facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วนั้นเป็นนิทานกล่อมเด็ก

ชื่อตอน : กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วนั้นเป็นนิทานกล่อมเด็ก

คำค้น : นางเอกเก่ง นางร้าย ทะลุมิติ

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 68

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 พ.ค. 2565 18:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วนั้นเป็นนิทานกล่อมเด็ก
แบบอักษร

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าหญิงแสนสวยอยู่ในปราสาท เธอมีข้าราชบริพารมากมายรับใช้อยู่ในวัง ทุกวันของเธอเต็มไปด้วยความสุขสบาย แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกพึงพอใจเลยแม้แต่นิดเดียว 

วันหนึ่งเจ้าหญิงตัดสินใจออกไปเดินเล่นที่นอกปราสาทโดยไม่บอกกล่าวให้ใครรู้ เธอหลงทางอยู่ในป่าใหญ่ และได้พบฝูงหมาป่าที่หิวกระหาย 

เจ้าสัตว์ร้ายพวกนั้นรีบกระโจนเข้าตะครุบเจ้าหญิงอย่างไม่รีรอ 

ทว่า...ทันใดนั้นเอง ก็มีคุณหมีตัวใหญ่ปรากฏตัวขึ้นมาช่วยเจ้าหญิง มันเหยียดกายเต็มความสูง ทำตัวข่มขู่ศัตรู ต่อสู้กับพวกหมาป่าโดยไม่หวั่นเกรง จนได้ชัยชนะมาครอบครอง แต่กลับต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผลที่มีอยู่เต็มตัว 

‘ขอบคุณนะคะ’ 

เจ้าหญิงกล่าวคำนั้นซ้ำไปซ้ำมา เธอใช้น้ำตาวิเศษที่มีอิทธิฤทธิ์ในการรักษาโรคโรคา ชโลมไปทั่วร่างของคุณหมี ช่วยสมานบาดแผล บรรเทาอาการเจ็บปวด จนคุณหมีฟื้นขึ้นมา 

หลังจากนั้นทั้งคุณหมีและเจ้าหญิงก็ได้พูดคุยกัน แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่เธอก็รู้ตัวว่าตนได้ตกหลุมรักคุณหมีไปเสียแล้ว… 

 

ข้างในห้องพักของมาแชลตกแต่งโดยเน้นสีโทนอ่อนเป็นหลัก กลิ่นแป้งเด็กลอยอบอวลหอมคลุ้งไปทั่ว เตียงสีขาวดูเล็กน่ารัก มีหมอนขนาดใหญ่วางไว้เต็มไปหมด ผนังห้องถูกแปลงให้เป็นชั้นหนังสือมากมาย ส่วนมากจะเป็นนิทานพื้นบ้านกล่อมเด็กเข้านอน ตรงมุมห้องมีเบาะทรงกลมนุ่มๆ ขนาดใหญ่ น่าจะเอาไว้ใช้เป็นมุมนั่งอ่านหนังสือ 

น้อยแต่มากดูหรูหราอย่างบอกไม่ถูก ห้องตอนเด็กๆ ของฉันก็ถูกตกแต่งในลักษณะแบบนี้เหมือนกัน 

“รสนิยมของนายตอนสามขวบกับตอนนี้มันไม่เปลี่ยนไปบ้างเลยรึไง?” 

“นี่ก็ไม่ใช่ห้องที่อยากได้สักหน่อย” เขาบ่นอุบอิบ น้ำเสียงเจือปนความไม่สบอารมณ์อยู่เล็กน้อย ก่อนจะอธิบายเสริม “เธอได้สิทธิ์เลือกห้องกันเองใช่ไหมล่ะ แต่สำหรับผมกับเทย์เลอร์จะถูกพวกเขาจัดให้อย่างช่วยไม่ได้ ถึงห้องจะไม่ได้แย่ก็เถอะ แต่รู้สึกเหมือนโดนกลั่นแกล้งยังไงไม่รู้” 

ฉันนั่งลงบนเบาะขนาดใหญ่ให้ร่างจมตัวไปกับความนุ่มนิ่ม ก่อนจะหยิบสมุดกับปากกาที่พบติดตัวขึ้นมา 

“เอาล่ะ เข้าเรื่องเลยแล้วกัน” 

ฉันเปิดหน้ากระดาษที่เขียนด้วยตัวอักษรที่คิดค้นขึ้นมาเอง มันเป็นภาษาที่ฉันเข้าใจคนเดียว คนอื่นไม่มีทางอ่านออก เพราะฉะนั้นถึงใครจะเก็บสมุดเล่มนี้ไปได้ ก็ไม่มีประโยชน์หรอก 

“ประการแรกคือทางสแตนนาร์ดมั่นใจว่าจะชนะเกมนี้อย่างแน่นอน นายคิดยังไงกับเรื่องนี้กัน?” 

“ผมคิดว่ามันมีทริคที่ทำให้เล่นเกมนี้ง่ายขึ้น” มาแชลตอบ “การเล่นเกมตามกฎกติกาเป็นวิธีที่เสี่ยงมาก เราไม่สามารถหาคำตอบได้เลย หากเล่นเกมอย่างซื่อตรง...” 

“...” 

“ผมยอมรับว่าเทย์เลอร์เขาฉลาดเรื่องการหาช่องโหว่ที่คนส่วนมากมองไม่เห็น และการที่เขาใช้ชีวิตอย่างสบายใจได้ ไปเล่นสระน้ำ สนุกกับความบันเทิงบนเรือสำราญได้อย่างเต็มที่ แปลว่าพวกเขารู้วิธีการทำให้ตัวเองกลายเป็นผู้ชนะของเกมนี้แล้ว” 

ใช่ เพราะขณะที่ทางชารอนใช้ชีวิตกินหรูอยู่สบาย ชาววากันต์อย่างเรายังต้องอดๆ อยากๆ ไม่กล้าจับจ่ายซื้อของบนเรือ เพราะกลัวว่าหากเราเป็นฝ่ายแพ้ขึ้นมา จะต้องเสียแต้มคะแนนให้กับสิ่งอำนวยความสะดวกที่ซื้อไป 

ปัญหาตอนนี้ของเราคือ ต้องรู้ให้ได้ว่าใครคือราชาของฝั่งนั้นให้เร็วที่สุด 

ฉันกระแอมเสียง ก่อนจะเริ่มคำถามข้อถัดมา 

“ข้อที่สอง นายคิดว่าใครเป็นคนวางยาเทย์เลอร์กัน?” 

“ทริคง่ายๆ ที่ใช้ทั่วไป ทำร้ายตัวเอง แล้วโยนความผิดให้ฝ่ายตรงข้ามรับแทน” มาแชลตอบออกมาอย่างรวดเร็ว 

นั่นสิ ทริคที่ตัวร้ายพื้นๆ ใช้ทำทั่วไป ลอบวางยาพวกของตน แล้วใส่ร้ายป้ายสีฝั่งศัตรู สร้างภาพลักษณ์ให้พวกเราดูเลวร้ายอำมหิต 

“เพียร์อดใจรอถึงพรุ่งนี้ได้ใช่ไหมล่ะ?” มาแชลเอ่ย “ไว้เรามาดูกันว่าใครจงใจใช้แผนสกปรกแบบนี้เล่นงานเรา” 

พรุ่งนี้มีนัดไต่สวนเรื่องที่เทย์เลอร์โดนลอบวางยา หาตัวคนร้ายและมอบบทลงโทษให้แก่คนพวกนั้น อย่างที่บอกว่าถ้าเราเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่จำเป็นที่ต้องกลัวว่าจะต้องโทษได้รับผิดใดๆ ทั้งสิ้น 

“งั้น ตาผมเป็นฝ่ายถามกลับบ้าง” เขาเอ่ย “ข้อมูลที่เธอได้มาจากบิซาน่า ดอลคืออะไร?” 

หืม? แม้แต่มาแชลเองก็รู้เรื่องนี้ด้วยงั้นเหรอ 

แต่เอาเถอะ ฉันไม่แปลกใจหรอก หากสเตล่ารู้ เรื่องนี้ก็ต้องไปถึงหูซีเทียสอย่างแน่นอน พอซีเทียสรู้ คราวนี้แหละ ข่าวก็จะแพร่กระจายอย่างรวดเร็วประหนึ่งเชื้อไข้หวัดเลยล่ะ 

“ไม่มีอะไรหรอก” ฉันตอบ 

“งั้น ที่แลกเปลี่ยนไปก็ไม่มีความหมายเลยล่ะสิ” 

“ก็ใช่ เพราะฉันไม่ได้ข้อมูลจากยัยนั่นเลย...” 

“…” 

“ถ้าให้พูดตามตรงก็...ฉันไม่ได้เข้าร่วมพิธีจูบปัญญาอ่อนนั่นตั้งแต่แรกแล้วไงล่ะ” 

อีกฝ่ายจ้องตาฉันไม่กะพริบ ก่อนจะระบายยิ้มออกมา พร้อมกับรูปตาที่หรี่โค้งเป็นเสี้ยวจันทร์ 

“งั้นเหรอ…” 

ฉันเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ไม่กล้าสู้แววตาที่เปล่งประกายเจิดจ้าราวกับมีพระอาทิตย์สถิตอยู่นัยน์ตา ก่อนจะปิดสมุด ย้ายร่างตัวเองไปหย่อนตัวลงนั่งบนเตียงอย่างถือวิสาสะ 

“จะว่าไปนายป่วยมานานแค่ไหนแล้ว?” 

“ประมาณ…เช้าของวันนี้” มาแชลตอบ 

“ตัวร้อนมากไหม?” 

“ก็...ประมาณสามสิบแปดองศาละมั้ง” 

ขณะที่กำลังเอื้อมมือไปแตะสัมผัสหน้าผากอุณหภูมิสามสิบแปดองศาเพื่อพิสูจน์ความจริง มือของฉันก็หยุดชะงักนิ่งกลางอากาศ มันค้างอยู่สักพักด้วยความลังเลใจ ไม่ทันได้ถอยกลับลำเรือ เจ้าคนที่อยู่ตรงหน้าก็คว้ามือของฉันมากอบกุมเอาไว้ก่อน 

ฉันเบิกตากว้างโพลง เมื่ออีกฝ่ายเขยิบหน้าเข้ามาเอาคางเกยบนไหล่ของฉัน ก่อนจะใช้อีกมือหนึ่งดันแผ่นหลังให้ร่างของฉันประชิดใกล้ตัวเขามากที่สุด 

มือของมาแชลเย็นราวกับก้อนน้ำแข็ง ขณะที่ตัวของเขาอุ่นราวกับไปอังไฟมา เสียงหายใจที่ดังอยู่ข้างหูยาวลึกปกติดีไม่มีปัญหา สัมผัสถึงความชื้นได้จากเหงื่ออยู่นิดหน่อย 

ลมหายใจที่อุ่นร้อนของอีกฝ่ายฝังอยู่ตรงซอกคอ ทำให้ฉันหายใจถี่เร็วติดขัดตามเขา ตัวกระตุกสะดุ้งตกใจเมื่อริมฝีปากของอีกฝ่ายประทับรอยจูบบนซอกคอขาว ก่อนที่เขาจะอ้าปากฝังขมเขี้ยวลงไปบนเนื้อนุ่มนั่นแล้วงับมันเบาๆ 

“มาแชล!” 

ฉันทุบหลังเขาหนึ่งทีแล้วผลักตัวออกมา พลางยกมือขึ้นลูบคอ ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นใส่อีกฝ่าย แม้ฟันจะไม่ได้จมลึกไปกับเนื้อหนัง แต่ผิวของฉันก็ยุบเป็นรอยฟันที่เขาทิ้งตีตราเอาไว้ 

“นายเป็นโรคพิษสุนัขบ้ารึเปล่าเนี่ย!?” 

อาจจะเข้าข่ายก็ได้ เป็นไข้ แถมจู่ๆ ก็เกิดคลั่งกัดคนอื่นขึ้นมา 

“เป็นไข้ใช่ไหม ปวดหัวรึเปล่า ตัวสั่น เบื่ออาหาร อยากจะคลื่นไส้อาเจียนใช่ไหม นี่ถ้าฉันเกิดเป็นบ้าตามนายขึ้นมาจะทำยังไงเนี่ย!?” 

“ถ้าเกิดเป็นบ้า ผมจะยอมให้กัดคืน” 

“บ้า สกปรกจะตาย ใครอยากจะไปกัดนายกัน!” 

ฉันเหวี่ยงกำปั้นใส่เขาไปอย่างเต็มแรง อีกฝ่ายหลบการโจมตีของฉันได้อย่างง่ายดาย แล้วทิ้งตัวหนักๆ นอนลงบนเตียง ก่อนจะเหยียดตัวอย่างเกียจคร้านสบายใจ 

“เหงื่อเริ่มออกแล้ว อีกสักพักไข้ก็คงลด” เขาพึมพำ แกล้งหลงลืมความผิดที่ตัวเองทำไปเมื่อกี้ 

“ยาล่ะ?” ฉันกอดอกถาม 

“เป็นประจำไม่เคยขาด” 

“แล้วตั้งแต่รู้สึกไม่ดี นายไปหาหมอดูอาการบ้างรึยัง?” 

“อืม” เขาส่งเสียงตอบรับในลำคอ ก่อนที่อีกฝ่ายจะยกนิ้วชี้มาทางฉัน 

ฉันหันไปมองด้านหลังของตัวเอง แต่ก็ไม่พบใคร ก่อนจะจ้องเขากลับด้วยสายตางุนงง 

“เล่นซักประวัติขนาดนี้ ก็นึกว่าเป็นหมอซะอีก” 

“ถ้าอาการดีพอๆ กับปาก ตื่นขึ้นมาก็คงหายป่วยแล้วมั้ง” 

หลังจากที่จะเคลื่อนตัวออก ปล่อยให้เขาพักผ่อน จู่ๆ มือของฉันก็ดันเผลอไปปัดอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่บนเตียงเขาจนหล่นตกพื้น 

ฉันก้มลงไปเก็บ มันคือสมุดนิทานที่คุ้นเคย ไม่มีเด็กคนไหนในวากันต์ที่ไม่รู้จักนิทานเรื่องเจ้าหญิงกับคุณหมีผู้ใจดีในป่าใหญ่ 

“รอฟังอยู่นะ” มาแชลเอ่ย หลังเห็นฉันจ้องนิทานเล่มนั้นอยู่นาน 

เขาเป็นเด็กรึไง ต้องฟังนิทานก่อนนอนถึงจะหลับน่ะ 

“ไม่เอาหรอก เสียเงินเปล่า” 

ที่ด้านหลังของหนังสือมีราคาติดอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าจะอ่านหนังสือเล่มนี้ ก็ต้องซื้อมันก่อนสิจริงไหม? 

“มันเป็นของผมแล้วนะ” 

“?” 

“อันที่จริง…ซื้อไปอีกห้าเล่มแล้วด้วย” 

เขาหยิบโชว์หนังสือนิทานที่วางอยู่ข้างตัวหน้าตาเฉย โดยไม่อ่านอารมณ์บนใบหน้าของฉันสักนิดเดียว 

ฉันเม้มปากแน่น ก่อนจะหยิบสมุดนิทานเด็กฟาดเข้าไปที่แขนคนป่วยอย่างเต็มแรง ถึงเนื้อหาจะน้อยแต่ปกมันก็แข็งอยู่ แม้จะตีคนให้สะเทือนกายไม่ได้ แต่ก็ขอให้สะเทือนจิตสำนึกที่มีอยู่น้อยนิดก็ยังดี 

“คนอื่นเขาอดกินกันแทบตาย แต่นายกลับซื้อนิทานเด็กมาอ่านเล่นเนี่ยนะ!?” ฉันฟาดเขาไม่หยุดมือ “บ้ารึเปล่า มีจิตสำนึกไหมเนี่ย!” 

มาแชลคว้าจับข้อมืออีกฝ่าย หยุดการกระทำของฉัน ก่อนจะเลิกคิ้วถาม 

“ทำไมต้องอดกินกันแทบตายด้วยล่ะ?” 

“…” 

“ถึงเธอจะไม่เชื่อว่าผมจะพาทีมชนะ แต่ก็เชื่อมั่นในตัวเองหน่อยสิ ถ้าต้องอยู่บนเรือลำนี้อย่างอดอยากละก็ ไม่เท่ากับว่าพวกเราเป็นฝ่ายที่ยอมรับความพ่ายแพ้ตั้งแต่แรกแล้วงั้นเหรอ เพราะฉะนั้นแล้ว เพลิดเพลินกับการเล่นเกมบนเรือลำนี้ให้ถึงที่สุดเถอะ ไม่ต้องไปกังวลกับมันมากหรอก ถึงจะชนะไป เราก็ไม่ได้อะไรกลับมานอกจากความภาคภูมิใจอยู่ดีจริงไหม?” 

ฉันหยุดนิ่งคิดตามคำพูดของเขา 

ที่มาแชลพูดก็พอมีเหตุผลให้ฟังขึ้นอยู่หรอก ถึงจะชนะไป แต่ถ้าไม่มีความสุข มันก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี อีกอย่างเขาก็ซื้อมาอ่านแล้วด้วย จะด่าว่าเขาไปก็ไม่มีประโยชน์แล้ว 

ฉันถอนหายใจ กลับไปนั่งอย่างสงบ พลางหันไปจ้องอีกฝ่ายที่ใช้มือกำชับผ้าห่มคลุมร่างของตัวเองแน่น จ้องมองตาแป๋วรอฟังนิทานจากฉัน 

ฉันกลับไปจดจ่อนิทานที่อยู่บนมือของตัวเอง ก่อนจะเปิดหน้าหนังสือแล้วไล่สายตาอ่านออกเสียงตามคำขอของเด็กน้อย 

“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าหญิงแสนสวยอยู่ในปราสาท เธอมีข้าราชบริพารมากมายรับใช้อยู่ในวัง ทุกวันของเธอเต็มไปด้วยความสุขสบาย แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกพึงพอใจเลยแม้แต่นิดเดียว...” 

ฉันเล่านิทานไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงบทสรุปของเนื้อเรื่อง 

“สุดท้ายแล้ว เจ้าหญิงก็ยอมแลกน้ำตาวิเศษของตน เพื่อกลายร่างเป็นหมี และอยู่ร่วมกับคนที่รักไปตลอดชีวิต...” 

ฉันปิดหนังสือเล่มนั้นและวางมันลง ก่อนจะสังเกตมองเขาที่ไม่ยอมหลับตานอนสักที 

“เป็นอะไรที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผลเลยนะ” มาแชลวิจารณ์หนังสือ 

“นิทานเด็ก จะถามหาความสมเหตุสมผลทำไมล่ะ” 

“แล้วถ้าเธอเป็นเจ้าหญิงจะเลือกแบบไหนกัน?” เขาถาม ฉันหันกลับไปจ้องมองหนังสือ แล้วครุ่นคิด 

นั่นสิ ระหว่างหน้าที่กับความรักที่ดูเป็นไปไม่ได้จะเลือกแบบไหนกัน แต่ถ้าเป็นฉันคงไม่เลือกเส้นทางแบบยัยเจ้าหญิงนั่นแน่ๆ ฉันจะขอโลภมาก ไม่ยอมสูญเสียอะไรไปสักอย่างเลย 

“ฉันไม่โง่เหมือนเจ้าหญิงนั่นหรอกนะ เราขอให้คุณหมีกลายเป็นเจ้าชายก็ได้นี่ แบบนั้นจะได้ไม่ต้องละทิ้งหน้าที่และได้อยู่กับคนที่เรารักไปพร้อมๆ กันด้วย” 

มาแชลหลุดขำให้ในคำตอบของฉัน 

“เธอกำลังว่าเจ้าหญิงของเด็กทั้งประเทศว่าโง่อยู่นะ” 

“เปล่าหรอก ยัยเจ้าหญิงนั่นแค่ฉลาดน้อยกว่าฉัน” ฉันยักไหล่ตอบคนตรงหน้า “นิทานจบแล้ว ได้เวลานอนแล้วค่ะ” 

ฉันผละตัวออกจากเตียง แล้วมุ่งหน้าไปหาของใช้ในตู้ ก่อนจะหอบพวกผ้าห่มผืนเล็กและผ้าปิดตา ไปกองไว้ตรงเบาะนุ่มๆ ขนาดใหญ่ ซึ่งคืนนี้มันจะถูกทำเป็นเตียงนอนชั่วคราวของฉัน 

ระหว่างที่ฉันเดินไปหยิบหมอนสักใบสองใบแบ่งจากเตียงของมาแชล จู่ๆ ร่างที่นอนแผ่ราบ กลับเด้งขึ้นมาโจมตีฉันแบบไม่ทันให้ตั้งตัว 

แปะ! 

มาแชลเอาอะไรบางอย่างมาแปะแก้มข้างซ้ายของฉันอย่างรวดเร็ว 

สติ๊กเกอร์? 

“นี่เป็นของรางวัลที่อ่านจบเล่มไง” เขาเอ่ย ก่อนที่ฉันจะดึงสติกเกอร์ที่ติดอยู่บนแก้มออกมา มันเขียนไว้ว่า ‘อ่านเก่งมากเลยจ้ะ หนูน้อย’ เป็นอันเดียวกับสติ๊กเกอร์ที่แถมในหนังสือนิทาน 

“พวกผู้ใหญ่เขาชอบทำกันใช่ไหม?” 

เขาเลิกคิ้วถาม 

“ให้สติ๊กเกอร์กับเด็กที่ทำเรื่องดีๆ น่ะ…” 

“ฉันไม่เคยได้ยินเลยย่ะ!” 

คืนนั้นจบลงที่ฉันทุ่มหมอนใส่หน้าอีกฝ่ายไปรอบหนึ่ง ก่อนจะกลับไปนอนบนเก้าอี้นุ่มๆ อย่างสงบสุข 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว