาเป็นรางวัลความพยายาม

 

“แต่พอผมเอามือไปดึงลูกธนูออก” ผมพักสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่

 

“บนตัวของเจ้ากระต่ายที่ใกล้ตาย ก็มีแสงสว่างวาบขึ้นมา” มุมปากของผมมันเริ่มจะหนักจนขยับไม่ได้เมื่อผมพยายามที่จะหันไปยิ้มให้วิคเตอร์

 

“แล้วเจ้ากระต่ายมันก็ลุกขึ้น กระโดดดึ่งๆ แล้วก็หนีไปเลย” ไม่รู้เหมือนกันว่าผมจะถูกวิคเตอร์จับได้หรือเปล่า ผมว่าเสียงของผมมันไม่ค่อยจะน่าฟังสักเท่าไรในตอนที่พยายามจะไม่ร้องไห้

 

“สรุปแล้ว....วันนั้นผมจับตัวอะไรไม่ได้สักอย่าง ผมสอบตก แล้วก็โดนไล่ออกจากโรงเรียน” ผมแอบก้มหน้าเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาเงียบๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มกว้างๆ ให้วิคเตอร์ที่ไม่รู้ว่าขยับมายืนอยู่ข้างๆ หน้าต่างตั้งแต่เมื่อไร

 

ทุกครั้งที่ผมเล่าเรื่องของตัวเองให้คนอื่นฟังมักจะโดนหัวเราะเยาะเสมอ ครั้งนี้ก็คงจะเหมือนกันวิคเตอร์ยิ่งขี้แกล้งอยู่ด้วย ผมคงโดนอีกฝ่ายล้อจนทนไม่ไหวต้องร้องไห้ออกมาแน่ๆ

 

“เพราะผมเป็นแบบนี้ เลยมีแต่คนดูถูกสินะ พ่อกับแม่ก็ไม่รู้ว่าหายไปไหน นานๆ ถึงจะส่งข่าวมา ไม่สินานๆ ถึงจะส่งของมาให้ ส่วนเพื่อนๆ ที่เคยสนิทกันก็แทบจะไม่มีเหลืออยู่แล้ว”

 

ผมเพิ่งจะรู้ตัวว่าการเล่าเรื่องของตัวเองในครั้งนี้มันต้องใช้ความพยายามมากกว่าครั้งไหนๆ ผมไม่รู้ว่าครั้งนี้ผมจะอดทนไม่ร้องไห้ให้ใครเห็นได้หรือเปล่า

 

“เจ้าก็มีข้าแล้วนี่ไง” ผมตกใจที่ยืนอยู่ดีๆ ก็ถูกวิคเตอร์ดึงเข้าไปกอด

 

การกอดคือการปลอบใจที่ผมไม่ชอบที่สุด เพราะทุกครั้งที่ถูกกอดผมไม่เคยเข้มแข็งเลย ผมมักจะพ่ายแพ้และเอาแต่ร้องไห้เพื่อปลดปล่อยทุกๆ อย่างที่พยายามเก็บซ่อนเอาไว้ออกมา

 

ตอนที่เล่าเรื่องราวในวันวานมาจนถึงตอนนี้ มันคือความทุกข์ใจในตอนเด็กที่ผมไม่รู้จะเล่าให้ใครฟังดี พ่อกับแม่รักผมมากพวกท่านไม่เคยตำหนิผมเรื่องที่ถูกไล่ออกจากโรงเรียนเลยสักครั้ง

 

ยิ่งวันที่พ่อกับแม่รู้ว่าผมมีพลังในการรักษายิ่งสปอยผมหนักกว่าเดิมจนผมคิดว่าผมเป็นเด็กที่ไม่ได้ขาดอะไร ถึงผมจะไม่เก่งเรื่องการออกล่า แต่พลังแห่งการรักษาของผมก็ยังพอจะมีประโยชน์กับคนอื่นๆ จนวันที่พ่อกับแม่พาผมย้ายบ้านมาที่นี้

 

“พ่อห้ามผมบอกทุกคนเรื่องพลัง” ผมที่เริ่มจะควบคุมเสียงของตัวเองไม่ได้พยายามมุดหน้าหนีเข้าเสื้อของวิคเตอร์

 

ตอนนี้เสียงของผมมันสั่นพอๆ กับตัวของผมเลย

 

“แม่เองก็ห้ามผมมีเพื่อนที่พ่อกับแม่ไม่รู้จัก 2ปีแล้วที่พ่อกับแม่ทิ้งผมไป ผมต้องเริ่มอยู่คนเดียว กินข้าวคนเดียว นอนคนเดียว ผมกลัว” ผมไม่รู้หรอกว่าตอนนี้วิคเตอร์จะทำหน้ายังไง อาจจะรำคาญเด็กขี้แงอย่างผมเต็มทีแล้วก็ได้

 

“วินเทอร์เวลาที่อยู่กับข้าเจ้ามีความสุขไหม” ผมรีบเอามือเช็ดหน้าแล้วดันตัวเองออกจากอกของวิคเตอร์

 

“ที่ผ่านมาข้าดูแลเจ้าดีพอรึเปล่า” ผมไม่เข้าใจว่าวิคเตอร์กำลังต้องการจะพูดอะไร ทำไมต้องพูดด้วยใบหน้าที่ดูเศร้าขนาดนั้น

 

“ถ้ามันยังดีไม่พอ ก็จงใช้ชีวิตอยู่กับข้าต่อไป ให้ข้าได้มีโอกาสแก้ตัวในวันพรุ่งนี้” วิคเตอร์พูดจบก็โน้มตัวลงมา กดริมฝีปากลงตรงกลางหน้าผากของผมเบาๆ

 

“สวมแหวนของข้า จับมือและคอยอยู่ข้างๆ ข้า” เมื่อผมมองลงไปที่นิ้วมือของตัวเองก็พบว่ามีแหวนที่เป็นรูปค้างคาวถูกสวมเอาไว้แล้ว

 

“วิคเตอร์ หมายความว่ายังไง ผ...ผม..” ผมที่ยังตามไม่ทันรีบดึงมือกลับ แต่ก็ถูกวิคเตอร์จับไปซะก่อน

 

“เจ้าเป็นของข้าแล้ว” ใบหน้าที่ดูจริงจังกับสิ่งที่พูดทำให้ผมตกใจ

 

“ห๊ะ!”

 

“เหมือนกับที่ข้าเป็นของเจ้ามาแสนนาน”

 

“ห๊า!!!!!!!!!!” ผมที่พูดอะไรไม่ออกเพราะรอยยิ้มมันทำให้ใบหน้าของวิคเตอร์เรืองแสงได้

 

ตาของผมจะบอดไหมละเนี้ย!

 

และยิ่งตกใจยิ่งกว่าเดิมเมื่อถูกวิคเตอร์จูบเบาๆ ที่ริมฝีปาก

 

“น่ารัก” วิคเตอร์ว่าแล้วยกยิ้มมุมปาก

 

“แหวะ ข้าจะอ้วก” แล้วน้ำเสียงล้อเลียนของใครบางคนก็ดังขึ้นมา ผมพยายามมองไปรอบๆ นอกจากเงาของต้นไม้ก็ไม่เห็นจะมีใครเลย

 

“พวกเจ้ายกโขยงมาทำบ้าอะไรกันที่นี้” วิคเตอร์ที่น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหงุดหงิดดึงผมเข้าไปกอดอีกครั้ง

 

“สักทีสินะ ให้ตายเถอะกว่าจะยอมพูด” นาซาระในร่างคนครึ่งแมวเดินออกมาจากความมืด ผมรีบมุดหน้ากลับเข้าไปในเสื้อของวิคเตอร์เพราะรู้สึกอายกับสายตาที่กำลังมองมา

 

“แบด” เมื่อวิคเตอร์ที่กำลังเอามือลูบหัวของผมเรียกชื่อใครอีกคนขึ้นมาผมยิ่งรู้สึกอาย เพราะมันไม่ใช่แค่นาซาระที่เห็นฉากน่าอายของผม แต่ยังมีคุณแบดด้วยอีกคน

 

“ข้ามาตามแมวน้อยกลับบ้าน” มีเงาของใครบางคนกำลังเดินผ่านผมไป เดาได้ไม่ยากเลยว่าคงจะเป็นคุณแบด

 

“ข้าไม่กลับ คืนนี้ข้าจะนอนนี้”

 

“ได้...พี่ตามใจน้อง”

 

“วินเทอร์ข้าจองเตียงเจ้านะ”

 

“ครับ?” ผมยืนทำหน้างงเพราะได้ยินแต่เสียง วิคเตอร์ยังไม่ยอมปล่อยให้ผมเป็นอิสระจากอ้อมกอด

 

“ข้าหนาว” แวมไพร์ขี้โมโหที่มักจะโกรธผมเป็นฟืนเป็นไฟอยู่ตลอดเวลากำลังยืนกอดผมเอาไว้แล้วอ้อนด้วยการเอาคางมาวางไว้บนหัว

 

ผมไม่ชินกับสิ่งที่วิคเตอร์ทำเลย

 

“นานมากแล้วที่ไม่ได้กอดเจ้าเอาไว้แบบนี้” ยิ่งปล่อยให้เวลาผ่านไปวิคเตอร์ยิ่งกอดผมแน่นกว่าเดิม ผมไม่เข้าใจในสิ่งที่วิคเตอร์พูดสักเท่าไร

 

คำว่า นานมากแล้ว มันหมายความว่ายังไง

 

“เอาไว้ข้าจะค่อยๆ เล่าให้เจ้าฟังดีไหม” วิคเตอร์ยอมคลายอ้อมแขนออก มันทำให้ผมสามารถมองเห็นใบหน้าที่แสนงุนงงของตัวเองที่กำลังสะท้อนอยู่ในแววตาของวิคเตอร์ได้ชัดเจนเหมือนก่อนหน้านี้

 

“จับมือข้า” ผมก้มลงมองมือที่ซีดเหมือนคนไร้ชีวิตของวิคเตอร์อย่างชั่งใจ

 

“ชีวิตข้าเป็นของเจ้า” ผมปล่อยให้วิคเตอร์เดินจูงมือเข้าบ้าน ถึงจะยังสับสนและไม่เข้าใจในสิ่งที่วิคเตอร์พูดแต่ผมก็ดีใจที่มือของผมยังถูกมือของวิคเตอร์กุมเอาไว้

 

“ท่าจะอุ่นน่าดู” ผมยืนมองเตียงที่ถูกอัดแน่นไปด้วยบรรดาเพื่อนๆ มีทั้งพ่อมด ปีศาจแมว และก็แวมไพร์

 

มันเป็นภาพที่ผมไม่คิดว่าจะมาได้เห็น คุณแบดที่กำลังค่อยๆ ประคองกอดร่างของลูกแมวตัวน้อยๆของนาซาระเอาไว้แนบอก ถึงจะต้องนอนเบียดกับเซโร่บนเตียงคุณแบดก็ไม่ได้บ่นอะไร

 

ต่างจากวิคเตอร์ที่ขนาดผมยอมเสียสละโชฟาในห้องนั่งเล่นให้ยังเอาแต่พูดนั่นพูดนี้ให้รู้สึกรำคาญใจ

 

อ๋อเจ้าของบ้านอย่างผมนอนพื้นนะเกือบลืมบอกไป

 

“เจ้าก็เข้านอนได้แล้ววิ้ง พรุ่งนี้เช้าข้าจะพาไปซื้อของ” วิคเตอร์ที่เดินเข้าไปนั่งลงบนโชฟากลางบ้านกวักมือเรียกให้ผมที่ยืนเคว้งคว้างอยู่ในห้องนอนให้เข้าไปหา แล้วอุ้มมือหนาๆ ก็ดึงผมให้ล้มลงไปนอนซบที่กลางหน้าอกของตนเอง

 

“วิคเตอร์...ทำอะไรเนี้ย” ผมได้แต่เรียกชื่อของอีกฝ่ายและพยายามพูดเสียงเบาๆ เพราะกลัวว่าจะทำให้คนอื่นตื่นขึ้นมา

 

“นอนได้แล้ว บนตัวของข้าก็อุ่นไม่แพ้ใครหรอก” วิคเตอร์ว่าก่อนจะลูบหัวของผมอย่างแผ่วเบา ก็คงจะจริงอย่างที่วิคเตอร์บอก นอกจากบนตัวของวิคเตอร์จะอุ่นแล้วยังมีกลิ่นหอมๆ ที่ชวนให้หลับฝันดีอีกต่างหาก

 

“แล้วอย่ามาบ่นว่าหนักให้ผมให้ยินนะ” ผมว่าก่อนจะทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดลง ผมนอนโดยที่เอามือกอดแขนข้างหนึ่งของวิคเตอร์เอาไว้

 

ปล่อยให้ดวงตาที่อ่อนล้าค่อยๆ ถูกกลืนหายไป แล้วเสียงลมหายใจที่ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอก็เข้ามาแทนที่

 

แล้วเช้าวันรุ่งขึ้นที่ใครบางคนเฝ้ารอให้มันมาถึงไวๆ ก็ค่อยๆ ใกล้เข้ามา มีเสียงนกร้องและแสงแดดอุ่นๆ ที่พยายามจะเล็ดลอดเข้ามาทางช่องว่างของม่านหน้าต่าง

มันทำให้ผมที่นอนสบายมาตลอดทั้งคืนตัดสินใจลุกขึ้นและนั่งบิดตัวไปมา

แต่วิคเตอร์ไม่ได้นอนอยู่ข้างๆแล้ว

"ไปไหน?"ผมนั่งคิดแล้วพยายามมองหาทั่วบ้านแต่ก็ไม่เจอ

“ข้าไปก่อนนะ” เซโร่ใช้คาถาง่ายๆ ช่วยจัดการห้องที่เริ่มรกของผมให้กลับเข้าทีก่อนที่จะขอตัวกลับบ้าน ผมยังรู้สึกง่วงนอนแต่เสียงคนคุยกันที่ดังอยู่ข้างนอกบ้านก็ทำให้ความอยากรู้อยากเห็นที่หลับอยู่ของผมมันตื่นขึ้นมา

 

“ปู่รู้เรื่องข้ากับวินเทอร์อยู่แล้ว” มันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดีที่ผมมายืนแอบฟังว่าวิคเตอร์กำลังคุยอะไรกับคุณแบด

 

“ทำไมถึงมีเพียงข้า”

 

“เจ้าเองก็รู้ดีกว่าใคร แค่ยังจำไม่ได้” ถึงจะได้ยินไม่ค่อยจะชัดสักเท่าไรแต่ผมก็ยังอยากที่จะได้ยินว่าทั้งสองยืนคุยอะไรกัน

 

“ไปเถอะ เดี๋ยวข้าดูแลเจ้าแมวโง่ให้” ประโยคสุดท้ายที่ผมพอจะจับใจความได้คือวิคเตอร์ไล่คุณแบดให้ไปไหนสักที และอาสาว่าจะดูแลนาซาระ

 

เสียงหัวใจที่เต้นตูมตามเพราะกลัวจะโดนจับได้ทำให้ผมต้องค่อยๆ ย่องกลับมานอนที่โชฟา ผมได้ยินเสียงเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ก่อนจะมีมือของใครบางคนสัมผัสที่ปลายเส้นผม

 

“วิ้ง..ตื่นได้แล้ว” ถึงจะไม่เคยชอบเวลาที่ถูกวิคเตอร์เรียกแบบนี้ แต่ก็ไม่อยากขัดใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มทุกครั้งที่เรียกผมด้วยชื่อนี้สักเท่าไร วิคเตอร์เอาแต่เรียกชื่อผมแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อคืน

 

“วิคเตอร์...จะพาผมไปซื้ออะไรเหรอ?” ผมที่แกล้งงัวเงียดันตัวลุกขึ้นมานั่ง

 

“เสื้อผ้า..” วิคเตอร์ตอบทั้งๆ ที่มือยังลูบหัวของผมอยู่

 

“อันที่ยังไม่ได้แกะใช้ก็มี” ผมรีบบอกเพราะเสื้อผ้าบางตัวที่พ่อกับแม่ส่งมาให้นั้น มีอันที่ผมยังไม่ได้แกะอีกหลายตัวอยู่เหมือนกัน

 

“ของเจ้าแมวเหมียวน่ะ มันใส่เสื้อผ้าของเจ้าไม่ได้หรอก ของแบดเองก็เหมือนกัน ข้าว่าซื้อใหม่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด” วิคเตอร์ว่าก่อนจะยิ้มออกมา ผมไม่ได้พูดอะไรเพราะข้างในใจมีแต่คำถาม

 

ถึงแม้ว่าวิคเตอร์จะดูเหมือนไม่ได้ชื่นชอบอะไรในตัวนาซาระสักเท่าไร แต่ก็ดูเหมือนว่าวิคเตอร์จะให้ความสำคัญกับนาซาระอยู่ไม่น้อย คงเพราะตอนนี้นาซาระเป็นคนในครอบครัวของวิคเตอร์ไปแล้ว

 

“จะพาผมไปเลือกเสื้อผ้าให้นาซาระเหรอ?” ผมไม่รู้ว่าตอนที่ถามออกไปกำลังทำหน้ายังไง แต่ใบหน้าที่เรียบเฉยของวิคเตอร์ก็ทำให้ผมรู้สึกไม่ค่อยจะดี

 

“ผมไม่ไปได้ไหม ผมง่วง” ผมไม่รอให้วิคเตอร์ตอบคำถาม พูดเสร็จผมก็ล้มตัวลงนอน

 

“ข้าจะเอาเหรียญของแบดจ่าย” วิคเตอร์พูดแค่นั้นแล้วก็เลิกสนใจผมที่กำลังนอนหันหลังให้

 

แล้วทำไมจะต้องให้ผมไปด้วย ทั้งๆ ที่ของที่จะซื้อวิคเตอร์ไม่ได้ซื้อให้ผม ทำไมต้องเป็นผมด้วยละ ผมเอาแต่คิดทบทวนและเข้าข้างตัวเองว่าไม่เห็นต้องไปเลย

 

ผมเสียเวลานอนคิดอยู่อย่างนั้นจนเผลอหลับไปอีกครั้ง

 

ในช่วงบ่ายของวันผมก็ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งด้วยใบหน้าที่ดูจะแช่มชื่นกว่าอะไรของนาซาระ เสียงผิวปากที่แสดงออกว่ากำลังอารมณ์ดีทำให้ผมถึงกับพูดอะไรไม่ออก วิคเตอร์พาผมและนาซาระมาเดินเล่นแถวๆ แม่น้ำที่มันมีร้านขายเสื้อผ้าร้านเล็กๆ ตั้งเรียงกันอยู่

 

“นี้ๆ วิคเตอร์ ข้าควรจะซื้อเสื้อสีอะไรดี?” นาซาระที่ดูจะร่าเริงที่สุดในกลุ่มหันไปหยิบเสื้อจากราวแขวนมาทาบลงบนตัว

หยิบสลับกับตัวนั้นตัวนี้ด้วยท่าทีตื่นเต้นแล้วก็หันมายิ้มให้ผมกับวิคเตอร์

 

ผมเพิ่งจะรู้วันนี้นี่เองว่ารอยยิ้มของนาซาระมันน่ามองยิ่งกว่าหญิงงามคนที่เพิ่งจะได้ตำแหน่งมาเมื่อไม่กี่วันก่อนซะอีก

 

นาซาระดูสดใสจนผมไม่แปลกใจสักเท่าไรที่คุณแบดจะทั้งรักทั้งหลง

 

“สีนั้นสวยกว่า” แล้ววิคเตอร์ที่มักจะเอาแต่ยืนทำหน้าไม่ค่อยจะพอใจใคร ก็ชี้นิ้วใส่เสื้อแขนยาวสีน้ำเงินตัวหนึ่ง แล้วหันมามองผมที่พยายามยืนเป็นคนไร้ตัวตนอยู่ข้างๆ

 

“สีนี้เหมาะกับเจ้ามากกว่า” ผมมองวิคเตอร์ที่เดินไปหยิบเสื้อตัวนั้นขึ้นมาก่อนจะโยนให้นาซาระ

 

“สีดำไม่ดูดีกว่าเหรอ?” และนาซาระที่เริ่มจะกลายเป็นแมวขี้สงสัยก็เงยหน้าขึ้นมาถามวิคเอตร์ด้วยดวงตากลมโตที่ดูน่าหลงใหล

 

“ก็พอได้ใส่แล้วน่ารักดี ตัดกับผิวขาวๆ ของเจ้า ถ้าชอบก็หยิบมา อยากได้ตัวไหนก็ซื้อๆ ไปเถอะ” ไม่รู้ว่าเพราะกำลังรำคาญที่เห็นดวงตาทอประกายของเจ้าปีศาจแมวหรือแค่อยากจะแกล้งผมกันแน่

 

วิคเตอร์ที่เหมือนจะไม่ค่อยให้ความสนใจใครในช่วงนี้อยู่ดีๆ ก็ช่วยเลือกเสื้อผ้าให้นาซาระ แล้วก็ยืนชมว่าใส่ตัวนี้แล้วน่ารักบ้าง ช่วยหยิบตัวนั้นให้บ้าง และยังเอาแต่พูดว่า

 

“หยิบเลยเดี๋ยวจ่ายเอง” อยู่ร่ำไปโดยไม่ได้หันมาสนใจผมที่พามาด้วยเลยสักนิด

 

ผมแทบจะไร้ตัวตนตั้งแต่ตอนออกมาจากบ้านและถึงบ้าน

 

“วันนี้เจ้าทำตัวน่ารักกับข้ามากเลยนะเจ้าผีขี้เก๊ก” นาซาระที่กำลังหอบถุงกระดาษเดินยิ้มและหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ใบหน้าที่ดูมีความสุขทำให้ผมเผลอมองย้อนดูตัวเอง

 

หรือเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนมันจะเป็นเพียงความฝัน

 

เจ้าเป็นของข้าแล้ว...เหมือนกับที่ข้าเป็นของเจ้ามาแสนนาน

 

ผมได้แต่นึกถึงคำพูดของวิคเตอร์แล้วกอดตัวเอง ผมคงจะหวังมากไป หรือสิ่งที่ผมเข้าใจมันไม่ใช่เรื่องเดียวกันกับที่วิคเตอร์บอก

 

จะพอมีใครสังเกตบ้างไหมว่าผมยืนเสียใจอยู่ตรงนี้

 

ผมได้แต่บ่นน้อยใจคนเดียวและเดินตามนาซาระกับวิคเตอร์เข้าบ้านเงียบๆ

 

 

 

“ข้างนอกอากาศหนาวแล้ว” หลังจากทานมื้อเย็นด้วยกันนาซาระก็ขอตัวกลับปราสาทพร้อมคุณแบด เหลือเพียงผมและวิคเตอร์ที่ยังอยู่ในบ้านเก่าๆ และดูซอมซ่อหลังนี้

 

“ทำไมเจ้าไม่ยอมกินของหวาน” วิคเตอร์คงรู้สึกแปลกใจที่เห็นผมเมินขนมที่คุณแบดเอามาฝาก

 

“ผมอิ่มแล้ว” แน่นอนว่าที่พูดไปนั้นผมโกหก ผมรู้สึกอึดอัดที่ต้องอยู่ตามลำพังกับวิคเตอร์

 

“เจ้าคงโกรธที่ถูกข้าบังคับ” ผมพยายามจะขยับตัวออกห่างวิคเตอร์ที่นั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดียวกัน ถึงมันจะเป็นเก้าอี้ตัวใหญ่ๆ ที่สามารถนั่งด้วยกันได้แบบสบายๆ ก็ตาม

 

“จะหนี...ข้าไปทำไม” ลมหายใจที่กำลังเป่ารดต้นคอทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่าตอนนี้วิคเตอร์อยู่ใกล้แค่ไหน ก่อนจะทำให้ผมตกใจด้วยกันอุ้มแล้วหันให้มานั่งประจันหน้ากัน

 

ผมได้แต่นั่งก้มหน้าและปล่อยให้วิคเตอร์เอามือมาลูบหัว วิคเตอร์ทั้งอ่อนโยนและก็ใจดีด้วยไม่เหมือนกับที่ผ่านมาจนผมแอบสงสัย

 

“โอ๊ย!” ผมร้องออกมาเสียงดังหลังจากที่เอามือหยิกแก้มทั้งสองข้างของตัวเอง

 

“มันก็ไม่ใช่ความฝันนี่นา” ผมบ่นคนเดียวแล้วก็เงยหน้าขึ้นมามองวิคเตอร์ที่นั่งเอามือเท้าคางกับที่วางพักแขน อีกฝ่ายมองผมแล้วยิ้มจนผมต้องกลับไปก้มหน้าเอาไว้เหมือนเดิม

 

“เจ็บไหม” มือข้างหนึ่งที่กำลังค่อยๆ ประคองใบหน้าของผมเอาไว้ หยุดเคลื่อนไหวเมื่อผมเอนแก้มซบ

 

“ให้ผมสวมแหวนวงนี้ทำไม” ผมเอามือข้างที่มีแหวนชูขึ้นมาตรงกลางระหว่างผมกับวิคเตอร์

 

วิคเตอร์ไม่ตอบอะไรนอกจากนั่งยิ้ม

 

“แปลว่าชอบผมใช่ไหม” พอผมถามวิคเตอร์ก็ยังเอาแต่นั่งนิ่ง

 

“ชอบผมจริงๆ ...หรืออยากจะแกล้งผมเล่นกันแน่” ทั้งๆ ที่ผมต้องใช้ความพยายามถึงจะกล้าถามมันออกมาตรงๆ แต่วิคเตอร์ก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรและเอาแต่นั่งยิ้มอย่างอ่อนโยนให้ผม

 

ถ้าแค่ต้องการจะแกล้งกัน วิคเตอร์ก็ไม่เห็นจะต้องลงทุนทำอะไรให้ใจของผมหวั่นไหวแบบนี้เลย ผมรับมันเอาไว้ไม่ไหวหรอก ก็ใจของผมมันแอบคิดไปแล้วว่าได้เป็นคนพิเศษของวิคเตอร์

 

“เจ้าขี้กลัว...ร้องไห้ทำไมหื้ม?” แล้วในที่สุดวิคเตอร์ก็ยอมพูดอะไรออกมาบ้างนอกจากที่เอาแต่นั่งดูและยิ้มให้ผมเงียบๆ

 

“น..นายก็ร..รู้ อึก..ว่าผม..ม..ไม่กล้า” ผมทั้งร้องไห้สะอื้นและพูดจาไม่รู้เรื่อง และมีเพียงใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มของวิคเตอร์เท่านั้นที่ทำให้ผมยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม

 

“ก็ข้าเป็นของเจ้า” ผมยังส่ายหน้าไปมาเพราะไม่เข้าใจ

 

“ข้าให้เจ้าไปแล้วทั้งดวงวิญญาณและลมหายใจ” วิคเตอร์จูบลงบนมือข้างที่ผมสวมแหวนเอาไว้ นิ้วที่ยาวค่อยๆ วาดรูปหัวใจลงไปแล้วกดจูบมือข้างนั้นอีกครั้ง

 

ถึงผมจะโง่มาตลอดแต่การที่วิคเตอร์ทำแบบนั้นมันทำให้ผมเริ่มเข้าใจและคิดเข้าข้างตัวเองอีกครั้ง

 

“น..นายเป็นของ อึก..ผม..ช..ใช่ไหม” วิคเตอร์แค่เพียงพยักหน้าช้าๆ

 

“ทั้งชีวิตจะมีแค่ผมใช่ไหม เป็นเหมือนคุณแบดที่เฝ้ารอนาซานาระมาตลอดใช่หรือเปล่า” ผมร้องไห้หนักกว่าเดิมเมื่อเห็นว่าวิคเตอร์กำลังพยักหน้าขึ้นลง

 

“ห้ามนายใจดีกับคนอื่นอีก” วิคเตอร์เอียงคอทำหน้าสงสัย

 

“แม้แต่นาซาระก็ห้าม” แล้วรอยยิ้มกว้างๆ ของวิคเตอร์ก็ทำให้ผมต้องรีบเช็ดน้ำตาทั้งสองข้างของตัวเองแล้วโผเข้าหา ผมกอดวิคเตอร์เอาไว้แน่นจนได้ยินเสียงหัวเราะที่ดังอยู่ข้างหู

วิคเตอร์คงกำลังหัวเราะเพราะมีความสุข

 

“ถึงผมจะดื้อแต่ก็ห้ามดุนะ” ผมรีบออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

 

“นับจากวันนี้ไปข้าจะปกป้องเจ้า จะทำให้เจ้าเชื่อ และมั่นใจว่าข้าจะมีเพียงเจ้า ข้าสัญญา” คำพูดของวิคเตอร์ทำให้ผมที่ยังนั่งกอดอีกฝ่ายอยู่ใจละลาย เกือบจะตายก่อนที่จะได้ยินคำบอกรักซะแล้ว

 

บอกรัก...งั้นเหรอ?

 

“วิคเตอร์นายรักผมรึเปล่า” ผมลุ้นจนเกือบจะหัวใจวายเลยนะหลังจากที่ถามออกไป วิคเตอร์ไม่ตอบเอาแต่ยิ้ม

 

จะมานั่งยิ้มอะไรนักหนาเล่า!

 

“ให้ข้าถามกลับบ้าง แล้วเจ้าละ...คิดยังไงกับข้า”

 

“ผ..ผม..ม.ไม่..ร..รู้หรอก” ผมรู้สึกว่าตัวเองเพิ่งจะเคยพูดจาตะกุกตะกักที่สุดเป็นครั้งแรกตั้งแต่จำความได้

 

ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมจะเคยเห็นแต่วิคเตอร์ที่ดูเย็นชาและขี้โมโหมายื่นเคาะประตูรอตั้งแต่เช้า

 

มาทวงค่าเช่าบ้างละ

 

มาแกล้งให้โมโหแล้วก็บังคับให้พาไปกินข้าวบ้างละ

 

ทั้งๆ ที่ชอบทำหน้าไม่พอใจเวลาที่ผมไม่ยอมจ่ายค่าเช่าบ้าน หรือไม่ก็นอนค้างด้วยโดยที่ไม่เคยรอให้ผมอนุญาตก็ทำออกจะบ่อย

 

แต่วิคเตอร์ที่ดูอบอุ่นและใจดีขนาดนี้ผมเพิ่งจะเคยเห็นนี้สิ อย่ามายิ้มแล้วมองผมด้วยสายตาเจ้าเล่ห์แบบนั้นนะ

 

“บางที..” ผมว่าแล้วก็เอามือขึ้นมาเกาต้นคอตัวเอง

 

“ผมอาจจะรักนายมาตั้งนานแล้วก็ได้” หลังจากที่พูดจบผมก็รีบหันหลังให้วิคเตอร์ทันที ถึงจะมีอ้อมกอดจากคนข้างหลังมาช่วยเพิ่มความอบอุ่นแต่ร่างกายที่หนาวจนหูและจมูกเปลี่ยนเป็นสีแดงของผมก็ยังไม่ยอมหายไปสักที

 

ให้ตายเถอะ...อากาศมันหนาวเกินไปแล้วนะ!

 

ผมแอบบ่นคนเดียวในใจแล้วก้มหน้าซบแขนของวิคเตอร์

 

*****

 

***

 

*

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว