ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

-18- 1/2 ให้รัญจวนใจดวงน้อย

ชื่อตอน : -18- 1/2 ให้รัญจวนใจดวงน้อย

คำค้น : มิอาจพรากขวัญ, นิยายวายพีเรียยด,นิยายวาย, พีเรียด

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 449

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 มี.ค. 2565 19:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
-18- 1/2 ให้รัญจวนใจดวงน้อย
แบบอักษร

“ข้าเดินทางมาจากหงสากว่าจักถึงอยุธยาก็ร่วมเดือน เดินทางเพียงผู้เดียว เหนื่อยจวนจักตัดใจ หากแต่พอนึกถึงกระดูกของแม่ที่อยู่ในย่าม ข้าก็มีแรงเดินทางต่อ”  

“...” 

“ขนาดข้ายังทนได้ นับประสากระไรกับหมื่นท่าน”  

“...” 

“หมื่นท่านแข็งแรงกว่าข้าเป็นไหนไหน อีกไม่นานคงฟื้นเป็นแน่แท้” 

ขวัญรำพึงถึงความเหน็ดเหนื่อยที่ตนประสบพบก่อนมาถึงอยุธยาให้ร่างบนเตียงฟัง เจ้าตัวหวังว่าจะทำให้หมื่นพลทัตตื่นขึ้นมาเอ็ดว่ารำคาญที่สิ่งที่ตนพร่ำเพ้อ เป็นเวลาร่วมห้าวันแล้วที่ขุนนางหนุ่มยังคงนอนไร้สติ แม้จะละเมอในบางคืน แต่นั่นก็ไม่ช่วยทำให้หมื่นพลทัตฟื้นขึ้นมา แผลที่ถูกเย็บไว้เริ่มที่จะไม่ช้ำเลือดช้ำหนอง หมอตะวันตกที่ตามมาดูอาการเมื่อไม่กี่วันก่อนนึกชื่นชมกับการรักษาของขวัญ ทั้งยังบอกว่าหากขวัญไม่ทำเช่นนี้ หมื่นพลทัตคงสิ้นใจเพราะเสียเลือดมาก แต่ก็ต้องหมั่นทำความสะอาดแผลไม่ให้ติดเชื้อ 

“หากหมื่นท่านฟื้นขึ้นมา ข้าจักทำอาหารอร่อย ๆ ให้กิน” ปากอิ่มยังคงเจื้อยแจ้วแม้สายตาจะบ่งบอกว่ากำลังกังวลอยู่มากโข 

ยามนี้ดวงอาทิตย์กำลังลาลับ บ่าวไพร่ต่างแยกย้ายไปทำกิจส่วนตัว บัวยังคงมิกลับจากสุพรรณบุรี แม่หญิงไพลินที่อยู่ดูแลน้องชายเฉพาะตอนกลางวันกลับเรือนไปแล้ว ด้วยเพราะพระอเนกศิลป์ไม่ประสงค์ให้ภรรยานอนค้างที่เรือนของหมื่นพลทัต หญิงสาวจึงต้องเดินทางกลับเรือนทุกเย็น ขวัญอยู่ดูแลหมื่นพลทัตไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มือเล็กใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาด ๆ เช็ดไปตามใบหน้าและซอกคอที่ร้อนผ่าวของร่างบนเตียง 

แขนของชายหนุ่มถูกจับแยกออกจากลำตัวเพื่อที่จะได้มีช่องว่างให้ผ้าในมือเล็กเช็ดไปที่ซอกรักแร้ หมื่นพลทัตยังคงมีไข้สูง ขวัญไม่ทันได้สังเกตว่าขณะที่ตนกำลังเช็ดตัวนั้น นิ้วเรียวยาวของร่างบนเตียงกระตุกขึ้นชั่วขณะ หมื่นพลทัตเริ่มที่จะรู้สึกเจ็บเมื่อถูกอีกฝ่ายเช็ดกายให้ ทว่าเปลือกตายังคงปิดสนิท หลังจากเช็ดตัวเสร็จ ขวัญจึงกลับมานั่งข้าง ๆ อีกฝ่ายเหมือนเดิม ท้องของเจ้าตัวเริ่มที่จะร้องโครกครากราวกับประชดเจ้าของร่างว่าหิวเหลือเกิน 

“จักกินลงได้อย่างไร...” ขวัญลูบท้องของตนไปมา แม้จะรู้สึกหิวแต่เจ้าตัวกลับเลือกที่จะเพิกเฉย 

เด็กหนุ่มเอื้อมมือไปกดตรงหว่างคิ้วของหมื่นพลทัตเมื่อพบว่ามันขมวดเสียจนเห็นได้ชัด อีกฝ่ายอาจจะกำลังฝันร้าย มือนั้นค่อย ๆ เกลี่ยวนไปมา หวังให้หมื่นพลทัตได้นอนหลับฝันดี แต่คงจะดีกว่าหากเจ้าของร่างลืมตาตื่นขึ้นมา ขวัญยังคงรู้สึกผิดที่ขอร้องให้หมื่นพลทัตเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ รู้สึกผิดได้ไม่ทันไรก็มีคนเปิดประตูเข้ามา เป็นหมื่นเดชาที่มีสีหน้ากรุ่นโกรธเด็กหนุ่ม ข้อมือบางถูกสหายร่วมอุดมการณ์ของหมื่นพลทัตกระชากอย่างแรง ขวัญเสียการทรงตัวจึงเผลอล้มทับร่างของหมื่นพลทัต 

“เอ็งมันหาเชื่อใจได้ไม่!” หมื่นเดชาลากขวัญออกมาด้านนอก ทิ้งไว้เพียงคนเจ็บที่เริ่มรู้สึกตัว หมื่นพลทัตค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาด้วยความยากลำบาก ภาพยังคงขมุกขมัวและเลือนลาง เจ้าของใบหน้าคมนิ่วหน้าเจ็บแต่ไม่นานก็ต้องปิดลงดังเดิม มิทันได้มีสติเอ่ยเรียกผู้ใด 

  

ถูกลากออกมาได้ไม่ทันไร ขวัญก็ถูกหมื่นเดชาผลักจนตกบันไดเรือน ร่างเล็กล้มกลิ้งไม่เป็นท่า โชคดีที่ศีรษะไม่ได้ฟาดกับพื้น ขวัญพยุงตัวลุกขึ้นก่อนจะมองไปยังหมื่นเดชาด้วยความโกรธไม่ต่างจากอีกฝ่าย ยังมิทันได้ทำกระไร เหตุใดสหายของหมื่นพลทัตถึงทำรุนแรงกับตนเยี่ยงนี้ เด็กหนุ่มไม่เข้าใจว่าหมื่นเดชากำลังเกรี้ยวกราดด้วยเรื่องใด 

“เอ็งเป็นสายให้จมื่นเลิศใช่ฤๅไม่!” ขุนนางวัยยี่สิบปลายตวาดลั่น 

“มะ...หมื่นท่านพูดกระไร ข้าไม่รู้เรื่อง” 

“อย่าแกล้งทำเป็นมิรู้ความ หมื่นทัตน่าจักรู้ตั้งแต่แรกว่าคนหงสาเช่นเอ็งมันไว้ใจไม่ได้ เอ็งเคยอยู่ที่เรือนของจมื่นเลิศ แต่จู่ ๆ ก็กลับมาหาหมื่นทัต หากมิได้สมรู้ร่วมคิดกัน แล้วเหตุอันใดเอ็งถึงกลับมา!” 

“...” 

“จมื่นเลิศเป็นลูกเขยของพระยาเสน่หา มีฤๅจักมิร่วมมือกัน” 

“ข้าไม่ได้ทำ คนอย่างข้าฤๅจักหักหลังหมื่นท่าน”  

“ปากเอ็งจักพูดกระไรก็ได้ อย่างไรเสียวันนี้ข้าจักเค้นให้เอ็งยอมรับให้ได้!” 

ข้อมือทั้งสองถูกหมื่นเดชาจับแน่น ขุนนางแห่งกรมพระนครบาลเตรียมนำเชือกมาผูกขวัญไว้กับเสาหมายจะเฆี่ยนตีให้รับผิด เสียงร้องโวยวายของขวัญสร้างความรำคาญแก่หมื่นเดชา มือใหญ่ผลักใบหน้าหวานโขกกับเสาเรือน ขณะที่บ่าวไพร่ต่างติฉินนินทาเรื่องที่ขวัญทรยศหมื่นพลทัต อ่ำเห็นท่าไม่ดีจึงรีบมาห้ามไว้ 

“หมื่นท่านจักทำกระไรไอ้ขวัญขอรับ!” 

“ข้าจักเฆี่ยนมัน ให้มันยอมรับว่าเป็นสายให้จมื่นเลิศ” 

“ไอ้ขวัญจักเป็นสายให้พวกนั้นได้อย่างไร มันห่วงคุณทัตยิ่งกว่าตัวมันอีกหนาขอรับ หมื่นท่านคงเข้าใจผิด” อ่ำพยายามพูดให้หมื่นเดชาหยุดทำร้ายขวัญ 

“เอ็งว่าข้าคิดไปเองรึ!” 

“ข้าแค่...” 

“ข้าเห็นจมื่นเลิศกำลังคุยกับใครบางคนที่หลังกำแพงวัง ไอ้คนที่จมื่นเลิศคุยด้วยมันมีรอยสักรูปพญานาคที่แขน ลายเดียวกับคนที่ข้าต่อสู้ด้วย ข้าจำได้แม่นยำ เอ็งคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญรึ ทั้งไอ้ขวัญก็มาจากเรือนนั้นอีก” 

แม้จะรู้เบาะแสผู้ที่ดักซุ่มโจมตี ทว่าหมื่นเดชากลับทำกระไรไม่ได้ อีกฝ่ายมีศักดินาที่สูงกว่า หากไม่มีหลักฐานที่ทำให้ฝ่ายนั้นดิ้นไม่หลุด ตนก็ยังคงเอาผิดพระยาเสน่หาไม่ได้ หมื่นเดชารู้สึกคับแค้นใจจนกล่าวโทษขวัญโดยที่ไม่ฟังกระไรทั้งสิ้น ต่อจากนี้การจับกุมผู้ที่อยู่เบื้องหลังการลักลอบขนสินค้าต้องห้ามคงทำได้ยากเพราะว่าฝ่ายนั้นเหมือนจะเริ่มรู้ตัวแล้ว 

“แต่จมื่นเลิศเป็นพี่ชาย...”  

“พี่ชายที่อิจฉาน้องน่ะรึ!” หมื่นเดชาตอกกลับหวานที่เดินมาสมทบ เมื่อสิบปีก่อนหมื่นเดชาอยู่ในเหตุการณ์ที่จมื่นพลเลิศโยกเรือที่หมื่นพลทัตนั่งจนอีกฝ่ายตกลงไปในน้ำ 

“ถึงอย่างไรก็มิควรกล่าวหาไอ้ขวัญโดยไม่มีหลักฐานขอรับ”  

“ไอ้อ่ำ! ข้ามิได้อยากกล่าวหาใครพล่อย ๆ ก่อนหมื่นทัตจักตามข้าไป หมื่นทัตแวะมาที่เรือน ไอ้ขวัญมันคงนำความไปบอกนายเก่าของมันเป็นแน่” 

“ข้ามิได้เป็นบ่าวของผู้ใด! แลข้าก็ไม่รู้ว่าหมื่นท่านกลับมาที่เรือน...” 

“โกหก!” 

“คงต้องรอให้คุณทัตฟื้นแล้วค่อยว่ากันอีกที คุณทัตคงไม่พอใจหากหมื่นท่านรังแกคนของเขาเยี่ยงนี้”  

“แล้วเอ็งจักเสียใจที่เชื่อใจคนต่างเมือง” เพราะเห็นว่าอ่ำเป็นบ่าวคนสนิทของหมื่นพลทัต หมื่นเดชาจึงเลือกที่จะยอมความชั่วคราว ขุนนางแห่งกรมพระนครบาลตัดสินใจเดินขึ้นเรือนไปเยี่ยมหมื่นพลทัตในที่สุด 

ขวัญเข่าอ่อนเพราะถูกใส่ความ แข้งขามีรอยถลอกเพราะตกบันได หน้าผากบวมปูดเพราะถูกจับโขกกับเสาเรือน น่าสมเพชเวทนาแก่ผู้พบเห็น เด็กหนุ่มกำลังถูกบ่าวไพร่ในเรือนยกเว้นหวานกับอ่ำมองอย่างไม่เป็นมิตร การถูกใส่ความโดยที่ไม่ได้ทำกระไรผิดเป็นเช่นนี้เองหรือ สิ่งนี้ทำให้เจ้าตัวหวนคิดถึงบิดาที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ ยามนั้นบิดาคงทุกข์ทรมานยิ่งกว่าที่ตนเจอร้อยเท่าพันเท่า 

“มุงดูกระไรกัน! จักไปไหนก็ไป!” อ่ำเอ่ยไล่บ่าวไพร่คนอื่นที่เริ่มเอนเอียงไปกับคำพูดของหมื่นเดชา 

“ข้าพากลับเรือน” หวานอาสาพยุงขวัญกลับเรือนเครื่องผูกหลังเก่า 

“ไม่ ข้าจักขึ้นไปบนเรือนใหญ่” 

“เอ็งจักไปได้บนเรือนใหญ่ได้อย่างไร ก็เห็นมิใช่ฤๅว่าหมื่นเดชาขึ้นไปข้างบน หากหมื่นเดชากลับเมื่อใดเอ็งค่อยขึ้นไป” อ่ำเดินเข้ามาจับขวัญไว้ 

“หากหมื่นท่านเป็นกระไรขึ้นมา ผู้ใดจักดูแล พี่รู้รึว่าต้องทำกระไรบ้าง” เด็กหนุ่มยังคงดื้อรั้นจะขึ้นเรือนใหญ่ 

“เอ็งน่ะห่วงตัวเองบ้างไอ้ขวัญ ดูสภาพเอ็งตอนนี้สิ ไม่ต่างกระไรกับหมา หน้าผากก็บวมเป็นลูกแตงโม” 

ขวัญจำใจไปพักที่เรือนเครื่องผูกหลังเล็กโดยมีหวานตามมาด้วย ขณะที่อ่ำขึ้นไปบนเรือนเฝ้าหมื่นพลทัตแทน เรือนสี่เหลี่ยมขนาดเล็กมีเพียงหมอนและผ้าห่ม หวานช่วยทายาให้ขวัญก่อนจะหาข้าวหาน้ำมาให้กินเป็นอย่างดี 

“กินเสียสิ” 

“พี่หวาน ข้าไม่ได้เป็นสายให้จมื่นเลิศ” 

“...” 

“พี่ไม่เชื่อข้าฤๅ ไยเงียบไป ฤๅทุกคนคิดว่าข้าเป็นคนเช่นนั้น” ขวัญผลักจานออก ร่างเล็กที่นั่งกอดเข่านึกเสียใจที่ไม่มีผู้ใดไว้ใจตน 

“ข้ากับไอ้อ่ำเชื่อเอ็ง หากไม่เชื่อคงไม่กล้าเถียงกับหมื่นเดชาดอก”  

“จริงฤๅ...” 

“เออ” 

ขวัญนั่งกินข้าวทั้งน้ำตา อยู่กับหวานเพียงสองคน คงไม่เป็นกระไรที่จะปลดปล่อยความอึดอัดออกมา โชคดีที่ยังมีคนเชื่อว่าตนไม่ได้ทำ แม้อยู่ห่างจากหมื่นพลทัตเพียงเอื้อม แต่เด็กหนุ่มกลับรู้สึกเป็นห่วงอีกฝ่ายจนนอนไม่หลับ หลายวันมานี้ขวัญนอนเฝ้าคนเจ็บจนคุ้นชิน เมื่อกินข้าวเสร็จหวานได้ยื่นน้ำสมุนไพรให้ขวัญดื่ม 

“เอ็งนอนเถิด หมื่นเดชากลับไปเมื่อใด ข้าจักปลุกเอ็งให้ขึ้นไปบนเรือนนั้น” 

“ปลุกข้าด้วยหนา” เด็กหนุ่มกล่าวก่อนจะหลับตา 

“เออ” 

อยู่เฝ้าจนมั่นใจว่าอีกฝ่ายหลับสนิทแล้ว หวานก็ดื่มน้ำสมุนไพรที่เหลืออยู่จนหมด เด็กหนุ่มคงไม่รู้ว่าในน้ำนี้มีส่วนผสมของกัญชาที่มีสรรพคุณทำให้หลับง่ายขึ้น มือสากกร้านแดดลูบศีรษะขวัญ ทั้งรู้สึกสงสารและเห็นใจที่ขวัญต้องมาถูกหมื่นเดชากล่าวหาโดยที่มิได้ทำกระไรผิด 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว