email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณที่ติดตามผลงาน ฝากงานเขียนเรื่องล่าสุด "แก้วมรุลี" ด้วยนะครับ

พาร์ทเล็กๆ ของเดอะแก๊งค์ ในมุมหนึ่งของยายพลับพลึงสีชมพู

ชื่อตอน : พาร์ทเล็กๆ ของเดอะแก๊งค์ ในมุมหนึ่งของยายพลับพลึงสีชมพู

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 51

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 20 มี.ค. 2565 12:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
พาร์ทเล็กๆ ของเดอะแก๊งค์ ในมุมหนึ่งของยายพลับพลึงสีชมพู
แบบอักษร

พาร์ทเล็กๆ ของเดอะแก๊งค์

ในมุมหนึ่งของยายพลับพลึงสีชมพู

 

“ดูยายแว่นคนนั้นสิ อ่านแต่หนังสือมีเพื่อนรึเปล่าก็ไม่รู้?”

“ใครจะไปคบล่ะ พวกไอคิวสูงคุยกับใครก็ไม่รู้เรื่อง”

“ชีวิตนี้จะรู้จักทำอย่างอื่นบ้างไหมนอกจากอ่านหนังสือ?”

“เก่งตายล่ะ”

“ให้เรียนเก่งแบบนั้นแต่ไม่มีเพื่อนฉันไม่เอาหรอกนะ”

 

นี่คือตัวอย่างเพียงแค่ห้าประโยคจากหลายพันประโยคที่ฉันได้ยินมาตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนชั้นประถมศึกษา ถ้าคิดเป็นอัตราส่วนระหว่างประโยคที่ได้สนทนาในแต่ละวันก็น่าจะราวๆ 25.78 เปอร์เซ็นต์ ดูจากรูปประโยคแล้วก็คงจะพอคาดเดานัยสำคัญที่ต้องการสื่อสารมาได้ไม่กี่อย่าง

ข้อที่หนึ่ง รู้สึกสงสาร.....สงสารที่ฉันไม่มีเพื่อนคบเหมือนคนปกติ ฮัลโหล! เชื่อว่าหลายคนอาจจะเข้าใจผิดไปนะ ฉันมีเพื่อนคบค่ะ เพียงแต่อาจจะไม่ได้สนิทชิดเชื้อตัวติดกันไปไหนมาไหนตลอด 24 ชั่วโมงเพราะถ้าขืนเป็นแบบนั้น มันคงจะเบียดบังเวลาอันมีค่าในการอ่านหนังสือไป เพื่อนฉันส่วนใหญ่จะอยู่ที่โรงเรียนกวดวิชาเรามักจะคุยกันเกี่ยวกับเนื้อหาการเรียนและแนวทางในการเรียนต่อในอนาคตมากกว่าเรื่องส่วนตัว มันได้ประโยชน์และบริหารสมองมากกว่าค่ะ

เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องแสดงความสงสารผ่านคำพูดพวกนี้อีกนะคะ โดยส่วนตัวแล้วฉันคิดว่าไม่มีสาระอะไรและเป็นการใช้เวลาให้ผ่านเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ค่ะ

ข้อที่สอง อยากรู้อยากเห็น .... ฉันคิดว่าคนเราทุกคนมีไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันบางคนอาจจะชอบดูหนัง ฟังเพลง เล่นกีฬา ชอปปิ้ง เพราะว่าสิ่งเหล่านั้นมันล้วนทำให้เราพอใจและมีความสุขส่วนการอ่านหนังสือนับเป็นความสุขส่วนใหญ่ของฉันและมันก็ยังได้ประโยชน์มากมายด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้คงว่ากันไม่ได้หรอก

อยากจะขอเรียนแจ้งสำหรับหลายคนที่สงสัยว่าในแต่ละวันฉันได้ทำอะไร บ้างนอกจากการอ่านหนังสือ ทุกท่านคะ ฉันก็เป็นคนต้องการปัจจัยสี่เฉกเช่นท่าน มีความต้องการในส่วนของอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยและยารักษาโรคเหมือน กับสิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์ ไม่ได้บ้าอ่านหนังสือขึ้นสมอง จนถึงขั้นอาบน้ำไปด้วยอ่านหนังสือไปด้วย คนเราควรเรียนรู้ในการแบ่งเวลาให้ลงตัว ที่มักจะเห็นฉันอยู่แต่กับหนังสือไม่ได้หมายความว่าชีวิตนี้จะไม่ทำกิจกรรมอย่างอื่นเลย หวังว่าคงเข้าใจตรงกันนะคะ ไปต่อที่ข้อถัดไปกันค่ะ

ข้อที่สาม “ให้เรียนเก่งแบบนั้นแต่ไม่มีเพื่อนฉันไม่เอาหรอก” ประโยคนี้ตี ความได้หลายแบบ แต่จะขออนุญาตสรุปว่า นั่นเป็นความริษยาในความชาญฉลาดของฉันนะคะ อาจจะมีบ้างที่หลายคนคิดว่าฉันไม่มีเพื่อนแต่คำตอบมันมีอยู่แล้วในข้อแรก ขออนุญาตไม่ชี้แจงให้เสียพลังงาน การคบเพื่อนไม่ได้ทำให้คนเราเรียนเก่งหรือไม่เก่งเพราะหลักๆ อยู่ที่ตัวเราแทบทั้งหมด เพื่อนอาจจะมีส่วนอยู่บ้างแต่ไม่ใช่ทั้งหมด คุณจะมีเพื่อนเยอะแค่ไหนฉันไม่สนแต่ถ้าจะมาแข่งขันกันในทางการเรียนก็ต้องวัดกันซักตั้งค่ะ

 

ทั้งหมดที่กล่าวข้างต้นมันอาจจะอ่านไปแล้วชวนสับสน เอาเป็นว่าขอสรุปสั้นๆ แบบให้เข้าใจง่ายก็คือ ฉันเป็นคนทุ่มเทกับการเรียน มีเพื่อนที่โรงเรียนและสถาบันกวดวิชาบ้างแต่ไม่ได้สนิทอะไรกันมาก มันไม่ได้เป็นปัญหาอะไรกับฉันมากจนถึงตอนเข้าศึกษาในระดับมหาลัย ปัญหาเรื่องนี้มันก็เริ่มเด่นชัดขึ้น

“วิไปเดินห้างกันไหม?”

เมย์เพื่อนข้างห้องแวะมาชวนหลังเลิกเรียนของบ่ายวันศุกร์

“วิว่าจะอ่านทบทวนวิชากายวิภาคศาสตร์หน่อยอ่ะ”

“งั้นจะฝากซื้ออะไรก็โทรบอกนะ”

“ขอบใจจ้ะ”

เมย์เป็นเพื่อนผู้หญิงปีหนึ่งคนเดียวเท่านั้นที่มักจะแวะมาทักทายและชวนฉันไปข้างนอกซึ่งส่วนใหญ่ก็จะได้รับการปฏิเสธ จนพักหลังก็เลยไม่ค่อยชวน ส่วนเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นน่ะเหรอ แทบจะไม่มีใครอ้าปากคุยกับฉันเลย แต่ถ้ามีงานกลุ่มเมื่อไหร่วิรงรองจะเป็นคนแรกที่เพื่อนๆ แย่งกันเพื่อให้เป็นประธานกลุ่มเพราะส่วนใหญ่ฉันมักหอบงานมาทำเพียงลำพัง

 

ฉันชื่อวิ ชื่อจริงนางสาวริรงรอง มาจากครอบครัวนักธุรกิจฐานะปานกลาง มีพี่สาวหนึ่งคน มีความใฝ่ฝันอยากจะสวมหมวกสีขาวมาตั้งแต่เด็กและตอนนี้ก็ได้เป็นนักศึกษาพยาบาลสมใจ แต่ที่ทำให้ขัดใจหน่อยก็คงเป็นกิจกรรมการรับน้องที่เอาเวลาอ่านหนังสือไปจนหมดนี่ล่ะ แต่สุดท้ายฉันก็ได้เรียนรู้ ว่ามันก็ให้ข้อคิดดี ๆ ในการใช้ชีวิตอยู่ไม่น้อย ทั้งเพิ่มทักษะในการแก้ปัญหา และพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ กิจกรรมนี้มีประโยชน์ค่ะ

“จะไม่ให้พวกเราช่วยจริงๆ เหรอ?” เพื่อนร่วมกลุ่มทำรายงานทั้งสามคนเอ่ยปากถามพร้อมแบกกระเป๋าใบใหญ่เตรียมกลับบ้านในเย็นวันศุกร์ ถ้ามองดูจากรูปการณ์แล้วพวกเธอคงไม่ได้ตั้งใจจะช่วยซักเท่าไหร่

“ไม่เป็นไรเราทำเองได้”

“โอเคงั้นไปแล้วนะ”

งานกลุ่มที่ว่านี้ต้องเร่งส่งภายในเช้าวันจันทร์ ซึ่งหมายความว่าต้องรีบปั่นให้เสร็จโดยใช้เวลาเพียงสองวัน ปกติถ้าแบ่งกันทำสี่คนก็ไม่ได้หนักหนาอะไรมาก

แต่นี่ทุกอย่างฉันต้องเป็นคนลงมือทำทั้งหมด มันเลยค่อนข้างหนักเอาการ ฉันเคยแบ่งให้พวกนั้นทำบ้างแต่ผลที่ได้คือไม่เสร็จบ้าง ไม่ถูกบ้าง เกี่ยงกันบ้าง จนสุดท้ายต้องมานั่งตรวจทานแล้วลงมือทำด้วยตัวเองถึงออกมาดี จะให้ทำไงล่ะ งานกลุ่มก็ต้องได้คะแนนเป็นกลุ่ม แถมสามคนที่ว่านี่ก็อยู่รหัสติดกับฉัน แล้วอาจารย์ก็มักลดความยุ่งยากในการแบ่งงานด้วยการแบ่งตามรหัส ฉะนั้นชะตากรรมนี้ ฉันจึงต้องแบกรับมันไว้จนจบปีสี่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“กายวิภาคศาสตร์ระบบไหลเวียนโลหิต”

ฉันท่องหัวข้อรายงาน ก่อนเดินตามชั้นหนังสือเพื่อตามหามันหวังว่ายังมีเหลืออยู่นะ

“นี่มันอะไรกันเนี่ย?”

ฉันเดินวนหาเป็นรอบที่สาม จนแล้วจนเล่าก็ไม่มีหลงเหลืออยู่เลยสักเล่ม แสดงว่านักศึกษาคนอื่นรู้ว่าต้องทำรายงานเลยมายืมเอาไว้จนหมดเกลี้ยงเลยสิ ไม่เป็นไรเดี๋ยวพรุ่งนี้มาใหม่เผื่อมีคนเอามาคืน

 

ความวิตกกังวลว่าจะทำรายงานไม่ทัน ซึ่งอาจส่งผลต่อคะแนนลามไปถึงเกรดตอนปลายเทอมจึงทำให้ฉันต้องรีบปรึกษากับเพื่อนร่วมกลุ่ม

[อ๋อ หนังสือเหรอฉันยืมมาแล้วแต่ว่ามันติดกระเป๋ากลับบ้านมาด้วยอ่ะ]

เสียงปลายสายตอบมา

“งั้นเธอทำรายงานได้ไหมวันจันทร์เช้าจะได้มารวบรวม”

[ไม่เอาอ่ะ ก็เธอบอกเองว่าจะรับทำเองทั้งหมด อีกอย่างงานนะเยอะแยะแบบนี้ฉันทำคนเดียวไม่ไหวหรอก]

“แต่วิไม่มีหนังสือนะจะทำรายงานได้ไง?”

จะให้ฉันค้นจากอินเตอร์เนตแล้วทำส่งงั้นเหรอ ไม่มีทางหรอก

[ไม่รู้ล่ะเธอรับปากไว้แล้วเธอก็ต้องทำ แค่นี้นะฉันจะขึ้นเรือไปเกาะแล้ว]

ปลายสายกดวางไปเป็นอันจบบทสนทนาให้ทำแค่นี้ช่วยหน่อยก็ไม่ได้แถมมีรายงานกลุ่มแต่ไปเที่ยวเนี่ยนะเพื่อนร่วมกลุ่ม จะทำไงได้ล่ะในเมื่อเป็นคนรับปากเองนี่นา

 

เชื่อไหม ว่าคืนนั้นทั้งคืนฉันนอนไม่หลับเพราะกังวลเรื่องทำรายงานไม่ทัน

วันเสาร์ห้องสมุดเปิดช่วงบ่าย เพื่อให้รุ่นพี่ที่ขึ้นฝึกงานบนวอร์ดได้ลงมาค้นคว้าหาความรู้และเอาหนังสือไปทำรายงานเกี่ยวกับกรณีศึกษา ฉันจึงนั่งรอให้มีคนมาคืนหนังสือที่ชั้นจนเย็นแต่กลับไม่มีใครนำสิ่งที่ต้องการเอามาคืนสักเล่ม และแล้วห้อง สมุดก็ปิดในที่สุด วิรงรองจะเอาหนังสือที่ไหนมาทำรายงานกันล่ะทีนี้

 

“ฮึก! ฮึก!”

เพราะความเครียดและกดดันที่จะไม่มีงานส่งร่างผอมบางของฉันจึงมานั่งร้องไห้คนเดียวที่ใต้ต้นกาสะลองหน้าตึกในยามเย็น ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ฉันจึงกล้าทำแบบนี้ซึ่งปกติจะไม่ทำให้ใครได้เห็นหรอก แต่ส่วนนึงที่ทำให้เป็นต้องร้องไห้จนถึงขั้นสะอื้นก็คือความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่เพื่อนร่วมกลุ่มไม่ยอมช่วยแก้ไขปัญหาแถมไม่เคยสนใจเลยด้วยซ้ำว่าจะไม่มีงานส่งและไม่มีคะแนน

 

“มีอะไรไม่สบายใจเหรอ?”

เพื่อนผู้ชายตัวเล็กหน้าสิวเอ่ยถามหลังจากที่นั่งลงข้าง ๆ

“ไม่มีอะไรหรอก” ฉันรีบเช็ดน้ำตาหลังจากตอบออกไป

“เราก็แอบร้องไห้บ่อยเพราะคิดถึงบ้าน แต่ร้องแล้วมันก็สบายใจขึ้นนะ”

“แต่เรื่องที่เราไม่สบายใจต่อให้ร้องไห้กี่ครั้งมันก็ไม่หายหรอก”

“บอกเราได้ไหมเผื่อช่วยได้?”

“อือ... คือว่าเราต้องทำรายงานแต่ไม่มีหนังสืออ่ะ”

ฉันลังเลก่อนจะบอกออกไป เพื่อนตัวเล็กอาจจะช่วยอะไรไม่ได้หรอก แต่อย่างน้อยแววตาห่วงใยแบบนั้นมันก็ทำให้รู้สึกว่ายังมีคนอยู่ข้างๆ ในวันที่ไม่มีใคร

“ระบบไหลเวียนโลหิตป่ะ?”

“อือ”

“งั้นรอตรงนี้นะ ห้ามไปไหนนะรับปากนะ”

“อือ”

“ห้ามโกหกนะ”

เพื่อนตัวเล็กชี้หน้าฉันก่อนจะรีบวิ่งกลับออกไปทางโรงพยาบาลแล้วจะให้รออะไรล่ะ

 

“ป่ะไปข้างนอกกัน”

เพื่อนตัวเล็กเดินกลับมาหลังจากหายไปเกือบครึ่งชั่วโมง พร้อมสะพายเป้ใบใหญ่ด้วยหน้ายิ้มแย้มผิดกับตัวฉันที่กระวนกระวายอย่างอยู่ไม่สุข

“จะไปไหนเราไม่ไปด้วยหรอกนะ”

“เถอะน่าจะมาเครียดอะไร น้า นะนะ”

เขาเอื้อมมือมากุมมือฉันแล้วดึงให้ลุกขึ้นด้วยใบหน้าออดอ้อนราวกับเด็ก

“อือ ก็ได้”

ไหนๆ ก็จะไม่มีงานส่งแล้วไปเที่ยวหน่อยคงไม่เป็นไรหรอกมั๊ง ค่อยไปปั่นคะแนนตรงมิดเทอมกับไฟนอลเอาก็ได้

 

“รสชาติเป็นไงมั่ง?”

เพื่อนตัวเล็กมองหน้าฉันหลังจากที่ยื่นชามก๋วยเตี๋ยวปากหม้อให้สักพัก

“ยังไม่ได้กินเลย”

“พี่ครับเพื่อนผมไม่ยอมกินก๋วยเตี๋ยวปากหม้อร้านพี่ค๊าบ!”

“ว่าไงนะ!”

เสียงเจ้าของร้านตะโกนมาจากเตาทำเอาฉันสะดุ้งนี่จะแกล้งกันซึ่งๆ หน้าเลยเหรอเนี่ย

“กิน กินค่ะ” ไม่พูดพร่ำทำเพลง ฉันรีบตักมันเข้าปากแล้วจึงเคี้ยวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะทำตาโตส่งยิ้มให้เพื่อน

“อร่อยมาก อร่อยจริง ๆ ”

“พี่ครับเพื่อนผมบอกว่าอร่อยมากค๊าบ!”

“จ้า!”

เสียงเจ้าของร้านตะโกนตอบกลับมา

“นี่จงใจแกล้งกันจริง ๆ ใช่ไหมเนี่ย?”

“จริง แล้วอร่อยจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย!”

“จริง!”

เราทั้งคู่สบตากันแล้วหัวเราะออกมาเสียงดัง จนลูกค้าหลายคนหันมามอง เพื่อนตัวเล็กทำตาโตเบ้ปากอย่างไม่สนใจ

ฉันว่าเพื่อนคนนี้มีพลังบวกอย่างเหลือล้น แล้วกำลังถูกส่งต่อมาให้เพราะอะไรน่ะเหรอก็ในวันที่แสนเคร่งเครียดแบบนี้เขายังทำให้ฉันยิ้มและหัวเราะออกมาได้ไงล่ะ

 

“ส่งแค่นี้นะ” เพื่อนตัวเล็กโบกมือตรงทางขึ้นหอหญิง

“ก็ต้องตรงนี้สิจะขึ้นหอหญิงรึไงล่ะ?”

“งั้นหลับตาก่อนสิเรามีอะไรจะให้”

“อือ ได้สิ”

“ห้ามขี้โกงนะ เตือนแล้วนะ”

“รับปากแล้วไงไม่โกงหรอก”

ฉันได้ยินเสียงกุกๆ กักๆ ตามด้วยเสียงรูปซิบ ถ้าเดาไม่ผิด เขาน่าจะหยิบอะไรออกจากเป้ใบใหญ่ที่สะพายมาด้วย

“ทีนี้ก็ลืมตาช้า ๆ”

“เฮ๊ย! ขอบใจมาก”

หนังสือกายวิภาคศาสตร์ และตำรากายวิภาคศาสตร์ระบบไหลเวียนโลหิต ถูกยื่นมาให้ต่อหน้า เป็นใครจะไม่ดีใจล่ะนี่เท่ากับการช่วยชีวิตวิรงรองเลยนะ

“ตอนแรกกะจะเอาให้เลยแต่เราเห็นเธอนั่งคร่ำเคร่งแต่กับการเรียนมาตั้งนานเลยอยากให้ไปพักสมองบ้าง”

“ถ่ายเอกสารมาทั้งสองเล่มเลยเหรอ เท่าไหร่อ่ะเดี๋ยวเราจ่ายตังให้”

“ไม่เป็นไรถือเป็นของตอบแทนที่พาเราไปกินของอร่อยก็แล้วกัน”

“นี่หลอกเราให้พาไปกินเหรอร้ายไม่เบานะ แต่เราก็เกรงใจอยู่ดี”

ฉันใช้กำปั้นชกไหล่เพื่อนตัวเล็กเบาๆ รู้สึกแปลกใจตัวเองเหมือนกันปกติฉันไม่เคยทำแบบนี้กับใครโดยเฉพาะเพื่อนต่างเพศคงเพราะสัมผัสได้ถึงมิตรภาพที่อีกฝ่ายกำลังส่งมาล่ะมั๊ง

“ตอนแรกกะจะทำเท่ด้วยการให้หนังสือไปเลยแต่ลืมไปว่าเราเองก็ต้องทำรายงานเหมือนกัน

“เหลือเยอะไหมล่ะ?”

“อีกหัวข้อเดียวพอดีแบ่งกันทำกับเพื่อน”

“เราเหลือทั้งหมดเลยกะว่าจะปั่นคืนนี้”

“งั้นพรุ่งนี้มาทำรายงานด้วยกันที่โต๊ะใต้ร่มกาสะลองนะ ถ้าไม่ทันเดี๋ยวเราช่วยเอง”

“ไม่ต้องช่วยหรอกเราเกรงใจ”

“งั้นเอาหนังสือคืนมาเลย”

“ก็ได้ๆ เก้าโมงนะ”

“โอเค เอ่อ เราชื่อแลนด์นะ”

“เราชื่อ...วิ”

“งั้นเรากลับบ้านก่อนนะ”

“บายจ้ะ” เราโบกมือลาก่อนจะเดินจากกัน พื้นที่ที่เต็มไปด้วยความกดดันและน้อยใจของฉันมันถูกขับไล่ออกไปจนหมดสิ้น มีมิตรภาพที่งดงามเข้ามาแผ่กิ่ง ก้านสาขาทดแทนจนเต็มมิตรภาพมีรูปร่างหน้าตายังไงน่ะเหรอ ตัวเล็กๆ ผิวขาว ๆ แล้วก็ยิ้มเก่งแถมขี้แกล้งไงล่ะ

 

 

ฉันใช้วันอาทิตย์ทั้งวัน ไปกับการนั่งปั่นรายงานแบบตัวเป็นเกลียวหัวเป็น น็อต แต่ทุกอย่างมันสะดวกและรวดเร็วมากขึ้นเพราะเพื่อนตัวเล็กชื่อแลนด์ช่วยใช้ปากกาเน้นข้อความขีดในหนังสือตรงจุดที่สำคัญให้จนหมด ในตอนแรกฉันก็ตรวจ ทานทุกตัวอักษรเพราะเกรงว่าจะผิดพลาด แต่สักพักก็ลอกเอาทั้งหมดโดยไม่ต้องคิดอะไร เพื่อนตัวเล็กคนนี้นอกจากจะใจดีแล้วยังเก่งอีกด้วย

“ไม่รู้จะซื้ออะไรมาให้คิดไรไม่ออกเลยเอาข้าวกะเพรามาอ่ะ”

แลนด์วางข้าวกล่องพร้อมน้ำดื่มไว้ข้างหน้า นอกจากช่วยทำรายงานแล้วยังหาข้าวหาน้ำให้กินอีก อะไรจะดีขนาดนั้น

“โห เกรงใจอ่ะแต่ก็ขอบคุณนะ”

“ก็ไม่ยอมให้เราช่วยเขียนนี่นา ว่าแต่ถึงไหนแล้ว?”

“อีกแค่สองหัวข้ออ่ะ แลนด์สรุปไว้แบบนี้มันก็เลยเสร็จเร็วไง”

“งั้นเราขออะไรอย่างได้ป่ะ?”

“อะไรเหรอ?”

“เราขอเอารายงานไปเข้าเล่มให้นะ”

“อือ ก็ได้แต่เราจ่ายตังเองนะ”

“อือ ก็ได้”

“นี่ย้อนเราเหรอ?”

“ฮ่าๆ ๆ ”

ว่าแต่แลนด์ทำไมถึงได้ใจดีเอารายงานไปเข้าเล่มให้กันนะหรือว่ามีญาติทำกิจการร้านถ่ายเอกสาร แต่ช่างเถอะยังไงซะก็ไม่ต้องกังวลเพราะไม่มีงานส่งแล้วนี่หว่า คืนนี้คงได้นอนหลับฝันดีแน่นอน

 

“วิ ทำไมเธอทำแบบนี้ล่ะ?”

เพื่อนทั้งสาม โยนรายงานลงบนโต๊ะเรียนวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ในตอนบ่ายระหว่างรออาจารย์เข้ามาสอนเรียกความสนใจจากเพื่อนทั้งห้อง หลายคนถึงกับเงียบแล้วเดินเข้ามาดูใกล้ ๆ

“วิทำอะไรเหรอ?”

“ยังจะมาทำเป็นซื่ออีก อาจารย์เขียนปากกาแดงตรงผู้จัดทำว่าทำไมถึงได้มีชื่อเธอเพียงคนเดียวทั้งที่มันเป็นงานกลุ่ม แบบนี้มันหมายความว่ายังไง?”

พวกเธอเปิดหน้ารายชื่อผู้จัดทำให้ฉันดู มันก็เป็นอย่างที่พูดมีชื่อนางสาววิรงรองเพียงคนเดียว จะเป็นได้ไงในเมื่อฉันเขียนรายชื่อทุกคนครบแล้ว มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ ๆ

“ทำคนเดียวก็ต้องมีรายชื่อคนเดียวสิ”

“นายมายุ่งอะไรด้วยนี่มันงานกลุ่มของพวกเรา”

หนึ่งในสมาชิกกลุ่มของฉันพูดเสียงดัง พร้อมกับชี้หน้าแลนด์ทั้งห้องเงียบสนิทแล้วหันมาสนใจการสนทนานี้

“วิเขียนชื่อทุกคนครบแล้วนะ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ?”

ตอนนี้อดสงสัยในตัวแลนด์ไม่ได้ หรือต้องการให้ฉันกับเพื่อนต้องแตกคอจนต้องทะเลาะกัน

“งานกลุ่มงั้นเหรอเราเห็นวินั่งทำคนเดียววันอาทิตย์หนังสือก็ไม่มีถ้าคิดว่าเราโกหกมาเปิดดูรายงานได้เลย ทั้งเล่มมีลายมือของวิรงรองเพียงคนเดียว แบบนี้เรียกว่างานกลุ่มได้จริงดิ พวกเธอไม่ละอายใจกันบ้างเลยเหรอ?”

“ก็ ....”

“ก็อะไร ก็พวกเธอหนีกลับบ้านกันหมดล่ะสิ”

จากที่เคยเสียงดังตอนนี้เพื่อนทั้งสามคนกลับเงียบจนฉันนึกสงสาร

“เราในฐานะนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่หนึ่งคนนึงขอเสนอว่า ต่อไป

ถ้ามีการแบ่งงานทำเป็นกลุ่ม ให้พวกเราเสนออาจารย์ให้แบ่งกลุ่มตามความสมัครใจไม่ต้องเรียงตามรหัสตามเดิม ใครเห็นด้วยช่วยยกมือหน่อย”

ทั้งห้องยกมือสนับสนุนกันหมดยกเว้นเพียงแค่สามคน น่าจะเดาได้ไม่ยาก

“งั้นก็ตกลงตามนี้ หวังว่าคงเข้าใจในสิ่งที่เราทำนะ”

แลนด์ยื่นมือมาหยิบเล่มรายงานก่อนเดินออกจากห้องไป โคตรเท่อ่ะ

 

“วิ เอ่อ พวกเราขอคุยด้วยได้ไหม?”

“อือ ได้สิมีไรเหรอ?”

เพื่อนผู้หญิงสามคนเรียงหน้ากันเข้ามาขอคุยด้วย หลังจากเลิกเรียนวิชาสุดท้ายของวันนี้

“คือพวกเราขอโทษนะที่ปล่อยให้เธอต้องทำรายงานคนเดียว”

“ไม่เป็นไรหรอก”

“อย่าโกรธพวกเราเลย ยกโทษให้พวกเรานะ”

พวกเธอยื่นมือมาจับมือฉันด้วยสายตาอ้อนวอน

“เราไม่ได้โกรธพวกเธอหรอก จริงๆ นะ”

ฉันกุมมือแล้วบีบเบาๆ เพื่อให้มั่นใจ

 

“เราขอโทษพวกเธอด้วยนะเรื่องตอนบ่ายอ่ะ”

เสียงแลนด์ดังมาจากด้านหลัง ตอนแรกฉันคิดว่าเพื่อนทั้งสามคนจะรุมด่าแต่กลับยืนนิ่งด้วยสีหน้าสำนึกผิด

“ตอนแรกเราคิดว่าพวกเธอจะคุยกับวิเพียงลำพัง ไม่คิดว่าจะคุยเรื่องนี้กันต่อหน้าเพื่อนทั้งห้องเราก็เลยจำเป็นต้องทำแบบนี้เพื่อปกป้องเพื่อนเราน่ะ ขอโทษจริงๆ นะ”

อะไรนะที่แลนด์ทำลงไปเพื่อปกป้องเพื่อนอย่างฉันงั้นเหรอ

“ไม่เป็นไรหรอกพวกเราก็ผิดจริงๆ นั่นแหละต่อไปจะปรับปรุงตัวนะ”

“รายงานฉบับจริงถูกส่งและตรวจเสร็จแล้ว ส่วนเล่มที่เราให้เพื่อนเอาให้เธอมันแค่สำเนาไอ้คอมเมนท์นั่นเราก็เป็นคนเขียนเองทั้งหมดวิไม่ได้มีส่วนเกี่ยวกับเรื่องนี้หรอก ที่เราทำไปก็เพราะหวังดีกับทุกคนนะ”

เราหันหน้าไปมองแลนด์อย่างทึ่ง ๆ

“ถ้าไม่ทำแบบนี้วิก็ต้องรับหน้าที่ทำรายงานเพียงคนเดียวไปตลอด ซึ่งอาจ จะเหนื่อยกว่าพวกเธอแต่อย่าลืมว่าคนที่จะได้ความรู้ไปทั้งหมดก็คือคนทำพวกเธอไม่ได้ทำก็อาจจะรู้น้อยกว่า แล้วที่สำคัญถ้าเกิดวันนึงอาจารย์มารู้ทีหลังว่ารายงานทุกฉบับเป็นแบบนี้มาตลอดพวกเธอก็จะถูกมองไม่ดีจริงไหม?”

เพื่อนทั้งสามคนพยักหน้า

“พรุ่งนี้เราจะไปอธิบายให้เพื่อนๆ ฟังที่หน้าห้องนะ”

“ไม่เป็นไรพวกเราจะจัดการเอง”

เพื่อนทั้งสามคนเอ่ยปากก่อนจะเดินจากไป

 

รุ่งเช้าก่อนเข้าเรียนรายวิชาแรกเพื่อนทั้งสามคนก็ออกไปยอมรับหน้าห้องเรื่องความผิดทั้งหมดที่ได้ทำ พร้อมทั้งรับปากว่าจะแก้ไขและปรับปรุงตัว เรื่องราวทุกอย่างจึงจบลงด้วยดี

ฉันได้เพื่อนร่วมชั้นกลับมาสามคน และที่สำคัญได้เพื่อนรักมาด้วยอีกหนึ่งคน เพื่อนรักหน้าตาเป็นไงน่ะเหรอ ก็แบบว่าบทจะต๊องก็สุดกู่บทจะเอาจริงเอาจังก็โคตรเท่ไงล่ะ

 

“ติดใจใช่ไหมล่ะ?”

แลนด์เอ่ยปากแซวหลังจากที่ฉันเคี้ยวก๋วยเตี๋ยวปากหม้อไม่หยุด

“อือ วันนี้วิเลี้ยงนะ”

“อือ ก็ได้แต่ขออะไรอย่างได้ป่ะ?”

“จะขออะไรอ่ะ ขอทีไรมีเรื่องทุกทีแต่วิก็ให้ได้หมดล่ะถ้าแลนด์ขอ”

“เป็นเพื่อนกับแลนด์ตลอดไปนะ”

เพื่อนตัวขาวชูนิ้วก้อยขึ้นมา

“เราจะเป็นเพื่อนกันไม่ทิ้งกันตลอดไป”

ไม่อยากบรรยายเลยว่าใบหน้าของแลนด์เวลายิ้มกว้างนั้นเป็นยังไง น่ารักสดใสไม่ต่างจากดอกไม้ยามเช้าที่เบ่งบานรับรุ่งอรุณซึ่งพร้อมจะเพิ่มพลักบวกและมุมมองดีๆ ให้กับผู้คนที่ได้พบเห็น

ฉันเกี่ยวก้อยสัญญากับเพื่อนรัก คนที่ทำให้ฉันเป็นวิในแบบที่ไม่เคยเป็น จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ความเป็นเพื่อนของเราไม่เคยลดน้อยถอยลงมีแต่แน่นแฟ้นขึ้น

 

...ขอบคุณนะที่มาเป็นเพื่อนกับฉัน...

 

 

 

 

กลับเข้าสู่ช่วงสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ by Phaki9 ครับ

 

จบสวยอีกแล้ว คุณจะมีเอี่ยวกับเรื่องของทุกคนไม่ได้นะไอแลนด์ : ผม

 

ไอ้ปื๊ด : ไอ้เตี้ยมันชอบเจ๋อครับ (อมยิ้ม)

วิ : วิชอบให้แลนด์เจ๋อนะ เจ๋อทุกเรื่องด้วยยิ่งดี

เดอะแก๊งค์ : ช่ายยย! (ประสานเสียง)

ไอแลนด์ : งั้นต่อไปกูไม่ยุ่งกับมึงแล้ว! (งอนตุ๊บป่อง)

 

ดี ปล่อยให้มันอยู่คนเดียวไปเลย : ผม

 

ไอ้ปื๊ด : ไม่ได้นะ พี่โอห์มยิ่งไม่อยู่ กูเหงา (ทำหน้าละห้อย // แอคติ้งเว่อ)

เรียว : ก็ไปหาน้องแจนสิจ๊ะ ใช่ไหมฟิล์ม?

ฟิล์ม : ใช่ ใช่ ใช่!

ไอแลนด์ : อ้อ วิมีฉายาเกี่ยวกับหมาด้วยนะ!

วิ : พอเลยนะ (ทำหน้าดุ)

 

เล่าหน่อยครับ นานๆ จะเจออาจารย์วิในมุมอื่น : ผม

 

เรียว : แว่นหนาหมางง...

วิ : หยุดนะ...เฮฮาหมาเฮ้ว

ไอ้ปื้ด : ฉายาอะไรก๊องแก๊งเบอร์นั้นวะ?

 

นั่นสิครับ มีที่มาที่ไปยังไง? : ผม

เรียว : ก็วันนั้นเราไปเดินตลาดมืดกัน แลนด์มันเห็นร้านขายอาหารหมา ก็เลยไปเหมามา ไม่รู้ถูกหวยหรือล็อตเตอรี่เราก็เลยต้องช่วยมันหอบหิ้วจนเหงื่อตก

ฟิล์ม : ทำไมเรื่องนี้ฉันไม่รู้

วิ : วันนั้นแกกลับบ้านไง วันเกิดพี่สาวคนโต

ไอ้ปื๊ด : ไงต่อ

ไอแลนด์ : ในระหว่างทางกลับเราก็ไปเจอหมาเด็กที่กำลังเล่นกันอยู่ ผมก็เลยแบ่งขนมให้ ตอนแรกเรียวกับวิก็กล้าๆ กลัวๆ เพราะกลัวว่าแม่มันจะมาเจอแต่หมาเด็กน่ารักมากเลยนะตั้งหกตัวแหนะ

 

หมาเด็ก? : ผม

 

ไอ้ปื๊ด : ลูกหมาน่ะครับ ไอ้เตี้ยมันชอบบัญญัติศัพท์แปลก ๆ

ไอแลนด์ : เดี๋ยวนะ มึงรู้ด้วยเหรอว่าบัญญัติแปลว่าอะไร?

วิ : บูลลี่! (วิแกล้งปราม)

เรียว : แกว่าปื๊ดโง่เหรอแลนด์ ร้ายกาจ! (ทำตาโต)

ฟิล์ม : ปื๊ดไม่ได้โง่ แค่ฟังคนอื่นพูดไม่ค่อยทัน เข้าใจอะไรช้ากว่าคนปกติเท่านั้นเอง

ไอ้ปื๊ด : เออ ขยี้กันเข้าไป (ทำหน้าปลง // แคะขี้มูก)

 

สรุปเพื่อนๆ ลงความเห็นว่าคุณปื๊ดโง่ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหมาเด็กวะ? : ผม

 

ไอแลนด์ : แหะ แหะ ไม่เกี่ยวครับ

เรียว : จากนั้นเราก็เห็นว่าหมาเด็กมันน่ารักก็เลยเข้าไปเล่นกับพวกมัน

ไอแลนด์ : เรียวเล่นกับหมาเด็กเหมือนมันเป็นเด็กจริงๆ เลยนะ คุยกัน ถามนั่นนี่แถมยังจั๊กจี้ หมาเด็กชอบใหญ่เลย

วิ : ตัดภาพไปที่แม่หมาที่กลับมาเจอ ...

ฟิล์ม : แม่หมากัดแกเหรอเรียว เรียกป่อเต็กตึ้งไหม?

เรียว : เรียกมารับแกเถอะย่ะ แม่หมาไม่ทำอะไรหรอกเพราะฉันมีล่าม

วิ : ล่ามแปลภาษาหมา ฮ่า ฮ่า ฮ่า (หัวเราะเบาๆ)

 

เอ่อ โทษนะผมงง แปลภาษาหมานี่ยังไงเหรอครับ? : ผม

 

เรียว : คือแลนด์มันนั่งคุยกับแม่หมาน่ะครับ มันบอกว่าลูกคุณน่ารักดีนะ ขอพวกเราคุยด้วยได้ไหม ขอเล่นด้วยได้หรือเปล่า

ไอแลนด์ : ฉันคุยกับแม่หมา ส่วนแกน่ะเล่นจ๊ะเอ๋กับหมาเด็ก แถมจั๊กจี้พุงด้วย

ไอ้ปื๊ด : หนักเลยนะนั่น

 

แล้วสรุปแม่หมาโอเคไหม? : ผม

 

วิ : แม่หมาโอเคเพราะแลนด์ติดสินบน

ไอแลนด์ : แหม ยายแว่นหนาหมางง (เบ้ปากใส่)

เรียว : แต่พอคนบางคนอยากเล่นด้วย หมากลับไม่เล่นด้วย ฮ่า ฮ่า ฮ่า

วิ : หยุดเลยนะ

ฟิล์ม : ยังไงอ่ะ อย่าบอกนะว่ามันสงสัยว่ายัยป้าคนนั้นเป็นใคร

ไอแลนด์ : ที่สุด! หมาเด็กหยุดเล่นกับเรียวแล้วมารุมจ้องวิ พวกมันเดินวนรอบๆ

แล้วก็มองอย่างสงสัย สุดท้ายก็รุมเห่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ไอ้ปื๊ด : สรุปเห่าแว่นหรือการแต่งตัวแบบคุณป้ากันแน่

วิ : บูลลี่!

ไอแลนด์ : น่าจะแว่นเพราะถ้าเป็นกระโปรงหมาเด็กคงรุมทึ้งไปแล้ว

เอิ่ม บางทีฉายาก็เกิดง่ายเหลือเกินเนาะ : ผม

 

วิ : ปกติชีวิตราบเรียบน่ะค่ะ ไม่ค่อยมีเหตุการณ์น่าตื่นเต้นอะไร

ไอแลนด์ : บางคนก็มีฉายานะ (เหล่มองเพื่อน)

ไอ้ปื๊ด : มึงหุบปากเลยนะ (กัดฟันพูดเบาๆ)

ฟิล์ม : เล่ามาเลย...

เรียว : ไม่ต้องมาข่มขู่เพื่อนฉันนะยะ (ชี้หน้าไอ้ปื๊ด)

 

เรื่องนี้ต้องขยาย : ผม

 

ไอแลนด์ : เรื่องนี้เกิดมานานมากน่าจะตั้งแต่มัธยม ก็ไม่มีไรมากวันนั้นเราไปดูหนังก็เลยกลับค่ำไปหน่อย ระหว่างเดินเข้าซอยไอ้ปื๊ดมันก็มัวแต่คุยแชทกับสาวๆ ทั้งที่เพิ่งเกิดเรื่องไม่นาน แหม ยังจะทำตัวกะล่อน

ฟิล์ม : พวกผู้ชายก็งี้แหละ (เบ้ปากใส่ไอ้ปื๊ด)

ไอ้ปื๊ด : หยุดเลยไอ้เตี้ย กูเล่นเกมเหอะ

ไอแลนด์ : อ้าวเหรอ โทษทีว่ะ (เกาหัว)

เรียว : คนชอบใส่ความเพื่อนก็แบบนี้แหละ (เบ้ปากใส่แลนด์กับฟิล์ม)

ไอแลนด์ : ก็มัวแต่เล่นเกมไงถึงเดินเหยียบน้องหมา (มองตาขวาง)

ไอ้ปื๊ด : ก็มันไม่หลบกูเอง โทษกูฝ่ายเดียวก็ไม่ถูกนะ (เถียงกลับ)

 

แล้วหมาดวงซวยตัวนั้นเป็นไงบ้างครับ? : ผม

 

ไอแลนด์ : ขาหลังซ้ายหักครับ

ฟิล์ม : คนเลว!

เรียว : คนใจร้าย!

วิ : สงสารน้องหมาจัง (ทำตาละห้อย)

 

คุณนี่บาปหนานะครับคุณปื๊ด : ผม

 

ไอ้ปื๊ด : สรรเสริญกูเข้าไป รีบเล่าต่อให้จบสิวะไอ้เตี้ย ก่อนที่เขาจะรุมกูมากกว่านี้

ไอแลนด์ : โห! สรรเสริญ ศัพท์ยากขึ้นทุกวันนะมึงเนี่ย คืองี้ไอ้ปื๊ดมันก็ไม่ได้ชั่วช้าขนาดนั้นหรอก เมื่อเห็นน้องหมาเจ็บเราก็เลยพาไปรักษา แล้วจากนั้นมาเจ้าหมาตัวจรจัดตัวนั้นก็เลยกลายมาเป็นสมาชิกของบ้านไอ้ปื๊ด คุณยายทองนี่หลงรักไอ้ด่างมากกว่าหลานอย่างไอ้ปื๊ดอีก

ฟิล์ม : คนน่ารัก

เรียว : คนใจดี

วิ : ดีใจจังที่น้องหมามีบ้าน

 

คุณนี่ใจบุญสุนทานนะครับคุณปื๊ด (ตามน้ำซะหน่อย) : ผม

 

ไอ้ปื๊ด : แหม ตอนแรกไม่เห็นพูดงี้ (มองขวาง)

เดอะแก๊งค์ : เค้าขอโทษษษ... (ยิ้มแหยๆ)

 

เค้าด้วย (ตามน้ำไปอีกหน่อย) : ผม

เพื่อเป็นการขอโทษ งั้นให้คุณปื๊ดเล่าอีกเรื่องนึง พิเศษสุดๆ เลยนะเนี่ย : ผม

 

ไอ้ปื๊ด : จริงเหรอครับ (มองอย่างดีใจแล้วหันมองเพื่อนๆ)

ไอ้ปื๊ด : จะเล่าแล้วน้าาา...

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว