facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 19 ข่มขู่

ชื่อตอน : บทที่ 19 ข่มขู่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 773

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 มี.ค. 2565 17:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 19 ข่มขู่
แบบอักษร

โต้วเวยเอ๋อร์ยังพูดอะไรต่อไปอีก แต่เยี่ยชิงซินไม่ได้ฟังเข้าหูเลย เธอพูดขัดเบาๆ ว่า “เวยเอ๋อร์ ฉันเป็นเพื่อนเธอหรือเปล่า” 

โต้วเวยเอ๋อร์สะดุ้ง จากนั้นก็ยิ้มออกมา “ถามอะไรเนี่ย เธอก็ต้องเป็นเพื่อนฉันอยู่แล้วน่ะสิ แถมยังเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันอีกต่างหาก” 

“งั้นเธอก็ฟังฉันหน่อยเถอะ อย่าไปเลย” สีหน้าของเยี่ยชิงซินเคร่งขรึมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ถึงฉันจะไม่ค่อยเข้าใจที่นั่นสักเท่าไหร่นัก แต่ฉันก็รู้ว่าที่นั่นไม่ใช่ที่ที่ผู้หญิงควรไป เธอเข้าใจความหมายของฉันใช่ไหม” 

โต้วเวยเอ๋อร์ยิ้มกว้างขึ้นไปอีก “ฉันเข้าใจ ฉันก็แค่ยกขึ้นมาพูดเท่านั้นแหละ อันที่จริงแล้วก็ไม่ได้คิดจะไปจริงๆ หรอก ช่างเถอะ ไม่พูดเรื่องนี้แล้วดีกว่า เธอกลับบ้านครั้งนี้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกันแน่ ต้องให้ฉันช่วยอะไรหรือเปล่า ฉันยังพอมีเงินเก็บอยู่บ้างนะ ตอนนี้ยังไม่ต้องใช้อะไร” 

คำพูดของเธอทำให้เยี่ยชิงซินรู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมา 

โต้วเวยเอ๋อร์อยู่ในสถานะใกล้เคียงกับเยี่ยชิงซิน ถึงขั้นแย่กว่าเยี่ยชิงซินเสียด้วยซ้ำ แต่เธอพูดแบบนี้ออกมาได้ ทำให้เยี่ยชิงซินรู้สึกว่าหาได้ยากนัก 

“ขอบใจเธอมากนะเวยเอ๋อร์ แต่ว่าไม่ต้องแล้วละ ฉันจัดการธุระเรียบร้อยไปแล้ว ไม่มีปัญหาอะไรหรอก” 

“จริงหรือเปล่า เธอไม่ต้องเกรงใจฉันหรอกนะ” 

เยี่ยชิงซินยิ้ม “จ้ะ” 

 

คืนนั้น 

เยี่ยชิงซินรับสายจากไถเจิ้งถิง เขาบอกให้เธอไปหาตรงหน้าประตู คิดไม่ถึงว่าเขาจะรู้ว่าเธอออกจากโรงพยาบาลแล้วเร็วขนาดนี้ 

เมื่อได้ยินเสียงของไถเจิ้งถิง หัวใจของเยี่ยชิงซินก็มีความรู้สึกรังเกียจอย่างรุนแรงผุดขึ้นมา 

เธอไม่อยากเจอเขาเลย 

แต่เขาบอกว่าจะคุยกับเธอเรื่องอาการป่วยของโจวเชี่ยวเชี่ยว 

เยี่ยชิงซินวางสายก่อนจะใส่เสื้อคลุมแล้วออกจากหอพักไป 

หน้าประตูมหาวิทยาลัย B ในยามค่ำคืนมีแสงไฟริบหรี่  ตรงหน้าประตูมีถนนเส้นหนึ่งกั้นอยู่ละฝั่งตรงข้ามมีแม่น้ำเล็กๆ อยู่สายหนึ่ง มีแผงของกินเล่นตั้งอยู่แน่นขนัดไปหมด แต่ละแผงมีดวงไฟเล็กๆ ประดับอยู่ เมื่อมองจากที่ไกลๆ ก็ดูราวกับธารดวงดาว 

ตอนนี้เพิ่งจะหนึ่งทุ่มกว่าๆ จึงมีนักเรียนเดินไปเดินมามากมาย 

เยี่ยชิงซินเพิ่งจะเดินไปถึงประตูก็เห็นรถยนต์สีดำคันหนึ่งกะพริบไฟสองครั้ง 

เธอเดินไปเปิดประตูรถแล้วเข้าไปนั่ง 

ไถเจิ้งถิงเพิ่งอายุห้าสิบต้นๆ เขากรำงานอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าเป็นเวลากว่าสามสิบปีแล้ว บนร่างจึงมีอานุภาพและท่าทีของผู้ชายที่ประสบความสำเร็จอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อเทียบกับจิ่งปั๋วยวนแล้วก็ห่างไกลกันลิบลับ 

อย่างน้อยที่สุดเมื่อเยี่ยชิงซินเห็นจิ่งปั๋วยวนก็จะรู้สึกตระหนกด้วยสัญชาตญาณ แต่เมื่อเห็นไถเจิ้งถิงกลับไม่เป็นเช่นนั้น 

สีหน้าของเยี่ยชิงซินเฉยชา “คุณน้ามีเรื่องอะไรก็รีบพูดเถอะค่ะ อีกประเดี๋ยวที่หอก็จะดับไฟแล้ว หนูต้องรีบกลับก่อนเขาจะดับไฟน่ะค่ะ” 

สายตาของไถเจิ้งถิงมองเธอนิ่ง ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็ยิ้มออกมา “เธอยังโกรธน้าอยู่อีกเหรอ ต้องโทษที่วันนั้นน้า…” 

น้ำเสียงนั้น…ช่างเหมือนกับกำลังจีบกับคนรัก 

“คุณน้า!” เยี่ยชิงซินขัดจังหวะโดยไม่แม้แต่จะมองหน้าเขาด้วยซ้ำ เธอแค่เน้นย้ำอีกครั้งว่า “คุณน้ามาหาหนูมีธุระอะไรกันแน่คะ” 

ไถเจิ้งถิงหัวเราะเบาๆ สายตาที่มองมาทางเยี่ยชิงซินเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจว่าอยากได้อะไรก็ต้องได้อย่างนั้น 

เขาจุดบุหรี่มวนหนึ่งขึ้นมาด้วยท่าทางอ้อยอิ่ง หลังจากดูดเข้าไปคำหนึ่งก็เอ่ยขึ้นว่า “เมื่อวานซืนน้าออกไปทำงานที่เมือง T เลยแวะไปหาเชี่ยวเชี่ยวมา” 

คนที่เขาเรียกว่าเชี่ยวเชี่ยวก็คือโจวเชี่ยวเชี่ยว แม่ของเยี่ยชิงซินนั่นเอง 

มือทั้งสองของเยี่ยชิงซินที่วางไว้บนตักบีบแน่น 

ไถเจิ้งถิงหรี่ตาพลางดื่มด่ำกับการกระตุ้นประสาทสัมผัสจากบุหรี่ เขาพูดต่อไปว่า “หมอฉู่บอกว่าแม้หลายปีมานี้เชี่ยวเชี่ยวจะอารมณ์มั่นคง ไม่ได้แสดงอาการป่วยอีก แต่อย่าให้เธอถูกกระตุ้นจะดีที่สุด ไม่อย่างนั้นแล้ว ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไรหมอก็ยังไม่กล้ารับประกัน สองวันนี้น้าสะใภ้เขาโวยวายว่าจะไปเมือง T เพื่อเยี่ยมเยียนเชี่ยวเชี่ยวอยู่นั่นแหละ…” 

หมอฉู่ที่เขาพูดถึงก็คือจิตแพทย์ของโจวเชี่ยวเชี่ยว  

“…แต่เธอก็รู้ว่าช่วงนี้น้าสะใภ้เขากินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะเรื่องของซืออวิ๋น ช่วงนี้ก็เลยหงุดหงิดง่ายผิดปกติ ถ้าหากน้าสะใภ้เธอไปที่นั่นและพูดอะไรไม่น่าฟังแล้วไปกระตุ้นเชี่ยวเชี่ยวเข้าจนทำให้เชี่ยวเชี่ยวอาการกำเริบขึ้นมา หรือว่าไปทำเรื่องอะไรที่ไม่ดีก็คงจะแย่เลยนะ ซินซิน เธอว่าทำยังไงดีล่ะ น้าพอจะขัดขวางได้สักพัก แต่ก็คงจับตาดูตลอดเวลาไม่ได้หรอก เธอว่าถูกไหมล่ะ” 

เขากำลังข่มขู่เยี่ยชิงซิน 

ตอนนั้นโจวเชี่ยวเชี่ยวกับไถเจิ้งถิงเป็นคู่รักวัยแรกรุ่น จนถึงขั้นหมั้นหมายพูดคุยเรื่องแต่งงานกันแล้ว แต่โจวเชี่ยวเชี่ยวกลับไปหลงรักเย่จวิ้นตงซึ่งไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัวเลยและชิงแต่งงานกับเยี่ยจวิ้นตงก่อนโดยไม่สนใจความสัมพันธ์กว่ายี่สิบปีกับไถเจิ้งถิงและไม่สนใจว่าพ่อแม่จะทัดทานอย่างไร 

ทำเอาสองพ่อแม่ตระกูลโจวโมโหเสียจนแทบจะตัดความสัมพันธ์กับเธอ 

โจวเชี่ยวเชี่ยวรู้สึกเอาเองว่าค้นพบความสุขแล้ว ทว่าแม้แต่ฝันเธอก็คงคิดไม่ถึงว่าจะมีวันหนึ่งที่ถูกเยี่ยจวิ้นตงทิ้งไปอย่างใจดำโดยไม่เหลืออะไรไว้ให้เธอเลย ทิ้งไว้เพียงลูกวัยละอ่อนสองคน ซ้ำร้ายยังมีคนหนึ่งที่ด้อยสติปัญญาอีกด้วย 

เมื่อคุณพ่อโจวทราบข่าวนี้ก็วูบไปแล้วไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลย และจากไปเช่นนี้เอง 

ส่วนคุณแม่โจว เนื่องจากเสียใจเกินไปจึงเป็นลมล้มลงบนพื้นหิมะแล้วแข็งตายทั้งเป็น 

เมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นเป็นชุดต่อเนื่องกัน จึงทำให้จิตใจของโจวเชี่ยวเชี่ยวผิดปกติไป เธอล้มป่วยนอนอยู่บนเตียงโดยไม่กินไม่ดื่ม ไม่พูดไม่จา ดวงตาล่องลอยว่างเปล่าราวกับคนตายอย่างไรอย่างนั้น เธอถึงกับฆ่าตัวตายหลายครั้ง เคราะห์ดีที่มีคนไปพบทันเวลา 

หมอบอกว่าเธอเป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง 

เยี่ยชิงซินไม่กล้าจินตนาการเลยว่าหากแม่ป่วยขึ้นมาอีกครั้งจะเป็นเช่นไร 

คำพูดเหล่านั้นของไถเจิ้งถิงก็คือกำลังข่มขู่เธอ หากเธอไม่ให้ความร่วมมือช่วยไถซืออวิ๋นออกมา พวกเขาก็จะลงมือกับแม่ของเธอ 

เยี่ยชิงซินกำมือแน่นจนข้อนิ้วซีดขาวไปหมด 

“พรุ่งนี้หนูจะไปสถานีตำรวจแล้วบอกว่าหนูไม่ระวังเองก็เลยลื่นล้ม ไม่เกี่ยวอะไรกับไถซืออวิ๋นเลย” 

ไถเจิ้งถิงหัวเราะออกมาเบาๆ “เธอคิดได้ก็ดีแล้ว พรุ่งนี้เก้าโมงเช้าน้าจะมารับเธอนะ” 

“ตอนบ่ายแล้วกันค่ะ ตอนเช้าหนูมีเรียน” 

ไถเจิ้งถิงลดหน้าต่างลงพลางเคาะเถ้าบุหรี่ออกนอกหน้าต่างแล้วพูดเสียงหนักแน่นว่า “พรุ่งนี้เก้าโมงเช้า” 

เขาไม่ยอมให้เธอปฏิเสธ 

กลีบปากของเยี่ยชิงซินเม้มเข้าหากันแน่น เธอเปิดประตูลงจากรถโดยไม่พูดอะไรอีก  

ค่ำคืนกลางฤดูหนาวช่างหนาวเหน็บถึงเพียงนั้น 

หลังถูกพ่อทิ้งไป เธอก็บ้านแตกสาแหรกขาด ไถเจิ้งถิงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในเวลาที่ครอบครัวของเธอลำบากที่สุดแล้วช่วยเหลือครอบครัวเธอให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดมาได้ นี่คือความจริงที่ไม่อาจโต้แย้ง 

ถ้าตัดความรู้สึกซาบซึ้งในช่วงแรกออกไป ภายหลังเยี่ยชิงซินก็สงสัยมาตลอดว่าความช่วยเหลือของไถเจิ้งถิงในตอนนั้นเป็นเพราะอะไรกันแน่ 

เป็นเพราะคิดถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อโจวเชี่ยวเชี่ยวในอดีตหรือ ก็ไม่แน่นัก เพราะทุกการกระทำที่ไถเจิ้งถิงทำต่อเยี่ยชิงซินนั้นล้วนทำให้เยี่ยชิงซินตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่าไถเจิ้งถิงไม่ได้ปรารถนาดีอะไรกับครอบครัวของเธอเลย 

เช่นนั้นเป็นเพราะอะไรกันเล่า ครอบครัวของเธอกระจัดกระจายไปหมดแล้วจึงไม่มีอะไรให้เขาเอาไปทำเงินได้ แล้วเป็นเพราะเหตุผลอะไรกันแน่ เขาจึงได้ค้ำจุนดูแลครอบครัวที่แตกสลายไม่มีชิ้นดีของเธอมาเป็นสิบปี  

เยี่ยชิงซินเดินเข้าหอพักไปพร้อมหัวที่มึนตึ้บไปหมด 

เธอไม่กล้าบอกเรื่องราวเหล่านี้ให้แม่ฟังเลย เพราะเธอกลัวว่าแม่จะถูกกระทบเข้า 

วันต่อมา หลังจากเรียนสองคาบเช้าเสร็จก็เป็นเวลาเก้าโมงครึ่ง เยี่ยชิงซินหาข้ออ้างลาหยุดกับอาจารย์ เธอเรียนดีจึงลาหยุดได้ง่ายหน่อย อาจารย์ยอมให้เธอลาโดยไม่ได้ถามอะไรมากมาย 

เมื่อเยี่ยชิงซินเดินออกจากประตูมหาวิทยาลัย B ก็เห็นรถยนต์สีดำคันเดียวกับเมื่อคืนจอดอยู่ข้างถนน เธอชะงักฝีเท้าครู่หนึ่งแล้วเดินไปขึ้นรถ 

ภายในรถ 

หลี่ซูเฟินมองเยี่ยชิงซินด้วยสายตาอันเป็นปฏิปักษ์แล้วพ่นออกมาด้วยความเกลียดชังว่า “นังหมาป่าตาขาว!” 

เยี่ยชิงซินหันขวับไปแล้วยิ้มจางๆ ให้เธอ เผยให้เห็นฟันขาวสะอาดเป็นระเบียบของเธอ  “สวัสดีค่ะน้าสะใภ้” 

ท่าทางยิ้มแย้มและอบรมมาดีแบบนั้นทิ่มแทงดวงตาของหลี่ซูเฟินจนเจ็บขึ้นมา อยากจะด่าอะไรก็ด่าไม่ออก ทำเอาหน้าเขียวคล้ำไปหมด 

ไถเจิ้งถิงขับรถมุ่งหน้าตรงไปยังสถานีตำรวจโดยไม่พูดอะไรสักคำ 

การเดินเรื่องนั้นราบรื่นมาก 

เดิมทีไถเจิ้งถิงก็มีสายสัมพันธ์อันกว้างขวางในเมืองหลวงอยู่แล้ว หากไม่ใช่เพราะจิ่งปั๋วยวนยื่นมือเข้าช่วย เขาก็เอาตัวไถซืออวิ๋นออกจากสถานีตำรวจได้อย่างง่ายดาย ตอนนี้เมื่อมีเยี่ยชิงซินซึ่งเป็นผู้ได้รับบาดเจ็บมาพูดเปิดทางให้ไถซืออวิ๋น สถานีตำรวจก็ย่อมไม่อาจกักขังเธอต่อไปได้ 

เยี่ยชิงซินไม่ได้รอให้ไถซืออวิ๋นออกมาก็จากไปก่อนแล้ว 

ไถซืออวิ๋นถูกเลี้ยงแบบตามใจมาตั้งแต่ยังเล็ก นี่เป็นครั้งแรกที่เธอขึ้นโรงพักและถูกคุมขังรวดเดียวตั้งหลายวัน จึงพอจะจินตนาการได้ว่าจิตใจจะต้องถูกกระทบและทรมานแค่ไหน หากออกมาแล้วเจอเยี่ยชิงซินจะต้องปะทุเพลิงโทสะใส่เยี่ยชิงซินอย่างแน่นอน 

เยี่ยชิงซินไม่ได้คุ้นชินกับการเป็นที่รองรับอารมณ์ของใครสักหน่อย 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว